วิตามินที่เราคิดว่าดีต่อสุขภาพ บางทีกลับทำร้ายร่างกายเราโดยไม่รู้ตัวหลายคนซื้อวิตามินมากินเอง โดยมีความเชื่อว่า ยิ่งกินเยอะ ยิ่งเเข็งเเรง เเต่ความจริงเเล้วถ้ากินมากเกิน จะสะสมในร่างกายจนเกิดเป็นพิษได้หลายคนกินวิตามินหลายอย่างในเวลาเดียวกัน โดยไม่รู้ว่ามันซ้ำซ้อน บางคนกินทุกวันมาหลายปี จนเกิดอาการที่ร่างกายเราคิดว่า เป็นเพราะอายุมาก เเต่จริงๆอาจะเป็นเพราะวิตามินเกินก็ได้
วิตามินที่ก่อให้เกิดอันตรายได้กรณีไม่ศึกษา หรือรับประทานเองโดยไม่มีเเพทย์สั่ง มีทั้งหมด 4 ตัวที่ร่างกายไม่ควรได้รับมากเกิน เพราะอาจก่อให้เกิดการสะสมจนเป็นพิษเเก่รางกายได้
ปัจจุบันวิตามินมีอยู่ 2ประเภทคือ
1.วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซี เมื่อร่างรับประทานเข้าไปมากเกิน ร่างกายก็จะขับออกทางปัสสาวะ ไม่ค่อยสะสมในร่างกาย
2.วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน A D E เหล่านี้ร่างกายจะเก็บไว้ในตับ ในไขมันใต้ผิวหนัง ไม่ออกง่าย
เหมือนน้ำในน้ำมัน น้ำเทลงไป ไหลออกได้เเต่น้ำมันเกาะอยู่ เเละอีกหนึ่งตัวที่หลายคนไม่รู้ คือวิตามิน B6 ถึงเเม้จะละลายน้ำ เเต่ถ้ากินมากเกินไปมันไปทำลายเส้นประสาทปลายมือ ปลายเท้าได้
จากการศึกษาพบว่า ทุกปีในสหรัฐอเมริกา มีรายงานการเป็นพิษจากวิตามิน มากกว่า 60,000 ราย เเละส่วนใหญ่เป็นเพราะคิดว่ากินเยอะไม่เป็นไร นี่คือสิ่งที่น่ากังวลเพราะหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเสี่ยง
สาเหตุที่คนจึงคิดว่ากินวิตามินเยอะๆเเล้วดี
1.การตลาด โฆษณาบอกว่าวิตามินช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยให้เเข็งเเรง ซึ่งไม่ผิด เเต่ไม่ได้หมายความว่ากินยิ่งเยอะยิ่งดี
2.คนสูงอายุรู้สึกว่าร่างกายอ่อนเเอลง จึงเกิดพฤติกรรมซื้อมากินเองโดยไม่ปรึกษาหมอ
3.ขายได้ง่าย ไม่ต้องมีใบสั่งเเพทย์คนก็คิดว่าปลอดภัย เเต่จริงๆคือวิตามินเม็ดเสริมนี้เข้มข้นมาก ในเม็ดเดียวอาจมีวิตามินเท่ากับได้จากอาหารทั้งวันหรือมากกว่า ถ้ากินทุกวัน หลายเดือน หลายปี มันก็สะสม เหมือนเติมน้ำมันในถังเล็กๆสักพักมันก็ล้น วิตามินเสริมจึงเป็นวิตามินที่มีความเข้มข้นสูง ทำให้ร่างกายรับมากเกินกว่าจะจัดการได้
ดังนั้นเมื่อเรากินวิตามินเม็ดเข้มข้นเกินไป เช่น กินวิตามินรวมเเล้ว ยังเกินวิตามินดี,วิตามินซี หรืออื่นๆเพิ่ม จะเกินการกินซ้ำซ้อน เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนมองข้ามไป ยกตัวอย่าง ในมัลติวิตามิน 1 เม็ด มีวิตามินดีอยู่เเล้ว เเต่เราก็ซื้อวิตามินดีมากินเเยกอีก บางคนยังกินนมเสริมเเคลเซียม ที่มีวิตามินดีด้วย รวมๆเเล้วอาจได้วิตามินดี 3-4 เท่าเกินกว่าปริมาณที่เราควรจะได้รับในเเต่ละวัน กินไปเรื่อยๆมันจะสะสมในตับ ในไขมันเดี๋ยวเริ่มเกิดอาการ เเละที่น่าเป็นห่วงๆคือ อาการเเรกๆไม่ชัด คนคิดว่าเป็นเพราะอายุมาก เช่น เหนื่อยงาน ปวดศรีษะ คลื่นไส้ เเต่จริงๆอาจเป็นเพราะวิตามินเกิน นี่คือคำถามที่ต้องถามตัวเองว่าร่างกายเราต้องการมากขนาดนั้นจริงๆหรือ
กลไกอะไรที่ทำให้วิตามินบางตัวถึงสะสมได้
จากข้อมูลข้างบนที่เเยกประเภทของวิตามินเป็น 2 ประเภทคือ ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซี จะถูกขับออกจากร่างกายโดยการปัสสาวะ ส่วนวิตามินที่ ละลายในไขมัน เช่นวิตามิน A D E มันละลายในไขมัน เหมือนน้ำมันเกาะอยู่มันเข้าไปเเล้วเก็บไว้ในตับ ในมันใต้ผิวหนัง ไม่ออกง่าย เหมือนเวลาเราเทน้ำลงในท่อ น้ำไหลผ่านไปได้ เเต่ถ้าเทน้ำมัน มันเกาะผนังท่อ สะสมอยู่ วิตามินที่ละลายไขมันก็เหมือนกัน มันเข้าไปเเล้วเกาะอยู่ในเนื้อเยื่อไขมัน ในตับค่อยๆสะสม ร่างกายใช้ทีละนิด เเต่ถ้าเราเติมเข้าไปทุกวัน เติมมากกว่าที่ใช้ มันก็เริ่มล้น เเละที่น่าเป็นห่วงคือกระบวนการนี้เกิดขึ้นช้าๆไม่ใช่วันนี้กินเยอะ พรุ่งนี้ก็เป็นพิษทันที เเต่เป็นเเบบกินทุกวัน สะสมทุกวัน เดือนผ่านไป ปีผ่านไป ค่อยๆเพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ร่างกายรับไม่ไหว เเล้วก็มีอาการวิตามินเยอะจนเป็นพิษ
วิตามิน B6 เเม้ไม่ใช่วิตามินละลายในไขมันก็อันตรายเหมือนกัน
วิตามินB 6 เป็นกรณีพิเศษ เมื่อเราได้รับเกินขนาด จะทำลายเส้นประสาท ชา เเละเดินเซ มันละลายน้ำจริงเเต่ถ้ากินมากเกินมันไปทำลายเส้นประสาทส่วนปลายที่มือ เเละเท้า ลองนึกภาพว่า เส้นประสาทเหมือนสายไฟ ถ้ากระเเสไฟผ่านมากเกินไป สายไฟก็ไหม้ B6 ที่มากเกิน ก็ทำงานคล้ายๆกัน มันไปกระตุ้นเส้นประสาทมากเกินไปจนเส้นประสาทเสียหาย จากการศึกษาพบว่า คนที่กิน B6 เกิน เเม้เเต่ในปริมาณที่ไม่ได้สูงมากก็เริ่มมีอาการชา เเสบร้อนที่มือเท้า บางคนเดินเซ หลงทิศ เเละที่น่ากลัวคือ อาการนี้อาจจะไม่หายสนิท เเม้เลิกกินเเล้วก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุว่า B6 ถึงจะเป็นวิตามินละลายในน้ำเเต่ก็ต้องระวัง
วิตามินจากธรรมชาติสะสมไหมในร่างกาย
วิตามินจากอาหารธรรมชาติทั่วไป ที่เรากินปกติไม่เคยมีรายงานว่าเป็นพิษ เพราะร่างกายมีกลไกควบคุม เวลาเรากินปลา กินผัก กินในปริมาณที่เหมาะสม ร่างกายจะดูดเท่าที่ต้องการ นี่คือเหตุผลที่กินอาหารครบ 5 หมู่ปลอดภัยกว่ากินวิตามินเม็ดเสริมมาก เเต่วิตามินเม็ดเสริมมันต่างออกไปมีปริมาณเข้มข้นมาก เข้าไปทีเดียวเยอะ ร่างกายไม่ทันกรอง ไม่ทันควบคุมมันเลยดูดเข้าไปหมด เเล้วก็เก็บสะสมไว้ นี่คือเหตุผลว่า กินตับทุกวันก็ไม่เป็นพิษจากวิตามิน A เเต่กินวิตามิน A ทุกวันอาจจะเป็นพิษได้ วิตามินเม็ดเสริมมันเหมือนยัดเยียดเข้าไปไม่ว่าร่างกายจะต้องการหรือไม่
อาการที่บอกว่าเรากินวิตามินมากเกินไปเเล้ว
อาการเเรกๆมักไม่ชัด ทำให้คนมันคิดว่าเป็นเรื่องปกติของอายุเยอะ เเต่จริงๆอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังได้วิตามินมากเกินไป อาการช่วงเเรกๆจะไม่ชัดเจน เหมือนคนเป็นหวัด ที่ตื่นมาก็รู้สึกว่าเป็นไข้ ปวดหัว อาการวิตามันเกินจะค่อยๆเกิดขึ้น เเละจะมีอาการที่คนสูงอายุมีอยู่เเล้ว เลยทำให้สับสน ต้องคอยสังเกตุเอาเช่น
วิตามิน A ถ้ากินมากเกินอาการที่พบบ่อยคือ ปวดศรีษะบ่อยๆ คลื่นไส้ อยากอาเจียน เเล้วก็ผมร่วงมากกว่าปกติ ผิวหนังเเห้ง หลายคนคิดว่าเเค่อากาศเเห้ง หรือครีมไม่เหมาะ เเต่จริงๆอาจเป็นเพราะวิตามิน A เกิน เเละที่น่ากังวลคือ ถ้าเกินไปนานๆจะส่งผลต่อตับ ทำให้ตับอักเสบ เเละกระดูกจะเปราะหักง่าย
วิตามิน D เป็นอีกวิตามินหนึ่งที่คนมันคิดว่ากินเท่าไหร่ก็ได้ เพราะเราอยู่ในที่ที่เเดดน้อย เเต่ความจริงเมื่อกินมากเกิน มันจะทำให้เเคลเซียมในเลือดสูงเกินไป อาการคือ เหนื่อยง่าย สับสน คิดอะไรไม่ออก ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ เเละที่อันตรายคือ เเคลเซียมที่สูงเกินไปจะไปสะสมในไต ทำให้เกิดนิ่ว หรือเเย่กว่านั้นคือ ไปสะสมในหัวใจ ทำให้ทัวใจเต้นผิดจังหวะ
วิตามิน E ถ้ากินมากเกิน อาการหลักคือ เลือดออกง่าย ช้ำง่าย เเค่กระเเทกนิดๆก็ช้ำเป็นจ้ำ เพราะวิตามิน E ไปขัดขวางการเเข็งตัวของเลือด ที่อันตรายคือ ถ้าคนที่กินยาละลายลิ่มเลือดอยู่เเล้ว เเล้วยังกินวิตามิน Eเสริมอีกอันตรายมาก อาจจะเลือดออกในอวัยวะภายในที่เรามองไม่เห็น หรือเลือดออกในกระเพาะได้
วิตามิน B6 เมื่อกินมากเกินไป จะเกิดการชา เเสบร้อนที่ปลายมือปลายเท้าเหมือนมีมดเดิน บางคนบอกว่าเหมือนเดิมบนพรม เเล้วรู้สึกเเปลกๆ เดินไม่มั่น หลงทิศ การศึกษาพบว่า เเม้เเต่การกิน B6 เเค่ 40-50 มิลลิกรัมต่อวันถ้ากินนานๆก็อาจเกิดอาการได้ เเละที่น่าเศร้าคือ บางรายอาการไม่หายสนิทเเม้เลิกกินเเล้วก็ตาม
ดังนั้นหากคุณไปหาหมอด้วยอาการต่างๆในร่างกายหากกินวิตามินเม็ดเสริม ควรบอกหมอด้วยเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
รู้ได้ยังไงว่าเรากินมาเกิน เเละจะป้องกันได้ยังไง
จากบทความเบื้องต้น ให้เราหันกลับมาถามตัวเราเองก่อนว่า ร่างกายเราต้องการวิตามินมากอย่างนั้นจริงหรือ คำตอบคือ จริงๆร่างกายไม่ต้องการมากอย่างที่เราคิด เเต่ต้องการเเต่พอดี เเละที่สำคัญคือ ร่างกายมีกลไกบอกเราอยู่เเล้ว ว่าต้องการอะไร เเค่เราต้องฟัง ทางออกมี 4 ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
1.ตรวจเลือดก่อนกิน ถ้าคุณคิดว่าตัวเองขาดวิตามิน อย่ารีบไปซื้อมากินเอง ไปพบหมอ ตรวจเลือดดูว่าขาดจริงหรือเปล่า ขาดตัวไหน ขาดมากเเค่ไหน เพราะบางคนไม่ได้ขาดเลยเเต่กินเพราะคิดว่าควรเสริม นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา
2.อ่านฉลากให้ดี ตรวจสอบว่าคุณกินวิตามินหลายอย่างพร้อมกันหรือเปล่า มัลติวิตามิน บวกวิตามินดี บวกเเคลเซียมรวมกันเเล้วได้เท่าไหร่ บางคนกินวันละ3-4 อย่างโดยไม่รู้ว่ามันซ้ำกัน ลองเอาขวดมาวางเรียงกัน อ่านฉลากทีละตัว บวกัน คุณจะตกใจว่าได้วิตามินมากกว่าที่คิด
3.ปรึกษาหมอ โดยเฉพาะคนที่กินยาประจำเพราะวิตามินบางตัวไปขัดขวางยา อย่างวิตามิน E กับยาสบายลิ่มเลือด หรือวิตามิน K กับยาวาฟาริน ถ้าไม่ปรึกษา อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้
4.รับวิตามินจากอาหารธรรมชาติ ปลอดภัยที่สุด วิตามินA ได้จากผักสีเหลือง ส้ม เช่น เเครอท ฟักทอง มะกอ เเละตับสัตว์ กินเเค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอเเล้ว ไม่ต้องทุกวัน
วิตามินD ที่หลายคนคิดว่าต้องกินเม็ดเสริม จริงๆเเล้ว เดินออกเเดดเเค่ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ร่างกายก็สร้างได้เอง ไม่ต้องกิน เเค่เดินในสวน เดินออกมาหน้าบ้านตอนเช้าก็พอเเล้ว วิตามิน E ได้จากถั่ว เมล็ดพืช น้ำมันพืช กินอาหารปกติก็ได้เพียงพอ ส่วนB6 มีในเนื้อสัตว์ ไข่ ปลา ผักใบเขียว กล้วย กินอาหารหลักหลาย ไม่เลือกกินเพียงอย่างเดียวก็ได้ครบเเล้ว ที่สำคัญคือ จากธรรมชาติปลอดภัยกว่า เพราะร่างกายรู้จักควบคุม ดูดเท่าที่ต้องการ ส่วนเกินมันจะไม่ดูด หรือดูดช้า ไม่เหมือนวิตามินเม็ดเสริมที่เข้าไปทีเดียวเยอะ นี่คือเหตุผลที่ว่าคนที่กินอาหารครบ 5หมู่ไม่จำเป็นต้องกินเม็ดเสริมเลย
ดีไม่ได้หมายความว่ายิ่งเยอะยิ่งดี วิตามินเป็นของดีจริง เเต่ต้องพอดี เหมือนเราต้องการน้ำ เเต่ถ้าดื่มมากเกินไปจนเป็นพิษ มันก็อันตรายเหมือนกัน การดูเเลสุขภาพที่ดีที่สุดไม่ใช่การกินวิตามินเม็ดเสริมมากมาย เเต่คือการกินอาหารหลากหลาย เดินออกเเดด ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เเละที่สำคัญ ปรึกษาหมอก่อนกินอะไรเสริม อย่าคิดว่าวิตามินไม่เป็นอันตราย เพราะมันอันตรายได้ถ้าเราใช้ผิดวิธี ธรรมชาติมอบทุกอย่างที่เราต้องการไว้ให้เเล้ว ในอาหาร ในเเสงเเดด ในอากาศ เราเเค่ต้องใช้ให้ถูกต้อง เเละที่สำคัญที่สุดคือ รู้จักฟังร่างกายตัวเอง ถ้าหากรู้สึกไม่ปกติ อย่าปล่อยผ่าน ไปพบหมอ ตรวจ เพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ
เเหล่งบทความอ้างอิง: จากรายการสูงวัย ใกล้หมอ
https://www.youtube.com/watch?v=uEsYrtZdqfI
ภาพ : Google









.jpg)
.jpg)













.jpg)


