แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบสถ์วัดพระธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบสถ์วัดพระธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การผสมปูนสมัยนั้นรถโม่ตัวใหญ่ๆ หลวงพี่ไม่ใช้เลย
หลวงพี่ใช้โม่เล็กจำนวน 4 ตัว  โม่ตัวเล็กๆนี้เองช่วยให้ได้คุณภาพอย่างที่ต้องการ  ที่หลวงพี่ไม่ใช้โม่ตัวใหญ่เพราะว่าเป็นการผสมเเบบสำเร็จรูป ทำให้ความสะอาดไม่ได้ตามมาตราฐานของเรา
คุณภาพของหินของทราย สู้ที่เราไปเลือกมาเองไม่ได้

หินที่ใช้สร้างโบสถ์ต้องไปเลือกถึงโรงโม่หินที่สระบุรี หินจาก 20 กว่าโรง มีอยู่โรงหนึ่งที่เป็นหินตรงตามที่เราต้องการ คือมีความสะอาด ไม่มีลูกรัง  ไม่มีหินผุ ไม่มีรากไม้ หินของเจ้านี้ใช่ จึงเลือกใช้หินจากโรงโม่เเห่งนี้
   ทรายที่จะใช้ก็เช่นเดียวกัน ต้องไปเสาะหาคัดเลือก เดินทางไปกาญจนบุรีจะมีท่าทราย บ่อทรายตลอดเส้นทางถึง 20 กว่าเเห่ง ดูความสะอาดของทราย ดูลักษณะรูปร่างของเม็ดทรายว่าสวยไม่สวย ก็ยังไม่เจอทรายที่ต้องการ ต้องเดินทางผ่านเข้าไปในเมือง ทะลุออกไปอีกไกลจนไปเจอทรายที่ต้องการ ทั้งสะอาดเเละเม็ดทรายสวย นึกถึงคำพูดที่บอกว่าผู้หญิงสวย ผู้ชายสวย เราพอจะทราบว่าเป็นอย่างไรเเต่พอบอกว่าเม็ดทรายสวย คนส่วนใหญ่ดูไม่เป็น เเต่เราดูเป็นเพราะเราจับทรายสวยๆ เหล่านั้นมากับมือ หินสวยๆก็เช่นกัน
    ทรายที่สวยๆเม็ดทรายจะมีคมเป็นสี่เหลี่ยมเเละมีความหยาบในระดับหนึ่ง ทรายที่สะอาดต้องไม่มีเปลือกหอย ไม่มีพวกสิ่งสกปรก พวกใบไม้ หรือกิ่งไม้ผสมมาด้วย
เมื่อเอาน้ำไหลผ่านทราย น้ำก็จะสะอาดไม่เป็นโคลน ถ้าเอามือช้อนทรายขึ้นมาถูกันเเล้วปล่อย ทรายจะต้องไม่ติดมือเเละจะต้องไม่มีโคลนติดอยู่ที่มือด้วย ถ้าทรายมีขี้โคลนพอถูเเล้ว ทรายจะยังติดมือ เลยไม่ยอมหล่น  น้ำที่เราใช้ผสมคอนกรีตเป็นน้ำบาดาลของเรา เป็นน้ำที่ดื่มได้ หินสะอาด ทรายสะอาด น้ำสะอาด ปูนซีเมนต์ละลายน้ำเเล้วจะเคลือบหินได้รอบด้าน หินต้องเป็นก้อนสี่เหลี่ยมหรือต้องมีลักษณะกลม ถ้าหินยาวๆหักง่ายรับเเรงหน่อยก็หักล้าง เมื่อผสมปูนเข้าไปในสัดส่วนที่พอดีเเล้ว หินกับทรายจะถูกเคลือบด้วยปูน ถ้ามีดินเข้าไปอยู่ในหินในทราย เวลาปูนเข้าไปก็จะจับไม่ถูกเม็ดทราย จับไม่ถูกเม็ดหิน เเต่ไปจับติดโคลน ฉะนั้นเวลารับเเรง พวกขี้โคลนที่ปูนซีเมนต์หุ้มอยู่จะร่อนออก ทำให้งานของเราไม่เเข็งเเรง
  นอกจากความสะอาดเเล้ว ยังมีเรื่องส่วนผสมด้วย หินใหญ่เป็นก้อนๆพอมารวมกัน เเละเเต่ละก้อนมีช่องว่างอยู่ ช่องว่างใหญ่ๆเราต้องเอาหินเล็กหน่อยใส่ลงไป เเล้วจากหินเล็กที่เเทรกในหินใหญ่ก็ยังมีช่องว่างที่ขนาดเล็กๆอีก  คราวนี้เราก็จะเอาทรายใส่ลงไปในนั้น ฉะนั้นใส่ทุกอย่าง ใส่ให้เเน่น ไม่ให้มีช่องว่าง ไม่ให้มีฟองอากาศ โดยใช้ไม้กระทุ้ง ใช้เหล็กกระทุ้งให้เเน่น เพื่อไล่อากาศออก ปัจจุบันทันสมัยหน่อยจะใช้เครื่องมือจี้ลงไปเเล้วมันจะสั่น
   การจี้ก็ต้องพอดี จี้มากไปก็ไม่ได้ จี้น้อยไปก็ไม่ได้ ดังนั้นเวลาเราทำงานต้องทำเป็นทีมเวิร์ค เเบบต้องดี ไม้เเบบช่างเเบบต้องทำให้ดี คนจี้ก็ต้องจี้ให้ดี อย่าจี้ไปเเล้วมีช่องทางให้น้ำปูนไหล ถ้าน้ำปุ่นไหล หินก็มีน้ำปูนมาเคลือบน้อยลง ทรายมีน้ำปูนเลือบน้อยลง ต้องไม่ไหลต้องอุดให้เเน่น
   เวลาฝนตกการเทคอนกรีตต้องเทอีกเเบบหนึ่ง หน้าฝนอากาศมันชื้น เวลาผสมในโม่เราต้องลดน้ำ เเล้วเวลาเเดดออกเปรี้ยงๆอย่างตอนบ่ายต้องเทอีกเเบบหนึ่ง ต้องเติมน้ำมากกว่าเดิมเผื่อน้ำระเหย
ต้องคอยพรมน้ำตาม เติมมากก็ไม่ได้ น้อยก็ไม่ดี ตอนกลางคืนไม่มีเเดด ส่วนผสมต้องอีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนเเละใส่ความประณีตลงไปด้วย
  ทำการทดสอบ
หลวงพี่นำคอนกรีตไปทำการทดสอบความเเข็งเเรงเป็นร้อยเป็นพันลูก เดินถือไปทดสอบที่คณะวิศวะฯมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีคนนำคอนกรีตที่ทำตึกเเถวมาทดสอบเช่นกัน เขาถือมาหลายลูก เดินสวนกับหลวงพี่ ระหว่างที่เดินสวนกัน คอนกรีตของเขาร่วงลงพื้นเเตกเลย เเค่หล่นก็เเตกเเล้ว ส่วนของหลวงพี่เข้าทำการทดสอบ อัดเเรงเครื่องกดไฮดรอลิกส์(Hydraulics)ขนาดร้อยตัน อัดไม่เเตก
จนกระทั่งอาจารย์ที่คุมห้องเเล็ปทดลองบอก"หลวงพี่ครับเครื่องจะพัง ร้อยตันเเล้ว ยังอัดไม่เเตก ผมกลัวเครื่องผมจะพัง งานของหลวงพี่เกินสเป๊คเเล้วครับ"
   ตามทฤษฏีบอกว่า หินต้องสะอาด ทรายต้องสะอาด น้ำต้องสะอาด ปูนซีเมนต์ต้องได้สัดส่วน ทฤษฎีเขาว่าเเบบนี้ เเต่เมื่อปฏิบัติจริง จะไม่ได้ตามทฤษฏี เพราะหินสกปรก ทรายสกปรก น้ำสกปรก ผลงานที่ออกมามันก็เเตกไม่เเข็งเเรง ไม่ได้ตรงตามทฤษฎี
   หลวงพี่ลองนำไปทดสอบต่อที่คณะวิศวะฯของสถาบันเอไอที(AIT) ที่นั่นเขามีเครื่องอัดน้ำหนักขนาด 500 ตัน ถึงจะอัดเเตกวัดผลได้
  คนงานที่ช่วยผสมปูน หลวงพี่ฝึกจนมีความชำนาญ เมื่อบอกภาษาช่างกับเขาว่าต้องการให้ผสมน้ำมากหรือน้อย บอกเเค่ต้องการสลัมฟ์เท่าไหร่(Slump Test เป็นการทดสอบความข้นเหลวของคอนกรีต) เขาก็ผสมให้หลวงพี่ได้ใกล้เคียงมากเลย ซึ่งกว่าจะฝึกคนงานที่ผสมคอนกรีตได้อย่างที่ต้องการก็ไม่ใช่ง่าย ปัจจุบันนี้ต่างคนก็ต่างไปเป็นเถ้าเเก่กันหมดเเล้ว
   ผลงานของเราสูงกว่ามาตราฐานเยอะมากเลย เยอะมากๆอาศัยความสะอาดที่หลวงพี่อเเละคุณยายสอนมาอย่างเดียวไม่ต้องไปซื้อน้ำยาเคมีมาผสมช่วยเลย อาศัยความสะอาดอย่างเดียว
   ดังนั้นถ้าสมมุติว่าจะต้องสร้างโบสถ์อีก หลวงพี่จะไม่ใช้โม่ตัวใหญ่เเบบที่ผสมสำเร็จ หลวงพี่จะใช้โม่ตัวเล็กๆอย่างที่ใช้สร้างโบสถ์นี้ ค่อยๆโม่ทีละโม่  ช้าหน่อยเเต่เราจะได้งานที่มีคุณภาพเเละได้ความปลื้มปิติ ภาคภูมิใจ

เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ
สโตร์หน้าวัด The Store Story หน้า 130-133
หมายเหตุ:  พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (ภูเบศ ฌานาภิญฺโญ)ท่านเป็นผู้หนึ่งในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย
ปัจจุบันท่านมีตำเเหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโส,เป็นกรรมการมูลนิธิธรรมกาย ,ประธานคณะกรรมการศูนย์กลางธรรมกายเเห่งโลก(WDC) เเละเป็นผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการของวัดพระธรรมกาย








มีคนสงสัยมาถามหลวงพี่ว่า โบสถ์วัดพระธรรมกายไม่มีช่อฟ้าหรือ
ก็เลยชี้ให้เขาดูว่าที่เห็นโค้งสวยงามสองข้างซ้าย ขวา วิ่งสูงขึ้นไปบนฟ้านั่นไง

ช่อฟ้า

ชี้กันขึ้นไปบนฟ้าเป็นช่อๆเลย เเละไม่ใช่มีเเค่หนึ่งเเต่มีถึง 4 ช่อฟ้า
      ในพิธียกช่อฟ้าโบสถ์ของเราไม่ได้มีประธานพิธีมากดอยู่เเค่คนเดียว

คนมาเป็นร้อยๆ ชาวบ้านทั้งนั้นเลยมาช่วยกันยก มาช่วยกันเทปูนช่อฟ้ากันทุกคน
   ตอนนั้นคนที่ทำงานในโรงงานต่างๆพวกเขาหยุดงานกันมาเลย ชาวบ้านเเถวสะพานใหม่ รังสิต
คลองหลวง เขาก็หยุดงานลางานกันมา พ่อค้า เเม่ค้าก็พากันปิดห้างร้าน เพื่อจะมาเทช่อฟ้า
ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เทได้เเค่คนละกระป๋องเท่านั้น

    การเทปูนช่อฟ้าก็จะนั่งบนนั่งร้าน นั่งบนไม้หน้าสามที่ต่อสูงขึ้นไปเป็นเหมือนบันไดทีละขั้นๆ
คนก็ขึ้นไปยืนอยู่เป็นเเถว อยู่ห่างกันเป็นช่วงๆ ช่วงละหนึ่งเเขน รับกระป๋องเเล้วส่งต่อกันขึ้นไป ก็ประมาณสักเมตรครึ่งๆ ราวๆนี้  เเล้วคนที่ส่งขึ้นไปต้องก้าวขึ้นไป ค่อยๆกระเถิบไปทีละขั้นๆ คนที่อยู่ข้างบนสุดเมื่อเทเสร็จก็เดินลงมาอีกทางหนึ่ง คนที่ถัดมา ก็ขึ้นไปบนสุดเเล้วก็เท ก็หมุนเวียนเช่นนี้จนครบหมดทุกคน
ส่วนหลวงพี่มีหน้าที่คอยกำกับอยู่บนนั้น ปีนขึ้นไปข้างบน  เเละการเทเราเททีละช่อ ช่ออื่นก็ทำเเบบเดียวกันหมด
ช่างเหล็กของหลวงพี่ที่ว่าเซียนๆ เกเรมากที่สุดยังมาขอร่วมเทด้วย
"หลวงพี่ครับวันนี้ผมขอเทปูน"
หลวงพี่ก็บอกว่า  "เราเป็นช่างเหล็กน่ะไม่ใช่ช่างปูน"
"ผมขอเทปูนด้วยคนครับ วันนี้ผมไม่ขอรับค่าเเรงครับ ขอให้ผมได้เทปูน"
"ได้ อย่างนั้นเรามาร่วมบุญกัน"
   บนช่อฟ้าโบสถ์วัดเรานี้มีทั้ง เเหวน ทอง สายสร้อยทอง มีทั้งสตางค์ เหรียญบาท เหรียญห้าบาท
ใส่เข้าไปตั้งเยอะ กว่าจะเทได้เเต่ละกระป๋อง โยมยกขึ้นเหนือหัว กว่าจะอธิษฐานจบปูนก็จะเเห้งคากระป๋อง เลยต้องให้อธิษฐานล่วงหน้าไว้ก่อน พอส่งกระป๋องปูนขึ้นไปถึงเเล้วต้องเทเลย
คนหนึ่งเทได้เเค่กระป๋องเดียว พอเทเสร็จ ต้องลงมาต่ออยู่ในเเถว กระป๋องเปล่า เเล้วก็ค่อยๆกระเถิบลงมา หมุนเวียนให้คนที่ยังไม่ได้เทขึ้นไป

เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ
สโตร์หน้าวัด The Store Story หน้า 130-133
หมายเหตุ:  พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (ภูเบศ ฌานาภิญฺโญ)ท่านเป็นผู้หนึ่งในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย
ปัจจุบันท่านมีตำเเหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโส,เป็นกรรมการมูลนิธิธรรมกาย ,ประธานคณะกรรมการศูนย์กลางธรรมกายเเห่งโลก(WDC) เเละเป็นผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการของวัดพระธรรมกาย



วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560



ข่มทิฐิช่าง
ตอนสร้างโบสถ์ ทางวัดจ้างช่างเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีมาก ชื่อช่างถวิล กับช่างสุพจน์ มาช่วยทำงาน ตอนนั้นค่าเเรงของเขาวันละ 180 บาท ขณะที่ค่าเเรงคนงานสมัยนั้นวันละ 18 บาท ค่าเเรงของเขาสูงสิบเท่าตัวของค่าเเรงทั่วไป เเสดงว่าฝีมือเขาย่อมไม่ธรรมดา พวกเขาทำงานละเอียดมาก ให้เขามาช่วยทำเเม่เเบบ
      พอเขาขึ้นไปวางเเบบ ซึ่งเเม่เเบบเเต่ละชิ้นเป็นรูปโค้งที่ต้องมาต่อกันหลายๆเเผ่น  เเต่ละเเผ่นต้องต่อให้สนิท ต่อให้เนี๊ยบหมดทุกเเผ่นเรียกว่าเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมืออย่างมาก เพราะความโค้งที่คานวิ่งมาชนกับฝ้า เมื่อตีฝ้าเเล้วมันต้องพอดี งานนี้เป็นงานที่ไม่ง่าย
     เขาขึ้นไปวางเเบบเคิร์ฟ(Curve) ส่วนโค้งของโบสถ์ เขาจับระดับน้ำไล่ไปไล่มาอยู่น่าน ตอนเเรกหลวงพี่ก็ปล่อยให้เขาทำไปก่อน เขาวางไม้เเบบเเล้วก็ไล่ระดับน้ำจากด้านหน้า ไปถึงด้านหลังก็ปรากฏว่าไม่เท่ากัน หายไปเเล้ว 2 เซนติเมตร พอไล่ระดับจากด้านหน้าเเละด้านหลังเข้ามา ปรากฏว่าตรงกลางหายไปอีก พอไล่จากทางซ้ายมาได้ มาเจอทางขวากลับไม่เท่ากัน พอหลวงพี่บอกวิธีของหลวงพี่ให้เขาไปว่า ช่างถวิล ช่างทำเเบบนี้นะ เขาบอกว่า หลวงพี่ผมขอเเก้ตัวใหม่ ด้วยศักดิ์ศรีเเละฝีมือของเขาจะต้องเอาให้ดีให้ได้ด้วยวิธีของเขา
    ช่างเขาวิ่งงานข้างบนซึ่งข้างบนทำงานยาก เขาใช้สายยางจับระดับน้ำ เเล้วดินสอขีด
วัดระดับต่างๆเพื่อให้เท่ากัน ซ้ายกับขวาต้องเท่ากัน บนกับล่างต้องเท่ากัน ข้างหน้า ตรงกลาง ตรงริม ตรงท้ายของโบสถ์ต้องเท่ากัน เขาวนกับงานนี้อยู่ 7 วัน ยังทำไม่เสร็จ ตอนนั้นงานเราเร่งมาก เเต่ต้องการที่จะข่มทิฐิช่าง เพราะช่างเขามีทิฐิเยอะ เราต้องเอาทิฐิช่างให้ลงเเล้วยอมเรา เพื่อที่เราจะได้คุมงานเขาได้ในเมื่อเสียเวลามาขนาดนี้เเล้วเขายังไม่ยอมเเพ้ เราจำเป็นต้องยอมเสียเวลาเพิ่ม หลวงพี่ให้เขาเเก้ตัว
     เขาหาซื้อสายยางวัดระดับน้ำมาใหม่ ดินสอที่ใช้เขาเหลาให้คมจนเรียกได้ว่าเเทบจะโกนขนได้ คมกริบเลย เเล้วเขาขึ้นไปเล็งวัดระดับใหม่ จากระดับนี้ไล่ระดับไปเรื่อยๆตรงจุดนั้น  ครั้งนี้เขามั่นใจมาก พอไล่ไปเรื่อยๆจากหัวไปท้ายก็ยังไม่เท่ากัน ผ่านไปอีกอาทิตย์หนึ่ง ผ่านไป 2 อาทิตย์ ในที่สุดเขาก็มาบอกว่า

หลวงพี่ครับผมยอม ไม่รู้มันทำไมถึงไม่เท่ากัน ผมว่าผมเล็งดีเเล้วนะครับ

    การไล่ระดับ โดยใช้สายยางจะมีเเรงตึงผิวน้ำ สายยางจะตกท้องช้งทำให้การวัดไล่ระดับคลาดเคลื่อนไปทีละนิดๆ เคลื่อนตรงนี้เเค่นิดเดียว เเต่พอไล่วัดไปเรื่อยๆกว่าจะถึงจุดโน้นก็เคลื่อนไปตั้งเท่าไรเเล้ว
ช่างเขาบอกว่าเขาลองใช้วิธีเฉลี่ยค่าออกมาเเล้วก็ยังใช้ไม่ได้ หลวงพี่ก็เลยบอกวิธีของหลวงพี่ให้เขา บอกให้เขาทำนั่งร้านสำหรับตั้งกล้อง เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ
    ให้เขาตั้งนั่งร้านจากตรงนี้ไปตรงนั้นรวม 3 นั่งร้าน หลวงพี่เอากล้องทำระดับขึ้นไปตั้ง เเล้วก็ทำตามขั้นตอน ถ้าเราตั้งกล้องได้ดี พอส่องกล้องยิ่งระดับตั้งเเต่หน้าโบสถ์ถึงท้ายโบสถ์ ทั้งซ้ายเเละขวา ทั้งหน้าทั้งหลัง ผลออกมาได้ระดับเดียวกันหมดเลย งานนี้ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงจบ ช่างเขาเลยบอก

ผมยอมหลวงพี่เเล้วครับ

    การจะเอาทิฐิช่างลงได้ ถ้าเราไม่มีฝีมือ เอาเขาไม่ลง เราต้องเป็นงานจริงๆ เราจึงจะคุมเขาอยู่ ต่อไปเราสั่งซ้ายเขาไปซ้าย สั่งขวาเขาไปขวา ไม่เช่นนั้นเขาจะเถียงเราตลอด ที่ผ่านมาหลวงพี่จะเจอช่างเเบบนี้เยอะ
     งานของเราใช้อำนาจไม่ได้ ถ้าเขาไม่ทำตาม เราไล่ออกไปไม่ได้ ถ้าเราอยากได้คนมาทำงาน อยากได้ม้าดีๆมาขี่ เราต้องเอามันให้อยู่
     ม้าเก่งๆเท่านั้นที่เราอยากขี่ ถ้าเราฝีมือไม่ดี ขี่เเล้วมันดีดเราตกหลังม้า หลังเราหักเลย จะขี่ม้าดีต้องมีฝีมือ ม้าพยศเราต้องปราบให้อยู่เเล้วถึงจะใช้งานมันได้

เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ
สโตร์หน้าวัด The Store Story หน้า 130-133
หมายเหตุ:  พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (ภูเบศ ฌานาภิญฺโญ)ท่านเป็นผู้หนึ่งในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย
ปัจจุบันท่านมีตำเเหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโส,เป็นกรรมการมูลนิธิธรรมกาย ,ประธานคณะกรรมการศูนย์กลางธรรมกายเเห่งโลก(WDC) เเละเป็นผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการของวัดพระธรรมกาย


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget