แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัด แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561




 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งในภูเขาโคยะ จังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่พระวัย 40 ปีรูปหนึ่งได้ทำการฟ้องร้องคณะกรรมการของทางวัดว่า มีการทำร้ายจิตใจและไม่มีการจ่ายค่าแรง พร้อมเรียกค่าชดเชยจำนวน 8 ล้าน 6 แสนเยน (2 ล้าน 5 แสนบาท)
พระรูปดังกล่าวระบุว่า ได้เริ่มทำงานที่วัดนี้ในปี 2008
โดยในแต่ละวันจะต้องตื่นก่อนตี 5 เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว และผู้แสวงบุญที่มาเข้าพักในชุคุโบะ ซึ่งเป็นที่พักสำหรับผู้แสวงบุญ แถมยังต้องทำกิจของสงฆ์ไปด้วย
งานที่หนักและสิ่งที่พระรูปนี้ต้องรับผิดชอบ ทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่ฉลองครบรอบ 1,200 ปีของวัด
พระสงฆ์รูปนี้ต้องทำงานหนักติดกันนานถึง 64 วัน ช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. และต้องทำงาน 32 วันแบบไม่ได้หยุดเลยในช่วงเดือน ก.ย.–ต.ค. ก่อนที่จะต้องหยุดทำงานในวัดเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2016ทางด้านทนายความของฝ่ายโจทก์เผยว่า คณะกรรมการของทางวัดพยายามโน้มน้าวและบอกว่าการทำงานอย่างหนักนี้คือส่วนหนึ่งของการฝึก แต่อย่างไรก็ตามทางฝ่ายทนายก็มองว่าลูกความของเขาควรได้รับค่าตอบแทนในการทำงานหนักครั้งนี้ด้วย

ภูเขาโคยะถูกเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2004 และที่นี่มีวัดตั้งอยู่มากกว่า 117 แห่ง และนับตั้งแต่ปี 2004 สถานที่แห่งนี้มีผู้แสวงบุญมากถึง 200,000-400,000 คนต่อปี ซึ่งในช่วงปี 2015 ปีที่มีผู้แสวงบุญมากที่สุดถึง 440,000 คน
ที่มา ndtv

วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560



ไม่อยากทำบุญกับพระ
มีโยมบอกอาตมาว่า

" ไม่รู้จะทำบุญวัดไหนดี เดี๋ยวนี้มีแต่วัดไม่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าวัดบ้าน วัดป่า วัดจีน วัดญวน ผมเคยไปบวช ไปสัมผัสมาแล้วทุกที่ จะเป็นวัดหลวงปู่ดังๆ หรือวัดเล็กๆ ก็ตามเถอะ ผมบอกตรงๆ ผมพวกปัญญาจริต ผมไม่ศรัทธาหรอก พวกโล้นห่มเหลือง เดี๋ยวนี้ผมใส่บาตรพ่อแม่ครับ ไม่ทำบุญกับพระหรอก เปลืองข้าวสุกข้าวสารปล่าวๆ "

อาตมาได้ฟังแล้วจึงตอบเขาไปว่า
- สำหรับคนมีปัญญาชั้นตรี ก็จะเห็นว่า วัดดีก็มี วัดแย่ก็มี เราก็เลือกเอา
- สำหรับคนมีปัญญาชั้นโท ก็จะเห็นว่า "วัด" น่ะดีทุกวัด แต่ "ผู้มาบวช" ไม่ดีก็มี ที่ดีก็มี ต้องพิจารณาเฉพาะเป็นรายๆไป จะให้บวชมาแล้ว หมดกิเลส เป็นพระอริยะทุกรูปทันทีทันใด อันนั้นก็เพ้อเจ้อ
- สำหรับคนมีปัญญาชั้นเอก ก็จะเห็นว่า วัดก็ดี พระก็ดี สำคัญที่ตัวเราเองดีหรือยัง ความดีขั้นสูงกว่าที่เราทำได้ในตอนนี้ยังมีอีกหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องขวนขวายในคุณธรรมนั้น จะพระ จะวัด จะใครก็ตาม ก็จะกลายเป็นครูของเราหมด สอนให้เราเรียนรู้ และเพิ่มพูนสติปัญญาเราตลอดเวลา พิจารณาได้ธรรมะตลอดสายเรื่อยไป
- สำหรับพวกคนโง่ที่สุด...ก็จะเห็นแบบโยมนี่แหละ " ไม่ดีทั้งหมด!"
เพราะใจโยมแบกความเศร้าหมองมืดดำไว้จนหนักอึ้ง ประเภทเราดีคนเดียว คนอื่นเลวหมด เห็นแต่โทษเขา โทษเราไม่เห็น น่าสงสารเหลือเกิน เขาเลว เขาก็ไปแล้ว แต่ใจเรายังแบกความเลวเขาอยู่ แถมมาทุกข์กับความเลวเขาด้วย
วัดอื่นวัดไหนไม่สำคัญเท่า "วัดใจ" นะโยม
แล้ววัดใจของโยมล่ะ เป็นอย่างไร วัดสะอาดดีไหม
พระล่ะ เป็นพระที่ประพฤติดีไหม
หยั่งสติค้นเข้ามาข้างใน "วัดใจ" พระในใจของโยมน่ะ ท่านปฏิบัติอย่างไร เที่ยวเพ่นพ่านอันธพาล ไปเกะกะระรานใครเขาบ้าง
ไปตั้งแง่หาเรื่องใครเขาบ้าง
ได้ทำตนเป็นพญาช้างชูงวงด้วยความหยิ่งจองหองไปทั่วหรือปล่าว
วัดอื่น...วัดนอก
วัดใจ...วัดใน

ถ้าวัดในเสื่อม ต่อให้ไปวัดนอกที่ประเสริฐแค่ไหน มันก็เป็นทัพพีห่อนรู้รสแกง
มอง...ก็มองอย่างตากิเลส
ฟัง...ก็ฟังอย่างหูกิเลส

เพราะใจมันถูกครอบงำแล้วด้วยอคติ
พอขาดสติ มันก็ปรุงแต่ง จับผิด ตั้งแง่หาเรื่อง วุ่นวายไป

"วัดนอก" น่ะเป็นสิ่งที่น้อมนำมาสู่ "วัดใน"
วัดนอกเป็นเครื่องมือทำความสะอาดวัดใน เป็นเรือนพักให้วัดใน
เป็นความปิติสุข และเป็นสติ เป็นปัญญาให้แก่พระวัดใน
เมื่อ "วัดใน" ผ่องใส มีพระปฏิบัติงามๆ
พำนักอยู่ประจำแล้ว อาจไม่ต้องมาวัดนอกก็ได้

ถ้าหาพระดีๆไม่พบ ไม่รู้จะไปทำบุญวัดไหน ก็จงมีสติเดี๋ยวนี้ ทำความรู้อยู่ในปัจจุบัน ทำกำลังใจประหนึ่งว่ากำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาดีที่สุด พระพุทธองค์ท่านประทับอยู่ที่ "วัดใจ" ของโยมนั่นแหละ มีพระอยู่ประจำวัดด้วยนะ ไม่เชื่อถามท่านเจ้าอาวาสวัดใจดูก็ได้ เวลาเราคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี เจ้าอาวาสวัดใจท่านก็จะเตือน เวลาเราทำดีเจ้าอาวาสวัดใจท่านก็ชม เคยสังเกตุไหม
ธรรมชาติสามัญสำนึกไงล่ะ...เจ้าอาวาสวัดใจ !
ธรรมชาติของใจนี้อัศจรรย์มาก ถ้าฝึกสติดีๆ จะไม่อยากทำบาปใดๆเลย
มันจะปรากฏโทษความเศร้าหมองขึ้นมาทันที แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม
ที่เราดีใจเวลาทำบาปสำเร็จ เช่น โกงเงินเขามาได้ ขโมยของเขามาได้
ตกปลาได้ หรือสะใจเวลาศัตรูตกทุกข์ อันนั้นมันอารมณ์กิเลสชั่ววูบ
พอมันได้สติ มันจะละอายชั่ว เร่าร้อนเป็นไฟเผา หวาดระเเวงกลัวภัย หรือนึกสงสารเมตตาผู้อื่นขึ้นมา ธรรมชาติของใจที่แสดงออกเหล่านี้ โยมเคยพินิจพิเคราะห์ไหม
ประเด็นเรื่องไม่ใส่บาตรพระสงฆ์ ทำบุญกับพ่อแม่ดีกว่า ไม่ขอทำบุญกับวัดวาพระสงฆ์รูปใด อาตมาก็ขออนุโมทนาด้วยครึ่งหนึ่ง
เพราะอะไรจึงครึ่งเดียว ?
เพราะว่าคุณธรรมของบิดามารดานั้นมาก บิดามารดาท่านให้ชีวิตร่างกายขันธ์ ๕ เรามา สอนเรา เลี้ยงดูให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มีความเจริญรุ่งเรืองในทางโลก แต่ช่วยให้เราดับทุกข์ถึงพระนิพพานไม่ได้
สมบัติทางโลกให้ได้แค่ความสบายภายนอกจนตายเน่าเข้าโลงเท่านั้น แต่ไม่สามารถเอาชนะความแก่ชรา ความเจ็บป่วย ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งปวงได้ จะรวย จะเก่ง จะมีชื่อเสียงเกียรติยศอย่างไรก็หนีความทุกข์ไม่พ้น
คนรวยๆอาจจะมีทุกข์มากกว่าคนจนๆด้วยซ้ำ
ถ้าประสงค์ความสุขอันจริงแท้ต้องศึกษาวิชชาพระพุทธเจ้า ซึ่งการศึกษาวิชชาพ้นทุกข์นี้ต้องพึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์พระรัตนตรัย
จะเลือกคบเฉพาะพระพุทธเจ้า และพระธรรมเท่านั้น ตัดขาดพระสงฆ์ ไม่คบพระสงฆ์...ไม่ได้ !
เพราะพระสงฆ์ที่ดี ท่านเป็นธรรมทายาทของพระพุทธเจ้า เป็นครูบาอาจารย์ เป็นพี่เลี้ยง และเป็นกัลยาณมิตรให้เราเข้าถึงธรรม
หลักของพระพุทธศาสนาคือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ละอัตตาตัวตน สู่อนัตตา และทะลุสุญญตา มีพระนิพพานเป็นที่สุด
คำว่าปล่อยวาง ไม่ใช่ว่าปล่อยทิ้ง จนไม่ทำอะไร นอนขี้เกียจ ท่านสอนให้ขยัน อดทน ทำความเพียร เจริญสติมากๆ คนเรียนธรรมะจริงสังเกตุง่าย ยิ่งขยัน ยิ่งเข้มแข็ง ยิ่งอดทน ยิ่งอ่อนน้อม
เห็นใจโยมนะ อาจมีประสบการณ์ไม่ดีกับพระมาหลายเรื่องราว ขอให้มีสติในปัจจุบันว่า
เรื่องเศร้าหมองทั้งหมดนั้น...มันดับไปแล้ว !
ไม่มีประโยชน์จะไปยึดถือแบกความสกปรกเหล่านั้น
เวลาภาวนาให้ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องมีอดีต ไม่ต้องมีอนาคต อย่าเป็นคนมีอนาคต เราต้องพร้อมตายเสมอ บางทีอนาคตที่เราวาดฝันไว้ เราอาจตายก่อนมันจะมาถึงก็ได้
ตัดทุกอย่าง กำหนดสติอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียว ยิ่งมีคำบริกรรม พุทโธๆๆๆๆ กำกับไว้เป็นหลักของสติด้วยยิ่งดี สติจะได้ต่อเนื่อง ไม่หลงอารมณ์ ไม่ส่งออกนอก จิตจะมีความตั้งมั่นได้ง่าย แรกๆก็ล้มลุกคลุกคลาน ถลอกปอกเปิก ต่อไปก็จะมีความชำนาญในการเข้าออกความสงบเอง
ยิ่งโยมบอกว่าเป็นพวกปัญญาจริต ถ้าจิตตั้งมั่นแล้ว มีสมาธิทรงตัว ต้องพิจารณาความตายมากๆ เวลาหมดไป อายุขัยหมดไปตลอดเวลา ระวังนะ ตายลงตรงนี้ไม่รู้สุคติคืออะไร กรรมฐาน ๔๐ กอง ประมวลมาเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย เกิด-ดับ เกิด-ดับ ซ้ำกันอยู่ตรงนี้ อนิจจังทั้งนั้น
โลกหวังนิจจัง ธรรมว่าอนิจจัง
โลกหวังสุข ธรรมว่าทุกข์
โลกหวังให้เป็นดังใจเรา ธรรมว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรเป็นของเราแท้

สายทางเดินมา "หยุด" ตรงใจกลางพระธรรมจักรพอดี
อริยสัจจ์ ๔ จะเเสดงตัวทำลายอวิชชา ยุติวัฏจักร เมื่อนั้นจะเปิดเผยธรรมชาติที่อยู่เหนือความเกิดตาย อยู่เหนือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พิจารณามากๆ โยมจะพบความสุขที่จริงแท้ ความดีงามที่ไม่เกี่ยวข้องผูกมัดกับอะไร ไม่มีภาระ ไม่มีกังวล ไร้สิ่งใดต้องแบกหาม เป็นอิสระจากโซ่ล่ามคอ ตรวนล่ามขา กะลาครอบจิต
แล้วโยมจะพบพระพุทธเจ้าแท้ พระธรรมแท้ พระสงฆ์แท้ๆ จะสำนึกถึงพระคุณอันสุดประมาณของท่าน ณ วัดใจของโยม!
ใจเย็นๆ ตัดประเด็นคนชั่วๆ ออกไปก่อนนะ
บางกรณี พระที่เรานึกตำหนิ เราไม่ชอบใจ พระท่านอาจจะทดสอบจิตเราอยู่ก็ได้ พระดีๆแกล้งบ้าเพราะเบื่อโยมบ๊องๆมึนๆก็มีเยอะ
เรื่องคนไม่ดี คนเลวน่ะมันมีเป็นธรรมดา แล้วเราจะเสียเวลาไปแบกความแย่ของเขาให้จิตใจเราเศร้าหมองทำไม
ตลบกลับเป็นด้านปัญญาดีกว่า ไม่ขาดทุน
ถ้าแย่จริงๆก็ต้องช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา แต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช่เพียงฟังตามกันมาแล้วสรุปเอาเองอย่างอคติ ว่าคนนั้นเลว คนนี้ชั่ว ต้องพิจารณาเหตุผลอย่างถี่ถ้วน  คนเรามักถูกอารมณ์ชักนำไปก่อนสติ
การปกป้องพระพุทธศาสนามีหลายวิธี และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ
"การละชั่วของตัวเราเอง"

โยมสมัยนี้มุ่งแต่ "ทำบุญ" จนลืม "ละบาป"
ทั้งที่ความจริงเพียงเราละบาปได้ มันก็เป็นความดีขึ้นมาแล้ว
ไม่ต้องเชื่ออาตมานะ อย่ายึดอาตมา เดี๋ยววันหนึ่งเกิดมีอะไรที่อาตมาทำไม่ถูกใจโยมเข้า โยมจะปรุงแต่งตกเป็นทาสอารมณ์เศร้าหมองอีกเหมือนเดิม
ให้ปฏิบัติให้เกิดผลประจักษ์ใจตนเอง โยมจะได้เป็นพยานให้พระรัตนตรัย เป็นพยานธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วจะรักพระสงฆ์ด้วยความจริงใจ จะเห็นความเสียสละ อดทนของพระดีๆท่าน จะรู้สึกสงสารท่าน ชื่นชมท่าน อนุโมทนากับท่าน เเละเป็นกำลังใจให้ท่านชำระกิเลสต่อไป
ฝึกวางอารมณ์ให้เป็น
ฝึกสติปัญญาให้รู้เท่าทัน

ถูกก็เป็นธรรม
ผิดก็เป็นธรรม
เหนือถูกเหนือผิดก็เป็นธรรม

อย่าไปเหมารวมว่าวัดไม่ดี พระไม่ดี
วัดดีๆก็มีเยอะ พระดีๆก็มีมาก
เลือกเนื้อนาบุญเอาตามวาสนานิสัย

สำคัญที่สุดก็ "วัดใน-วัดใจ" ของเรานี่เเหละ
กลับไปชำระ "วัดใจ" ของโยมให้สะอาดดีงามนะ
ฝากกราบเรียน "ท่านเจ้าอาวาสวัดใจ" ของโยมด้วยว่า
อาตมาเป็นกำลังใจให้ ขอถวายบุญกุศลที่อาตมากระทำไว้ดีแล้วให้ท่านได้ประโยชน์ด้วยเต็มที่ ขอให้ท่านตั้งใจบำเพ็ญต่อไปมากๆ

เดินไป เดินไป ไม่หยุด เดี๋ยวก็ถึงจุดหมาย
วันหนึ่งท่านจะเป็น "พุทธะ" ที่เบิกบาน
แล้วอย่าลืมมาช่วยดึงอาตมาไปพระนิพพานด้วยนะ
...อาตมาเองนี่ก็กิเลสเต็มขั้นเหมือนกัน...

พุทโธ พุทโธ พุทโธ






เเหล่งข้อมูล   โอวาทก่อนฉันจังหัน
                     พระอาจารย์คม อภิวโร วัดป่าธรรมคีรี

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559


จุดเริ่มต้น...ที่ทำให้ทุกคนเข้าใจวัดผิด
จากการพาดหัวข่าวหน้าหนังสือพิมพ์
เรื่องวัดพระธรรมกายรังแกชาวนา ได้ตกเป็นข่าวเกรียวกราว
จนยอดขายหนังสือพิมพ์พุ่งพรวดหลายวันติดต่อกัน
และตามมาติดๆ ด้วยข่าววัดสะสมอาวุธสงคราม
มีสถานีวิทยุส่งคลื่นสัญญาณเพื่อก่อการร้าย!!
..และนับแต่นั้นมา ก็มีคนเข้าใจ
ภาพลักษณ์ของวัดผิดๆ แบบชนิดฝังใจมาจนกระทั่งปัจจุบัน!!

แต่ในทางกลับกัน มีคนจำนวนหลายหมื่นเข้าวัดอย่างเหนียวแน่น และต่อเนื่องมาโดยตลอด
อีกทั้งคนกลุ่มนั้นยังเป็นถึงกลุ่มปัญญาชน มีทั้งระดับดอกเตอร์ ระดับมันสมองของเมือง
กลุ่มคหบดีผู้มั่งคั่งของประเทศ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านระดับรากหญ้า ต่างก็กรูกันเข้าวัดด้วยกระแสศรัทธาอันแรงกล้าจำนวนเรือนแสน
จากประเด็นที่เป็นปมคาใจอย่างไม่จบสิ้นจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ทางทีมงานขออนุญาตเป็นตัวแทนสื่อมวลชนทุกแขนง
ในการเจาะข้อมูลในระดับลึกแบบคำต่อคำ จากผู้เกี่ยวข้องโดยตรงในเหตุการณ์นั้น ซึ่งท่านเป็นผู้ใหญ่ระดับสูงของบ้านเมือง ที่มีฉายาทางการเมืองว่า

"คลังสมองแห่งชาติ" หรือ "ลูกหม้อ ของกระทรวงมหาดไทย" ..ท่านโกสินทร์ เกษทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งมาถึง ๒ สมัยแล้ว

จากประวัติและผลงาน อันเป็นที่ประจักษ์ โดยเริ่มต้นจากปลัดอำเภอ ทยานสู่ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ
ในปัจจุบัน ทำให้ท่านรู้เรื่องงานของทุกกรมที่เกี่ยวข้อง ในกระทรวงมหาดไทย โดยเริ่มจากการเป็นนายอำเภอมาหลายแห่ง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลายจังหวัด จังหวัดสุดท้าย
ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีคนแรก ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คือจังหวัดเชียงใหม่
ท่านมี ผลงานฝากไว้ในแผ่นดินมากมายอาทิเช่น การแก้ปัญหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุด
ในรอบ ๑๐๐ ปีของจังหวัดศรีษะเกษ
แก้ปัญหาวาตภัยโคลนถล่ม
ครั้งใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่ การขุดลอกลำน้ำที่เป็นสายโลหิตใหญ่ของเมืองเหนือคือ แม่น้ำปิง และลอกคูคลองทั้งจังหวัดเชียงใหม่ บรรเทาภัยหนาว แก้ปัญหาสภาวะภัยแล้ง
ยกระดับและกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย
ทางถนนของประเทศไทย ลดอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนน
ตามจับวัยรุ่นตาม เธค ผับ ที่มั่วกันเสพยา ด้วยตัวของท่านเอง
ดำเนินงานบำบัดผู้ติดยา เสพติดหลายพันคน
จัดโครงการนำพาเด็กนักเรียนเยี่ยมคุก จัดอบรมจริยธรรมให้เยาวชน
แก้ปัญหาความยากจน ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทำโครงการคืนน้ำใส ให้ห้วยแก้ว ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่
แต่กลับเป็นน้ำตกที่แห้งขอดมานานถึง ๒๕ ปี ซึ่งนับเป็นงานที่ยากมากที่ใครจะทำได้สำเร็จ
เพราะท่านต้องแก้ไขปัญหานี้ท่ามกลางผู้เสีย ผลประโยชน์หลายฝ่าย
แต่ด้วยอัธยาศัยที่เป็น คนตรง มีความจริงใจกับทุกคน กล้าได้กล้าเสีย ยึดความถูกต้อง ทำงานแบบทุ่มชีวิตของท่านนี้ ทำให้ท่านสามารถทำงานสำเร็จลุล่วงมาได้ทุกครั้ง
ท่านมีผลงานที่นำความภูมิใจมาสู่ชีวิตเป็นจำนวนมาก
ซึ่งหนึ่งในผลงานนั้นก็คือการช่วยให้ความเป็นธรรมใน "กรณีวัดพระธรรมกาย"!!

"ผมเป็นนายอำเภอมาหลายจังหวัด จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ขอย้ายผมมาเป็นนายอำเภอคลองหลวง
โดยท่านให้ช่วยมาจัดการปัญหา ด้านการบุกรุกที่ดินสาธารณะในเขตนวนคร
และปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งคือ ปัญหาชาวนากับ
วัดพระธรรมกายที่กำลังเป็นข่าวไม่จบไม่สิ้น
ซึ่งผมก็ได้ข่าววัดจากหน้าหนังสือพิมพ์ และคนรอบข้าง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวทาง ด้านลบทั้งสิ้น
แม้ตอนเพิ่งย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ แต่ละคนก็ด่าวัด ด่าพระให้ผมฟังทุกวัน เขาพูดแรงจนกระทั่ง ทำให้ผมมาคิดว่า ผมน่าจะเข้าไปดูหน่อย
หากวัดไม่ดีมากขนาดนี้วัดคงอยู่ไม่ได้ แต่นี่ยังอยู่ได้ แสดงว่าต้องมีอะไรดีอยู่บ้าง
ผมจึงให้คนขับรถพาผมเข้าวัด โดยที่วัดเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรทั้งสิ้น
เมื่อไปถึงผมก็สำรวจโน่น สำรวจนี่ เดินไปเดินมาจนมาเจอเด็กวัด
ที่เรียกกันว่าอุบาสก ซึ่งเรียนจบถึงปริญญาตรีจากจุฬาฯ คณะสัตวแพทย์
ปัจจุบันท่านบวชอุทิศชีวิตแล้ว ชื่อพระอาจารย์สุรัตน์ อคฺครตโน
ซึ่งตอนนั้นผมประทับใจท่านมาก ที่ได้เข้ามาทำการต้อนรับถามไถ่
พาผมไปดูสไลด์ประวัติการสร้างวัด พอดูเสร็จ
ผมก็บอกให้เขาช่วยพาไปดูใต้โบสถ์หน่อย เพราะร่ำลือกันว่าเป็นที่ซ่อนอาวุธสงคราม
เป็นสถานีวิทยุส่งสัญญาณก่อการร้าย พอเปิดเข้าไปไม่เห็นเจออย่างที่ลงข่าว เลย
เจอแต่เสื่อ และก็กระเบื้องที่เอาไว้ซ่อมโบสถ์และเครื่องอัฐบริขาร จากนั้นผมเลยถามเขาต่อว่า
พระที่นี่พักกันที่ไหน จำวัดกันอย่างไร เพราะร่ำลือ กันว่า พระที่นี่กินอยู่สบาย กินข้าวร้อน นอนตื่นสาย
ติดแอร์นอน ซึ่งพอเขาพาไปดู ก็เป็นเพียงกุฏิหลังคามุงด้วยใบจาก
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เจอกลด เอาไว้นั่งสมาธิ และเอาไว้จำวัดกันในนั้นเลย
พอเห็นประจักษ์อย่างนี้ ผมก็เลยทักขึ้นว่า
พระจำวัดกันอย่างนี้หรือ ทำไมไม่เห็นมีอะไรเลย คือไม่เห็นเหมือนกับข่าวลือที่เขาบอก
และเมื่อผมดูอะไร ทุกอย่างเสร็จ จนหายสงสัยแล้ว
ผมจึงเข้าไปพบหลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย"
จากเดิมทีเดียววัดมีเนื้อที่ ๑๙๖ ไร่ ต่อมามีคนเข้าวัดจนล้น จึงมีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่ เพราะคนมามาก
จะไปห้ามไม่ให้เขามา หรือเขามาแล้วจะไปไล่เขาไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่พระจะไปทำอย่างนั้น
ดังนั้นจึงทำการขอซื้อที่ดินกึ่งบริจาคจากเจ้าของที่ โดยสาธุชนที่มาวัดกันในสมัยนั้น ก็
เห็นพ้องต้องกัน ยินดีช่วยกันบริจาคเงินด้วยจิตศรัทธา
เชิญชวนญาติพี่น้องให้เข้ามาช่วยขยายพื้นที่จำนวน ๒,๐๐๐ ไร่
"..ซึ่งหลังจากมีการซื้อที่ดินแล้ว วัดถูกมอง ว่าเป็นวัดรวย คนรอบข้างวัด ก็คิดหาประโยชน์จากการขยายพื้นที่ทันที
โดยมีนายใหญ่สมคบกับ นายบานเย็น นักก่อม็อบ โวยวายหาว่าวัดรังแกชาวบ้าน วัดขับไล่ชาวบ้านอย่างไม่เป็นธรรม
หนำซ้ำยังเรียกหนังสือพิมพ์ไปทำข่าว ว่าจะ กระโดดตึกห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แถวปิ่นเกล้า กทม. เพราะทนวัดรังแกไม่ไหว
จนเป็นข่าวพาดหัว หนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน ตามด้วยข่าววัดสะสมอาวุธสงคราม ซึ่งตอนนั้นคนก็เชื่อกันเหลือเกิน..."
ในฐานะที่ผมเป็นนายอำเภอของที่นี่ ก็เข้ามาศึกษาข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่แรก มาอ่านคำร้องของชาวนา
มาดูในเรื่องกฎหมายการเช่าพบว่าหลังจากมีการซื้อที่ดินแล้ว
ชาวนาที่เคยเช่าที่ดินกับเจ้าของเดิมไม่ยอมออก ซึ่งคณะกรรมการ จัดซื้อที่ดินก็เห็นใจ
และได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง โดยได้ทำหนังสือแจ้งให้
ผู้เช่านารู้ล่วงหน้าก่อนถึง ๗ ปี ว่าจะเลิกสัญญาเช่า
ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็ยอมเริ่มนับหนึ่งให้พวกเขาใหม่ แต่เมื่อรอจนถึง ๗ ปี เขาก็ไม่ยอมออก
ก็ไม่ว่าอะไร จึงรอเพิ่มอีกหลายปี ซึ่งเขาก็ไม่ยอมออกอีก ทั้งๆ ที่คณะกรรมการฯ
ยอมจ่ายค่ารื้อถอนบ้านให้หลังละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ทำให้มีชาวบ้านหัวใสเอาลังสบู่ มาตอกเป็นบ้านผุดขึ้นในช่วงข้ามคืนอีกหลายหลัง
เพื่อนำมาเรียกร้องค่ารื้อถอนกับคณะกรรมการฯ ซึ่งผมไปดูพื้นที่เองทำให้เห็นกับตา
แต่คณะกรรมการฯ ก็ยอมจ่ายให้ไม่เอาเรื่อง เพราะพวกชาวบ้านรู้ว่า ยังไงคณะกรรมการฯ ก็ต้องยอม
เพราะคณะกรรมการฯ กลัวเสียชื่อเสียง มากไปกว่านั้น
คนกลุ่มนี้ยังวางแผนเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์ที่ระบุไว้ตามกฎหมายเลย
อีกทั้งยังก่อเรื่องให้เป็นข่าวพาดหัว ให้วัดเสียชื่อเสียงไม่เว้นแต่ละวัน
แต่ผม..ในฐานะผู้รักษากฎหมาย เห็นความไม่เป็นธรรมอย่างนี้ ก็ทนไม่ได้
จึงไปกราบหลวงพ่อ ทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสว่าผมจะไปอัดมัน
ท่านก็ดีแสนดี หลวงพ่อท่านก็ห้ามว่า อย่าๆๆ อย่าไปผูกเวรกับเขา เขาจะขอหลังละเท่าไหร่ ถ้าเหมาะสม
ก็จะบอกบุญกับเจ้าภาพช่วยกัน
เมื่อผมฟังอย่างนี้ ผมจึงเสนอว่าให้เอาเงินไปไว้ที่ศาลให้ศาลเป็นผู้จ่ายให้
หลังละ ๘๐,๐๐๐ บ้าง ๑๐๐,๐๐๐ บ้าง พวกนั้นก็รีบตาลีตาเหลือกไปรับเงินมาจนครบ
ผมก็นึกว่าเรื่องจะจบ แต่ที่ไหนได้มารับเงินไปเรียบร้อยหมดแล้ว มีอยู่ประมาณ ๑๐ หลัง
ไม่ยอมย้ายออกจากทั้งหมด ๖๐ กว่าหลัง ผมจึงต้องรื้อแล้วครับ เพราะถือว่าศาลได้ตัดสินให้ออกแล้ว
เมื่อเหตุการณ์ออกมาในรูปแบบนี้
จะไปพูดว่าวัดรังแกชาวนาได้ยังไง
แต่กลายเป็นอันธพาลมารังแกวัดถึงจะถูก
เพราะผมเองเป็นผู้รู้เห็น และเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ หลายๆ เหตุการณ์
ตั้งแต่ชาวนามารื้อถอนสระบัวในวัด จับปลาปิ้งย่างกินแกล้มเหล้าในวัด
แล้วด่าพระว่า ไอ้โล้น ต่างๆ นานา พอวัดสร้างรั้วกั้นไม่ให้เข้า ก็ยกพวกกันมารื้อถอนจนรั้วล้มเป็นแถว
วิ่งเข้ามาทุบพระพุทธรูป ขโมยของวัดแม้วันงานทอดกฐินของวัดก็ยังไม่เว้น
วิ่งโร่ถือคบเพลิงเข้ามาเผากุฏิไป ๒ หลัง พระเณรหนีเกือบไม่ทันแทบจะถูกไฟคลอกตายในกุฏิหลังคาจาก
ซึ่งตอนนี้คนก่อกรรมก็ได้รับกรรมอย่างน่าสงสารให้เห็นๆ กันแล้วในชาตินี้"
มา ณ วันนี้ แม้กรณีชาวนาจะยุติไปแล้วก็จริง แต่ภาพลักษณ์ของวัดก็ยังไม่ถูกแก้เลย
เพราะข้อมูลแนวลึกแบบนี้ ยังไม่ถูกเปิดเผยใน แนวกว้าง
เพราะธรรมชาติของหนังสือพิมพ์ของ บ้านเรา อะไรที่เป็นข่าวแนวลบ โหด โฉด แรงๆ
หากนำมาพาดหัวข่าว จะทำให้หนังสือพิมพ์ขายดี
ส่วนข่าวด้านดี หรือการแก้ข่าว ก็จะนำเสนอบ้างเป็น มุมเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยเห็น ทำให้คนไม่ได้อ่านกัน"
"..นับจากนั้นเอง วัดก็ถูกจับตามองเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะทำอะไรดูเป็นผิดไปหมด

อย่างเช่น อยู่ๆ ก็มีคนถามผมว่า เดี๋ยวนี้วัดพระธรรมกายขายที่ดินบนสวรรค์หรือ..?
ผมฟังแล้วก็นึกหัวเราะ ลองนึกถึงหลักความจริงดูเถิดว่า ใครจะบ้าไปขายที่บนสวรรค์
หากขายจริง..ใครจะบ้าไปซื้อ
สรุปก็คือวัดทำอะไร ก็ถูกมองในแง่ลบตลอด เป็นข่าวลือผิดๆ ตลอดเวลา
ซึ่งคนที่พูดๆ กัน ก็ยังไม่เคยมาวัดเลย และเมื่อมาพูดถึงเรื่องการโดนโจมตี พระที่เป็น นักปฏิบัติ
เป็นพระอาจารย์สายปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็ไม่เห็นมีใครมาว่าร้ายหลวงพ่อสักรูป
ผมว่าให้ลองทำใจกลางๆ แล้วมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง มาลองนั่งสมาธิดูก่อน
อย่าไปเชื่อข่าว หรือฟังคนนั้นคนนี้พูด เพราะจะเป็นบาปกับตัวเอง
แล้วยังเป็นการตัดโอกาสในการสร้างบุญของตัวเองไปอีกด้วย
ผมยิ่งมาวัดนี้..ผมยิ่งประทับใจ อย่างเช่น งาน อปท. ที่เพิ่งผ่านไป ถามว่าหากต้องเตรียมการต้อนรับคนเกือบ ๘๐,๐๐๐ คนให้ดี ต้องทำอย่างไร ..
แค่คิดจะชงกาแฟให้ทุกคนๆ ละแก้ว ให้ ได้ดื่มพร้อมๆ กัน ก็ยากแล้ว แต่วัดพระธรรมกาย ทำได้ สามารถแจกข้าว แจกน้ำ แจกขนม ให้คน ๘๐,๐๐๐ คน พร้อมๆ กันภายในเวลาไม่ถึง ๑๕ นาทีเสร็จได้อย่างเรียบร้อย
และหากไปเจาะถึง เบื้องหลังการเตรียม การทำอาหารที่นำมาแจก ทุกมื้อ ที่มีปริมาณมากขนาดให้คนกินพอ ๘๐,๐๐๐ คน ในระยะเวลาที่มีจำกัดมากๆ ก็จะยิ่งทึ่งใหญ่
ว่าเขามีวิธีการทำอย่างไร จนทำให้ย้อนนึกไปถึง
ผู้ที่มาบริหารจัดระบบ จะต้องเป็นคนไม่ธรรมดา แน่ๆ ซึ่งก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั่นเอง"
ตลอดระยะเวลาที่ผมเข้าวัดนี้มายาวนาน กว่า ๒๓ ปี ทำให้ผมได้คลุกคลีกับวัดอย่างใกล้ชิดมาตลอด มาฟังธรรม มานั่งสมาธิทุกอาทิตย์ต้นเดือน
และได้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์หลายครั้ง จนทำให้ผมซาบซึ้งในหลักธรรม ทำให้ผมได้ซึมซับหลักการบริหารด้วยธรรมะของหลวงพ่อไปใช้ เพราะงานของผมเป็นงานใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ปัญหาอย่างปัจจุบันทันด่วนตลอดเวลา
เป็นงานที่เสี่ยง ชีวิตมากๆ ซึ่งเมื่อผมมาคิดย้อนหลังดู มีหลายครั้งที่เหมือนตัวเองเจอปาฏิหาริย์ ทำงานได้สำเร็จและรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
การทำงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านมองแบบบูรณาการก้าวโพ้นไปในอนาคตมากๆ
อะไรที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมท่านทำทันที
เช่น รายการธรรมะผ่านดาวเทียมที่เรียกว่า DMC เป็นสื่อสีขาวที่ผลิตขึ้นมาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศที่ต้นเหตุ คือเป็นการทำให้คนในชาติกลัวบาปกลัวกรรม ไม่กล้าทำชั่ว แล้วหันมาทำแต่ความดีต่อกัน
เมื่อเป็นอย่างนี้ ปัญหาของประเทศก็จะลดลงไปมาก ส่วนการแก้ปัญหาของสังคมด้านอื่นท่านก็ไม่ทิ้ง อีกทั้งยังทำอย่างต่อเนื่อง มาหลายสิบปีแล้ว
เช่น การช่วยภัยน้ำท่วม ซึ่งผมเองยังเคยต้อนรับมูลนิธิธรรมกาย ที่ได้ไปช่วยประชาชนตอนเดือดร้อน เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่ศรีษะเกษและเชียงใหม่
ในช่วงที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ที่นั่น และมากไปกว่านั้น วัดยังได้ช่วยเหลือคนไทย ที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ ช่วยภัยวัดภาคใต้ ๒๖๖ วัด ที่กำลังเดือดร้อน
ในขณะนี้ทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน โดยให้ช่วยกันทำบุญวัดละ ๑ บาท คือ ใครมีเพียง ๑ บาท ก็มีสิทธิ์ได้บุญแล้ว ท่านไม่ได้บังคับใคร
แม้ใครไม่มีจริงๆ ก็มาเป็นอาสาสมัครช่วยงานวัด ท่านก็ไม่ว่า อีกทั้งท่านยังรณรงค์ให้คนเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ ด้วยโครงการเทเหล้าเผาบุหรี่ ปิดซ่อง ปิดบ่อนไก่ ซึ่งโครงการเหล่านี้ มีผู้เสียผลประโยชน์ กลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านท่านมาก แต่ท่านก็กล้าทำ
เพื่อแก้ปัญหาครอบครัว และปัญหาสังคมในระดับลึก จนกระทั่งได้รับรางวัล
World No Tobacco Day Awards 2004 จากองค์การอนามัยโลกและรางวัลมหาตมะ คานธี
เพื่อสันติภาพ ในฐานะที่เป็นผู้อุทิศตนให้กับการพัฒนาและปลูกฝังศีลธรรมแก่เยาวชนมากว่า ๔๐ ปี..
มากไปกว่านั้นท่านยังพื้นฟูพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการโดยการนิมนต์พระจากทั่วประเทศ
ครั้งละหมื่นรูป แสนรูป มาพูดคุยกัน
เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธไม่ให้ไปถึงจุดเสื่อม และยังมีโครงการอื่นๆ อีกมากมาย
ซึ่งท่านได้ทำถึงขนาดนี้ แต่กลับมีคนโจมตีท่านตลอดเวลา
ว่าท่านชวนคนทำบุญมากเกินไป วัดนี้รวยแล้ว แต่หากมาดูกันอย่างผู้มีปัญญา
ในมุมมองของนักพัฒนาแผ่นดินแล้ว ก็พอจะคำนวณออกว่าโครงการทั้งหลาย ที่ท่านทำไป
เพื่อประโยชน์กับสังคม ประเทศชาติ และคน ทั่วโลกขนาดนี้ ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่
ซึ่ง หากได้เข้าวัดเป็นประจำจริงๆ ก็จะรู้ว่า เงินที่บริจาคมาไม่เพียงพอต่อโครงการ
ที่จะเข้ามาเยียวยาและแก้ไขปัญหาของประเทศ ในแง่ของการฟื้นฟูศีลธรรมมนุษย์เลย"

จากการได้รับอนุญาตให้เข้าพบและพูดคุยกันที่บ้านของท่านโกสินทร์ เกือบ ๔ ชั่วโมง
ในครั้งนี้ นับว่าคุ้มค่ามาก เพราะเมื่อเรียบเรียงเรื่องนี้เสร็จ
ก็มีความคิดว่าอยากจะส่งบทความนี้ให้คน ๖ พันล้านคนทั่วโลก
หรือสื่อมวลชนทุกแขนงได้รับทราบ ไม่ใช่เพื่อเป็นการแก้ข่าววัด แต่เพื่อให้คนไทยทุกๆ คน
ได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งบ้าง
และอยากจะให้มาคิดอีกมุมหนึ่งว่า หากมีวัดๆ หนึ่งที่คิดจะทำประโยชน์ให้สังคม
และชาวโลกด้วยความตั้งใจดี จะเป็นการดีกว่าไหม
ที่ควรหันมาช่วยกันปรับปรุงพัฒนา ให้บังเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับพระพุทธศาสนา กับแผ่นดินของเรา
ดีกว่าการคิดทำลายว่าร้ายคนไทย ด้วยกันเอง เพราะความเข้าใจผิด
หรือได้รับข้อมูลในทางที่ไม่ถูกต้อง
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยเราทุกคน ควรร่วมมือกันสมานฉันท์ เพื่อตัวเรา เพื่อแผ่นดินของเรา
เพื่อจะได้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นบนโลกของเราสักที
‪#‎ธรรมกาย‬
‪#‎เรารักพระพุทธศาสนา‬
‪#‎วัดพระธรรมกาย‬
‪#‎dhammakaya‬


วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559


หนังสือประกาศยกเลิกเงินสนับสนุนวัด จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 12 เมษายน 2559
กระทรวงมหาดไทย


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ช่วยกันเเชร์
ว่ามีเเบบนี้เเล้ว ในสังคมพุทธ สังคมไทย ณ วันนี้

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget