วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

อัดคลิปใส่ร้ายพระเถระผู้ใหญ่
เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี มั่วสีกาสาว
ข่าวดังไปทั่วโลก พาดข่าวหน้าหนึ่ง
ตัวเท่าหม้อแกงติดต่อกันเป็นอาทิตย์

แต่พอถูกฟ้องคดีอาญา เป็นจำเลยที่1
กลัวติดคุกข้อหาหมิ่นประมาทขอขมา
อภัยโทษเพราะทำด้วยเข้าใจผิด แต่
ตอนขอขมาพาดตัวเล็ก เท่าหนวดมด
มิหนำซ้ำ ยังซ่อนอยู่ในหน้ากลางอีก

ไม่ต่างจากกรณีพระยันตระเลย
ตอนรวมหัวกันใส่ร้ายท่านพาดหัวข่าว
หน้าหนึ่งด้วยตัวไม้นานหลายอาทิตย์
สำนักพิมพ์รวยอื้อซ่า จากสำนักพิมพ์
แบกะดินใกล้เจ๊ง ฟื้นตัวได้ในข้ามคืน

แต่พอถึงคราวนางจันทิมาใกล้ตาย
สารภาพสำนึกผิดว่า ที่ตนทำอย่างนั้น
เพราะมีคนจ้างให้ทำ ตัวเองก็ร้อนเงิน
ด้วย น้อยใจลูกศิษย์ พระอาจารย์ด้วย
ที่คอยกีดกันมิให้เข้าใกล้พระอาจารย์
จึงรับงานรับเงินทำร้ายอาจารย์ตัวเอง

กลับลงข่าวคำสารภาพความจริง ด้วย
ตัวหนังสือก็เท่านี้แหละ ซ่อนอยู่หน้า
กลางแบบนี้เหมือนกัน ข้อความก็ยาว
ประมาณนี้ แต่กรณีนางจันทิมานั้นเธอ
กล่าวสารภาพ ด้วยความสำนึกผิดจริง

เพราะใกล้ตายด้วยเพราะมิได้ถูกฟ้อง
ให้สารภาพผิดด้วย แต่กรณีนี้หล่ะ!!

แต่ถ้าพูดตามความสัตย์จริงแล้ว
พระยันตระก็ดี เจ้าคณะจังหวัดปราจีน
บุรีก็ดี หรือพระรูปอื่นก็ดี ไม่มีสิทธิ์ให้
อภัยแก่บุคคล ผู้กระทำการผิดนั้นเลย

เพราะความผิดที่ทำไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
แต่เป็นเรื่องของศาสนาการสร้างเรื่อง
เพื่อขายข่าว สำนักพิมพ์ก็รวยไปแล้ว
และคนสร้างข่าวก็รับเงินไปแล้ว ภาพ
ลักษณ์ศาสนา ก็เสียหายไปแล้ว แล้ว
การให้อภัย ใช่สิ่งที่ควรทำแน่หรือ?

อาจดีต่อใจแต่ส่งผลร้ายต่อศาสนา!!
ทำให้เกิดอาชีพใหม่"คืออาชีพทำลาย
พุทธศาสนา" คนทำได้ดัง ได้ตังค์ด้วย
ถ้าพลาดท่าถูกฟ้องร้อง ก็แค่เพียงทำ
ท่าสำนึกผิดก็แฮปปี้เอนดิ้ง แต่ศาสนา
หล่ะ!! ถูกทำร้ายเป็นแผลเหวอะหวะ!!
ผลเสียตกแก่ชาวพุทธทุกคน!!

#เมื่อนางวิสาขาโสดาบันถูกล่วงเกิน
เพราะความเข้าใจผิดบุคคลที่ล่วงเกิน
กล่าวขอโทษเพื่อขออภัย นางตอบว่า

"ฉันให้อภัยท่านไม่ได้ดอก เพราะฉัน
เป็นลูกมีพ่อ ท่านจงไป กล่าวขอขมา
อภัยกับพระพุทธเจ้าเถิด" หรือพระดี
ตอนนี้ไม่มีพ่อกันเสียแล้ว จึงสามารถ
ให้อภัยได้ แม้แก่ผู้ทำร้ายศาสนา?


Cr.Thammawat K.

ตอนด่าลงข่าวพาดหัว ตอนขอขมาทำแบบกระซิบ
ใครจำได้บ้างครับ เรื่องของพระระดับเจ้าคณะจังหวัดกับสีกา ที่ลงข่าวครึกโครมใน social เมื่อปีก่อน หลักฐานพร้อมคลิปชัดเจน
ตัวอย่างข่าว เฉลยความจริง!! คลิปฉาวพระระดับเจ้าคณะจว.มั่วกาม - ย้อนรอยเหล่าอดีตพระเสพเมถุนสีกา!
http://www.tnews.co.th/contents/179420
คลิปฉาวมัด"โล้นสูงวัย" เล่นจ้ำจี้กับสีกาเมามันส์ https://www.dailynews.co.th/regional/379021
แถมในเนื้อข่าวก็ยังลงเป็นตุเป็นตะเลยนะครับ เช่นว่า
"นอกจากนี้ทางสำนักข่าวทีนิวส์ได้มีการสืบค้นข้อมูลที่มาของคลิปว่า คลิปดังกล่าว เกิดจากพระผู้ใหญ่รายนี้แอบคบหากับหญิงสาวในคลิปฉันสามีภรรยากันมานานตั้งแต่หญิงสาวยังเป็นวัยรุ่น โดยช่วงแรกๆ มีการส่งเสียเลี้ยงดูกันเป็นอย่างดี กระทั่งฝ่ายหญิงเริ่มมีอายุมากขึ้น ปัจจุบันอายุ 40 ปีกว่า อีกทั้งเริ่มมีรูปร่างเจ้าเนื้อ ประกอบกับตัวพระเองก็อายุมากขึ้นถึง 70 กว่าปี จึงพยายามตีตัวออกห่าง และไม่ยอมส่งเสียเลี้ยงดูเหมือนเดิม ทำให้ฝ่ายหญิงเกิดความคับแค้น และเมื่อประมาณปลายปี 58 พระรูปดังกล่าวขอนัดเจอเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อร่ำลา แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมจึงติดตั้งกล้องแอบถ่ายพฤติกรรมไว้เป็นหลักฐานเพื่อแก้แค้น โดยไม่ได้มีเจตนาจะแบล็กเมล์อย่างที่เป็นข่าว"

แล้วก็ลงข่าวอื่น ๆ มาชนกันให้มั่วไปหมด โดยพยายามพ่วงพระหลาย ๆ รูป แล้วโยงหลวงพ่อวัดพระธรรมกายเข้าไปด้วย แล้วก็มีคนเอาไปทำคลิปกระจายไปใน socialhttps://www.youtube.com/watch?v=j5ookqEK1nw
แต่พอมาวันนี้ เจ้าของคลิปออกข่าวขอขมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่จริง
คลิปนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ หลวงพ่อพระราชภัทรธาดา (ประเทือง ทองเทศ) เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เลย


อ้าว ซึ่งงานนี้แม้แต่สื่อก็คงถูกหลอกด้วย เพราะเจ้าทุกข์ตั้งใจโกหกใส่ความแนบเนียน พร้อมมีหลักฐานชัดเจน

แต่ที่จะตำหนิสื่อก็คือ ตอนลงข่าว สื่อลงหน้า 1 พาดหัวขนาดใหญ่อยู่หลายวัน และลง social จนคนด่าทั้งเมือง
แต่ตอนลงข่าวขอขมา ลงแค่พื้นที่เล็ก ๆ ด้านในนะครับ และหาลิ้งค์ให้ไม่ได้ เพราะไม่ลง social
แล้วแบบนี้ใครเขาจะรู้ล่ะครับ

ว่า ท่านบริสุทธิ์ และผู้ใส่ความขอขมาท่านแล้วครับ
แล้วมีการใส่ความแบบนี้อีกกี่ครั้งแล้วครับ

ที่เราไม่รู้ความจริงว่าเป็นการใส่ความครับ
ทำไมตอนความจริงเปิดเผย ไม่ลงขอขมาแบบพาดหัวข่าวด้วยล่ะครับ แล้วทำให้มากกว่าวันที่ลงข่าวด้วย เพราะความจริงมันแก้ยากกว่าการใส่ร้าย

แต่ก็เข้าใจครับ เพราะเรื่องแบบนี้ก็มีจริง ๆ แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีพระที่ทำตัวแบบนี้เช่นกัน
แต่ก็ต้องยอมรับนะครับ ว่าการใส่ความผู้บริสุทธิ์ก็มีเหมือนสมัยก่อนที่มีนางจิณจมานวิกา ที่ใส่ความพระพุทธเจ้า จนคนด่าพระพุทธเจ้าแทบทั้งเมือง
ต่อมาความแตก และคนก็ได้รู้ว่าพระพุทธองค์ถูกใส่ความ และสุดท้าย นางจิณจมานวิกาก็ถูกธรณีสูบไปอเวจีมหานรกครับ
ซึ่งการที่ท่านถูกคนใส่ร้าย ก็เป็นเพราะ เศษของวิบากกรรมที่สมัยอดีตชาติ ท่านเคยใส่ร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า "สุรภี" ว่าทำให้ผู้หญิงท้อง
เมื่อตายไปจึงต้องตกนรกนานแสนนาน จนแม้ในชาติสุดท้ายกรรมนี้ก็ยังมาส่งผลให้ถูกนางจิณจมานวิกาใส่ร้าย ส่วนนางจินจมานวิกาก็ไปตกนรกแล้วเตรียมใช้กรรมใหม่ของตน
ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้นครับ
แม้แต่สื่อที่ตั้งใจใส่ความท่านก็เช่นกันนะครับ หนีไม่พ้นหรอกครับ

น้องแสนดี
23 กรกฏาคม 2560

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560



จากการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในเดือนมกราคม  ปี2559 หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงในที่ประชุมคือ การไม่บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ โดยได้มีการคัดค้านเเละยกเหตุผลต่างๆ มายับยั้ง อันเป็นชนวนเหตุทำให้มีผลต่อการปลูกฝังศีลธรรมของคนในชาติ เเม้จะพึ่งผ่านไปได้เพียงปีเดียว ก็เห็นเหตุของความวุ่นวายในสังคมที่ขาดศาสนาประจำชาติอย่างศาสนาพุทธค้ำจุนได้ชัดเจน มาย้อนเหตุการณ์สำคัญนี้อีกครั้ง เเล้วจะกระจ่างใจ หรือยังคงข้องใจ
คุณอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมธิการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญที่ชะอำว่า ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งพระพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกเเละที่ประชุมยังเห็นชอบว่า จะไม่บัญญัติให้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่าหากใส่ถ้อยคำดังกล่าวไว้ จะเป็นอันตรายในระยะยาว


"ผมไม่รู้ว่ากรรมธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้กลัวอะไร และอะไรคืออันตรายในระยะยาว"


การบัญญัติให้ ศาสนาที่มีคนส่วนใหญ่ในประเทศนับถือ เป็นศาสนาประจำชาติ ทุกประเทศก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรืออันตรายแต่อย่างใด มีรายงานการวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.โรเบริ์ต เจ. บาร์โร ระบุว่า มีถึง 58 ประเทศในโลกที่มี การบัญญัติ ศาสนาประจำชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ และก็ไม่มีคนในศาสนาอื่นในประเทศเหล่านี้ต่อต้านแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่า ศาสนาดั้งเดิมของคนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นคืออะไร ย่อมที่จะให้เกียรติเจ้าของประเทศ

คุณมีชัย ฤชุพันธุ์  ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไปค้นข้อมูลดูได้ พระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย ราวพ.ศ. 236 สมัยเดียวกับที่เข้าไปเผยแผ่ใน ศรีลังกา จากพระธรรมฑูต 9 สาย ที่พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดียที่ส่งออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประเทศไทยสมัยนั้นยังรวมอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ จาก พ.ศ. 236 ถึง พ.ศ. 2559 พุทธศาสนาก็อยู่ในดินแดนไทยมานานถึง 2,323 ปีแล้ว แล้วกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไปกลัวอะไร จึงไม่กล้าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
จากรายงาน การสำรวจภาวะทางสังคมและวัฒนธรรม พ.ส. 2554 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประชากรของประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 94.6 นับถือ ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 4.6 และนับถือ ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 0.7 ที่เหลือคือผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆและผู้ที่ไม่มีศาสนา


ในงานการวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต เจ.บาร์โร ระบุว่า ประเทศที่ระบุศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอิสลาม กลุ่มคริสเตียน และลักธิเก่าในยุโรป  กลุ่มพุทธและฮินดู โดย กลุ่มอิสลาม จะระบุชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า  Islam is the religion of state หรือ The religion of the State is Islam ศาสนาอิสลามคือ ศาสนาประจำชาติ
ความจริง ชาวพุทธ เมื่อเทียบกับศาสนาอื่น ถือว่ามีจำนวนน้อยมาก เพียง 6 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองโลกเท่านั้นเอง

ประเทศที่เคร่งในพุทธศาสนาที่สุดคือ ภูฏาน รัฐธรรมนูญของภูฏานเรียกกันว่า Buddhist Constiution เลยทีเดียว เพราะมีการบัญญัติถึงกระบวนการแต่งตั้ง พระสังฆราชในรัฐธรรมนูญด้วย



รัฐธรรมนูญภูฏาน บัญญัติไว้ว่า ศาสนาพุทธคือมรดกทางจิตวิญญาณของภูฏาน ซึ่งส่งเสริมหลักการและคุณค่าของสันติภาพ ความไม่รุนแรง ความเมตตา และความอดกลั้น
อีกประเทศหนึ่งที่มีการบัญญัติพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็คือ ศรีลังกา
โดยบัญญัติว่า สาธารณรัฐศรีลังกาจะยกศาสนาพุทธไว้ในที่สูงสุด และโดยนัยนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องปกป้องและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในขณะเดียวกันก็ให้ความมั่นใจว่า ทุกศาสนาจะมีสิทธิตามมาตรา 10 และมาตรา 14...


แม้แต่ ลาว ที่ปกครองในระบบคอมมิวนิสต์ ก็ยังบัญญัติว่า รัฐเคารพและปกป้องกิจกรรมอันถูกต้องตามกฏหมายของชาวพุทธ และผู้นับถือศาสนาอื่น ส่งเสรมิพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ รวมทั้งพระในศาสนาอื่น โดยระบุชื่อ ศาสนาพุทธ อย่างชัดเจน
ก็ในเมื่อคนไทยเกือบ 70 ล้านคน เป็นชาวพุทธถึง 94.6 % หรือกว่า  66 ล้านคน แล้ว กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ไปกลัวอะไร จึงไม่กล้าระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ฟังเหตุผลแล้วมันทะแม่งฟังไม่ขึ้นนะ


 ลมเปลี่ยนทิศ




วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์อันน่าเศร้าภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 ณ จังหวัดฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น
เป็นเหตุทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา และถือว่าเป็นภัยพิบัตินิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เชอร์โนบิลในปี 1986

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาต่อจากนั้นก็คือ ความเกลียดชังของผู้คนรอบข้างที่มีต่อจังหวัดฟุกุชิมะและชาวบ้านที่อยู่อาศัยเติบโตภายในจังหวัดนี้ ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนเลือกให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และไม่อยากให้เกิดความหายนะเช่นนี้ด้วย
เพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในใจของชาวญี่ปุ่น Ruzo Maoma อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมปี 3 ได้ส่งเรียงความเรื่อง ‘ปฏิเสธตัวตนของจังหวัดฟุกุชิมะ’ เข้าประกวดในงาน การเขียนเรียงความสิทธิมนุษยชนจากนักเรียนชั้นมัธยมต้นทั่วประเทศครั้งที่ 36 โดยมีใจความดังต่อไปนี้

ปฏิเสธตัวตนของจังหวัดฟุกุชิมะ


 นี่เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันช็อคมาก สำหรับการเป็นคนจังหวัดฟุกุชิมะอย่างฉัน ฉันเกิดและเติบโตในเมืองมินะมิโซมะ จังหวัดฟุกุชิมะ จนถึงกระทั่งชั้น ป. 3
เมื่อพูดถึงเมืองมินะมิโซมะ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านเทศกาลและวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ในอดีตมาอย่างช้านาน
ฉันรักผู้คนและเมืองมินะมิโซมะในแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้…
แต่ทว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เกิดเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และนั่นก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะสารกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมา ทำให้เมืองมินะมิโซมะกลายเป็นเมืองที่ผู้คนอยู่อาศัยไม่ได้อีกต่อไป และตัวฉันเองก็ต้องย้ายหลบภัยไปอยู่กับญาติพร้อมกับครอบครัวที่จังหวัดโทะชิงิแทน
เมื่อไปถึงที่นั่น ก็พบกับข้อความสติ๊กเกอร์บนรถยนต์คันหนึ่ง ในลานจอดรถร้านค้าที่แวะข้างทางว่า ‘ไม่ยอมรับคนจากจังหวัดฟุกุชิมะ’
หลังจากที่เห็นข้อความนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกหวั่นใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป จนเกิดเป็นคำถามในใจว่า ‘นี่มันอะไรกัน’ และฉันก็รู้สึกเศร้าเมื่อเข้าใจในความหมายของมันแล้ว
แม้จะผ่านมาเป็นเวลาร่วม 5 ปีกว่าแล้ว
ความเกลียดชังและอคติที่มีต่อจังหวัดฟุกุชิมะยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว
เพื่อนคุณยายของฉันได้เดินทางนำสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในจังหวัดคุมาโมโตะ ทั้งๆ ที่ฟุกุชิมะกับคุมาโมโตะไม่ได้ใกล้กันเลย
แต่ทว่ากลับถูกปฏิเสธต่อหน้าด้วยประโยค
พวกเราไม่ต้องการสิ่งของที่มาจากฟุกุชิมะ’
อาจจะเป็นเพราะว่าคนในพื้นที่นั้นเกรงกลัวสารกัมมันตรังสี
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ประสบภัยพิบัติในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็เป็นชาวญี่ปุ่นเหมือนกัน ทำไมถึงกล้าพูดถ้อยคำที่ไม่ถนอมน้ำใจและไร้สาระสิ้นดีเฉกเช่นนี้ออกมาได้
แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งของเหล่านั้นไม่ได้ถูกมอบให้ที่นั่น แต่กลับส่งมอบให้ที่อื่นแทน ซึ่งเมื่อฉันได้ยินเรื่องราวเหล่านั้นมันทำให้รู้สึกย่ำแย่ในจิตใจ เพียงเพราะข่าวลือกัมมันตรังสีในจังหวัดฟุกุชิมะยังคงถูกกล่าวขานต่อไปเรื่อยๆ
ถ้าหากว่าเมืองและผู้คนที่ฉันเติบโตมาด้วยกันถูกปฏิเสธตัวตนแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าชีวิตของฉันก็ถูกปฏิเสธไปด้วยเช่นเดียวกัน
จากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนั้น ฉันไม่กล้าที่จะพูดถึงความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นฟังอีกเลย นั่นเป็นเพราะว่าฉันกลัวถูกคนที่มีอคติต่อคนจังหวัดฟุกุชิมะมองในแง่ร้าย แต่ทว่าฉันก็พบกับจุดเปลี่ยนความคิดอีกครั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อตอน ป.5 ฉันได้ย้ายมาเรียนที่เมืองโอนะงะวะ จังหวัดมิยะงิ ซึ่งการย้ายมาอยู่ในสถานที่แปลกใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังคงกังวลภายในใจกับสิ่งที่จะต้องเผชิญต่อไป
ฉันถึงกับคิดว่าผู้คนจะมองฉันในแง่ร้าย เป็นคนไม่ดี เพียงเพราะว่ามาจากจังหวัดฟุกุชิมะ…
หลังจบการแนะนำตัวหน้าชั้นเรียนและกลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเองภายในห้องเรียน นักเรียนรอบข้างฉันนั้นเป็นเด็กผู้ชายหมดเลย และมีหนึ่งในนั้นถามขึ้นมาว่า ‘เธอมาจากฟุกุชิมะอย่างงั้นเหรอ?’
คำถามง่ายๆ แต่ทำให้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าสิ่งใด และยิ่งไปกว่านั้นกังวลว่าถ้าบอกไปแล้วจะเกิดอะไรตามขึ้นมาอีกรึเปล่า
อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฉันคิด เพราะเป็นคำพูดที่ว่า ‘เธอคงจะลำบากมากเลยนะ’
และคนอื่นก็เสริมขึ้นมาว่า ‘พวกเรามาเป็นเพื่อนกันมั้ย ไปเล่นด้วยกันเถอะ’ ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกดีด้วย
สำหรับเมืองโอนะงะวะเองก็ประสบกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเช่นกัน เพื่อนของฉันสูญเสียทั้งบ้านและครอบครัวไปกับคลื่นซึนามิ แต่พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตต่อไปด้วยความร่าเริง ทำให้ฉันรู้สึกว่าผู้คนที่นี่เข้มแข็งมากๆ
แต่ในขณะเดียวกันที่ตัวฉันเองคิดว่าบอบช้ำมากแล้ว คนเหล่านี้ลำบากกว่าฉันอีกหลายเท่าตัว จนทำให้ฉันรู้สึกละอายใจตัวเองเหลือเกิน
ผู้คนในโอนะงะวะเข้มแข็งจริงๆ และพวกเขาก็ช่วยเหลือฉันหลายครั้งหลายครา
และสิ่งที่ฉันได้รับมาทั้งหมดนี้ก็คือ ‘อคติ’ และ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’
อคติ คือ การตัดสินสิ่งรอบข้างภายใต้ความคิดของตัวเองเพียงคนเดียว
ฉันคิดว่ามันเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวมาก โดยที่ไม่สนใจความรู้สึกของอีกฝ่ายเลย อย่างเช่นในเวลาที่คุณจะต้องพบปะกับผู้อื่น คุณจะมีอคติเกิดขึ้นในใจบ้างรึเปล่า
‘คนนั้นเป็นคนโง่เพียงเพราะทำคะแนนสอบได้ไม่ดี’ หรือ ‘คนนั้นเป็นคนที่เข้าถึงยากเพียงเพราะเขาไม่ค่อยพูดคุยกับใคร’
อคติเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เวลาที่เรามองคนอื่น เพียงแต่ว่าจะมีเล็กน้อยหรือมากแค่ไหน
แต่สำหรับอคติที่มีมากจนบดบังทุกสิ่ง มันสามารถทำร้ายจิตใจคนได้โดยที่เราเองไม่เคยรู้ตัวเลย
ในทางตรงกันข้าม ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ คือการเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายที่มี อย่างที่ฉันได้ย้ายมาที่โอนะงะวะ ก็มีเพื่อนที่เข้าใจในตัวฉัน
การที่พวกเขาเข้าใจในความเจ็บปวดของฉัน เหมือนดั่งความเจ็บปวดของตัวเอง และพร้อมที่จะก้าวข้ามมันไปด้วยกันนั้น
ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งและด้วยเหตุนี้เอง
ถ้าหากใครซักคนหนึ่งกำลังเจ็บปวด ฉันก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันอยากจะช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ทรมาน เหมือนดั่งตัวฉันเองที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้าง ต่อจิตใจที่มัวหมองให้กลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง


Ruzo Maoma



จากการประกวดเรียงความสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมด 7,338 โรงเรียน ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 972,553 หัวข้อ
และเรื่อง ‘ปฏิเสธตัวตนของจังหวัดฟุกุชิมะ’ ก็ทำให้ Ruzo Maoma ชนะการประกวดและได้รับรางวัลจากสำนักกฎหมายเซนได เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2016 ที่ผ่านมา

ที่มา : ishinomaki.kahoku, ishinomaki.kahoku(2), moj, brandnew-s

วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เชื่อว่าหนึ่งในปัญหาที่จากการเดินทางด้วยเครื่องบินที่คนส่วนใหญ่มักจะเจอกันก็คือ… ความรู้สึกเหนื่อยล้าหลังการเดินทาง โดยเฉพาะไฟลท์ไหนที่นานๆ ด้วยแล้ว พยายามจะหลับบนเครื่องทีไรก็หลับไม่ลงซักที
วันนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ 9 เทคนิคที่จะช่วยให้หลายๆ คน ไม่ต้องรู้สึกเหนื่อยล้า หรือหมดแรงจากการเดินทางบนเครื่องอีกต่อไป

1. ไฟลท์ตอนกลางคืนดีที่สุด

หนึ่งในคำแนะนำง่ายๆ ก็คือการเลือกไฟลท์ให้ตรงกับช่วงเวลานอนของเรา และเมื่อถึงวันเดินทางอาจจะตื่นนอนก่อนซัก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะได้สามารถไปนอนต่อบนเครื่องบินได้


2. วันอังคาร และวันพุธ คือวันที่ดีที่สุด

ถ้าคุณรู้สึกไม่ชอบการเบียดเสียด หรือความแออัดจากผู้โดยสารจำนวนมากละก็ มีผลสำรวจออกมาแล้วว่าวันอังคาร และวันพุธ เป็นวันที่ได้รับความนิยมในการเดินทางน้อยที่สุด


3. ที่นั่งติดกับหน้าต่างคือทำเลที่ดีที่สุด

พยายามเลือกที่นั่งให้ติดกับหน้าต่างเข้าไว้ เพื่อที่ว่าเราจะได้ใช้พื้นที่ด้านข้างสำหรับพิงศรีษะได้ อ้อ.. และที่สำคัญอย่าจองที่นั่งใกล้กับห้องน้ำเด็ดขาด


4. เอนเบาะไปข้างหลังให้สุด

ถ้าคุณรู้สึกว่าร่างกายต้องการพักผ่อนแล้วละก็ ให้ปรับเบาะเอนไปข้างหลังให้สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการนอนหลับที่ผิดสรีระอาจทำให้คุณเกิดอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อตามมาได้เช่นกัน


5. เลือกชุดที่ใส่สบายเข้าไว้

หากคุณไม่ได้รีบไปติดต่อธุรกิจ หรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งตัวให้ดูเป็นทางการแล้วล่ะก็ เก็บชุดเสื้อผ้าเหล่านั้นยัดใส่กระเป๋าไปได้เลย เพราะเสื้อผ้าที่ใส่สบายจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสบายกับการเดินทางได้ดีกว่าหลายเท่าเลยล่ะ


6. รัดเข็มขัดนิรภัยไว้เหนือเสื้อผ้า

อันที่จริงการรัดเข็มขัดนิรภัยไว้เหนือเสื้อผ้า ไม่ได้ช่วยให้คุณพักผ่อนได้สบายมากขึ้นหรอก แต่มันช่วยบอกทีมลูกเรือให้พวกเขารู้ได้ว่าคุณต้องการพักผ่อน และไม่อยากให้ใครมารบกวนในระหว่างเที่ยวบิน


7. อุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็ช่วยได้นะ

แสงและเสียงอาจจะเป็นปัจจัยหลักที่รบกวนคุณเวลาหลับบนเครื่องบิน เพราะฉะนั้นอุปกรณ์เสริมต่างๆ สำหรับการเข้านอนก็ช่วยคุณได้ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าปิดตา หมอนรองคอ หรือที่อุดหู


8. เก็บอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดไว้ก่อน

ควรรู้ไว้ว่าแสงจากหน้าจอสมาร์ทโฟนทั้งหลายทำให้สมองคุณตื่นและพักผ่อนได้น้อยลง เพราะฉะนั้นเราขอแนะนำให้เก็บมันไว้ก่อน และเปลี่ยนเป็นอ่านหนังสือ หรืออะไรที่ไม่ต้องใช้แสงมากเกินไปจะดีกว่า


9. อาหารการกินก็สำคัญไม่แพ้กัน

การทานอาหารที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อการนอนหลับบนเครื่องบินได้ เพราะฉะนั้นเราควรทานอาหารที่ไม่หนักเกินไป และเป็นอาหารที่เฮลตี้พอสมควร เครื่องดื่มก็ควรจะเปลี่ยนจากแอลกอฮอล์เป็นชาหรือน้ำเปล่าแทน


หวังว่าเทคนิคทั้งหมดนี้ จะช่วยให้การเดินทางของใครหลายคนสบายขึ้นไปอีกนะ…

ขอบคุณ  catdumb.com


ขอให้คิดเสมอว่า วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้ ขอให้เราอย่าได้ประมาท”
ทุกๆ เช้า-เย็น หลังจากทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตภาวนาเสร็จ หลวงพ่อเจ้าอาวาสให้โอวาทเตือนสติพระภิกษุ-สามเณรเป็นประจำทุกๆ วัน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว หลายท่านคงเคยได้ยินข่าวพระสงฆ์ถูกระเบิดขณะออกบิณฑบาต ในถนนหลักติดตลาด เขตอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ผู้เขียนยังจำภาพนั้นจากข่าวติดตาอยู่เลย
ภาพพระสงฆ์จำนวน ๔-๕ รูปนอนเกลื่อนถนน บาตรกระจัดกระจาย ลูกศิษย์ถือปิ่นโต นอนจมกองเลือดด้วยความเจ็บปวด แต่ก็จำไม่ได้ว่าพระสงฆ์แต่ละรูปนั้นเป็นใคร

http://unitus.synergy-e.com/www/delivery/lg.php?bannerid=0&campaignid=0&zoneid=11964&loc=http%3A%2F%2Fwww.komchadluek.net%2Fnews%2Fknowledge%2F282955%23.WUTco0rO2s4.twitter&cb=ebe7972875&oxsize=x
วันหนึ่งผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปที่วัดพรหมนิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส แล้วนั่งฟังพระสงฆ์รูปหนึ่ง ท่านเล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับพระสงฆ์โดนระเบิดขณะออกบิณฑบาตให้ฟัง หลายรูปก็ฟังด้วยใจจดใจจ่อ ท่านเล่าเหตุการณ์แต่ละฉากๆ เสมือนว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์จริง ผู้เขียนนั่งฟังอยู่ก็นึกภาพไปตาม สัมผัสได้ถึงความเจ็บ ทุกข์ทรมานกายใจ

ตอนนั้น พระครูวิสิฐพรหมคุณ หลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านก็นั่งฟังอยู่ด้วย สักพักหนึ่งท่านก็เปิดภาพข่าวหนังสือพิมพ์เก่าๆ ฉบับหนึ่งในโทรศัพท์ให้ดู ซึ่งเป็นภาพของท่านเองที่ถูกระเบิด วันนี้เรามาเจอผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ท่านเล่าย้อนให้ฟังว่า

 " วันที่เกิดเหตุไม่ได้มีลางบอกเหตุอะไรมาก่อน ก็เดินออกไปบิณฑบาตตามปกติ สิ้นเสียงระเบิดก็เห็นทุกคนล้มลง รวมถึงตัวเองด้วย ตอนนั้นมีสติดี อยากจะช่วยเหลือทุกคน แต่ได้ยินแต่เสียงตะโกนบอกว่า ระวังดีๆ อาจจะมีระเบิดซ้ำ ตอนนั้นไม่รู้จะระวังอย่างไร เพราะขยับตัวไปไหนไม่ได้ เป็นบุญอยู่ที่ไม่มรณภาพ ปัจจุบันจีวรชุดนั้นผมยังเก็บไว้อยู่ กราบก่อนนอนจำวัดทุกวัน บาตรที่เป็นรูถูกสะเก็ดระเบิดก็ยังเก็บไว้เป็นอนุสรณ์เตือนสติ ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต ความตายเกิดขึ้นได้ทุกวินาที "

หลวงพ่อเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้หลังจากทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แผ่เมตตาเสร็จแล้ว ก็ให้โอวาทแก่พระภิกษุ-สามเณรตลอดเวลาว่า
“ขอให้คิดเสมอว่า วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้ ขอให้เราอย่าได้ประมาท” 

ท่านพูดไปยิ้มไป เล่าถึงจังหวัดนราธิวาสว่า มีแต่ของดีทั้งนั้น ธรรมชาติดี อากาศดี อาหารดี ทุกอย่างดีหมด แต่บางครั้งคนอารมณ์ไม่ดี ก็เลยมีวางระเบิดบ้าง ผู้เขียนได้ฟังหลวงพ่อแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายไปเยอะ นึกถึงท่านว่าอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างนี้ ท่านก็ยังมีอารมณ์ขัน อารมณ์ขันมันดีอย่างนี้นี่เอง แต่อารมณ์ไม่ดี ไม่ดีเลย

ได้ยินเรื่องของอารมณ์ไม่ดี ตั้งแต่เดินทางมาเข้ามาในเขตของพื้นที่จังหวัดนราธิวาส คนขับรถเป็นผู้มีความชำนาญเส้นทางเป็นพิเศษ รู้เรื่องเหตุการณ์เยอะมาก พอแต่รถวิ่งผ่านไปที่ตรงไหนจะมีเรื่องเล่าให้ฟังตลอดว่า เส้นทางนี้เคยเกิดเหตุระเบิดแล้วกี่ครั้งแล้ว ตรงนี้มีการยิงแล้วทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนกี่ศพอะไรทำนองนี้ ตรงนี้เขาชอบวางตะปูเรือใบเจ้าหน้าที่ ซึ่งมองในมุมหนึ่งก็เป็นการฝึกมรณานุสติได้เป็นอย่างดี ให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ แต่ในระหว่างนั้นผู้เขียนมีความตื่นเต้นไม่ค่อยมองเป็นมรณานุสติเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะถูกความกลัวครอบงำ

วันหนึ่งผู้เขียนมีธุระไปในตัวเมืองนราธิวาสจึงได้ขอติดรถโยมท่านหนึ่งไปด้วย โยมเล่าให้ฟังว่า เป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ มาอยู่ที่นี่นานพอสมควรแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ก็มีความกลัวอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้มีความรู้สึกเป็นปกติแล้ว มีความเข้าใจเหตุการณ์ 

โยมคิดอย่างนี้ ถ้ามันถึงคราวของเราอยู่ที่ไหนก็ตาย ซึ่งในขณะนั้นรถวิ่งไปถึงตรงจุดที่เกิดเหตุการณ์ระเบิดพระสงฆ์บิณฑบาตในครั้งนั้นพอดี โยมพูดไปด้วยพร้อมกับชี้บอกว่า ที่ตรงนี้แหละที่หลวงพ่อโดนระเบิด เห็นไหมขนาดโดนระเบิด ถ้ายังไม่ถึงคราวตายก็ไม่ตาย ทุกวันนี้โยมคิดอย่างนี้ ไปไหนมาไหนสบายหน่อย”

แล้วโยมก็หันหน้ามาถามผู้เขียนว่า แล้วพระอาจารย์คิดอย่างไร ไม่กลัวหรือจึงลงมาถึงจังหวัดนราธิวาส

ผู้เขียนตอบว่า เรื่องความกลัวเป็นเรื่องธรรมดา ที่สุดของความกลัวก็คือความตาย โยมก็พูดขึ้นประโยคหนึ่งบอกว่า ท่าน ไม่ต้องกลัวหรอก โยมรับรองเรื่องความปลอดภัย แต่เรื่องความไม่ปลอดภัย โยมไม่กล้ารับรอง พอโยมพูดประโยคนี้ขึ้นมา มันทำให้หวนระลึกถึงคำว่า มรณานุสติได้อย่างแท้จริง

วันนั้นโยมพาไปสัมผัสพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์ พร้อมมีเรื่องเล่าประกอบให้เห็นความเป็นอยู่ของวิถีชีวิตของคนที่นี่ ทำให้ผู้เขียนได้เข้าใจความรู้สึกของคนในพื้นที่ว่า เวลาเกิดเหตุการณ์แล้วรู้สึกอย่างไร ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งไหนที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ทำความรู้สึกให้เกิดความเจ็บปวด

การดำรงอยู่ได้ของกิจวัตรของพระสงฆ์ในพื้นที่ คือการดำรงอยู่ได้ของพระพุทธศาสนา ในพื้นที่ซึ่งชาวพุทธเหลืออยู่น้อย อย่างเช่นในพื้นที่ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอยู่ในลักษณะนี้ อีกไม่นานคงจะหมดไป เพราะในหลายๆ พื้นที่ไม่มีผู้สืบต่อแล้ว พูดถึงคนที่จะบวชก็มีน้อยลงเต็มที ที่วัดก็มีหลวงปู่ หลวงตาที่ทำหน้าที่ในการดูแลวัด ดูแลพระพุทธศาสนา

ดูเหมือนว่า พระสงฆ์ในพื้นที่ก็อยู่ลำบากมากขึ้น จะไปไหนมาไหน ก็ยากลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ในไม่ช้าพระสงฆ์ก็คงหมดไปในพื้นที่ จะเหลือแต่เพียงซากกุฏิ ศาลา วิหาร ลานเจดีย์ที่มีแต่จะผุพังไปตามกาลเวลา และมีสัญลักษณ์เพียงแค่สีจีวรให้ได้ระลึกถึงว่า ณ ดินแดนแห่งนี้เคยมีพระสงฆ์ เคยมีชาวพุทธอาศัยอยู่ ทุกๆ เช้าชาวบ้านจะมาคอยใส่บาตรพระสงฆ์ แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบจีวรให้เหลืองอร่าม คิดแล้วก็ได้แต่สังเวชใจ

ผู้เขียนได้ยินเรื่องราวแล้วทำให้เกิดความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก มีครั้งหนึ่งทางโรงพยาบาลต้องการจะนิมนต์พระสงฆ์ไปโปรดญาติโยมที่ป่วยหนักที่อยู่ในโรงพยาบาล คนป่วยหวังอยากจะเห็นพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญของชีวิต ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดลมหายใจ แล้วก็ไปนิมนต์พระสงฆ์ที่วัดแห่งหนึ่งแต่ก็ไม่มีรูปไหนที่จะเดินทางไปได้ โยมผู้มานิมนต์ก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไรท่าน งั้นโยมขอยืมบาตรและจีวรไปให้คนป่วยได้เห็นชายผ้าเหลือง ได้อธิษฐานแทนก็แล้วกัน แล้วโยมก็นำบาตรและจีวรไปให้คนป่วยได้อธิษฐานตามที่กล่าวอย่างนั้นจริงๆ

เราทุกคนไม่สามารถจะย้อนเวลากลับไปทำหน้าที่ที่มันผ่านมาแล้วได้ สิ่งที่เราจะทำได้คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด พูดถึงการทำหน้าที่ของพระธรรมทูตอาสาก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทของพระสงฆ์ในพื้นที่ที่ยืนหยัดอยู่เป็นที่พึ่งให้แก่ชาวบ้านให้แก่ชุมชน

ผู้เขียนได้พูดคุยกับพระธรรมทูตอาสารูปหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส ท่านเล่าให้ฟังว่ามีแรงบันดาลใจในการทำหน้าที่ เมื่อครั้งหนึ่งคณะพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากราบเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ผู้ดำริให้จัดตั้งพระธรรมทูตอาสาขึ้น แล้วเจ้าประคุณฯ ก็ได้ให้โอวาท มีความตอนหนึ่งว่า เราตายได้ พระพุทธศาสนาตายไม่ได้ หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ชาวพุทธก็หมดที่พึ่ง แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธศาสนา ชาวพุทธจะอยู่ไม่ได้จริงๆ ก็ขอให้พระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย”

 
ทำให้ในปัจจุบันนี้หลายรูปได้ทำลายกำแพงแห่งความกลัวไป เหลือไว้แต่หัวใจที่เสียสละด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตามปณิธานของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้เขียนได้เห็นข่าวการออกบิณฑบาตของพระครูปัญญาธนากร เจ้าอาวาสวัดตันติการาม ตำบลตันหยงลิมอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งหยุดการบิณฑบาตมา ๑๒ ปีแล้ว ด้วยความมุ่งหวังอยากให้ลูกศิษย์ที่บวชด้วย ออกไปโปรดญาติโยมเป็นเนื้อนาบุญให้กับโยมพ่อโยมแม่ และญาติพี่น้องบ้าง จึงเป็นภาพที่เป็นนิมิตหมายอันดี สำหรับการคืนลมหายใจให้แก่พระพุทธศาสนาในพื้นที่สีแดงของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าดีหรือร้าย ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป การที่เราปล่อยวางภาระหน้าที่ต่อพระศาสนาที่เราอาศัยอยู่ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย บางทีเราอาจจะคิดว่า เราเป็นผู้โชคดีที่สุด แต่ถ้าพลันนึกถึงวันสุดท้ายของชีวิต เราจะเป็นคนที่เสียดายที่สุด เสียดายที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เกิดมาได้อาศัยร่มเงาพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งของชีวิต แต่ไม่ได้ตอบแทนคุณพระพุทธศาสนาเลย เหมือนเราได้อาศัยแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ไม่เคยตอบแทนพระคุณท่านเลย

โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท 

ขอบคุณเเหล่งข้อมูล http://www.komchadluek.net

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การเรียนภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นแล้ว ถ้าจะให้ดีมากกว่านี้ก็ควรที่จะเรียนรู้ภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย นอกจากจะได้ความรู้แล้วยังสามารถนำไปใช้ได้จริงเวลาที่ต้องออกเดินทางไปต่างประเทศ หรือ การติดต่อพูดคุยกับเจ้าของภาษานั่นเอง เวปตัวอย่างทั้งหมดนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น มีเวปอะไรกันบ้าง ไปดูกัน

1.Duolingo


มาที่เว็บแรก เหมากันไปเลย 3 ภาษาในเว็บเดียว มีทั้งภาษาเยอรมัน สเปน และฝรั่งเศสจ้า

2.Busuu


อีกหนึ่งเว็บไซต์เรียนภาษาที่ติดท้อป มีจำนวนคนใช้เยอะมากๆ แถมเรียนได้หลายภาษาด้วย

3.Foreign Services Institute


มีภาษาให้เลือกเรียนเยอะมาก!! ภาษาแอฟริกันกับเอเชียกลางก็ยังมีเลย ถึงแม้หน้าตาเว็บจะดูไม่ค่อยทันสมัยซักเท่าไหร่ แต่เด็ดตรงที่ว่ามีให้โหลดแบบไฟล์ pdf ด้วยนะเออ

4.Livemocha


เว็บไซต์นี้มีแนวคิดที่ดีมากๆ สอนมาสอนกลับ ไม่โกง 100% (เหมือนอะไรว้า?) ก็คือ ต่างคนต่างเข้ามาสอนภาษาที่ตนเองถนัดให้กับคนอื่น ซึ่งถ้าเราไม่ถนัดภาษาที่ต้องการจะเรียนรู้ เจ้าของภาษาจะเข้ามาช่วยคุณเอง

5.Memrise


คอนเซปเว็บนี้คือการเรียนเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งจะคอยกระตุ้นให้ผู้ใช้อยากที่จะเรียนรู้ตลอดเวลาเลยแหละ น่าสนใจมากๆ

6.Internet Polyglot


เป็นเว็บไซต์เล่นเกมง่ายๆ แต่รับรองว่าคุณจะได้รับความรู้ทางด้านภาษากลับไปเยอะเลยทีเดียว

7.Lang-8


เป็นการผสมผสานระหว่างเกมกับโซเชียลเน็ตเวิร์คไว้ด้วยกัน เมื่อเราโพสต์ข้อความของเราลงไป คนอื่นๆ ก็สามารถเรียบเรียงต่อได้ ช่วยในเรื่องของการจัดรูปประโยคที่ถูกต้องได้ดีเลยล่ะ

8.Anki



ทั้ง 8 WEB นี้ล้วนเเต่น่าสนใจ นอกจากได้ความรู้ ยังได้ความสนุกสนานผ่่านเกมภาษาไปด้วย อย่าช้าอยู่ไย ไปเปิดใช้กันเลยค่ะ

ขอบคุณเเหล่งที่มา : scholarship

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget