วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560



การเลือกเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ 2 นั้นสำคัญตรงที่ทำให้เราเดินทางไปได้ทั่วโลก โอกาสดีๆในชีวิตดีกว่าคนที่ได้เเค่ภาษาเเม่ภาษาเดียว เเละหากเรารู้ภาษาที่ 3 เพิ่มขึ้นด้วย จะยิ่งเปิดโอกาสให้กับชีวิตได้รื่นรมย์ทั้ง ทั้งการงาน การท่องเที่ยว เเละการศึกษาเรียนรู้ ว่าเเต่ว่าภาษาอะไรที่เราควรเรียนเพิ่มนอกจากภาษาอังกฤษล่ะ

ภาษาเยอรมันเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ใครต่อใครหลายคนเลือกเรียนเป็นภาษาที่ 3 เรามาดูกันดีกว่าว่า 5เหตุผลที่เราควรเรียนภาษาเยอรมันทั้ง 5 ข้อ นั้นมีอะไรกันบ้าง

1. ภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปในทวีปยุโรป


นอกจากประเทศเยอรมนีแล้ว ภาษาเยอรมันยังเป็นภาษาราชการของ
ประเทศออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก และลิกเตนสไตน์ นอกจากนี้ยังเป็นภาษาที่ใช้พูดกันอย่างมากในอิตาลี่, ฝั่งตะวันออกของเบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์, เดนมาร์ก, ฝั่งตะวันออกของฝรั่งเศส, บางส่วนในโปแลนด์, สาธารณรัฐเช็ค, รัสเซีย และโรมาเนีย

2. ภาษาเยอรมันไม่ยากอย่างที่คิด



ภาษาเยอรมันมีคำศัพท์และไวยากรณ์ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีระบบการออกเสียงที่ดี ซึ่งหากได้เรียนรู้แล้ว มันจะง่ายต่อการเดาว่าเมื่อฟังคำศัพท์คำนี้แล้วจะเขียนว่าอย่างไร หรือเมื่อเห็นคำศัพท์คำนี้แล้วควรออกเสียงอย่างไร

3. การอ่านวรรณกรรม


 วรรณกรรมฉบับดั้งเดิมส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาษาเยอรมัน นอกจากนี้หนังสือใหม่ ๆ ที่ถูกตีพิมพ์ในประเทศเยอรมนีในแต่ละปีนั้น ภาษาเยอรมันถือว่าเป็นภาษาอันดับที่ 3 ของโลกที่มีการแปลหนังสือเยอะที่สุดอีกด้วย

4. โอกาสทางธุรกิจ


 ภาษาเยอรมันมีความ
สำคัญทางด้านการค้าในยุโรป โดยเฉพาะการพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านธุรกิจกับคู่ค้า ซึ่งปัจจุบันประเทศเยอรมนีถือได้ว่าเป็นประเภทที่มีอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก และเป็นประเทศที่มีการส่งออกที่สำคัญของโลกอีกด้วย

5. เรียนรู้วัฒนธรรม



การมีความรู้ความเข้าใจในภาษาเยอรมันถือได้ว่าเป็นการเปิดประตูสู่วัฒนธรรมของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรมภาษา, ดนตรีคลาสสิค และอื่นๆอีกมากมาย
  
5 เหตุผลดีๆเหล่านี้ คงมองออกกันบ้างเเล้วว่าภาษาเยอรมันน่าสนใจขนาดไหน เริ่มลงมือ เรียนรู้ เเล้วไปใช้ท่องโลกกันเลยค่ะ

ขอบคุณเเหล่งข้อมูล http://www.catdumb.com

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560






สอนลูกชายให้มีความรับผิดชอบ...ต้องทำอย่างนี้!!!!
พอเปิดเทอม ผู้ปกครองที่รร. Catholic High School for Boys รัฐ Arkansas ก็ได้รับแจ้งเตือนให้รับทราบนโยบายที่รร. ปฏิบัติมาหลายสิบปีแล้ว
ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ปกครองนำการบ้าน อาหาร หรืออุปกรณ์กีฬาที่นักเรียนลืมไว้ที่บ้านมาส่งให้ที่โรงเรียน
นอกเหนือจากการติดป้ายเตือนไว้หน้าโรงเรียนว่า

“หยุดก่อน! ถ้าคุณจะนำอาหาร หนังสือ การบ้าน อุปกรณ์ ฯลฯ มาส่งให้ลูกละก็ กรุณาหันหลังกลับ แล้วเดินออกไปจากอาคารเสียเถิด
ลูกของคุณจะได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเวลาคุณไม่อยู่”

มีคนแชร์โพสต์นี้ไปเป็นแสน
กลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว
บางคนเห็นว่ารุนแรงเกินไป
ถึงแม้เสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่า
“นี่เป็นการสอนให้เด็กหนุ่ม ๆ เป็นผู้ใหญ่ สามี
และพ่อที่มีความรับผิดชอบต่อไป โดยผ่าน
‘ความล้มเหลวขั้นเบาะ ๆ ’ 

  Margaret Barsocchi Willis ผู้ปกครองคนหนึ่งแสดงความเห็น
การลืมของเหล่านี้เป็นความผิดพลาดเล็กน้อยที่ไม่มีผลสืบเนื่องร้ายแรงอะไร


“นี่เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจของเราเพื่อช่วยให้นักเรียนรู้จักพึ่งพาตัวเองและรับผิดชอบด้วยตัวเอง”
ผู้อำนวยการ Steve Straessle ชี้แจง
“เราต้องการให้เด็กรู้จักคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพ่อหรือแม่ไม่อยู่คอยช่วยเหลือ... เด็กมักโทรบอกพ่อแม่ให้มาช่วยแก้ปัญหาให้ แต่เราพยายามให้นักเรียนของเราต้านทานแนวโน้มนี้ คิดหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

"เป้าหมายอีกประการหนึ่งคือเพื่อสอนเด็กถึง
'ความล้มเหลวขั้นเบาะ ๆ ' เช่น ลืมของ เข้าทีมไม่ได้
หรือเผชิญกับผลจากพฤติกรรมผิดพลาดของตน


ความล้มเหลวขั้นเบาะ ๆ เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะเป็นพื้นฐานในการเป็นผู้ใหญ่ ความล้มเหลวขั้นเบาะ ๆไม่เคยทำลายชีวิตใคร 
แต่การขาดความล้มเหลวขั้นเบาะ ๆ ไปนี่สิทำลายชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว...
นี่ไม่ใช่เรื่องโหดร้ายอะไรหรอก เป็นบทเรียนที่ไม่มีในตำรา 

แต่สำคัญพอ ๆ กับแคลคูคัสหรือเขียนเรียงความทีเดียว”
Catholic High School ไม่ใช่โรงเรียนเดียว
ที่มีนโยบายนี้ ก่อนหน้านั้นก็เคยมีข่าวฮือฮา
เมื่อโรงเรียน Lake Mary และ Oviedo High School
ที่ฟลอริดาใช้นโยบายเดียวกันนี้ตั้งแต่หลายปีก่อน

เนื่องจากผู้อำนวยการรำคาญตาที่เห็นห้องธุรการชักจะกลายเป็นห้องล็อคเกอร์ไปเสียแล้ว
ที่โรงเรียนส่วนใหญ่ต่างก็มีผู้ปกครองนำของที่ลูกลืมมาส่งให้ที่โรงเรียนมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะเมื่อมีโทรศัพท์มือถือให้ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ง่าย ๆ ประกอบกับทัศนะของพ่อแม่ก็เปลี่ยนไป

ใหม่ ๆ ผู้ปกครองก็ไม่พอใจ
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครบ่นกันแล้ว
ส่วนใหญ่จะเข้าใจในเจตนาของโรงเรียน

“ตอนเข้ามาใหม่ ๆ หนูรู้สึกตกใจ” Caroline Smith นักเรียนม. 5 เล่า
เธอเท็กซ์ให้แม่เอาการบ้านมาให้เหมือนที่เคยทำมาที่โรงเรียนก่อน
แต่แม่ตอบมาว่าผิดระเบียบ
เดี๋ยวนี้เธอใส่ใจในการเตรียมของมาโรงเรียนมากขึ้น

“มันสอนให้หนูรู้จักรับผิดชอบ หนูว่านักเรียนเคยชินแล้วค่ะ ถ้าเกิดลืมก็เป็นความผิดของเรา เราได้แต่โกรธตัวเองว่าลืมได้ไง ไม่ได้โกรธโรงเรียนหรอกค่ะ
Patrick Wingfield นักเรียนม. 6 ที่ Catholic High School ก็เคยชินกับระเบียบของโรงเรียนแล้วเช่นกัน “ใหม่ ๆ ผมตกใจ แต่หลังจากผ่านไป 2 ปี
ผมก็เข้าใจว่าทำไมจึงมีกฏเช่นนี้.. มันทำให้ผมคิดได้ด้วยตัวเอง ไม่พึ่งพาให้คนอื่นคอยทำให้ และถ้าผมทำผิดพลาดไป ผมก็ต้องเรียนรู้และพยายามแก้ไข”

Rob McCue ผู้อำนวยการโรงเรียน South Lake High School
เห็นว่าการที่พ่อแม่นำของที่ลูกลืมมาให้ที่โรงเรียน 
สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย 
สมัยที่เขาเรียนไฮสคูลอยู่นั้น  ไม่สามารถโทรติดต่อพ่อแม่ได้ง่าย ๆ
และถึงอย่างไรเขาก็ไม่คิดว่าพ่อแม่ของเขาจะรีบเอาของมาส่งให้ที่โรงเรียนหรอก

การรีบนำของที่ลูกลืมไว้ไปส่งให้ที่โรงเรียนเป็นตัวอย่างอันดับต้น ๆ ของการที่พ่อแม่พยายามขจัดความไม่รื่นรมย์ออกไปจากชีวิตของลูก
Jessica Laheyครูและแม่ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Gift of Failure”
ให้ความเห็น เป็นธรรมดาที่เด็กจะลืมของ
แต่ก็เป็นการดีที่เขาจะคิดหาวิธีป้องกันความผิดพลาดทำนองนี้ในอนาคต วัยเด็กเป็นกระบวนการต่อเนื่องระยะยาวในการเรียนรู้การกรุยทางชีวิตของตนในโลก
การที่เยาวชนสมัยนี้ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้
เป็นผลจากการที่พ่อแม่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตลูกมากเกินไป คอยเข้ามาปกป้องช่วยเหลือเมื่อลูกเผชิญกับความท้าทาย ทั้ง ๆ ที่การทำเช่นนั้นกลับจะเป็นผลร้ายต่อลูก เพราะทำให้ลูกต้านทานอุปสรรคต่าง ๆ ได้น้อยลง
ความสามารถในการเผชิญกับความล้มเหลวลดลง


จาก 'Exit the building': School tells parents to let kids problem solve on their own


Nicholas Liusuwan นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องศาสนาพุทธ เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับวัดพุทธสายเถรวาททั่วโลก เเละได้ใช้ชีวิตบางช่วงในการบวชเป็นพระภิกษุในประเทศไทย ได้เขียนคอลัมภ์เเนะนำวัดในศาสนาพุทธทั่วโลก 5 อันดับที่ผู้คนควรไปเยือนก่อนตาย มาดูกันว่ามีวัดไหนบ้าง เเละอยู่ที่ใดบ้าง ซึ่งเเต่ละวัดเขาได้ให้ข้อสังเกต เกี่ยวกับลักษณะ การก่อสร้าง ที่เเตกต่างกันไปตามเเต่ลักษณะของประเทศนั้นๆที่เป็นที่ตั้ง เเต่ความสำคัญคือ ศาสนาพุทธมีต้นกำเนิดมานานกว่า 2,500 กว่าปี ถือว่าเป็นศาสนาที่เก่าเเก่ เเละยึดหลักปฎิบัติ หาเหตุเเห่งทุกข์ เเละเเก้ที่เหตุเเห่งทุกข์นั้น วัดที่เขาเลือกมา ล้วนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สิ่งก่อสร้างอันงามสง่าให้ผู้มาเยือน สัมผัสถึงบรรยากาศความสงบ ความศรัทธา เลื่อมใส วัดเปรียบเสมือนสิ่งก่อสร้างมรดกตกทอดรุ่นต่อรุ่น ให้คนในยุคต่อๆไป ได้เห็นพลังเเห่งความศรัทธาของคนในยุคสมัยผ่านมา จนเกิดกำลังใจ อยากจะศึกษา ปฏิบัติตาม เเละเป็นพยานหลักฐานว่า ศาสนาพุทธนั้น ได้เจริญ รุ่งเรืองมาตั้งเเต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เเละต่อไปในอนาคต สิ่งใดที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของเเต่ละวัดที่ถูกเลือกมาจากทั่วโลก เหลือเพียง 5 อันดับที่ต้องไปเยือน ของนักเขียนวิชาการทางพุทธศาสนาคนนี้ ตามมาดูกัน


The Mahabodhi Temple, Bodh Gaya, India

พุทธคยานับเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลกเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา พุทธคยามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) ตั้งอยู่ที่จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 350 เมตร ในอดีตตำบลที่ตั้งพุทธคยามีชื่อว่า อุรุเวลาเสนานิคม ต่อมา จึงเพี้ยนเป็น อุเรล ปัจจุบัน พุทธคยาอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วมพุทธ-ฮินดู และยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 (UNESCO World Heritage seit 2002 )ในพุทธคยา ยังมีต้นศรีมหาโพธิ์ ที่ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสรู้ในพุทธกาลอีกด้วย


The Shwedagon Pagoda, Yangon, Myanmar

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ  เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยคำว่า "ชเว"หมายถึง ทอง, "ดากอง" คือชื่อดั้งเดิมของเมืองย่างกุ้ง เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำนวน 8 เส้น ยอดสุดของพระเจดีย์บริเวณลูกแก้วหรือหยาดน้ำข้างประดับด้วยเครื่องประดับต่างๆและเพชร 5,448 เม็ด ชั้นบนสุดมีทับทิม 2,317 เม็ดและเพชรเม็ดใหญ่ 76 กะรัต เพื่อรับลำแสงแรกและลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้ง

Fo Guang Shan, Dashu District, Kaohsiung, Taiwan

พุทธอุทยาน โฝ กวง ซาน(Fo Guang Shan Buddha Memorial Center, 佛光山佛陀紀念館)เป็นสวนทางด้านศาสนาพุทธที่มีขนาดกว้างใหญ่อลังการมากที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวัน เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปี 2011 มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ยักษ์พร้อมกับเจดีย์ขนาดใหญ่เรียงรายด้านหน้าอยู่ 2 ข้าง และมีฉากหลังเป็นภูเขาทำให้ได้รับการแนะนำในเว็บไซต์ต่างๆจนมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมกันมากมาย จนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของประเทศไต้หวันภายในเวลาไม่นาน ว่ากันว่าปัจจุบันเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมชมมากที่สุดของไต้หวัน  ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองเกาสงห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร
ภายในพุทธอุทยาน โฝ กวง ซานแบ่งออกส่วนต่างๆมากมาย ตั้งแต่โซนพิพิธภัณท์ที่เกียวกับศาสนาพุทธที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศไต้หวัน และยังเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเขี้ยวหรือฟัน ของพระพุทธเจ้าด้วย มีเจดีย์ทั้งหมด 8 เจดีย์ มีวิหารหน้าขนาดใหญ่ยักษ์ และอาคารอื่นๆอีกมากมาย

Wat Phra Dhammakaya, Pathum Thani, Thailand


วัดพระธรรมกาย ตั้งอยู่ที่ จังหวัดประทุมธานี ประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งวัดขนาดใหญ่ ที่มีระบบการบริหาร เเละทำงานทางพุทธศาสนาเเบบสมัยใหม่ในโลกปัจจุบัน วัดพระธรรมกายใช้วิธีการเผยเเผ่ธรรมะเเบบทันสมัย มีชื่อเสียงเเละเป็นที่รู้จักกันทั่วไป  การออกเเบบอาคาร สิ่งก่อสร้างในวัด จะเน้นการออกเเบบเเบบเรียบ ง่าย ผสมผสานสถาปัตยกรรมเเบบไทยโบราณ เข้ากับยุคปัจจุบัน ในวัดพระธรรมกายมีสถานที่น่าสนใจหลายเเห่ง โดยเฉพาะพระมหาธรรมกายเจดีย์ ที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป ถึงจำนวน 1ล้านองค์ มีห้องนั่งสมาธิขนาดใหญ่ ที่สามารถบรรจุ รองรับคนมานั่งสมาธิได้นับเเสน ตัววัดมีขนาดพื้นที่นับ 1000 เอเคอร์ เทียบเท่ากับ สองเท่าของประเทศโมนาโก ระบบสิ่งเเวดล้อม เเละการขนส่งภายในวัดสะดวกสบาย

Borobudur, Magelang, Indonesia


มหาสถูปโบโรบูดูร์ ตั้งอยู่ใน Magelang บนเกาะชวาของอินโดนีเซีย เป็นวัดที่มีชื่อเสียงเเละได้รับการเเต่งตั้งให้เป็น สถานที่มรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก มหาสถูปโบโรบูดูร์ ถือว่าสถูปที่สร้างเเบบลักษณะมหายาน ด้านในประกอบด้วยเเพลตฟอร์มหลายชั้น ซึ่งจะพาผู้ที่เข้ามาชม ได้เดินทางผ่านเรื่องราวของจักวาล ในความเชื่อทางศาสนาพุทธ ตัวมหาสถูปแบ่งความสูงเป็น 3 ระดับ แสดงหนทางแห่งภาวะรู้แจ้ง โดยแบ่งโลกเป็น 3 ภพ หรือ 3 ธาตุ ได้แก่ กามธาตุ(Kamadhatu), รูปธาตุ(Ruphadatu)  และอรูปธาตุ(Arupadhatu ) นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ย่อยล้อมรอบอีกหลายเเห่ง  มีการตกเเต่งด้วยภาพสลัก เเละรูปปั้นพระพุทธรูปจำนวนมากมาย มีการสันนิษฐานว่าสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7-9  ถือเป็นสถานที่เเสวงบุญที่สำคัญ โดยมีชาวพุทธในประเทศอินโดนีเซียเดินทางมาเยี่ยมชม เเละเเสวงบุญทุกๆปีในวันวิสาขบูชา


เเหล่งอ้างอิง     1. http://www.huffingtonpost.com/entry/5-unique-buddhist-temples-to-visit-before-you-  die_us_59409cace4b03e17eee087ee
                       2.วัดโฝ กวง ซาน https://www.talontiew.com/fo-guang-shan-buddha-memorial-center/
                       

วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มีคนถามว่าทำไมขยันทำบุญ 
มีคำตอบครับ แต่ไม่ใช่คำตอบเอง 
แต่เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรังสี)
วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ
ท่านได้เทศน์เรื่องทำบุญไว้ว่า    

  "ทำไมต้องทำบุญ?"
..เพราะ บุญ เป็นพลังงาน ที่มีพลังดึงดูดความเจริญ
มาสู่ชีวิต เป็นต้นเหตุ แห่งความสุข ความสำเร็จ ในชีวิต

..ถ้าบุญน้อย อุปสรรคในชีวิตก็มาก

..ถ้าบุญมาก อุปสรรคในชีวิตก็น้อย

..ถ้าบุญอ่อนกำลังลง หรือ บุญหมด..

..บาปที่เคยทำไว้ ก็จะได้โอกาส ส่งผล
..ทำให้ชีวิต มีอุปสรรค ต่างๆนานา
..เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความสุข หมดอำนาจวาสนา เสียชื่อเสียงเกียรติยศ แม้คนที่รักกันก็หมดรัก
แม้ทรัพย์ที่มีอยู่น้อยนิด ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้..

..ฉะนั้น การจะมี ทรัพย์สมบัติทุกอย่าง และ
ความสมบูรณ์พร้อมในชีวิต ก็ต้องมีบุญที่มากเพียงพอ

..ซึ่งไม่ว่า จะอยู่ในสถานภาพใด
ล้วนต้องอาศัยบุญทั้งนั้น
ไม่ว่าจะอยากอยู่แบบพอมีพอกิน หรือ
คิดจะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือ
พระเจ้าจักรพรรดิ

..แม้กระทั่ง ปรารถนา ที่จะหมดกิเลส
บรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นพระอรหันต์
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ต้องมีบุญถึง บารมีถึง ถึงจะดำรงอยู่ในสภาวะนั้น
ได้อย่างมั่นคง และมีความสุข

ด้วยเหตุนี้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว 
เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ทำชั่วแล้วได้ดี
เพราะบุญที่เขาไว้ยังส่งผลอยู่
เมื่อไรบุญนั้นอ่อนกำลัง
บาปจะได้ช่องส่งผล อย่างแน่นอน

อย่างที่บางคน ก่อนจะตายนอนอยู่ บนเตียงจะเห็นภาพในอดีตทั้งดีและไม่ดี
ทั้งๆที่จำไม่ได้แล้ว บางก็ร้องไห้  ร้องเป็นเสียงสัตว์
ก็มีเยอะดังนั้นจึงอย่าได้ประมาท ทำแต่ความดี ทำบุญ รักษาศีล 5 เป็นอย่างน้อย เเล้วชีวิตก็จะดี

เพราะทำแต่ความดีสั่งสมบุญ  ละกระทำไม่ดี
บาปทั้งหลาย ครอบครัว สังคม ประเทศ และ โลก
จะดี พบกับสันติสุข อย่างแน่นอน

..เพราะบุญ คือ เบื้องหลังความสุข ความสำเร็จ
ในชีวิตทุกระดับ อย่างแท้จริง..

นิตยสาร “The Secret” รายปักษ์ ปีที่ 6 ฉบับ 141 วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 ยังมีเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับ Trend ต่างๆ ของสมาธิ ที่น่าสนใจ เรื่องแรกคือ เดี๋ยวนี้เขามีการจัดสรรพื้นที่สำหรับฝึกสมาธิในสนามบินกันแล้วนะคะ  แต่ก่อนเราอาจจะได้ยินว่าสนามบินจะมีห้องสำหรับการทำละหมาด
แต่ตอนนี้สนามบินนานาชาติชิคาโกโอแฮร์ ได้เปิดห้องสำหรับผู้โดยสารให้ฝึกสมาธิ หรือ โยคะระหว่างรอขึ้นเครื่อง หรือเปลี่ยนเครื่องได้ เนื่องจากเห็นประโยชน์ว่าการฝึกสมาธิสามารลดความเครียด และทำให้ผ่อนคลาย ท่ามกลางการเดินทางที่วุ่นวายนั้นผู้โดยสารจะได้มีที่ให้ได้ผ่อนคลาย และสงบได้ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ที่สนามบินนี้นะคะ ก่อนหน้านี้สนามบินแฟรนซิลโก และแดลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เปิดห้องอย่างนี้มาแล้วค่ะ

 ตอนนี้มี Application ดีดี เพื่อความสงบในสมาร์ทโฟน ซึ่งนิยามกันเป็นอย่างมาก คือ โปรแกรมสอนสมาธิ Headspace จะมีเสียงระฆังเตือนสติให้กลับมาอยู่ที่ลงหายใจอย่าง Meditation Bell หรือ เสียงจากโปรแกรม Calm ฟังแล้วผ่อนคลายเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และยังมีโปรแกรม Lift ซึ่งรวมกลุ่มคนที่สนใจในกิจกรรมคล้ายกัน รวมถึงการนั่งสมาธิจนเป็นนิสัย Lift จะเตือนให้เราหาเวลาทำกิจกรรมดังกล่าว และให้กำลังใจอีกด้วย

สุดท้ายเป็นเรื่องของการแก้อาการปวดหัว 
นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าความเจ็บปวดมาจากความคิด ศาสตราจารย์แอนโทนี โจนส์ (Anthony Jones) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้ข้อสรุปข้างต้น และนำเสนอการฝึกสมาธิตามหลักพุทธศาสนา และมองโลกแง่บวกสามารถบรรเทาอาการปวดต่างๆ ได้ดีกว่ายาแก้ปวด ที่มีผลข้างเคียงตามมามากมาย  ดังนั้นเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราอาจไม่ต้องพึ่งแต่ยาแก้ปวดกันนะคะ ดีที่สุดฝึกนั่งสมาธิกันทุกๆ วัน จะได้เป็นภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ รวมถึงโรคสารพัดปวดด้วยค่ะ
 เห็นข้อดีของการฝึกสมาธิ และแนวโน้มของโลกในปัจจุบันที่คนทั่วโลกเห็นความสำคัญของการฝึกสมาธิแบบนี้แล้ว...ขอให้เราตระหนักเอาไว้ค่ะว่า สมาธิคือสิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวันที่จะขาดไม่ได้ เหมือนกับการ อาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหาร ที่ต้องทำทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีของใจเราค่ะ

http://www.meditationoutlet.com/meditation-singing-bowls/index.html

ที่มา http://www.storyweshare.com


วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลายคนคงรู้จักชื่อ ‘เหมียว-วรัตดา ภัทโรดม’ กรรมการบริหารบริษัท Amity Consulting Co.,Ltd. จากรายการโทรทัศน์ และผ่านหนังสือที่เธอเขียนเรื่องราวชีวิตของเธอเองซึ่งได้สอดแทรกแนวทางในการดำเนินชีวิตที่คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสนใจและขอบคุณเธอผู้นี้อยู่บ่อยครั้ง เธอได้ปฏิบัติธรรมและนำหลักการปฏิบัตินั้นมาสอดคล้องกับวิธีการคิดและใช้ชีวิตในแต่ละวัน จนเรียกได้ว่า เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่สามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ
       


       วรัตดาอธิบายหลักการคิดหลังจากการปฏิบัติธรรมว่า ตอนที่ครอบครัวมีปัญหาเลิกรากันไป เธอร้องไห้เพียงวันเดียวเท่านั้น เพราะมีอุเบกขาและใช้วิธีนั่งสมาธิเพื่อทำจิตใจให้สงบ
      
       
“ ในช่วงนั้นพี่มาหาคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กัลยาณมิตรของพี่ท่านหนึ่งที่บ้านพระอาทิตย์ คุณสนธิสอนเรื่องการรักษาใจ ซึ่งคุณสนธิอธิบายว่า รักษาใจคือรักษาใจให้มีความสุข คุณสนธิสอนว่า ตอนที่มีความสุข ถ้าเราไม่รักษาใจให้อยู่อุเบกขา รู้ว่าความสุขนี่อนิจจัง เวลามันทุกข์ มันทุกข์นะ พี่จึงล้มแล้วลุกเร็ว ซึ่งถ้าเราปฏิบัติไปสัก 10-20 ปีอาจจะไม่ล้มก็ได้นะ พี่เชื่อว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะปฏิบัติธรรมทำให้คนดีขึ้น ถ้าไม่มีธรรมะอาจจะจมปรัก ช้ำใจอยู่นาน แต่ความที่เรายอมรับความจริง ธรรมะจัดสรรให้เรื่องมันเกิดและมันจบได้เร็วมาก เจอกัน รักกัน นอกใจ เลิกกัน ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก ซึ่งพี่เชื่อว่ามันเป็นกรรมของพี่ที่พี่ใช้ไปแล้ว ไม่มีการต่อยอด ”

ทั้งนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมักมีเหตุผลเสมอ การปฏิบัติธรรมไม่ได้วัดว่าอาจารย์ท่านไหนดี เพราะทุกคนสอนธรรมะหมด แต่เราต้องวัดว่าจริตนี้กับเรานั้นเข้ากันไหม ซึ่งคำว่า ถูกในที่นี้คือ ทุกๆวันของเรารู้สึกดีขึ้น ทุกวันเจอเหตุการณ์เดิมที่เคยโมโหแล้ววันหนึ่งเคยโกรธ 10 ก็ลดลงเหลือ 5 นาที อารมณ์โกรธเริ่มลดลงเรื่อยๆ มันคือความสำเร็จ  “วิธีวัดว่าคนปฏิบัติได้ดีหรือมีความก้าวหน้าหรือไม่นั้น จะดูจากการที่คนล้มลงไปแล้วกลับขึ้นมาเร็วแค่ไหน จำนวนล้มลดน้อยหรือไม่ ซึ่งคำว่าล้มนั้นคือการเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขมากไป เราติดอยู่กับคำว่าทุกข์ สุข มากไปหรือเปล่า ถ้าเราอยู่ตรงกลาง ทุกข์เดี๋ยวเดียวก็กลับมา สุขเดี๋ยวเดียวก็กลับมา ซึ่งจะกลับมาอย่างไรนั้น เราต้องมีปัญญาที่จะทำให้รู้ว่า ทุกอย่างมันอนิจจัง”....

บทสัมภาษณ์ข้างล่างนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งน้อยนิด 
ของบทเรียนชีวิตที่เธอค้นพบคำตอบว่า
จุดสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่ผู้หญิงเกินครึ่งในโลกนี้อยากไปถึงจุดนั้น
ทำไมยังสร้างความสุขให้เราจริงๆไม่ได้
ความสำเร็จเเบบไหนที่คนเราจับต้องได้จริงๆ
เเละที่สำคัญที่สุด การเเก้ปัญหาเเบบไหนที่จะเรียกได้ว่าตรงเป้า
                                  เริ่มที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่ใจเราเอง


  เเหล่งข้อมูล อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่     http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000039363&Page=ALL

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget