วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569

 


ให้องสมุดลับใต้ดินทีทำจากเหล์ก เเละคอนกรีต มีชั้นวางเก็บเอกสาร เเละอุปกรณ์ต่างๆอัดเเน่นเต็ม ถ้านำชั้นวางเหล่านี้ออกมาวางเรียงต่อๆกันที่มีความยาวถึง 85 กิโลเมตร  ในพื้นที่มหาศาลน้้น บรรจุ เอกสาร,ลายเเทง,บันทึกจดหมายเหตุต่างๆ  เอกสารโบราณเหล่านั้นถูกเก็บไว้ภายใต้ระบบความปลอดภัยอย่างสูงสุด มีการควบคุมอุณหภูมิ ,ความชื้น เเละมีทหารสวิสการ์ดผู้ที่ถูกจ้างมาเพื่อเฝ้าเเละดูเเลอย่างเข้มงวด ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทำไมต้องเป็นบันทึกลับ

    เชื่อกันว่ามีเอกสารจำนวนมากถูกบันทึกไว้ด้วยภาษาลาตินโบราณว่า ลับมาก อาจจะไม่ได้หมายถึงลับในความหมายของความดำมืด จนต้องปิดบังไว้ในเเบบที่เราเข้าใจ เเต่อาจจะมีความหมายถึง ความเป็นส่วนตัว หรือ ความเป็นส่วนพระองค์ของพระสันตะปะปาต่างหาก มีนักวิชาการภาษาวิเคราะห์ ว่าเอกสารเหล่านี้อาจจะเป็นเอกสารส่วนตัวที่เจ้าของอาจจะไม่อยากเผยเเพร่ หรือถูกนำออกไปเผยเเพร่ต่อสาธารณะชนรับรู้ เเต่เพราะคำว่าส่วนตัว เเละห้ามการเข้าถึงเเหล่งข้อมูลนี้อย่างง่ายๆ ไม่มีการเปิดอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชม จึงเลี่ยงไม่ได้ว่า มนุษย์เราที่มีความสงสัย อยากรู้อยากเห็นเป็นทุกเดิมอยู่เเล้ว จะจินตนาการไปไกลว่า อาจเป็นเอกสารที่เป็นความลับ เเละอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของศาสนา หรือสังคมได้

    เรื่องราวของการค้นหาความลับของเอกสารที่อยู่ภายในห้องสมุดนี้จึงถูกเริ่มต้นขึ้นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยห้องสมุดลับนี้ ถูกเเยกออกมาจากห้องสมุดวาติกันเมื่อต้นศตวรรษที่ 17 โดยพระสันตะปะปาที่ 5 เเละหลังจากการเเยกส่วนก็ถูกปิดตาย เข้าได้เฉพาะองค์พระสันตะปะปา เเละนักวิชาการระดับสูงที่ผ่านการคัดเลือกอย่างละเอียดถี่ยิบ จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้

    กระบวนการในการเข้าถึงเอกสารก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน ผู้ที่ได้รับอนุญาตจะต้องระบุชื่อเจาะจงเอกสารที่จะเข้าถึงก่อนล่วงหน้า โดยที่จะไม่สามารถเดินเข้าไปเลือกเอง หรือหยิบ ชม ค้นหาเองได้เลย ดังนั้นถ้าผู้ได้รับอนุญาตไม่รู้ว่ามีเอกสารชิ้นนั้นจริงในห้องนั้น ตั้งเเต่เเรก ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ เเละได้อ่านมันเลย ระบบนี้จึงป้องกันไม่ให้คนสามารถรู้ได้ว่ามีเอกสารอะไรบ้างที่ซ่อนอยู่ในห้องนั้นที่ไม่ต้องการการเปิดเผยให้ผู้คนรู้บ้าง

    เอกการที่เล็ดลอดออกมา

 


  มีเอกสารลับบางส่วนได้เล็ดลอดออกมา จนได้รับการเปิดเผยมีอยู่จริง เเละได้รับการรับรองเเล้ว อาทิเช่น

    1. บันทึกการพิจารณาโทษของกาลิเลโอ กาลิเลอี นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้เสนอทฤษฎีว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งขัดกับความเชื่อของคริสตจักรสมัยนั้นอย่างรุนเเรง ในบันทึกนั้นได้บันทึก การโต้ เถียง,อารมณ์ ความรุนเเรงในการกดดันของชายชราคนหนึ่งที่สู้กับผู้มีอำนาจมหาศาลในสมัยนั้นในระหว่างการสอบสวน ไว้เป็นเอกสารเล่มหนาเต๊อะ เป็นหลักฐานที่สำคัญที่เเสดงถึง ความขัดเเย้งระหว่างวิทยาศาสตร์ เเละศาสนา ในยุคสมัยนั้น เอกสารฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึง ความพยายามของศาสนาที่ทำทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาความเชื่อดั้งเดิมเอาไว้ การเก็บเอกสารฉบับนี้ไว้ใต้ดิน จึงเป็นทั้งการอนุรักษ์ เเละการควบคุม ไม่ให้คนในรุ่นหลังได้เห็นความผิดพลาดในอดีตชิ้นหนึ่ง

    2.จดหมายจากพระนาง มารี สจ๊วต  ที่ได้เขียนถึง พระสันตะปะปาปิตุสที่ 5  เพื่อขอความเมตตา เเละช่วยเหลือทางศาสนา เเละวิงวอนชีวิตของเธอ ก่อนที่จะถูกบั่นพระเศียรในประเทศอังกฤษ จดหมายฉบับนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เเละความศรัทธาอันเเรงกล้า การที่มันถูกบันทึกไว้ในส่วนลึกของวาติกัน เเสดงว่า ในสถานที่เเห่งนี้ ไม่ได้เก็บเพียงเรื่องราวทางศาสนา เเต่ยังเเสดงให้เห็นว่าวาติกันเป็นศูนย์กลางการเมืองของโลกในยุคอดีตอีกด้วย เป็นที่รวมสายสัมพันธ์ การหักหลัง การฑูต เเละความลับทางการเมืองของยุโรป ในยุคที่พระสันตะปะปามีอำนาจเหนือกว่ากษัตริย์ทุกพระองค์บนเเผ่นดิน

    3.เอกสารลับเกี่ยวกับนาซี เมื่อยุคพระสันตะปะปารีอุสที่ 12 บทบาทของพระองค์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีข้อครหาเกี่ยวกับพระองค์ในเเง่การวางตัวเป็นกลางมากเกินไป จนเหมือนการเพิกเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวของนาซีเยอรมนี จนมีการขนานนามพระองค์ว่า เป็นพระสันตะปะปาของฮิตเล่อร์ทีเดียว เอกสารลับบางชิ้นได้ถูกเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เมื่อนักประวัติศาสตร์ได้เข้าไปศึกษาเอกสารลับนี้ เพื่อจะค้นหาความจริงว่า วาติกันมีการรู้เห็นเป็นใจ หรือเเท้จริงเเล้วพยายามช่วยเหลือชาวยิวอย่างลับๆกันเเน่

    4.คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับดั้งเดิม หรือคัมภีร์โบราณที่ยังไม่ได้สังคยานา หรือได้รับการตัดต่อจากคริสตจักรสมัยใหม่ ยังถูกเก็บบันทึกเหล่านี้เอาไว้ในห้องสมุดเเห่งนี้ คัมภีร์เหล่านี้ถูกเก็บซ่อน รักษาไว้ เสมือนความลับสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้นำมาศึกษา ตีความ สิ่งใดที่ขัดต่อเอกสาร เรื่องราวทางศาสนาสมัยใหม่ที่ได้การนับถือในปัจจุบัน อันจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อ เเละสั่นคลอนความเชื่อต่อสถาบันศาสนาได้



    5.หลักฐานวัตถุโบราณ หรือ ชิ้นสวนสำคัญที่เป็นหลักฐานโบราณ เช่น ไม้กางเขนของจริง ,หีบพันธสัญญา, จอกศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนตามหากันมานานกว่าหลายศตวรรษ

    6.เเหล่งเก็บวัตถุโบราณที่ทรงพลังที่สุดของนุษยชาติ ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ไม่ให้มนุษย์ได้นำออกไปใช้ หรือเเสดง จนเกิดความวุ่นวายในโลก

    7.บันทึกเครื่องมือโบราณที่สูญหาย เเละบันทึกการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก มีบางทฤษฎีเชื่อกันว่า เนื่องจากวาติกัน เป็นสภานที่เก่าเเก่ มีนักบวช เเละสาวกคนสำคัญอยู่ทั่วโลก มานับพันปี จึงน่าจะมีการบันทึกหลักฐาน ปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ หรือการมาเยือนของสิ่งมีชีวิตนอกโลกในอดีต ภาพวาดโบราณต่างๆ รวมไปถึงภาพวาดรูปจานบินที่ปรากฎบนท้องฟ้าในอดีต หรือซากชิ้นส่วนวัตถุที่ไม่เข้ากับยุคสมัย อาจจะถูกบันทึกเเละเก็บไว้ในห้องสมุดเเห่งนี้ก็เป็นไปได้

    เเม้วาติกันจะออกมาประกาศหลายครั้ง ในรอบหลายปีที่ผ่านมาว่าไม่มีเอกสาร หรือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญใดๆถูกเก็บไว้ที่นี้จริง มีเเค่เพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปกครองเท่านั้น

เเต่ตราบใดที่ประตูกลเหล็กยังปิดสนิท มีทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เเละไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าเด็ดขาด คำปฏิเสธเหล่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนยังค้นหา เชื่อต่อไปว่า ความลับที่ถูกซุกซอนอยู่ข้างใน ต้องเป็นความลับที่สำคัญไม่ใช่เฉพาะวาติกัน เเต่น่าจะเป็นความลับของโลกที่ควรถูกปิดตายต่อไป


ขอขอบคุณเเหล่งข้อมูล   เสียงจากไดอารี่


วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

 


วิตามินที่เราคิดว่าดีต่อสุขภาพ บางทีกลับทำร้ายร่างกายเราโดยไม่รู้ตัวหลายคนซื้อวิตามินมากินเอง โดยมีความเชื่อว่า ยิ่งกินเยอะ ยิ่งเเข็งเเรง เเต่ความจริงเเล้วถ้ากินมากเกิน จะสะสมในร่างกายจนเกิดเป็นพิษได้หลายคนกินวิตามินหลายอย่างในเวลาเดียวกัน โดยไม่รู้ว่ามันซ้ำซ้อน บางคนกินทุกวันมาหลายปี จนเกิดอาการที่ร่างกายเราคิดว่า เป็นเพราะอายุมาก เเต่จริงๆอาจะเป็นเพราะวิตามินเกินก็ได้

        วิตามินที่ก่อให้เกิดอันตรายได้กรณีไม่ศึกษา หรือรับประทานเองโดยไม่มีเเพทย์สั่ง มีทั้งหมด 4 ตัวที่ร่างกายไม่ควรได้รับมากเกิน เพราะอาจก่อให้เกิดการสะสมจนเป็นพิษเเก่รางกายได้

    ปัจจุบันวิตามินมีอยู่ 2ประเภทคือ

1.วิตามินที่ละลายในน้ำ       เช่น วิตามินซี เมื่อร่างรับประทานเข้าไปมากเกิน ร่างกายก็จะขับออกทางปัสสาวะ ไม่ค่อยสะสมในร่างกาย

2.วิตามินที่ละลายในไขมัน  เช่น วิตามิน A D E  เหล่านี้ร่างกายจะเก็บไว้ในตับ ในไขมันใต้ผิวหนัง ไม่ออกง่าย


เหมือนน้ำในน้ำมัน น้ำเทลงไป ไหลออกได้เเต่น้ำมันเกาะอยู่ เเละอีกหนึ่งตัวที่หลายคนไม่รู้ คือวิตามิน B6 ถึงเเม้จะละลายน้ำ เเต่ถ้ากินมากเกินไปมันไปทำลายเส้นประสาทปลายมือ ปลายเท้าได้

จากการศึกษาพบว่า ทุกปีในสหรัฐอเมริกา มีรายงานการเป็นพิษจากวิตามิน มากกว่า 60,000 ราย เเละส่วนใหญ่เป็นเพราะคิดว่ากินเยอะไม่เป็นไร นี่คือสิ่งที่น่ากังวลเพราะหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเสี่ยง

สาเหตุที่คนจึงคิดว่ากินวิตามินเยอะๆเเล้วดี

1.การตลาด    โฆษณาบอกว่าวิตามินช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้เเข็งเเรง ซึ่งไม่ผิด เเต่ไม่ได้หมายความว่ากินยิ่งเยอะยิ่งดี

2.คนสูงอายุรู้สึกว่าร่างกายอ่อนเเอลง   จึงเกิดพฤติกรรมซื้อมากินเองโดยไม่ปรึกษาหมอ

3.ขายได้ง่าย ไม่ต้องมีใบสั่งเเพทย์คนก็คิดว่าปลอดภัย เเต่จริงๆคือวิตามินเม็ดเสริมนี้เข้มข้นมาก ในเม็ดเดียวอาจมีวิตามินเท่ากับได้จากอาหารทั้งวันหรือมากกว่า ถ้ากินทุกวัน หลายเดือน หลายปี มันก็สะสม เหมือนเติมน้ำมันในถังเล็กๆสักพักมันก็ล้น วิตามินเสริมจึงเป็นวิตามินที่มีความเข้มข้นสูง ทำให้ร่างกายรับมากเกินกว่าจะจัดการได้

    ดังนั้นเมื่อเรากินวิตามินเม็ดเข้มข้นเกินไป เช่น กินวิตามินรวมเเล้ว ยังเกินวิตามินดี,วิตามินซี หรืออื่นๆเพิ่ม จะเกินการกินซ้ำซ้อน เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนมองข้ามไป ยกตัวอย่าง ในมัลติวิตามิน 1 เม็ด มีวิตามินดีอยู่เเล้ว เเต่เราก็ซื้อวิตามินดีมากินเเยกอีก บางคนยังกินนมเสริมเเคลเซียม ที่มีวิตามินดีด้วย รวมๆเเล้วอาจได้วิตามินดี 3-4 เท่าเกินกว่าปริมาณที่เราควรจะได้รับในเเต่ละวัน กินไปเรื่อยๆมันจะสะสมในตับ ในไขมันเดี๋ยวเริ่มเกิดอาการ เเละที่น่าเป็นห่วงๆคือ อาการเเรกๆไม่ชัด คนคิดว่าเป็นเพราะอายุมาก เช่น เหนื่อยงาน ปวดศรีษะ คลื่นไส้ เเต่จริงๆอาจเป็นเพราะวิตามินเกิน นี่คือคำถามที่ต้องถามตัวเองว่าร่างกายเราต้องการมากขนาดนั้นจริงๆหรือ

     กลไกอะไรที่ทำให้วิตามินบางตัวถึงสะสมได้ 

จากข้อมูลข้างบนที่เเยกประเภทของวิตามินเป็น 2 ประเภทคือ ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซี จะถูกขับออกจากร่างกายโดยการปัสสาวะ ส่วนวิตามินที่ ละลายในไขมัน เช่นวิตามิน A D E มันละลายในไขมัน เหมือนน้ำมันเกาะอยู่มันเข้าไปเเล้วเก็บไว้ในตับ ในมันใต้ผิวหนัง ไม่ออกง่าย เหมือนเวลาเราเทน้ำลงในท่อ น้ำไหลผ่านไปได้ เเต่ถ้าเทน้ำมัน มันเกาะผนังท่อ สะสมอยู่ วิตามินที่ละลายไขมันก็เหมือนกัน มันเข้าไปเเล้วเกาะอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน ในตับค่อยๆสะสม ร่างกายใช้ทีละนิด เเต่ถ้าเราเติมเข้าไปทุกวัน เติมมากกว่าที่ใช้ มันก็เริ่มล้น เเละที่น่าเป็นห่วงคือกระบวนการนี้เกิดขึ้นช้าๆไม่ใช่วันนี้กินเยอะ พรุ่งนี้ก็เป็นพิษทันที เเต่เป็นเเบบกินทุกวัน สะสมทุกวัน เดือนผ่านไป ปีผ่านไป ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ร่างกายรับไม่ไหว เเล้วก็มีอาการวิตามินเยอะจนเป็นพิษ

    วิตามิน B6 เเม้ไม่ใช่วิตามินละลายในไขมันก็อันตรายเหมือนกัน

วิตามินB 6 เป็นกรณีพิเศษ เมื่อเราได้รับเกินขนาด จะทำลายเส้นประสาท ชา เเละเดินเซ มันละลายน้ำจริงเเต่ถ้ากินมากเกินมันไปทำลายเส้นประสาทส่วนปลายที่มือ เเละเท้า ลองนึกภาพว่า เส้นประสาทเหมือนสายไฟ ถ้ากระเเสไฟผ่านมากเกินไป สายไฟก็ไหม้ B6 ที่มากเกิน ก็ทำงานคล้ายๆกัน มันไปกระตุ้นเส้นประสาทมากเกินไปจนเส้นประสาทเสียหาย จากการศึกษาพบว่า คนที่กิน B6 เกิน เเม้เเต่ในปริมาณที่ไม่ได้สูงมากก็เริ่มมีอาการชา เเสบร้อนที่มือเท้า บางคนเดินเซ หลงทิศ เเละที่น่ากลัวคือ อาการนี้อาจจะไม่หายสนิท เเม้เลิกกินเเล้วก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุว่า B6 ถึงจะเป็นวิตามินละลายในน้ำเเต่ก็ต้องระวัง

    วิตามินจากธรรมชาติสะสมไหมในร่างกาย

วิตามินจากอาหารธรรมชาติทั่วไป ที่เรากินปกติไม่เคยมีรายงานว่าเป็นพิษ เพราะร่างกายมีกลไกควบคุม เวลาเรากินปลา กินผัก กินในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายจะดูดเท่าที่ต้องการ นี่คือเหตุผลที่กินอาหารครบ 5 หมู่ปลอดภัยกว่ากินวิตามินเม็ดเสริมมาก เเต่วิตามินเม็ดเสริมมันต่างออกไปมีปริมาณเข้มข้นมาก เข้าไปทีเดียวเยอะ ร่างกายไม่ทันกรอง ไม่ทันควบคุมมันเลยดูดเข้าไปหมด เเล้วก็เก็บสะสมไว้ นี่คือเหตุผลว่า กินตับทุกวันก็ไม่เป็นพิษจากวิตามิน A เเต่กินวิตามิน  A ทุกวันอาจจะเป็นพิษได้ วิตามินเม็ดเสริมมันเหมือนยัดเยียดเข้าไปไม่ว่าร่างกายจะต้องการหรือไม่

    อาการที่บอกว่าเรากินวิตามินมากเกินไปเเล้ว

อาการเเรกๆมักไม่ชัด ทำให้คนมันคิดว่าเป็นเรื่องปกติของอายุเยอะ เเต่จริงๆอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังได้วิตามินมากเกินไป อาการช่วงเเรกๆจะไม่ชัดเจน เหมือนคนเป็นหวัด ที่ตื่นมาก็รู้สึกว่าเป็นไข้ ปวดหัว อาการวิตามันเกินจะค่อยๆเกิดขึ้น  เเละจะมีอาการที่คนสูงอายุมีอยู่เเล้ว เลยทำให้สับสน ต้องคอยสังเกตุเอาเช่น


วิตามิน A     ถ้ากินมากเกินอาการที่พบบ่อยคือ ปวดศรีษะบ่อยๆ คลื่นไส้ อยากอาเจียน เเล้วก็ผมร่วงมากกว่าปกติ ผิวหนังเเห้ง หลายคนคิดว่าเเค่อากาศเเห้ง หรือครีมไม่เหมาะ เเต่จริงๆอาจเป็นเพราะวิตามิน A เกิน เเละที่น่ากังวลคือ ถ้าเกินไปนานๆจะส่งผลต่อตับ ทำให้ตับอักเสบ เเละกระดูกจะเปราะหักง่าย

วิตามิน D    เป็นอีกวิตามินหนึ่งที่คนมันคิดว่ากินเท่าไหร่ก็ได้ เพราะเราอยู่ในที่ที่เเดดน้อย เเต่ความจริงเมื่อกินมากเกิน มันจะทำให้เเคลเซียมในเลือดสูงเกินไป อาการคือ เหนื่อยง่าย สับสน คิดอะไรไม่ออก ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ เเละที่อันตรายคือ เเคลเซียมที่สูงเกินไปจะไปสะสมในไต ทำให้เกิดนิ่ว หรือเเย่กว่านั้นคือ ไปสะสมในหัวใจ ทำให้ทัวใจเต้นผิดจังหวะ

 วิตามิน E    ถ้ากินมากเกิน อาการหลักคือ เลือดออกง่าย ช้ำง่าย เเค่กระเเทกนิดๆก็ช้ำเป็นจ้ำ เพราะวิตามิน  E ไปขัดขวางการเเข็งตัวของเลือด ที่อันตรายคือ ถ้าคนที่กินยาละลายลิ่มเลือดอยู่เเล้ว เเล้วยังกินวิตามิน Eเสริมอีกอันตรายมาก อาจจะเลือดออกในอวัยวะภายในที่เรามองไม่เห็น หรือเลือดออกในกระเพาะได้

วิตามิน B6     เมื่อกินมากเกินไป จะเกิดการชา เเสบร้อนที่ปลายมือปลายเท้าเหมือนมีมดเดิน บางคนบอกว่าเหมือนเดิมบนพรม เเล้วรู้สึกเเปลกๆ เดินไม่มั่น หลงทิศ การศึกษาพบว่า เเม้เเต่การกิน  B6 เเค่ 40-50 มิลลิกรัมต่อวันถ้ากินนานๆก็อาจเกิดอาการได้ เเละที่น่าเศร้าคือ บางรายอาการไม่หายสนิทเเม้เลิกกินเเล้วก็ตาม 

        ดังนั้นหากคุณไปหาหมอด้วยอาการต่างๆในร่างกายหากกินวิตามินเม็ดเสริม ควรบอกหมอด้วยเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

    รู้ได้ยังไงว่าเรากินมาเกิน เเละจะป้องกันได้ยังไง

จากบทความเบื้องต้น ให้เราหันกลับมาถามตัวเราเองก่อนว่า ร่างกายเราต้องการวิตามินมากอย่างนั้นจริงหรือ คำตอบคือ จริงๆร่างกายไม่ต้องการมากอย่างที่เราคิด เเต่ต้องการเเต่พอดี เเละที่สำคัญคือ ร่างกายมีกลไกบอกเราอยู่เเล้ว ว่าต้องการอะไร เเค่เราต้องฟัง ทางออกมี 4 ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

    1.ตรวจเลือดก่อนกิน ถ้าคุณคิดว่าตัวเองขาดวิตามิน อย่ารีบไปซื้อมากินเอง ไปพบหมอ ตรวจเลือดดูว่าขาดจริงหรือเปล่า ขาดตัวไหน ขาดมากเเค่ไหน เพราะบางคนไม่ได้ขาดเลยเเต่กินเพราะคิดว่าควรเสริม นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา

    2.อ่านฉลากให้ดี ตรวจสอบว่าคุณกินวิตามินหลายอย่างพร้อมกันหรือเปล่า มัลติวิตามิน บวกวิตามินดี บวกเเคลเซียมรวมกันเเล้วได้เท่าไหร่ บางคนกินวันละ3-4 อย่างโดยไม่รู้ว่ามันซ้ำกัน ลองเอาขวดมาวางเรียงกัน อ่านฉลากทีละตัว บวกัน คุณจะตกใจว่าได้วิตามินมากกว่าที่คิด

    3.ปรึกษาหมอ    โดยเฉพาะคนที่กินยาประจำเพราะวิตามินบางตัวไปขัดขวางยา อย่างวิตามิน E กับยาสบายลิ่มเลือด หรือวิตามิน K กับยาวาฟาริน ถ้าไม่ปรึกษา อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้

    4.รับวิตามินจากอาหารธรรมชาติ ปลอดภัยที่สุด วิตามินA ได้จากผักสีเหลือง ส้ม เช่น เเครอท ฟักทอง มะกอ เเละตับสัตว์ กินเเค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอเเล้ว ไม่ต้องทุกวัน


วิตามินD ที่หลายคนคิดว่าต้องกินเม็ดเสริม จริงๆเเล้ว เดินออกเเดดเเค่ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ร่างกายก็สร้างได้เอง ไม่ต้องกิน เเค่เดินในสวน เดินออกมาหน้าบ้านตอนเช้าก็พอเเล้ว วิตามิน E ได้จากถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันพืช กินอาหารปกติก็ได้เพียงพอ ส่วนB6 มีในเนื้อสัตว์ ไข่ ปลา ผักใบเขียว กล้วย กินอาหารหลักหลาย ไม่เลือกกินเพียงอย่างเดียวก็ได้ครบเเล้ว ที่สำคัญคือ จากธรรมชาติปลอดภัยกว่า เพราะร่างกายรู้จักควบคุม ดูดเท่าที่ต้องการ ส่วนเกินมันจะไม่ดูด หรือดูดช้า ไม่เหมือนวิตามินเม็ดเสริมที่เข้าไปทีเดียวเยอะ นี่คือเหตุผลที่ว่าคนที่กินอาหารครบ 5หมู่ไม่จำเป็นต้องกินเม็ดเสริมเลย

    ดีไม่ได้หมายความว่ายิ่งเยอะยิ่งดี วิตามินเป็นของดีจริง เเต่ต้องพอดี เหมือนเราต้องการน้ำ เเต่ถ้าดื่มมากเกินไปจนเป็นพิษ มันก็อันตรายเหมือนกัน การดูเเลสุขภาพที่ดีที่สุดไม่ใช่การกินวิตามินเม็ดเสริมมากมาย เเต่คือการกินอาหารหลากหลาย เดินออกเเดด ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เเละที่สำคัญ ปรึกษาหมอก่อนกินอะไรเสริม อย่าคิดว่าวิตามินไม่เป็นอันตราย เพราะมันอันตรายได้ถ้าเราใช้ผิดวิธี ธรรมชาติมอบทุกอย่างที่เราต้องการไว้ให้เเล้ว ในอาหาร ในเเสงเเดด ในอากาศ เราเเค่ต้องใช้ให้ถูกต้อง เเละที่สำคัญที่สุดคือ รู้จักฟังร่างกายตัวเอง ถ้าหากรู้สึกไม่ปกติ อย่าปล่อยผ่าน ไปพบหมอ ตรวจ เพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ



เเหล่งบทความอ้างอิง: จากรายการสูงวัย ใกล้หมอ

https://www.youtube.com/watch?v=uEsYrtZdqfI

ภาพ : Google









    

    


วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567


5  สัญญาณ
ที่บ่งบอกว่าคุณกำลังมีบาดเเผลทางจิตใจ ที่คุณไม่รู้ว่านี่คือสัญญาณ เพราะคุณคิดว่ามันเป็นเเค่ส่วนหนึ่งของบุคคลิกของคุณ เเต่จริงๆเเล้วมันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเเอบซ่อนบาดเเผลทางจิตใจอยู่ภายในลึกๆ

    1.คุณขอบคุณบ่อยเกินไป เวลามีใครใจดีกับคุณ นั่นเป็นเพราะคุณไม่คุ้นเคยที่จะมีใครทำอะไรดีๆให้กับคุณ

     2.คุณขอโทษ เเม้เวลาที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด นั่นเป็นเพราะคุณมักถูกตำหนิ เเม้ว่ามันจะไม่ใช่ความผิดของคุณ


    3.คุณคิดว่าคุณจำวัยเด็กของตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคุณขี้ลืม เเต่เพราะสมองของคุณผลักความทรงจำเหล่านั้นออกไป เพื่อช่วยให้คุณอยู่รอด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาป้องกันตัวเองเพื่อให้ไม่มีภัยโดยอัตโนมัติของตัวคุณเอง

    4.คุณไม่ค่อยรับคำชมจากใคร คุณคิดว่าคุณถ่อมตัว เเต่จริงๆเเล้วไม่ใช่ มันเป็นเพราะคุณไม่เชื่อในคำชมเหล่านั้น

    


5.คุณไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร เป็นเรื่องยากสำหรับคุณที่จะทำเเบบนั้น มันเป็นเพราะคุณเคยชินกับกับการจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่เคยมีใครให้คุณพึ่งพา ไว้วางใจได้จริงๆ

ทั้ง 5 สัญญาณนี้ล้วนเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสภาพภายในจิตใจของคุณจริงๆที่คุณเเอบซ่อนไว้


เเหล่งรูปภาพ     google เเละ https://www.pexels.com/th-th/search/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A8%E0%B8%81/


วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

      


 มาย้อนเหตุการณ์พยามลอบฆ่าสายลับสองหน้ารัสเซียในประเทศอังกฤษ เมื่อปีค.ศ.2018 ที่จนปัจจุบันก็ยังหาบทสรุปไม่ได้ รู้เเต่ในปฏิบัติการนี้ใช้ยาพิษที่ชื่อ โนวิช็อก ซึ่งเป็นยาพิษร้ายเเรงของรัสเซีย เป็นตัวระบุว่าต้นประเทศที่น่าจะเป็นผู้นำในการปฏิบัติการนี้คือรัสเซีย หรือโซเวียสในอดีตนั่นเอง

        เหตุอุกอาจนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกในประเทศอังกฤษ เเละมีเหตุการณ์ต่อเนื่องเกิดขื้นอีกในภายหลัง โดยเริ่มเหตุกาณ์ในวันที่ 4 มีนาคม 2518  มีประชาชนในเมืองมิสซูรี ประเทศอังกฤษ ได้พบสองพ่อลูกคู่หนึ่งนั่งหมดสติ ไม่รู้ตัวอยู่ที่ม้านั่ง เเละได้พบภายหลังว่าชายผู้พ่อ มีชื่อว่า เซอร์เก สกรีพาล เเละตัวลูกสาวชื่อ ยูเรีย สกรีพาล ที่พึ่งบินมาจากประเทศรัสเชียได้เพียงหนึ่งวัน เพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน ผู้เป็นพ่อที่ลี้ภัยมาอยู่อังกฤษ ตัวเซอร์เกนั้น เคยเป็นอดีตทหารยศผู้พันในรัสเซีย เเต่ในขณะที่ทำงานเป็นทหารนั้น เขาทำตัวเป็นสายลับสองหน้า เพื่อลักลอบส่งข้อมูลที่ระบุตัวตนสายลับรัสเซียที่เเฝงตัวเข้าไปอยู่ในยุโรป เขาได้ส่งรายชื่อกลุ่มสายลับเเก่ หน่วยข่าวกรอก MI6 ของประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตามภายหลังเขาถูกจับได้โดยทางการรัสเซีย เเละถูกคุมขังเป็นเวลา 13 ปีในปี 2006  เเต่ก็ได้รับเงื่อนไขเเลกเปลี่ยน เเละพ้นโทษมาในปี 2010 โดยเขาเป็น 1 ใน 4 นักโทษรัสเซียที่ได้รับการปล่อยตัว เเละกับสายลับรัสเซีย ที่หน่วยFBI ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้จับตัวไว้ จำนวน 10 คน หลังได้รับการปล่อยตัว  เขาได้รับอนุญาตให้ย้ายมาพำนักที่ประเทศอังกฤษ เเละใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษตั้งเเต่นั้นเป็นต้นมา

        เเต่นั่นไม่ได้ทำให้ชีวิตของเซอร์เก สุขสบาย หรือราบรื่นเเต่อย่างใด หลังจากที่เขาย้ายมาอยู่ประเทศอังกฤษ ภรรยา,ลูกชาย จนไปถึงพี่ชายของเขาก็ทะยอยเสียชีวิต จนเหลือเพียงลูกสาวคนเดียว คือ ยูเรีย สกรีพาล ที่พึ่งบินมาเยี่ยมผู้เป็นพ่อนั่นเอง

        ในเวลาต่อมาทางตำรวจอังกฤษได้ตรวจสอบพบว่า คนร้ายน่าจะใช้สารพิษป้ายไปที่มือจับประตูบ้านของสกรีพาล เเละได้มีการเผยเเพร่ภาพชายสองคนที่เชื่อว่า น่าจะเป็นสายลับรัสเซียที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

        สถานที่ที่ใช้ก่อเหตุนั่นรุนเเรงมาก มีการยืนยันว่า คือ สารพิษ โนวิช๊อก เป็นยาพิษทางการทหารที่มีประวัติว่าทางการรัสเซียใช้มาตั้งเเต่สมัยยังเป็นสหภาพโซเวียต ที่ศตวรรษ 1980  ถึงเเม้ภายหลังสหภาพโซเวียตจะล่มสลาย เเละทางการรัสเซียยืนยันว่า โครงการพัฒนาอาวุธเคมีทั้งหมดของโซเวียต เเละ โนวิช๊อก นั้นถูกระงับไปหมดเเล้ว เเละยืนยันว่าส่วนที่ยังมีเก็บไว้ก็ได้ทำลายไปหมดสิ้นตั้งเเต่ปี 2017 เเล้วเช่นกัน เเต่ถึงอย่างนั้นฝ่ายรัสเซียก็ถูกกล่าวหามาตลอดว่ายังลักลอบใช้งาน โนวิช๊อก อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นสารพิษที่รุนเเรงที่สุดในโลก


เเละยังเป็นข้อกล่าวหาที่มีระยะนาน อย่างในปี 2020 โนวิช๊อก ของรัสเซียก็ยังถูกกล่าวหาว่าใช้ในการพยามลอบสังหาร อเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านของรัสเซีย

    ความพยายามที่เเม้สัมผัสเพียงนิดเดียวก็สามารถนำอันตรายได้ถึงชีวิตของสารพิษตัวดังกล่าว ทำให้พ่อลูกสกีพาลผู้นี้อาการสาหัส โดยมีรายงานจากพยานที่เห็นเหตุการณ์ช่วงที่พ่อลูกคู่นี้ได้นั่งฟุบลงไปที่ม้านั่ง ได้อ้างว่า ยูเรีย สกีพาล ลูกสาวมีอาการอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างจนเห็นเเต่ตาขาว ฟุบลงไปกับเก้าอี้เเบบไร้ความรู้สึก ดูเเล้วเหมือนสูญเสียการควบคุมตัว ในขณะเดียวกันตำรวจที่เข้าไปตรวจสอบบ้านพัก ของสองพ่อลูก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่สัมผัสประตูเปิดบ้านพักก็ได้รับสารพิษ เเละล้มป่วยลงเช่นกัน เเต่ในที่สุด ทั้งพ่อลูกสกรีพาล เเละเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นก็พ้นขีดอันตราย

    เเต่เรื่องไม่ได้จบเเค่นั้น ภายหลังมีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลูกหลงจากเหตุการณ์นี้ด้วย อีกประมาณสี่เดือนต่อมา คือ 30 มิถุนายน 2518 มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ดอว์น สเตอเจส


ล้มปว่ยด้วยอาการเหมือนถูกสารพิษรุนเเรง พร้อมกันคู่รักของเธอ ผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่อีกเมืองที่ห่างจากเมืองที่พ่อลูกสกรีพาลอาศัยอยู่ 12 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้น่าเศร้าตรงที่ ดอว์น ได้เสียชีวิตในสัปดาห์ต่อมาหลังการล้มป่วย เจ้าหน้าที่สรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่ามาจากการที่เธอได้รับสารพิษ โนวิช๊อก นี่เเหละ โดยเธอได้รับสารพิษนี้จากน้ำหอม ที่สามีนำมาให้เป็นของขวัญ เมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งสามีของดอว์น ระบุว่าเขาไปพบขวดน้ำหอมนี้ถูกทิ้งอยู่ในถังบริจาค จึงนำกลับมาให้ภรรยาเพื่อเป็นขวัญ หลังดอว์นฉีดน้ำหอมตัวนี้ซึ่งบรรจุในขวดน้ำหอมติดยี่ห้อราคาเเพง เธอก็กล่าวว่ามันไม่เหมือนน้ำหอม คล้ายๆน้ำมัน เธอจึงไปล้างออก หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ถึงสิบห้านาที ดอว์นก็มีอาการปวดหัว เเละร้องขอยาเเก้ปวด ก่อนจะถูกพบหมดสติในอ่างอาบน้ำ เเละถูกส่งโรงพยาบาลก่อนจะเสียชีวิตในสัปดาห์ต่อมา จึงเกิดข้อสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อมาว่า สายลับรัสเซียน่าจะบรรจุ โนวิช๊อก ไว้ในขวดน้ำหอมเพื่อตบตาทุกคนในการก่อเหตุ เเละหลังจากปฏิบัติการ ก็ได้ทิ้งขวดน้ำหอมไว้สักที่หนึ่ง ก่อนที่จะตกมาอยู่ในมือของสามีดอว์นในเวลาต่อมา ซึ่งปริมาณจริงที่บรรจุสารพิษในขวดนั้นหากน้ำมาใช้ทั้งหมดจะสามารถสังหารคนได้นับพันหากนำไปใช้ในที่สาธารณะ 

   


ทางการอังกฤษมีหลักฐาน เเละกล่าวโทษรัสเซียว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ โดยมีการออกหมายจับสายลับรัสเซียโดยการเผยเเพร่รูปภาพ 2 คน เเละเพิ่มอีก 1 คนภายหลังที่ระบุว่าเป็นหัวหน้าผู้วางเเผนการในครั้งนี้ เเต่ก็ไม่ใช้เรื่องง่าย หลังการเผยเเพร่ข้อมูลผู้ต้องสงสัย รัสเซียก็ตอบโต้ทันทีผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัสเซียที่ได้นำชายทั้งสองที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยออกมายืนยัน สัมภาษณ์หน้ากล้อง เพือยืนยันว่าทั้งสองเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวย่านนั้นพอดีช่วงเกิดเหตุการณ์ ด้าน วาลาดิเมียร์ ปูติน

ก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของทั้งสองด้วย เเละไม่ได้ให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามเเดน เพราะรัฐธรรมนูญของรัสเซียไม่ได้เปิดทางให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามเเดนเเต่อย่างใด สิ่งที่ชาติตะวันตก เเละอังกฤษตอบโต้คือ ขับทูตรัสเซียออกจากประเทศ เเต่การดำเนินการคดียังไม่มีความคืบหน้าใดๆจนถึงปัจจุบัน


เเหล่งข้อมูล  Word Rewind 24 พ.ย.2024


วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

             


ความรู้สึกน้อยใจนั้นละเอียดอ่อนกว่าความรู้สึกอื่นๆ ถ้าจะให้เเสดงออกมา ตัวเองก็จะรู้สึกต่ำต้อย เเต่ถ้าให้อยู่เฉยๆไม่พูดออกไป  ก็ได้เเต่เก็บสะสมไว้ เป็นความรู้สึกที่ยากจะทำอะไรได้ ถ้ารู้สึกไม่ยุติธรรมก็บ่นออกมา ถ้าเสียใจก็ยังร้องไห้ได้  เเต่ถ้ารู้สึกน้อยใจ ทำได้เเต่เก็บไว้ในใจ  ไม่ใช่เรื่องที่จะรับมือกับมันได้ง่ายๆ

    ความจริงที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความรู้สึกน้อยใจ เป็นสิ่งที่คนที่อยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเเม่จะไม่ค่อยกล่าวคำพูดประเภทที่ว่า " ฉันน้อยใจเธอ " เเม้จะได้ยินคำที่มีความหมายคล้ายกัน เช่น  " ฉันเสียใจ ฉันเสียดาย โกรธเพราะเธอ " เเต่ก็ยังไม่เคยได้ยินคำไหนที่ใกล้เคียงกับ  " ฉันน้อยใจเธอ " จริงๆคงเป็นเพราะคำว่า น้อยใจ ในภาษาทางฝั่งเอเซีียที่ค่อนข้างพิเศษ "น้อยใจ'' คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนที่เราคาดหวังสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากอีกฝ่ายไว้ในใจ เเต่อีกฝ่ายไม่รู้ จังไม่ทำ หรือไม่สนใจสิ่งนั้น กล่าวคือ จะต้องให้ฉันพูดออกมาหรือเธอถึงจะรู้ ดูสีหน้าหรือสถานการณ์เเล้วไม่รู้หรือว่าฉันต้องการอะไร นี่เเหละคือ "น้อยใจ''

    นักภาษาศาสตร์บอกว่า ภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมันไม่เหมือนภาษาเกาหลีของเรา เพราะเวลาสนทนาเราจะใช้ภาษากายในการสื่อสารเยอะ กล่าวง่ายๆคือเราไม่ได้ใช้เพียงคำพูด เเต่จะพิจารณาสถานการณ์ก่อนหลัง ร่วมกับการสื่อสารผ่านสีหน้า ท่าทาง สำเนียง ความดังของเสียง ระยะห่างของความสัมพันธ์ สายตา เเละอื่นๆ ส่วนเวลาที่พูดก็จะเเสดงออกด้วยภาษาที่สุภาพมากกว่าจะพูดตรงๆ

    นั่นหมายความว่าการสื่อสารในภาษาของคนฝั่งเอเซีย จะต้องรู้จักช่างสังเกตจึงจะสามารถสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนเด็กที่เติบโตทางตะวันตกพ่อเเม่จะสอนมาตั้งเเต่เด็กๆว่า  ถ้าต้องการอะไรให้พูดออกมา ไม่ใช่เเสดงออกทางสีหน้าในทางตรงข้าม พวกเราโตมากับการโดนผู้ใหญ่ดุเมื่อเถียง ด้วยเหตุนี้เราจึงเเสดงออกในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมาเป็นคำพูดได้ไม่เก่งเท่าชาวตะวันตก

    คนสมัยนี้น้อยใจในเรื่องอะไรกันบ้าง

                เด็กจะน้อยใจเมื่อรู้สึกว่าพ่อเเม่สนใจตัวเองน้อยกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ในทางตรงข้ามพ่อที่น้อยในเมื่อถูกลูกเเละภรรยาปล่อยให้โดดเดี่ยว ทั้งๆที่ตัวเองตั้งใจทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวก็มีให้เห็นอยู่มาก หรือภรรยาน้อยใจสามีที่ไม่เข้าข้างตัวเองเมื่อมีปัญหากับคนในครอบครัวของเขา  หนุ่มสาวที่เป็นเเฟนกันน้อยใจอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไป จากที่เคยใส่ใจตอนคบกันใหม่ๆกลายเป็นความหมางเมิน ลูกน้องที่น้อยใจเพราะหัวหน้าเอาโปรเจ๊กต์ที่ตัวเองทำจนดึกดื่นไปทำเหมือนเป็นของตัวเอง น้อยใจเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นน้องที่ไม่ให้เกียรติ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าตัวเองจะเป็นคนช่างสังเกตเเค่ไหน เเต่หากอีกฝ่ายไม่พูดออกมา การจะอ่านใจให้รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรให้ได้ทุกครั้งไปคงยากมากๆ เราไม่ได้มีพลังวิเศษที่อ่านใจคนได้ จะไปล่วงรู้อยู่ตลอดว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ได้อย่างไร ดังนั้นเวลาที่รู้สึกน้อยใจ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดอย่ามัวเเต่เก็บความทุกข์ไว้ในใจว่าทำไมเขาถึงไม่รู้ใจเรา เเต่ต้องพูดความในใจของเราออกมา

    วิธีการเเก้ปัญหาผ่านการพูดคุยกันก็คือ ให้รีบพูดออกมาตั้งเเต่ตอนที่เพิ่งเริ่มรู้สึกน้อยใจใหม่ๆเเทนที่จะเก็บกักความรู้สึกนั้นไว้ เเม้ยากที่จะพูด เเต่ความน้อยใจนั้นเพียงเราพูดมันออกมาให้ได้ก็ไม่มีปัญหาเเล้ว ทั้งนี้เพราะคนเราส่วนใหญ่มักไม่ได้มีเจตนาวางเเผนเพื่อทำให้คนอื่นน้อยใจหรอก เเต่ถ้าเราไม่พูด ความรู้สึกนั้นจะสะสมหนักขึ้นจนกลายเป็นความรู้สึกโกรธได้ เเละถ้าปปล่อยให้สถานกาณ์เป็นเเบบนี้ต่อไป วันหนึ่งที่ความรู้สึกซึ่งเก็บกดไว้ระเบิดออกมา มันจะพุ่งไปที่อีกฝ่ายโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นเราต้องพูดออกมาให้ได้เสียตั้งเเต่เเรก

        เพียงเเต่เวลาที่เราพูดห้ามใช้วิธีโจมตีหรือต่อว่าอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดเเละต้องไม่พูดในเวลาที่กำลังโกรธด้วย เเต่ให้เราอธิบายความรู้สึกของเราออกมาในตอนที่อารมณ์สงบเเละไม่โมโห ครั้งเเรกอาจจะรู้สึกขัดเขิน  เเต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆทีละนิด เราจะสามารถพูดออกมาได้โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์กับคนที่สำคัญกับเรา เเละยังไม่จำเป็นต้องเก็บกดความรู้สึกของตัวเองไว้อีกด้วย เช่น พูดอย่างนิ่มนวลว่า "ฉันเเอบน้อยใจนิดนึงเเล้วละ "

        สุดท้ายถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองน้อยใจบ่อยกว่าคนอื่น เราก็ควรหันมาทบทวนตัวเองให้ถี่ถ้วน ความน้อยใจมักเกิดขึ้นเมื่อเราคาดหวังอะไรจากคนอื่นเเม้เพียงเล็กน้อย เราจึงต้องทบทวนว่าทำไมเราถึงคอยจะพึ่งคนอื่นอยู่บ่อยๆ ทำไมถึงคอยจะเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา สาเหตุอาจมาจากพื้นฐานการเติบโตหรือบาดเเผลในใจของเราก็ได้ หรือว่าตอนเด็กๆเราอาจไม่ได้รับการยอมรับเเละความสนใจจากพ่อเเม่ ทำให้เราอยากได้รับสิ่งนี้จากคนอื่น ทบทวนให้ดีว่าที่เราน้อยใจง่ายเป็นเพราะบาดเเผลในใจที่เราเองก็ไม่รู้มาก่อนหรือเปล่า

        นอกจากนี้ เวลาที่เรารู้สึกน้อยใจให้ลองหันกลับไปมองว่าเมื่อก่อนเราเคยทำให้คนอื่นน้อยใจด้วยสาเหตุเดียวกันนี้ไหม ก็จะช่วยให้เราจัดการกับความรู้สึกน้อยใจของตัวเองได้


เเหล่งอ้างอิง  จงรักในความไม่สมบูรณ์เเบบของตัวเอง พระเฮมิน


วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567







            ในระยะเวลาตั้งแต่ปี 1975-1979 เป็นช่วงเวลาเกือบสี่ปีที่เขมรแดง บุกยึดพนมเปญ เมืองหลวงประเทศกัมพูชา เหล่า ทหาร ,ข้าราชการ พ่อค้า, เชื้อพระวงศ์, ปัญญาชน ถูกจับและกำจัด ประชากรที่เหลือถูกกวาดต้อน ไปใช้แรงงานในการเกษตร ตามอุดมการณ์การทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์ กัมพูชา สังคม เศรษฐกิจ ความรู้ต่างๆ ถูกทำลาย ราบคาบ ไม่เว้นแม้แต่ วัฒนธรรม เรื่องอาหาร ปัจจุบัน กลางตลาดสดใหญ่กลางเมือง มีอาหารสด ผลไม้สดมากมาย วางขายกองสูง แต่ยังพบเห็น อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนระดับสูง ในยุคเขมรแดงวางขายเกลื่อนกลาดทั่วไป แมงมุมยักษ์ทอดกรอบ ที่รูปร่าง สีสรร อวัยวะที่เป็นองค์กอบยังอยู่ครบถ้วน ทั้งตัว ทั้ง หัว,ขา,ขน สนนราคาอยู่ที่ตัวละ 5000 เรียว หรือประมาณ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ 1 ตัวมีขนาดโตเท่าฝ่ามือ ทอดในน้ำมันร้อนๆ ทอดวางขาย ภายใต้ความเชื่อว่านอกจากเป็นแหล่งโปรตีนอย่างดี ยังเป็นยาชูกำลัง เพิ่มพลังทางเพศ แต่ภายใต้เบื้องหลังความอร่อย ยังซ่อนเรื่องราว ในเดือนเมษายน ปี 1975 ยุคเขมรแดง ที่นำโดย นายพอล พต ได้นำกำลังพลเข้าบุกกรุงพนมเปญ

และยึดอำนาจจาก นายพล ลอน นอล ผู้นำรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา จุดประสงค์ของ นาย พอล พต ผู้นำเขมรแดง เพื่อปิดประเทศ สร้างเศรษฐกิจใหม่แบบสังคมนิยมที่คนพึ่งตนเอง กลับคืนสู่ประเทศเกษตรกรรมแบบเบ็ดเสร็จ โดดเดี่ยวประเทศ ไม่พึ่งต่างชาติ ,ยกเลิกระบบธนาคาร,เงินตรา, ปิดโรงพยาบาล,ปิดโรงเรียน ผู้คนถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงานในชนบทต่างๆ ตามอุดมการณ์ของผู้นำ

อาหารที่ได้รับแจก มีเพียงข้าวต้มใส่เกลือวันละไม่กี่ช้อน ภายในเวลาไม่นานนัก ก็มีแต่คนอดอยาก ผอมโซ หมดแรง เจ็บป่วย และล้มตายไปมากมาย จากการขาดอาหาร หนอนและแมลงนานาชนิดในท้องทุ่งจึงกลายมาเป็นอาหารบรรเทาความหิวโหย แก่ผู้รอดชีวิตที่ยังเหลือ

                สามสิบปีหลังจากนั้นเขมรจึงค่อยๆฟื้นตัว มีร้านอาหารดีๆ ทันสมัย ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่เมนูแมลงทอด โดยเฉพาะ แมงมุมที่เอามาทอดเทมปุระ ก็ยังถูกพบตามร้านอาหารได้ทั่วไป แม้มีขนาดตัวเล็กลงจากสมัยก่อนมาก รสชาติอร่อย เมื่อเพิ่มน้ำจิ้มลงไป รสชาติหากไม่ได้มองดูลักษณะภายนอกจะคล้ายๆกับปูนิ่ม


นอกจากนี้ยังมีเมนูแมลงอื่นๆให้ลิ้มลอง เช่น ปอเปี๊ยะไส้มด,หนอนไหมทอด,หนอนไหมผัดพริกไทสด,ส้มตำแมงป่อง และอื่นๆ อาหารจากแมลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ดีต่อโลกด้วยถ้าเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ในจำนวนที่เท่ากันของพลังงานที่ให้ต่อร่างกาย แมลงกินอาหารน้อยกว่า ใช้น้ำ และดินน้อยกว่า ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า แต่อาจจะเนื่องด้วยรูปลักษณ์ที่น่ากลัว และความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีในการลิ้มลอง

จึงอาจทำให้ผู้บริโภคทางฝั่งยุโรปยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลาย ในขณะที่แมลงเป็นอาหารพื้นฐานของชาวชนบทในฝั่งเอเชียหลายแห่ง โดยเฉพาะชาวกัมพูชา ความสุนทรีย์ในการกิน และลิ้มลองจึงไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะทำให้หวนนึกถงอดีตยามเกิดสงครามไม่ได้


เหล่งอ้างอิง: ร้อยเรื่องรอบโลกEP.409

Cr.ภาพ : Google


วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567

 


รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมโจรในประเทศอิตาลี

            อิตาลีนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีโจรชุกชุมเเห่งหนึ่งในโลก เเต่ความจริงเเล้วคนเล่ห์มีอยู่ทุกที่ทุกประเทศ เเต่ที่อิตาลีนั้นมีเเรงดึงดูดคนเเบบนี้ให้เข้ามาอยู่อาศัยในมากกว่าที่อื่นๆเท่านนั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นการเดินทางในอิตาลีก็ไม่ได้อันตรายจนต้องถึงกับระเเวงไปทุกอย่างจนทำให้เสียบรรยากาศการเที่ยวชมเพียงเเค่ควรรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของโจรในประเทศนี้ไว้ก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องโดนเข้ากับตัวเอง

1.อย่าใช้กระเป๋าเก็บเงินเเบบคาดเอว  อันนี้เหมือนเเปะป้ายประกาศว่า มีอยู่ในนี้ เข้ามาขโมยได้เลย  กระเป๋าเเบบนี้นอกจากจะไม่ปลอดภัยเเล้วยังต้องตาต้องใจโจรอีกเพราะเงินเเละ


ของมีค่าจะอยู่ในนี้ ล้วงทีเดียวได้ครบ ควรเก็บเงินเเยกไว้หลายๆที่มากกว่านำมารวมกันทีเดียว

2.กระเป๋าสตางค์  ถ้าต้องเดินทางโดยรถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ที่มีคนเเน่นๆให้นำกระเป๋าสตางค์ออกจากกระเป๋ากางเกงมาเก็บไว้ในกระเป๋าใหญ่ หรือถ้ายังต้องการเก็บไว้ที่กางเกงให้เอามือล้วงกระเป๋า เเละสัมผัสกระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด ส่วนกระเป๋าถือของผู้หญิงนั้นพอเข้าเขตสถานีรถไฟเเล้วให้เอามากอดไว้ข้างหน้า

3.ไม่ควรคุยกับคนเเปลกหน้า หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนเเปลกหน้าบนรถไฟหรือรถบัส ไม่ควรให้ข้อมูลว่าเราจะเดินทางไปไหน พักที่ไหนกับใครทั้งนั้น ควรระวังการคุยหรือเล่นกับเด็กเนื่องจากมีกลุ่มโจรใช้เด็กน่ารักๆเป็นเหยื่อล่อให้เราตายใจคุยเล่นด้วย เเล้วสมาชิกของกลุ่มก็จะเข้ามาล้วงกระเป๋าขโมยของมีค่าไป

4.การฝากกระเป๋า  ไม่ว่าจะฝากไว้ที่โรงเเรมหรือที่สถานีรถไฟให้นำของมีค่าทุกอย่างออกจากกระเป๋าใหญ่ให้หมด ส่วนใหญ่ตามโรงเเรมมักจะไม่มีคนเฝ้ากระเป๋าตลอดเวลา ส่วนใน


สถานีรถไฟจะมีการกับเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ฝากในล๊อกเกอร์ ดังนั้นโอกาสที่ของมีค่าจะถูกขโมยมีสูง

5.ห้องน้ำ   ตามห้องน้ำในสถานีรถไฟใหญ่ๆจะมีการเก็บเงินค่าใช้บริการ เเล้วก็มีคนหัวใสไปยืนหน้าประตูเพื่อเก็บเงินเรา เเทนที่จะให้หยอดลงประตูอัตโนมัติตามปกติ อันนี้ระวังดีๆอย่าไปยื่นเงินให้เค้า ส่วนตอนขาออกควรระวังคนที่ไม่ยอมจ่ายเงินเดินสวนเข้ามาทางประตูด้วย

6.การซื้อตั๋วรถไฟ อย่าให้คนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่มาบอกข้อมูลเด็ดขาด เพราะพอให้ข้อมูลเรียบร้อยเค้าก็จะเเบมือขอเงินทันที ถ้าไม่เข้าใจหรือต้องการความช่วยเหลือให้ไปหาเจ้าหน้าที่
ของทางการที่ใส่เสื้อสัญลักษณ์ของการรถไฟเเทน เจ้าหน้าที่ทุกคนน่ารักใส่ใจนักท่องเที่ยวมากๆ ไม่ต้องกลัวเวลาไปขอความช่วยเหลือ

7.อย่าให้ตั๋วรถบัสหรือรถใต้ดินกับคนเเปลกหน้า  ที่ด้านหน้าสถานบางเเห่งจะมีคนมายืนขอตั๋วรถที่ใช้เเล้ว เนื่องจากในอิตาลีส่วนใหญ่บัตรทุกอย่างจะมีเวลาใช้งาน 90 นาที สามารถเอาไปใช้ต่อได้ภายในเวลานั้นๆควรปฏิเสธไปอย่างสุภาพเเล้วเดินออกมาเพราะเป็นสิทธิ์ของเราที่จะเก็บตั๋วเอาไว้

8.ตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ อย่ายื่นตั๋วให้ใครเเบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะบางเเห่งมีคนเเต่งตัวดีๆ ดูเหมือนเจ้าหน้าที่มานั่งรอตรวจตั๋วเเล้วยึดเอาตั๋วไปใช้เองหรือนำไปขายต่อ ปกติเจ้าหน้าท่ตัวจริงจะเเค่ฉีกบัตรออกหรือ สเเกนบาร์โค้ดกับคอมพิวเตอร์เเล้วคืนตั๋วให้เรา

9.วิธิหาเงินเเบบคลาสิกตามจตุรัสใหญ่ๆ  ปกติตามเเหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆจะมีคนมาดักรอนักท่องเที่ยวเเล้วพยายามยัดเยียดขายของให้ เช่น ที่ผูกข้อมือ  กุหลาบ ไม้ถ่ายรูปเซลฟี่  ข้าวโพดสำหรับนกพิราบ  ร่มหรือผ้ากันฝนยามฝนตก ถ้าไม่ต้องการก็ปฏิเสธไปเเละไม่ควรรับสินค้าใดๆมาดู

10.ขอทาน  ไม่ควรให้เงินขอทานด้วยประการทั้งปวง เเม้ว่าเขาจะนั่งขออยู่ที่หน้าโบสถ์ก็ตาม (ถ้าอยากทำบุญให้ทำบุญในตู้บริจาคที่โบสถ์โดยตรง) อิตาลีมีสวัสดิการสังคมที่จ่ายเงินให้กับคนที่ไม่มีงานทำอยู่เเล้ว ส่วนคนที่มาขอทานมักจะเข้าเมืองมาโดยผิดกฏหมายดังนั้นเราไม่ควรไปสนับสนุนโดยการบริจาคให้เขา



เเหล่งข้อมูล  อิตาลี โดยโรส มธุรส


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget