แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

คนมากราบไหว้บูชามหาธรรมกายเจดีย์รุ่นหลังๆเขาจะเห็นเเต่องค์พระธรรมกายประจำตัวที่อยู่บนเจดีย์ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งก่อสร้างที่อยู่ใต้ดินนั้นประณีตขนาดไหน กว่าจะสร้างขึ้นมาเป็นพระมหาธรรมกายเจดีย์ให้ได้เห็นกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย
      วัดพระธรรมกายโดนโจมตีช่วงปี พ.ศ. 2541 มีคนบอกว่า พระธรรมกายประจำตัวที่ให้ร่วมบุญองค์ละหมื่นบาทนั้นเเพง คนพูดนี้เขาพูดเเบบคนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้คุณค่าถึงสิ่งที่เรากำลังทำ
      หลวงพ่อท่านเลยบอกว่าต่อไปนี้ใครจะร่วมบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวจะต้องร่วมบุญองค์ละ 15,000 บาท จากนั้นมาทุกคนต้องร่วมบุญเพิ่มจากองค์ละ 10,000 เป็น 15,000 บาท ซึ่งองค์พระธรรมกายประจำตัวของเรานั้น
ต้องตากเเดดตากฝนเป็นพันปี โลหะที่ใช้ไม่ใช่ทองเหลืองเเบบทั่วๆไป เป็นทองสัมฤทธิ์ไม่ใช่ทองสัมฤทธิ์ธรรมดา เป็นทองสัมฤทธิ์เเบบซิลิคอนด้วย
      จากเเนวคิดการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ หลวงพ่อท่านบอกให้อยู่เป็น 1,000 ปี เพราะฉะนั้นไม่เปิดให้ใครเข้าไปภายในเจดีย์ พอบรรจุองค์พระธรรมกายประจำตัวเสร็จ ทุกอย่างก็เสร็จหมด จะไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอยดูเเลรักษาเจดีย์ เพราะฉะนั้นมหาธรรมกายเจดีย์ของเราต้องไม่ใช่เจดีย์ตายๆเเต่เป็นมหาเจดีย์ที่หายใจได้
      มหาธรรมกายเจดีย์ทำความสะอาดด้วยตัวของตัวเอง เมื่อฝนตกลงมาจะ
ชะล้างฝุ่นที่เป็นองค์พระบนโดม เเละที่เชิงลาดของมหาธรรมกายเจดีย์ ข้างในเจดีย์มีช่องอยู่ ช่องชั้นข้างบนเเละชั้นข้างล่างใต้โดมจะเป็นชั้นๆให้อากาศถ่ายเทได้ หมายถึงอะไร เวลาเเดดส่องมา องค์เจดีย์จะร้อนมาก คนอยู่ไม่ได้ เอามือเเตะไม่ได้ อุณหภูมิประมาณสัก 76 องศาพอร้อนจัด อากาศที่อยู่ข้างในก็จะขยายตัว ลอยตัวขึ้นมา อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นมาจะดูดอากาศเย็นที่อยู่ข้างล่างให้เข้าไปตามช่องที่เรากำหนดไว้ นี่คือการให้เจดีย์หายใจ เป็นหลักการเดียวกันกับหลักของกาลักน้ำ ซึ่งเกิดจากน้ำที่อยู่สูงกับน้ำที่อยู่ที่ต่ำเเล้วเรามีท่อต่อมันจะดูดจากข้างบนลงมาข้างล่างได้ เช่นเดียวกันอุณหภูมิสูงมันจะดูดอุณหภูมิต่ำขึ้นมา เราเรียกเทอร์โมไซฟอน(Thermosiphon)
       การที่มหาธรรมกายเจดีย์หายใจได้ จะทำให้อากาศถูกดึงออกไปเกิดการถ่ายเทอากาศ เลยทำให้ไม่อับ เเล้วเราไม่ต้องมีอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีไฟฟ้า เเต่ระหว่างที่เราต้องทำงานจะมีสายไฟชั่วคราว เมื่อใดก็ตามที่การก่อสร้างเสร็จหมด เราจะปิดเจดีย์ ระบบไฟฟ้าไม่มีความจำเป็นเลย เเละทุกอย่างจะอยู่ต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อย 1,000 ปี....


เเหล่งอ้างอิง    เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ                      สโตร์หน้าวัด The Store Story

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560



พระมหาธรรมกายเจดีย์เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและก็มีพระพุทธปฏิมากรแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้านพระองค์ 
คนกล่าวว่าร้ายพระเจดีย์ก็เท่ากับเป็นการกล่าวว่าร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า !!!

ซึ่งกรรมจากการว่าร้ายนั้นหนักมาก แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ก็ทรงเคยผิดพลาดในเรื่องนี้มา จึงเอามาเทศน์สอนสรรพสัตว์ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่า...

ในชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นนักเลงชื่อว่า “มุนาฬิ” ท่านได้ด่าพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า “ท่านเป็นพระทุศีล ห่มจีวรหลอกชาวบ้าน ไม่ยอมทํามาหากิน มัวแต่เที่ยวเดินขออาหารจากชาวบ้าน โดยไม่มีความละอายแก่ใจ”

ด้วยกรรมนี้ทําให้ “มุนาฬิ” ตกนรกหมกไหม้ทนทุกข์ทรมานหลายพันปีนรก จนมาในภพชาติสุดท้าย แม้พระองค์จะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ก็ยังหนีกรรมนั้นไม่พ้น ทําให้พวกเดียรถีย์อิจฉาริษยาคิดหาอุบายวางแผนใส่ร้าย โดยส่งปริพาชิกาที่ชื่อ “สุนทรี” เดินเข้าออกในวัดพระเชตวันอยู่ 2-3 วัน ทําทีว่าไปพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นเดียรถีย์จึงจ้างโจรให้ไปฆ่านาง แล้วนําศพโยนทิ้งไว้หลังพระคันธกุฎี พร้อมกับทําแผนชั่วใส่ความพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นคนฆ่านาง ทําให้มีคนหลงเชื่อมากมาย แล้วพากันด่าว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยคําหยาบคาย

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พระองค์ยังถูก “นางจิญจมาณวิกา” กล่าวตู่ว่าได้นอนในพระคันธกุฎีร่วมกับพระพุทธองค์จนนางตั้งครรภ์ทําให้ชาวบ้านบางส่วนหลงเชื่อ 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะภพในอดีต พระองค์เคยกล่าวตู่พระอรหันต์องค์หนึ่งที่ชื่อ “นันทะ” ด้วยบาปกรรมนี้พระองค์จึงต้องตกนรกเสวยทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนานถึงหนึ่งหมื่นปีนรก จนเมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ยังถูกกล่าวตู่มากมาย แม้ภพชาติที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว กรรมก็ยังตามส่งผลให้พระองค์ถูกนางจิญจมาณวิกากล่าวตู่ด้วยถ้อยคําที่ไม่เป็นจริงต่อหน้าสาธารณชน

จะเห็นว่า การว่าร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์เพียงองค์เดียว ยังต้องได้รับวิบากกรรมแสนสาหัสมาทุกภพทุกชาติ ดังนั้นก็ลองคิดดูละกันว่า..การกล่าวว่าพุทธปฏิมากร ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 1 ล้านพระองค์ จะต้องได้รับวิบากกรรมมากถึงขนาดไหน..!!!


ชาวพุทธทั่วไปเขาปฏิบัติอย่างไรเพื่อเป็นการเคารพพระเจดีย์ ?

ในประเทศเมียนมาถือว่าเป็นประเทศที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสูงมาก เมื่อคนในประเทศนี้เดินเข้าสู่ลานพระเจดีย์หรือแม้แต่เข้าเขตวัด ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าเพื่อแสดงความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตเพียงใดก็ต้องปฏิบัติตาม

ครั้นเมื่อคราวที่อังกฤษมาบุกยึดประเทศเมียนมาเป็นอาณานิคม ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษต้องการเข้าเยี่ยมชมมหาเจดีย์ชเวดากองโดยจะใส่รองเท้าเข้าไป เพราะนับถือคนละศาสนา อีกทั้งยังถือว่าตนคือผู้มีอํานาจปกครอง

ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปเท่านั้น ชาวเมียนมานับหมื่นคนก็มารวมตัวกันที่ลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง แม้จะไม่มีอํานาจห้ามปรามข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษ ไม่มีอาวุธใดจะไปต่อสู้ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันนอนทอดร่างเรียงต่อๆ กันจนเต็มลานพระมหาเจดีย์ โดยยอมให้รองเท้าของข้าหลวงชาวอังกฤษเหยียบย่ำลงบนร่างกายของตนดีกว่าจะยอมให้รองเท้ากระทบถูกลานพระเจดีย์

ด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้นของชาวเมียนมาเช่นนี้ ทําให้ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษถึงกับสะท้าน และยอมถอดรองเท้าเข้าลานพระเจดีย์

จะเห็นว่า..ความเคารพของชาวเมียนมามีมากขนาดนี้ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนชาวไทยก็ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะหากเราศึกษาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 32 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 24 ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 1 เรื่องปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระจะพบว่า..การบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์จะมีพระชมน์ชีพอยู่ หรือปรินิพพานไปแล้ว หากจิตเลื่อมใสเสมอกัน บุญย่อมเท่ากัน  ดังคำกล่าวในพระไตรปิฏกว่า...

“หากผู้ใดพึงบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นําสัตว์โลก ยังดํารงพระชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็ดี เมื่อจิตที่เลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน เพราะฉะนั้น ท่านจงสร้างสถูปบูชาพระธาตุของพระชินเจ้าเถิด”...


Cr. ร.ลิ่วเฉลิมวงศ์
สำนักสื่อธรรมะ

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ชี้แจงข่าว วัดพระธรรมกาย 20 ก.พ. 2560 เวลา 16.45 น.
กรณีมีข้อความในข่าวของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองระบุว่า
“ไม่ยอมให้"ธรรมกาย"ปกครองตนเอง เป็นเอกเทศ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปได้ ดูทุกซอกมุม ทำตามหมายค้นตามคำสั่งศาล มิฉะนั้น ผิด ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยระบุว่าไม่สำคัญว่าจับตัวได้หรือไม่ แต่ จนท.รัฐ ต้องเข้าไปให้ได้” ทางวัดขอชี้แจงว่า
                   
1.วัดพระธรรมกาย ไม่ได้เป็นเอกเทศ และไม่ได้ปกครองตนเอง เพราะเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และให้ความร่วมมือกับราชการด้วยดีตลอด 3 ปีที่ผ่าน รวมทั้งเมื่อมี ม.44 แม้มีความรู้สึกไม่เห็นด้วย และไม่ชอบธรรม แต่ก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ไปตรวจ จนปัจจุบัน วัด หลวงพ่อ และบุคคลเกี่ยวข้อง มีข้อกล่าวหา ดังนี้ 3 หมายจับ / 308 คดี / ยึด 6 ประตู / ซีลอายัด 15 อาคาร และในเวลากลางคืนเจ้าหน้าที่ขับรถนำกำลังเข้าออกทั่วบริเวณ พื้นที่ 2,000 ไร่ ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้น วัดพระธรรมกาย ยังคงอยู่ภายใต้กฏหมายมาโดยตลอด
                
2.มีการกล่าวว่า ไม่สนใจว่า จะจับหลวงพ่อธัมมชโย ได้หรือไม่ แต่ต้องทำตามหมายค้นของศาล นั้น  ตลอด 3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ตำรวจ ทหาร สนธิกำลังในการปฏิบัติภารกิจนี้เป็นขั้นเป็นตอน เข้าไปตรวจทุกพื้นที่ ทุกอาคาร ทุกชั้น ทุกห้อง มีการตรวจค้นอย่างละเอียด และ “ไม่พบ” หลวงพ่อธัมมชโย ทุกภารกิจเป็นไปด้วยความเข้าใจอันดีระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ วัด และสื่อมวลชน แต่พอวันที่ 4 กลับใช้มาตรการรุนแรง ด้วยการประกาศคัดแยกพระและประชาชน และให้ออกจากวัดภายใน บ่าย 3 ของวันที่ 19 ก.พ. สร้างความตื่นตระหนกให้กับลูกศิษย์หลวงพ่อธัมมชโย ทั้งพระ เณร ประชาชนจากทั่วประเทศ และประกาศให้พระ 14 รูป ไปรายงานตัวอีกครั้ง ทั้งที่ได้เคยไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้วนั้น อีกทั้ง ผู้ที่ไปรายงานแล้วทั้งหมด ก็ยังอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมพิเศษของ DSI ดังนั้น การบีบคั้นของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการเร่งเร้าให้คนจากทั่วประเทศเข้ามาวัดพระธรรมกายด้วยประกาศของเจ้าหน้าที่เอง
                 
3. รัฐบาลกล่าวว่า ไม่ได้กดขี่ทางวัด แต่ความจริงที่ปรากฏ
3.1 มีเจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบบางรายโพสต์เกี่ยวกับการมาใช้วัตถุระเบิดในภารกิจนี้
3.2 เจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบบางรายโพสต์ข้อความหยาบคาย มาสุภาพ ไม่เคารพในพระรัตนตรัย  
3.3 มีการนำเฮลิคอปเตอร์มาบินวนรอบวัด ในระดับต่ำ จนเกิดความไม่สบายใจของสาธุชน
3.4 มีข่าวในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และปรากฎเห็นว่า มีการเตรียมใช้แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำความแรงสูง รถอุปกรณ์ความเข้มข้นเสียงสูงมาใช้กับพระสงฆ์และประชาชนภายในวัด
ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ประชาชนภายในวัด ไม่ใช่ม็อบ แต่เป็น "นักปฏิบัติธรรม" ที่เข้าวัดกันมากว่า 10-50 ปี แล้ว เป็นโยมพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของพระเณรในวัด  จึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่อย่าใช้ความรุนแรง กับพระสงฆ์ สามเณร และประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมเลย
                    
4.เหตุปะทะ ช่วงสายวันที่ 20 ก.พ. 2560 เพียงแค่ทางพระขอให้เจ้าหน้าที่เปิดทางให้สาธุชนที่ออกไปทานข้าว ได้กลับเข้ามาปฏิบัติธรรม แต่เจ้าหน้าที่ซึ่งมีกำลังมากกว่า 2-3 เท่า ใช้ความรุนแรงจนเป็นเหตุให้ มีบาดเจ็บหลายราย พบผู้ป่วยดังนี้
1.ผู้หญิง อายุ 63 ปี โดนล้มทับและโดนเหยียบ บาดเจ็บสาหัส กระดูกซี่โครงซ้าย1 ถึง 6 หัก  กระดูก ไหปลาร้าข้างซ้ายหัก รอยฟกช้ำทีใบหน้าและจมูก และมีคราบเลือดที่หูขวา ส่งรพ.ประชาธิปัตย์ Diagnosis Multiple fracture ribs and lt.clavicle contusion right cheek and nose
2. ผู้หญิง อายุ ๗๐ปี มีอาการเจ็บหน้าอก ทั้งสองข้าง มีแผลถลอกข้อศอกซ้าย 2 เซ็นติเมตร  รพ.ประชาธิปัตย์เอกเรย์ปอดแล้วปกติ แจ้งว่าเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ให้กลับได้
3. ผู้ชายอายุ 55 ปี โดนเหยียบทั้งตัว มีเลือดออกในนัยตาขาว
Diagnosis Subconjunctiva hemorrhage left eye and contusion left arm
4.ผู้หญิง 1 ราย โดนเหยียบเท้า Diagnosis Contusion left foot
5.ผู้ชาย อายุ 55ปี โดนครื่องชอร์ตไฟฟ้าบริเวณหน้าอก ล้มลง รู้ตัว เจ็บข้อนิ้วเท้าขวา จากการกระแทก Diagnosis Contusion
6.ผู้ชาย อายุ 37ปี เจ็บเอวซ้ายจากการกระแทกไม่มีรอยบาดแผล
7.พระ 1 รูป อายุ 41ปี บาดเจ็บจากการกระแทก เจ็บขาทั้ง 2 ข้าง แขนบวมช้ำ มีบาดแผลถลอกที่หลัง Diagnosis abrasion wound left heel ecchymosis at back and left arm
และ ยังมี ผู้ได้บาดเจ็บเล็กน้อยอีกหลายรายที่ไม่ได้มารับการทำแผลที่จุดปฐมพยาบาล
  5.กรณีท่านกล่าวว่า บุคคลบางกลุ่มระบุว่า ทำอะไรไม่ได้สักที หรือบางกลุ่มวิจารณ์ว่ารังแกพระนั้น ขอชี้แจงว่า ในส่วนของวัดและลูกศิษย์ มองว่า รัฐดำเนินมาตราการต่างๆมากไปด้วยซ้ำ เพราะปัจจุบัน วัด หลวงพ่อ และบุคคลเกี่ยวข้อง มีข้อกล่าวหา 3 หมายจับ / 308 คดี / ยึด 4 ประตู (เนื่องจากประตู 5-6 ขอใช้สัญจรเป็นประจำทุกวัน ระหว่างพื้นที่ 130 ไร่ และ 2,000ไร่) / ซีลอายัด 15 อาคาร และเจ้าหน้าที่ก็ยังนำกำลังกว่า 4,800 นาย มาล้อมวัด และเข้าออกพื้นที่ 2,000 ไร่ รวมทั้ง ตรวจค้นกุฏิพระทุกหลัง ได้ตามสบาย เหล่านี้ล้วนเป็นการก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคลของวัดพระธรรมกาย มูลนิธิ


ธรรมกาย พระภิกษุสามเณร และศรัทธาสาธุชนที่สร้างวัด แต่เพื่อแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ของวัด จึงให้ความร่วมมือด้วยดีตลอดมา
 ดังนั้ัน ม.44 ก็เป็นมาตรการหนักมากที่รัฐบาลได้ทำแล้ว

เมื่อค้นแล้วไม่พบ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว
จึงขอความกรุณาและข้อความเมตตา รัฐบาล และ คสช. ได้ยกเลิก ม.44 เพื่อให้พระภิกษุสามเณร ได้ปฏิบัติศาสนกิจ และให้ประชาชนได้ปฏิบัติ ธรรมตามปกติ  ต่อไป

https://www.facebook.com/sanitwong/posts/10202864800496353
                  

ผมไม่ใช่ 'หมาป่า' !
ใครไม่ชอบธรรมกาย โปรดอ่านให้จบ

*********
มองสถานการณ์ที่รัฐใช้ ม.44 เข้าจัดการกับมวลชนวัดพระธรรมกายแล้วแปลกใจ ว่ามันจำเป็นต้องใช้ ม.44 จริง ๆ หรือ รัฐประกาศปาว ๆ ว่าให้ดำเนินการตามกฎหมาย แต่มองดูด้วยใจเป็นกลาง เห็นว่าวัดก็เล่นตามกฎหมายเหมือนกัน จะผิดจะถูกอย่างไรไม่ทราบ แต่ต่างฝ่ายต่างใช้กฎหมายที่ให้สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคกับทุกคน

แต่ในที่สุด รัฐเองกลับเป็นฝ่ายที่ไม่ใช้กฎหมายเอง เพราะอะไร เพราะใช้แล้วทำอะไรเขาไม่ได้ จึงต้องงัดกฎหมายที่มันไม่ใช่กฎหมาย เพราะเป็นกฎหมายที่ว่าเองเออเอง อย่าง ม.44 มาใช้
ทุกวันนี้รัฐก็คุมทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่มีใครกล้าต่อกร วัดพระธรรมกายแม้ใหญ่ มีคนมาก แต่ก็เป็นวัดในพุทธศาสนา จะทำผิดบ้าบออะไรอย่างที่รัฐว่ามา แต่สุดท้ายหลักฐานอ่อน เจ้าหน้าที่หมดปัญญา ทำอะไรเขาไม่ได้ซึ่ง ๆ หน้า ก็วกไปหากฎกูที่ตั้งขึ้นมาสนองตัณหาและความบ้าอำนาจของตัวเอง คือ ม.44
จากนั้นก็พร่ำอ้างกฎหมายของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ที่ตัวเองเคยพร่ำพูดว่ามี
ณ วันนี้ เวลานี้ ตำรวจ ทหาร กองกำลังทุกด้านเกือบ 5,000 คน มุ่งหน้ามาวัดพระธรรมกาย มาเพื่ออะไร ?
จับพระ 1 รูป ที่เจ้าหน้าที่หาหลักฐานเอาผิดไม่ได้ ด้วยกำลังพลหลายพันนายรัฐทุ่มงบประมาณมากขนาดนี้มาเพื่อหวังอะไร ?
ตลอด 3 วันตามที่ติดตามข่าวสารมา ตำรวจค้นทุกซอกทุกมุมของวัดแล้ว แต่ไม่เจอตัว คนค้นก็เซ็นรับรองว่าไม่เจอคน ไม่เจอของผิดกฎหมาย ไม่มีอาวุธ ไม่มียาเสพติด แต่อยู่ดี ๆ วันนี้จะบังคับให้พระ เณร คนทั้งวัดออกจากวัดไป...เพื่ออะไรอีกครับ

ผมมีความเห็นว่า รัฐใช้อำนาจตามใจมากเกินไปแล้วละ คุณเหิมเกริมมากไปแล้วละ และย่ามใจมากไปด้วย คุณทำตัวเหมือนเรื่อง "หมาป่ากับลูกแกะ" เมื่อแกะไม่ผิด แต่ฉันว่าผิด แกก็ต้องผิด
ประเทศนี้เมืองพุทธ ต่อให้ไม่ชอบวัดนี้ขนาดไหน แต่สำหรับความเป็นมนุษย์ ที่มีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่ากัน
ผมว่ารัฐล้ำเส้นมามากเกินไป เกินจนกู่ไม่กลับ
ผลสุดท้ายคืออะไร เมื่อคุณบุกเข้าไป วัดคงต้านไม่ได้หรอก การบาดเจ็บ ล้มตาย ความสูญเสียก็ตามมา จากนั้นคุณเข้ายึดวัด เข้าไปตรวจค้นโดยมีแต่คนของรัฐ คุณหาตัวคนไม่เจออีก ไม่เจออะไรเหมือนครั้งแรก แต่คุณคงถอยออกมามือเปล่าไม่ได้ คราวนี้คุณก็จะใช้นิสัยหมาป่าของคุณมาบอกว่าลูกแกะผิดอยู่ดี ผ่านสื่อเอียง ๆ หรือเครื่องมืออะไรที่คุณมี เพราะคุณทำแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว ผมเห็น คนอื่นก็เห็น แต่ไม่กล้า และกลัวที่จะพูด
คุณว่านี่คือความยุติธรรมที่รัฐมอบให้ประชาชนหรือ
คนที่สะใจที่กำจัดวัดที่ตัวไม่ชอบได้คงดีใจบนกองน้ำตาของเพื่อนร่วมชาติ ชาวพุทธด้วยกันที่บาดเจ็บล้มตาย

แต่ถามจริง ๆ มันต้องด้วยวิธีอย่างนี้หรือ ?
นี่คือความถูกต้องหรือ ?
รัฐบาล คุณได้อะไรจากการกระทำนี้หรือ ?
รักษากฎหมายหรือ ? ทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์หรือ ?
นึ่คือสิ่งที่คนไทยสะใจอยากเห็นใช่ไหมครับ
ผมคนหนึ่งละที่ไม่เอาด้วย ผมไม่ใช่หมาป่า ผมเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่มีใจสูงพอจะแยกแยะระหว่างอารมณ์ชอบ-เกลียดชัง กับความถูกต้องที่ควรเป็น
ผมเลือกยืนบนความถูกต้อง แม้กับคนที่ผมเกลียด
เพราะถ้าคนที่ผมเกลียดถูกกระทำอย่างไม่ถูกต้องได้
วันหนึ่งผมคงถูกกระทำเช่นนั้นได้เหมือนกัน
และรัฐ คุณก็เหมือนกัน วันหนึ่งที่หมดอำนาจ คุณก็อาจถูกคนอื่นกระทำเช่นเดียวกับที่คุณทำคนอื่น
แล้วคุณก็จะรู้สึกแบบที่ผม ซึ่งเป็นคนไทย คนพุทธคนหนึ่งกำลังรู้สึกอยู่

-คมความคิด-

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รวบรวมที่มา เเละประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคดีของวัดพระธรรมกาย ตั้งเเต่เริ่มเป็นข่าว จนผ่านมาถึงวันนี้เกือบขวบปี ออกมาเป็นผังเวลา
เเต่ละช่วง เเต่ละข้อหา พร้อมประเด็นวิเคราะห์ ตอบคำถาม ในประเด็นที่สังคมสงสัย เพราะไม่ใช่เเค่ข่าวจะจับพระสึก ปิดวัด เเบบธรรมดา เเต่มีการวางเเผน เตรียมการมาอย่างยาวนาน จะเป็นโมเดลพุทธศึกษาที่เปิดโลกประชาชนได้รับทราบถึงระบบกฏหมายไทย กฏหมายสงฆ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี




เเหล่งอ้างอิง:เพจน้องเเสนดี


วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สำนักข่าวไทย 17 ก.พ.- แพทย์ ยันเครื่อง Hyperbaric Chamber  ไม่ใช่เครื่องเบบี้เฟซ หรือทำให้ผิวพรรณ ใบหน้ากระจ่างใสได้ เพียงแต่ใช้เพิ่มความดันของออกซิเจน ในการรักษาโรคน้ำหนีบ และยังสามารถใช้รักษาแผลเบาหวาน ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าสะดวกขึ้น

นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบเครื่อง  Hyperbaric Chamber ในห้องพักฟื้นของพระธัมมชโย ภายในวัดพระธรรมกาย ว่า เครื่องดังกล่าว จัดเป็นเครื่องเพิ่มความดันอากาศสูงที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณออกซิเจนเพื่อให้เนื้อเยื่อที่มีบาดแผลได้ซึมซับออกซิเจนมากขึ้น ตามปกติเครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ ใช้ในการรักษา โรคน้ำหนีบ หรือ น็อกน้ำสำหรับคนที่ดำน้ำลึก จนมีแก๊สในร่างกายสูง  และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาผลอาการข้างเคียงจากแผลของโรคเบาหวานได้ด้วย ช่วยทำให้ปัญหาเลือดเลี้ยง บาดแผลตามปลายมือปลายเท้าไม่สะดวกมีความคล่องตัวมากขึ้น เมื่อมีออกซิเจนช่วยนำไป โดยระยะเวลาการใช้เครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ ต้องอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และมีการกำจัดระยะเวลาการใช้
นพ.ฉันชาย กล่าวว่า การรักษาบาดแผลเบาหวาน ด้วยเครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ ไม่ได้ทำให้เท้าหรือมือหายเน่า แต่ทำให้ความรุนแรงของบาดแผลทุเลาลง ด้วยออกซิเจนและการใช้ออกซิเจนจากเครื่อง Hyperbaric Chamber นี้ ไม่เคยข้อมูลทางการแพทย์ปรากฏผลข้างเคียงว่า จะช่วยให้ผิวพรรณ ทั้งใบหน้า และลำตัวกระจ่างใสขึ้น  ในทางตรงกันข้าม การรับออกซิเจนมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองและทุกครั้งของการใช้รักษาต้องอยู่ในการควบคู่ดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่สามารถใช้เครื่องมือแพทย์ได้ตามลำพัง

นพ.ฉันชาย กล่าวอีกว่าสำหรับเครื่อง Hyperbaric Chamber นั้น ปัจจุบัน มักอยู่ในสถานพยาบาลแบบเฉพาะทาง เช่น รพ.ในสังกัดกองทัพเรือ หรือ โรงพยาบาลปฐมภูมิ ที่มีความจำเพาะในการใช้เครื่องมือชนิดนี้ เท่านั้น คนทั่วไป ไม่สามารถซื้อหาเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางมาใช้ได้ .
เเหล่งอ้างอิง  http://www.tnamcot.com/content/657859
สำนักข่าวไทย

ธรรมกายถูกบีบบังคับให้เดินมาถึงจุด  ที่ไม่สามารถถอยได้อีกแล้วการถอยของธรรมกายหมายถึงความจบสิ้นทุกอย่าง ที่ช่วยกันสร้างมาร่วม
ครึ่งศตวรรษ 
แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเจ็บปวดก็คือ
จากคดีเลื่อนลอยที่ไร้เจ้าทุกข์   เพียงคดีเดียว  มาตอนนี้พื้นที่อันกว้างขวาง
ของวัดพระธรรมกายทั้งหมด  แทบไม่พอสำหรับเก็บคดีแล้ว

ถ้าธรรมกายถอยหลังหมายถึงยกวัดทั้งวัดให้เขาไปเรียบร้อยแล้วแต่
ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ  มีสิทธิ์เป็นไปได้สูงมากที่พระทั้งหมดในวัดจะถูกจับสึก

ด้วยข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาแล้วไม่ให้ประ
กันตัวก็ต้องถูกจับสึกโดยไม่ต้องสงสัย
ยิ่งพิจารณา  ก็ยิ่งมองเห็นภาพชัดเจน
เป้าหมายแท้จริง  ไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อแค่รูปเดียว แต่อยู่ที่ทั้งวัดทั้งทรัพย์สิน
และบุคลากร ของวัดทั้งหมด โดยรวมก็หมายถึงพุทธศาสนานั่นเอง

ถ้าเป้าหมายอยู่ที่หลวงพ่อรูปเดียว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายการเข้าไป
แจ้งข้อหากับท่านในวัด ตั้งแต่ตอนต้นคดีก็เข้าสู่กระบวนการเรียบร้อยแล้ว

แต่เพราะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อรูปเดียวจึงเลี่ยงไม่ไป  แจ้งข้อกล่าวหาที่ในวัดเพื่อสร้างเรื่องราวให้บานปลาย
ถ้าพูดถึงการรบ ไม่ได้ต้องการแค่การเด็ดหัวผู้นำ  
แต่ต้องการยึดเมืองและกำจัดประชาชนทุกคนที่อยู่ในเมืองไม่
ให้เหลือเผ่าพันธ์สืบทอดอีกต่อไป
ถ้ามองในมุมนี้จะเห็นภาพชัดเจน
มิได้แค่ต้องการกำจัดวัดพระธรรมกาย
เท่านั้นแต่ต้องการทำลายพุทธศาสนา
ในประเทศไทยด้วย
  แผนสกปรกมาก
การยื้อเรื่องราวให้ใหญ่โตยาวนาน
ก็น่าจะเป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง

เพื่อให้สื่อสีเทามีพื้นที่ข่าว  ในการทำลายศาสนาพุทธ โดยชาวพุทธไม่รู้ตัว
แต่เป้าหมายหลักคงมีเพียง 2 อย่าง
1.ถอนรากถอนโคน  วัดพระธรรมกาย
ด้วยการกำจัดบุคลากรทั้งหมดของวัด
เพื่อบั่นทอนกำลังหลักพุทธศาสนา

2.ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของวัด  เฉพาะ
ทองคำก็ 8ตันแล้วถ้านับรวมทรัพย์สิน
อย่างอื่นอีกไม่รู้กี่แสนล้าน

#ธรรมกายถูกบังคับด้วยเล่ห์เพทุบาย
ให้เดินทางถึงจุดที่ถอยไม่ได้แล้ว   ถ้า
ถอยหมายถึงการสูญสิ้นหมดทุกอย่าง
ทั้งวัดและอิสรภาพ

เเล้วอย่างนี้ ยังจะวางอุเบกขากันอยู่อีกหรือ????



Cr. เรชุงปะ ศิวโมกข์

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

158 คดีประวัติศาสตร์  ที่โลกต้องจารึกไว้
วัดพระธรรมกายถูกดำเนินคดีแล้ว จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มี 158 คดี แบ่งเป็นดังนี้
1. คดี ความผิดฐานบุกรุก จำนวน 10 คดี
2. ความผิดตามพระราชบัญญัติขนส่ง 20 คดี
3. ความผิดกีดขวางการจราจร จำนวน 3 คดี
4.  ทำให้เสียทรัพย์ 2 คดี
5.  หมิ่นประมาท 1 คดี
6.  ผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร การก่อสร้างอาคารและกำแพง  โดยไม่ได้รับอนุญาต 109 คดี
7.  ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ประเภทเสาวิทยุ ทาวเวอร์ 2 คดี
8.  ผิดตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล 1 คดี
9.  บุกรุกที่สาธารณะ ด้วยการเดินสายไฟฟ้าข้ามถนนและคลอง 7 คดี
10. นำแผ่นสแลนสีเขียวแผงเหล็ก ปิดกั้นถนนสาธารณะ 2 คดี
11. และขุดทำลายถนน ทางเชื่อมเลียบคลองแอน 1 คดี



รวมทั้งหมด 158 คดี !!!!!

เรื่องและภาพ อินทรชัย พาณิชกุล
                    กว่า 2 เดือนแล้วที่ชื่อของ "วัดพระธรรมกาย" และ "พระธัมมชโย" ตกเป็นข่าวใหญ่รายวัน ท่ามกลางการจับตามองแทบไม่กะพริบของคนในสังคม
“สุรพศ ทวีศักดิ์” นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองอย่างเกาะติดชนิดไม่คลาดสายตา .... ได้ให้ความคิดเห็น การวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436236

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559


ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยเป็นเรื่องซึ่งต้องปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องหาทางออกภายในกรอบของกฎหมาย กลุ่มต้านธรรมกายไม่ต้องฉวยโอกาสใช้เรื่องนี้กำจัดธรรมกาย และสื่อกลุ่มกระหายเลือดก็ไม่ต้องตั้งประเด็นประเภท "ทำไมไม่บุกสักที" "ฉายหนังซ้ำซาก คนดูเบื่อแล้ว" หรือ "รัฐบาลอย่าดีแต่พูด" เพื่อยั่วให้เจ้าหน้าที่รัฐส่งกองกำลังบุกวัดและใช้ความรุนแรงด้วย....
อ่านต่อhttps://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/posts/1294404993962925
เมื่อคุณ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ออกมาเขียนเเนะนำ เตือนสติ บทบาท ของเเต่ละฝ่ายให้ดำเนินการตามบทบาท อำนาจ หน้าที่ในกรอบของตัวเอง
โดยเฉพาะสื่อมวลชน  เเละคนดู ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายโดยตรง
กลับเเสดงพลังกดดัน เพื่ออยากเห็นฉากจบไวๆ
ทั้งๆที่มองไม่เห็นว่า ไม่ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร ย่อมไม่ถูกใจทุกฝ่ายเเน่นอน
เเต่สิ่งที่จะเห็นชัดๆคือ ภาพของพระพุทธศาสนาที่มัวหมอง
สังคมกำลัง สาดสี ตีไข่ มีทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จปะปนกัน

ทั้งๆที่ความเป็นจริง ตัววัดพระธรรมกาย เป็นเพืยงวัดๆหนึ่ง
มีการดำเนินการ เเละบริหาร โดยกลุ่มบัณฑิตของประเทศที่เรียนจบ
เเล้วมีศรัทธา ออกบวช ใช้วิธีการเผยเเผ่ผ่านสื่อทันสมัย
ซึ่งก็ไม่เเปลกอะไร ถ้าสื่อสมัยใหม่ที่มาตามยุค จะถูกดัดเเปลงเอามาใช้เพื่อ
ให้คนเข้าถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนาดั้งเดิมได้
ผิด ถูก ไม่ต้องกลัว มีทั้งพระ ฆราวาสที่ทรงภูมิธรรมคอยตรวจตรา
อย่างเข้มข้นเเละก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีเฉพาะผู้ทรงความรู้เพียงในประเทศ
เเม้ต่างประเทศก็จับตาดูกัน อย่างไม่คลาดสายตา

การดำเนินงาน จัดงาน โดยการรวม บ้าน วัด โรงเรียน ให้มาประสานงานกัน
งานพิธีกรรมพุทธ ถูกปรับให้เหมาะสม กับทุกเพศ วัย
ตั้งเเต่เด็ก ผู้ใหญ่ วัยชรา
จึงไม่เเปลกที่ปริมาณคนที่เข้าวัด จะเพิ่มขึ้นตลอด จนต้องขยายศาลาปฏิบัติธรรม
ภายในช่วงอายุคน ถึงสามครั้ง เพราะไม่เช่นนั้น วัดคงเเตก!!! เพราะคนมาเต็มวัด

ปริมาณคนที่เพิ่ม กับปริมาณเงินบริจาค ซึ่งเป็นเเหล่งรายได้เดียวของวัด
ย่อมเพิ่ม สอดคล้องตามกัน
เเต่ก็มีที่มา เเละที่ไป อย่างชัดเจน มีฝ่ายบริหารดูเเล ควบคุม
จนเป็นอาคาร สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มากมาย
เเต่ก็เป็นไปเพื่อรองรับ คนที่เดินทางมาวัด
ทั้ง อาคารหอฉันพระ ตึกทำงานคนในวัด อาคารปฏิบัติธรรม
ลานเจดีย์ประกอบพิธีกรรม หรือ ตึกที่พักพระ เจ้าหน้าที่ คนงาน

เเละเเน่นอน เมื่อความสบายใจในการมาปฏิบัติธรรมมีมาก
ความศรัทธา ก็ในการทำบุญเเต่ละคน ก็ย่อมไม่เท่ากัน
จะมาก จะน้อย เเล้วเเต่ความศรัทธา
วัดมีหน้าที่บริหาร ให้เป็นเอกสารรับบริจาคที่ชัดเจน
เเต่กลับกลาย เป็น ข้อกังขา ของคนไม่เข้าวัด
หรืออยากจะเข้าวัด เเต่เป็นเข้ามาเอาเงินวัด
รับไม่ได้????
เข้าทำนอง เดือดร้อนอะไร จะเอาเเค่สะใจเเค่นั้นหรือ

วัดพระธรรมกายพังวันนี้
ใครได้ผลประโยชน์บ้าง
เเค่คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกสั่งงาน
เเค่คนกลุ่มหนึ่งที่สะใจ
เเค่คนกลุ่มหนึ่งที่อะไรก็ได้

เเต่

คนอีกเป็นล้านทั่วโลก ที่เข้าวัด ฟังธรรม
ตลอดเนิ่นนานเกือบครึ่งชีวิตเขา
ถ้าคนกลุ่มหนึ่งตอบคำถามได้ว่า
ไม่มีวัดพระธรรมกายวันนี้ คุณหาวัดสำรองอื่นไหนให้เขาเเล้ว
คุณรับผิดชอบความศรัทธาของคนนับล้านได้หรือยัง
ยิ่งกว่าลอยเเพคนตกงานเลยน่ะ!!!

สังคมอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงๆ
***ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
อาจารย์พิเศษด้านทฤษฎีสังคมศาสตร์และสิทธิมนุษยชนศึกษาจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล ศิโรตม์ศึกษาด้านรัฐศาสตร์และ International Cultural Studies จากมหาวิทยาลัย
แห่งมลรัฐฮาวายอิ

เป็นบรรณาธิการหนังสือ ทฤษฎีและความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ (2544), จักรวรรดินิยมและการก่อการร้าย
(2545) ผู้เขียน แรงงานวิจารณ์เจ้า (2547), ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา (2550), ประชาธิปไตยก็เรื่อง
ของเรา (2554) ผู้แปล Global Nonkilling Political Science ของ Glain Paige (2552) และ Identity
and Violence ของ Amartya Sen (อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์)
Cr:
http://www.jimthompsonhouse.com/thai/events/Primitive-Programs.asp
       :https://i.ytimg.com/vi/Jg_LtP6m9qo/hqdefault.jpg

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559




cr:http://www.nationtv.tv/main/content/social/378526514/
จากกรณีปรากฎข่าวในสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์เกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย และสถานีวิทยุโทรทัศน์ DMC วัดพระธรรมกายขอชี้แจง ดังนี้
1. กรณีปรากฎข่าวในสื่อมวลชน อาทิ 
“เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวภายหลังการประชุมระหว่างดีเอสไอ อัยการ และตำรวจเกี่ยวกับการดำเนินดคีกับพระเทพญาณมหามุนี ว่า ... ผู้เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนเช็คจากสหกรณ์ฯคลองจั่น เข้าวัดพระธรรมกาย และนำเช็คไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ http://www.posttoday.com/crime/468867 ” นั้น
วัดพระธรรมกายขอปฏิเสธว่า ไม่มีการนำเงินของวัดไปซื้อขายหุ้น
ในตลาดหลักทรัพย์ใดๆ ทั้งสิ้น ข้อสงสัยของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายรับบริจาคโดยสุจริตและเปิดเผย และได้นำเงินบริจาคไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค 
ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีเอกสารหรือหลักฐานที่ระบุชัดว่าทางวัดพระธรรมกายนำเช็คสหกรณ์ฯคลองจั่นไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้นำมาแสดงเพื่อความชัดเจน ป้องกันความสับสนในการรับทราบข้อมูลข่าวสารของประชาชน และเพื่อความเป็นธรรมแก่วัดพระธรรมกายด้วย

2. กรณีปรากฏข่าวในสื่อออนไลน์ ระบุ

 “ดีเอสไอส่งหนังสือถึง กสทช. ขอให้พิจารณาระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์วัดพระธรรมกาย "DMC TV" หวั่นยุยง สร้างความปั่นป่วนนั้น

 …. ทางวัดพระธรรมกาย ขอคัดค้านความเห็นดังกล่าว และยืนยันว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์ DMC ไม่มีการยุยง สร้างความปั่นป่วนแต่ประการใด

ทั้งนี้ สถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อพระพุทธศาสนาผ่านดาวเทียม ช่อง DMC เป็นโครงการเผยแพร่ธรรมะ 24 ชั่วโมง ก่อตั้ง 9 พ.ค. 2545 (กว่า 14 ปี) เผยแพร่ใน 4 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ผ่านเว็บไซต์และดาวเทียม 7 ดวง ครอบคลุมทุกทวีป 
เนื้อหารายการประกอบด้วย พุทธประวัติ, ชาดก, สมาธิเบื้องต้น, กิจกรรมเยาวชนเก่งและดี, ละครฟื้นฟูศีลธรรมโลก, ธรรมะภาษาภาษาอังกฤษและจีน, การเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างแดน, ถามตอบปัญหาธรรมะ เป็นต้น 
ที่ผ่านมา DMC ได้รับ 5 รางวัล ได้แก่
1.รางวัล “สถานีวิทยุโทรทัศน์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาดีเด่น” พ.ศ.2551 จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
2.รางวัล “มาตรฐานการผลิตสื่อ Telly Awards” ครั้งที่ 28 ในปี พ.ศ.2550 จำนวน 12 รางวัล
3.รางวัล “พุทธคุณูปการ” ประเภทวัชรเกียรติคุณ ประจำปี 2553 โดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร
4.รางวัล “ช่อสะอาด” ประจำปี 2553 โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
5.รางวัล “สื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5” ปี พ.ศ. 2559 โดยคณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี
ดังนั้น ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ DMC ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาอันขาดรายละเอียด และหลักฐานยืนยันใดๆ พร้อมขอเรียกร้องความเป็นธรรม หากมีความเชื่อว่าทางสถานีฯ มีพฤติการณ์ตามที่มีการกล่าวหา ขอให้ผู้กล่าวหาได้ระบุพฤติการณ์นั้นๆ ให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เพราะการกล่าวหาลอยๆ นำมาสู่ความเสื่อมเสียชื่อเสียงของสถานีฯ เป็นอย่างยิ่ง
พร้อมกันนี้ ขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมาทางสถานีฯ ได้ยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย และจริยธรรมสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด จุดยืนของสถานีฯ คือ มุ่งส่งเสริมการศึกษาศีลธรรม ร่วมสร้างวิถีแห่งการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นสื่อกลางในการน้อมนำธรรมะของพระพุทธองค์มาเป็นเครื่องมือสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่บุคคล สังคม และประเทศชาติ 
ไม่ได้มีพฤติการณ์อันเป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายเป็นการชักชวน ยุยง เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ซึ่งขณะนี้ทางสถานีฯ กำลังเตรียมยื่นคัดค้านการระงับเผยแพร่ภาพและเสียง ทั้งนี้ การกระทำของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ถือว่าขัดกับหลักเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน อีกด้วย
จึงเจริญพรมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส
ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย
7 ธันวาคม 2559


บอร์ด กสท. มีมติสั่งปิดทีวีช่อง"ธรรมกาย" หรือ DMC TV 15 วัน หลังDSI
ส่งหนังสือให้ กสทช. ระงับการออกอากาศ ชี้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิญชวน สาวก รวมตัวกันทำพิธีกรรมทางศาสนา ขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่จับกุมพระธัมมชโย.....          
http://pantip.com/l/http%3Aฯ๑ฯฯ๑ฯmanager.co.thฯ๑ฯOnlineSectionฯ๑ฯViewNews.aspx%3FNewsID%3D9590000121930
      
DMC ได้รับ 5 รางวัล ได้แก่
1.รางวัล “สถานีวิทยุโทรทัศน์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาดีเด่น” พ.ศ.2551 จากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
2.รางวัลมาตรฐานการผลิตสื่อ Telly Awards ครั้งที่ 28 ในปี พ.ศ.2550 จำนวน 12 รางวัล
3.รางวัลพุทธคุณูปการ ประเภทวัชรเกียรติคุณ ประจำปี 2553 โดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร
4.รางวัลช่อสะอาด ประจำปี 2553 โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
5.รางวัลสื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ปี พ.ศ. 2559 โดยคณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี

เเล้วทำอย่างนี้ก็ได้ด้วยหรือ???
เป็นอะไรไปเเล้วสังคมไทย สังคมพุทธฯ
เชิิญชวนคนเข้าวัด สวดมนต์ นั่งสมาธิ ร่วมพิธีกรรมเเบบพุทธฯ สอนศีลธรรม ชวนคนรักษาศีล
ลด ละ เลิกอบายมุข
ทีวีน้ำดี ที่เเทบจะกลายเป็นหยดน้ำในตุ่ม
สื่อโลภาภิวัฒน์เเห่งความบันเทิง
เชื่อเเล้วว่า ทำไมถึงยุค
สวรรค์ร้าง นรกเเน่น ต้องต่อคิว




วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คดีพระธัมมชโย สรุปแล้ว เกิดจากการรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ? หรือไม่?????
ถ้ากล่าวถึงกรณีของพระธัมมชโย ตอนนี้รู้สึกจะโด่งดังไปทั่วไทยและไปทั่วโลกไปแล้ว กระแสได้โหมโรงโดยผู้มีอำนาจหลายคนถึงกับออกตัวแรงคาดการณ์


จะใช้กองทัพตำรวจมาบุกจับและจับท่านสึก


หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถึงไม่ยอมมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตนเองซักที ซึ่งหลายคนก็เห็นด้วยและบางส่วนยังเฉยๆ วันนี้จึงขอพาไขความลับ แฉความจริงให้รู้กันไป ซักที ขอเรียกแผนนี้เรียก “แผนจับสึกถอดผ้าเหลือง” ณ จุดนี้

ถ้าจะให้รู้ความจริงของแผนนี้ต้องย้อนไม่เมื่อประมาณต้นปีคือ เดือนกุมภาพันธ์ 2559
แผนจับสึกเริ่มต้นออกมาโดยกลุ่มนายไพบูลย์ นิติตะวัน นายมโน เลาหวณิช  และหลวงปู่พุทธอิสระ

ดันดีเอสไอให้เข้าไปตรวจสอบพระลิขิตเรียกร้องให้สำนักพุทธและมหาเถรสมาคมตรวจสอบเพื่อให้พระธัมมชโยปาราชิกหรือสึก จากคดียักยอกเงินและที่ดิน แต่แผนไม่สำเร็จเพราะเรื่องได้พิจาณาจบไปนานแล้วและยืนยันว่าพระธัมมชโยไม่ผิด แต่ทางกลุ่มนายไพบูลย์ไม่พอใจการพิจารณาคิดว่าสมเด็จช่วงมีส่วนช่วยให้พระธัมมชโยพ้นผิด
ขณะที่ผิดหวังกับแผนแรกก็ไป

แผนสองคือต้องการเอาผิดสมเด็จช่วง
หรือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยเอาคดียัดรถเก่าที่ตีข่าวเป็นรถหรูให้ท่านด่างพร้อย เพื่อยื้อไม่ให้ท่านขึ้นเป็นสังฆราช โดยตัวละครตัวคือ กลุ่มนายไพบูลย์ นิติตะวัน นายมโน เลาหวณิช ประสานงานกับดีเอสไอ โดยร้ายที่สุดถึงกับมีข่าวจะแจ้งจับสมเด็จฯกันเลยทีเดียว โชคดีที่คดีตอนนี้ได้จบไปแล้ว คือท่านไม่มีความผิด ท่านเป็นเพียงผู้รับบริจาค ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดแม้แต่น้อย แต่แปลกไหมรถหรูมีทั้งประเทศ 7 พันคันแต่ดันโดนที่ท่านรูปเดียว แต่
อย่างไรก็จบไปด้วยดีแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนมีใครสักคนกำลังดองเรื่องท่านไว้ ไม่นำชื่อท่านไปทูลเกล้าฯ
เมื่อแผนดูท่าไม่ง่าย เลยกลับมาลุยพระธัมมชโยต่อตอนนี้หาช่องกฎหมายยัดคดีฟอกเงินและรับของโจรให้ อาศัยช่องกฎหมายไทยที่เป็นระบบกล่าวหา
คดีนี้ก็เหมือนกัน ท่านธัมมชโยเป็นเพียงผู้รับบริจาค ไม่รู้เห็นเงินเลยซักบาทแต่มากล่าวหาลอยๆ ถ้างั้นพระในประเทศไทย ผิดหมด หากมีโจรซักคนมาทอดผ้าป่า ทอดกฐินที่วัด แค่นี้ยังไม่เข้าใจกันหรือ? ยิ่งเรื่องฟอกเงินเหรอ ยิ่งไม่เข้าใหญ่ เพราะถ้าเข้าข่ายฟอกเงินต้องเป็นลักษณะการค้า แต่นี้เช็คแต่ละใบมีเส้นทางการเงินชัดเจนคือเอาไปจ่ายค่าสร้างศาสนาสถานหมด
และจริงๆ แล้วเงินหมื่นล้าน วัดธรรมกายรับมาแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ คือ 8 ร้อย และทางลูกศิษย์ก็ได้รวบรวมคืนหมดแล้วแต่หน่วยงานอื่นที่รับเงินไป ไม่เห็นมีใครมาช่วยเยียวยา แต่ดีเอสไอเหมือนไม่เคยไปติดตามแต่มุ่งเจาะจงที่วัดธรรมกายเป็นหลัก แม้ทางสหกรณ์ได้ถอนฟ้องแล้วไม่ติดใจ
แต่แผนก็ยังเดินต่อ ซึ่งนายธรรมนูญคนที่ฟ้องคงเป็นกลุ่มเดียวกันกับนายไพบูลย์ นั่นเอง มาถึงนี้มันสื่ออะไรได้เยอะ แล้วคดีนี้มีเงื่อนงำอะไร ที่บอกว่ามี
การกลั่นแกล้งตั้งแต่ต้น

1. มีหมายเรียกหลุดไปถึงสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ก่อนที่จะถึงพระธัมมชโย อันนี้ถือว่าเป็นจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่รัฐเลย แต่หลุดไปอย่างนี้เข้าข่ายมี
ความผิดหรือไม่

2. ตรงนี้อ่านกันให้ดีๆเรียงตัวเลย ตามกฎหมายตามหมายเรียกเพื่อแจ้งข้อกล่าวหานั้น พนักงานสอบสอบมีอำนาจจะแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ แต่อัยการขจรศักดิ์ คนเดียวเท่านั้นยืนยันว่าหลวงพ่อต้องออกไปที่ดีเอสไอหรือศาลเท่านั้น ทั้งที่ตนและดีเอสไอรู้ดีที่สุดว่าพระธัมมชโยป่วย ไม่สามารถออกนอกวัดได้
จากภาพที่มาเห็นด้วยตาเมื่อปี 2558

3. ทางคณะศิษย์เองได้ขอร้องทางดีเอสไอหลายครั้งให้มาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด ถึงกับบอกว่าจะขอเอารถไปรับเชิญมาได้ไหม แต่ไม่มีใครยอมมา สุดท้ายหมายจับก็ออกมา จึงตั้งข้อสงสัยว่ามีความตั้งใจออกหมายจับตามแผนหรือไม่ เพื่อให้พระธัมมชโยมีความผิด เพื่อให้จับสึกง่ายๆ
4. แผนนี้ก็ได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนโดยคนกลุ่มเดิมคือกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการปิดถนนแจ้งวัฒนะนั่นเอง
และแผนก็ได้ขับเคลื่อนสู่การออกหมายจับสำเร็จเมื่อวันที่17 พฤษภาคม 59 แล้วก็ตามคาดมีการบุกเพื่อเข้ามาตรวจค้นเพื่อจับตัวเจ้าอาวาสโดยครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน แต่โชคดีที่ครั้งนั้น ท่านรองอธิบดีดีเอสไอยังมีความเมตตา เห็นแต่มวลชนที่เป็นลูกศิษย์วัด และหวั่นมือที่สาม ยอมถอยกำลัง แต่ใครที่ไปด้วยวันนั้นกลับไม่พอใจ ครั้งนี้เลยอาสามาจัดการกับพระธัมมชโยแทน ท่านนั้นคือพลตำรวจเอกศรีวราห์ รองผู้กำกับการตำรวจแห่งชาติ
ซึ่งจากนั้นมาท่านได้วางแผนเป็นอย่างดี ด้วยแผนไปหาความผิดของพระธัมมชโย ตามวัดสาขาต่างๆ เพื่อไล่ล่าและแจ้งความผิดให้ เพื่อจะได้เอาคดีมาเป็นของตำรวจ ตนจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างสะดวก บุกไปทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ทั้งสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ไปในทุกที ที่รู้ว่าพระของวัดพระธรรมกายอยู่ แม้ท้องที่นายังไป สุดท้ายได้คดีสมใจในสองคดี และก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาเหมือนเดิม เพื่อออกหมายจับ ทั้งโคราชและจังหวัดเลย เพราะรู้ดีว่า พระธัมมชโย ไปรับทราบข้อกล่าวหาไม่ได้อยู่แล้วเพราะป่วย รวมทั้งจะได้กล่าวหาว่าท่านเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย เพื่อจะเป็นข้ออ้างในการบุกวัดได้อย่างสมใจ หมายจับจึงออกมาได้ดั่งใจตามคาด
ท่ามกลางกระแสที่อัยการเลื่อนสั่งฟ้องถึง 5ครั้ง เหตุง่ายๆ คือ หลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งได้
กระแสหมายจับที่สองและสามของตำรวจก็มาโหมกระแสให้แรงขึ้น จนเป็นกระแสให้อัยการออกมาแถลงข่าวโดยมีคำสั่ง “ควรสั่งฟ้อง” แต่ถูกสื่อตีตราว่า “สั่งฟ้อง” เป็นเหตุให้กระชับการออกคำสั่งบุกของผู้มีอำนาจให้เร็วขึ้น จะเห็นได้ว่ากระบวนการนี้ไม่ใช่ เป็นการปกติแต่ย่อมมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี ซึ่งการเข้าไปร่วมอาจถึงตายได้เพียงข้ามคืน
ผ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงเข้าใจความเป็นไปถึงตอนนี้ ที่สื่อกำลังโหมกระแสอย่างหนักอยู่ที่ดีเอสไอและตำรวจได้ประสานกันมาบุกเข้าวัดพระธรรมกายในครั้งนี้ ก็เพื่อจับพระธัมมชโย สึกตามแผน ถอดผ้าเหลือง ล้มวัด ตามแผนที่วางไว้แล้วนั่นเอง
มาถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงกระจ่างในความเป็นเป็นของคดีวัดพระธรรมกาย และสรุปได้เองว่า แท้จริงคดีนี้ เกิดจากการรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ? หรือไม่หรือมีใบสั่ง? การเสี่ยงเข้าไปในกระบวนการอาจถึงตาย แม้เพียงข้ามคืน


แหล่งข่าวอ้างอิง
"พระพุทธะอิสระ" จี้ มส.รับผิดชอบฝืนพระลิขิต
http://www.nationtv.tv/main/content/social/378445304/
“ไพบูลย์” ยื่นหนังสือเร่ง”ดีเอสไอ”ให้ตรวจสอบกรณีรถหรูสมเด็จช่วง อ้างเพื่อตัดข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมยื่นหนังสือให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินตีความกฎหมายสงฆ์
http://www.matichon.co.th/news/4383
“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เปิดเช็คสมเด็จช่วง 1ล้าน จ่ายภรรยาเจ้าของอู่รถหรู
https://www.pptvthailand.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/35082

https://www.youtube.com/watch?v=aSj7AsPdJH8&feature=youtu.be
   “อัยการ”สั่งฟ้องต้องจับ“ธัมมชโย”ทันที..!!
http://www.komchadluek.net/news/politic/249781ผ่า

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559



นิยาย... พระกับมาร
...พอดีคิดถึงหนังสือกำลังภายใน...
จำได้หนังจะมีเทพกับมารคอยสู้รบกัน
มารจะเก่งขนาดใหญ่ ท้ายสุดก็แพ้เทพ...
...หรือถ้าจะแบ่งเป็น ธรรม กับ อธรรม หรือ ดี กับ ชั่ว ก็ได้นะครับ
...สถานการณ์ปัจจุบัน พระ ๒ รูป กำลังดัง และแบ่งฝ่ายกันชัดเจน ผมเลยขอสมมุติให้
องค์หนึ่งเป็นพระ  อีกองค์เป็นมาร
ท่านก็คิดเอาเองว่าองค์ไหนควรจะเป็นพระ องค์ไหนควรจะเป็นมาร
...สมมุตินะครับสมมุติ..
...พระ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มารไม่มีข้อมูลว่าจบอะไร
...พระบวชครั้งเดียวเมื่ออายุประมาณ ๒๕ สายมหานิกาย
...มารบวชหลายครั้ง เรียกว่าบวชๆสึกๆ
...พระหลังจากบวชแล้ว ก็สร้างอาณาจักรทางพุทธขึ้นมา จากเล็กๆ จนใหญ่โตแทบไม่น่าเชื่อ
จนทำให้พุทธจักร์ของเรา ขยายไปจนศาสนาอื่นงง
...มารตั้งแต่บวชมาก็อาศัยวัดอยู่ ไม่ได้สร้างอะไรที่มีคุณแก่ชาวพุทธเลย
...พระเอาคำสอนเป็นที่ตั้ง แต่ด้วยความสามารถเฉพาะตัว ทำให้ลูกศิษย์เกิดขึ้นแบบลูกโซ่
ขยายจาก ๑๐ เป็น ๑๐๐ เป็น๑,๐๐๐ ท้ายสุดไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน โดยมีทั้งฝรั่งผมขาวด้วย
...ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ดวงตาที่เห็นธรรม ทำให้สามารถรับบริจาคเงินได้เงินมหาศาล
สร้างถาวรวัตถุให้เป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่พุทธศาสนาได้
...มารเอาวิชาไหนไม่รู้มาใช้ มีรายได้แปลกๆ เห็นชัดเจน
ไม่รู้โรงแรมไหน ต้องถวายเงินแบบยืนนับออกทีวีกันเลยกันเลย
แถมเคยประกาศขายวัดด้วยละ...วัดขายได้ด้วยหรือ งง จัง
...พระไม่เคยมายุ่งทางการเมือง ศิษย์มีทั้งเหลือง แดง แต่ปัจจุบันเหลืองที่ไม่ได้เป็นศิษย์
เหตุใดจึงมาเกลียดพระ ทนายก็ไม่เข้าใจจริงๆ
...มาร..ยุ่งการเมืองไปทั่ว เช่น ปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ ฯ ขัดขวางการเลือกตั้ง เยอะเกินไปเลยขี้เกลียดจำ...
...พระเคยได้รับรางวัลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่นรางวัลจากองค์กรยุวสงฆ์โลก wbsy
ในฐานะที่เผยแผ่พุทธศาสนาดีเด่นในระดับโลก และรางวัลอีกเยอะ จำไม่ไหวจริงๆ
...มาร..ได้รับหมายศาลจากตำรวจและดีเอสไอ หลายครั้ง ผลจากการกระทำผิดต่อกฏหมายบ้านเมือง
...ทุกวันนี้พระไม่เคยโต้ตอบอะไรกับทางราชการเลย
...มารทุกวันนี้ เที่ยวไปแจ้งความที่นั่นที่นี้..วุ่นวายปวดหัวไปทั่ว
...พระไม่เคยเอาของสกปรกไปถวายพระผู้ใหญ่
...มาร..ใครจำได้ไหมว่าเอาอะไรไปถวายพระผู้ใหญ่..

เอาเป็นว่านิยายจบแค่นี้ก็แล้วกัน ยาวไปเดียวไม่อ่าน


ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล
พฤหัสบดี ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559



กรณีที่สื่อออกข่าว การที่คนที่มีชื่อเสียง ระดับพระผู้ใหญ่คนหนึ่งในสังคม
รวมทั้งองค์กรรักษาความยุติธรรมที่ขึ้นชือลือชาในการทำคดีดังๆมาหลายครั้ง
ได้ออกสื่อ เเทบวันเว้นวัน จุดประเด็นร้อนฮอตฮิตยิ่งกว่าละครหลังข่าว
ที่สังเกต ตัวละครออกหน้าออกตา มีไม่กี่คน
ได้รับเชิญไปออกรายการต่างๆ หลายสถานี

พูด เล่าเหตุการณ์ ทั้งข้อเท็จจริง หรือเมามันส์ไปตามอารมณ์ลูกล่อลูกชนของพิธีกร
จนธุรกิจสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลที่ซบเซา กลับมาคึกคัก
ไหนจะสื่อ สิ่งพิมพ์ ที่ออกข่าวเรียกเเขก
เพิ่มยอดการขายที่ขุดคุ้ยไม่เว้นเเต่ละวัน
ตีเรื่องไหน ก็ขอให้ตี เพื่อจะได้มีพื้นที่เรียกเเขก ขายข่าวบนเเผงได้
จนวันนี้ คนส่วนใหญ่ในสังคมเริ่มรับรู้เเล้วว่า
สื่อไหนที่มีจรรยาบรรณความเป็นสื่อมืออาชีพ
เเละสื่อไหน ...ที่เขียนข่าวยังไง ก็คงหากินได้เเค่ไม่กี่เดือนนี้
หลังเมามันส์ ในการยำ คู่ต่อสู้ที่ใช้หลักอหิงสา มานานจนเพลิน เกินขอบเขต
ไปหลายครั้ง
เมื่อวันที่คู่ต่อสู้เริ่มตั้งหลัก หลังจากอยู่ในภาวะ น้ำท่วมปาก
รู้เต็มอก เเต่พูดไม่ออก พูดไม่ทัน
เเต่ไม่ใช่ ไม่พูด
วันหนึ่งเมื่อข้อมูลพร้อม คนพร้อม ข้อมูลเท็จจริงต่างๆถูกออกมาชี้เเจง
เปิดเผย
จะงัดมาไม้ไหน จะถามอย่างไร  ตอบได้ตอบ
ตอบไม่ได้ ขอกลับไปหาข้อมูลเพิ่ม ที่ชัวร์ ชัด พร้อมหลักฐาน เเล้วกลับมา
เเถลงข่าวใหม่  ยินดีต้อนรับสื่อทุกช่อง สื่อทุกสำนัก สื่ออิสระทุกคน  เเม้กระทั่งเพื่อนสื่อเข้าร่วมรับฟังการเเถลงข่าว
มั่นใจทุกคำตอบ เพราะมีความกตัญญูต่อครู อาจารย์ที่อบรม สั่งสอนศีลธรรม
จนได้ดิบ ได้ดีมาจนทุกวันนี้
ไม่มีคำว่าร้าย พาดพิง ด่าว่า เหน็บเเหนม
มีเเต่ฝากให้ช่วยคิด
ฝากให้กลับไปทบทวน
หนึ่งเดียวที่มา
พร้อมปมหลังว่าเด็กวัดคลองสาม บ้านอยู่คลองหนึ่ง
เข้าวัดตั้งเเต่อยู่มัธยมต้น  โรงเรียนใกล้บ้านจนจบการศึกษาปริญญาในเมืองไทย
เเต่หัวใจ เเละคำพูด คำจา บ่งบอกภาษาสูงกว่าคนจบเมืองนอกบางคน
ที่ทุกวันนี้ยังมายืนด่าว่าอาจารย์ ที่ส่งเสียตัวเองเรียน
ทำให้สังคม บัญญัติชื่อ คนอกตัญญู เป็นโลโก้ประจำตัวศิษย์อกตัญญูทั่วประเทศ
ทุกรายการที่รับเชิญ ไปตามคำเชิญ
ให้ไปดีเบตกับใคร ไม่มีอะไรต้องกลัว
ในเมื่อข้อมูลจริงมีในมือ โตมากับวัด เห็นมากับตา พูดจาได้เต็มปาก
เเละในเมื่อสื่อยังคงชอบ ลงข่าวบอกไม่เต็ม จบไม่หมด เขียนออกข้างทาง
ตัดต่อเเต่ประโยคที่ตัวเองชอบ
เพื่อให้ได้ขายข่าว
จะเเปลกอะไรที่ สถานีของวัด จะกลายเป็นเวที ช่องเเถลงข่าวอย่างเต็มๆเน้นๆ
ให้คนวัด เเละไม่ใช่คนวัดได้จัดเต็ม
เเละวันนี้ เมื่อกฎหมู่รุมกัด จิก เริ่มใช้ไม่ได้ผล
เราก็ได้เห็นภาพ
เด็กเกเรร้องไห้ วิ่งไปฟ้องครู
จะทั้งพระ ทั้งโยม ไปในวันเวลา เดียวกันด้วยสิ
จนผู้ใหญ่บางคนในสังคมยังอดออกมาพูดตักเตือนพวกรุมระบบหมู่ให้เกรงใจเด็กมันมั๊ง

เถียงสู้ไม่ได้ ไปฟ้องศาล
เขาเรียก ผู้ใหญ่เเพ้ชวนตี หรือเปล่า??????
อายเขาไหมนั่น.....



cr  หทัยชนก






วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สิงหาคมนี้
จะมีปรากฎการณ์สำคัญ
ถ้ายังทำร้ายธรรมกายไม่เลิกรา


ใครนะช่างใจอำมหิต
มุ่งทำร้ายและทำลายวัดธรรมกายให้ดับสูญ
ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หวังบดขยี้เล่นงานวัดธรรมกายให้ป่นปี้เป็นผุยผง
คงเป็นคำสั่งของผู้มีตำแหน่งใหญ่โต
ข้าทาสบริวารจึงตอบสนองคำสั่งกันจ้าระหวั่น

ทั้งตำรวจทหาร ทั้งหน่วยงานอิสระต่างร่วมมือถล่มธรรมกายอย่างเมามันโดยพร้อมเพียงกัน
ทั้งๆ ที่ผิดขั้นตอน
ทั้งๆ ที่ "พระธัมมชโย" ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งๆ ที่อัยการยังไม่ได้ส่งฟ้อง
ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นผู้ผิด แต่ DSI กลับออกหมายจับ

วันที่ 16 มิถุนายน 2016
เจ้าหน้าที่ DSI มีคำสั่งให้ตรวจค้นวัดพระธรรมกาย
และให้บุกจับลากตัว "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสออกจากวัด
ทหารและตำรวจในเครื่องแบบหลายพันนาย
พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาจำนวนได้ว่ามีเท่าใด
สนธิกำลังบุกวัดพระธรรมกาย หมายลากตัวพระภิกษุอายุ 72 ซึ่งกำลังอาพาธ ออกมาเปลื้องจีวรประจานในที่สาธารณะตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ
การบุกค้นในวันนั้น
ทำต่อหน้านักข่าวทั้งไทยและเทศนับร้อย
ทำต่อหน้าศิษย์ธรรมกายนับหมื่นและทำต่อหน้าผู้ติดตามข่าว
ในสังคมออนไลน์จากทั่วโลกจำนวนนับล้านอย่างไม่สะทกสะท้าน
ผู้ออกคำสั่ง
คงมีอำนาจยิ่งใหญ่จนไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน คงมีความเกลียดชังและอิจฉาอย่างแรงกล้าที่ไม่มีผู้ใดกล้าทัดทาน
คงมีความแค้นเคืองอย่างไร้เหตุผลที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้วงติง ที่ต้องลาก "พระธัมมชโย" ออกจากวัด มาเปลื้องจีวรประจานในที่สาธารณะให้ได้ หาไม่แล้ว "พระธัมมชโย" จะมีบารมีมากเกินไป หาไม่แล้ว "ธัมมชโย" จะมีผู้คนกราบไหว้มากเกินไป มันทำร้าย "อัตตา" กันเกินกว่าที่จะให้อภัยได้

การบุกค้นในวันนั้น ต้องเลิกราไป ทหารและตำรวจเข้าไปค้นในวัดธรรมกายไม่ได้  ไม่สามารถลากตัว "พระธัมมชโย" ออกมาเปลื้องจีวรกลางที่สาธารณะได้ เนื่องจากไม่อาจเดินฝ่าฝูงชนนับหมื่น
   แต่ความพยายามของผู้มุ่งร้ายยังไม่เลิก การขอหมายจับ การขอหมายค้นยังคงดำเนินอยู่ เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น


ที่นั่งตากฝนสวดมนต์อยู่บนเส้นทางและลานวัด เป็นที่รับทราบว่า
ธรรมกายเป็นวัดใหญ่และมีสาขาอยู่ทั่วโลก เฉพาะวัดธรรมกายที่ปทุมธานีแห่งเดียว มีพระภิกษุจำพรรษานับหมื่นรูป
มีอุบาสกอุบาสิกาเข้าวัดสวดมนต์ ทำกิจกรรมบุญวันละนับหมื่นคนทุกวัน
ประเมินจำนวนอย่างถ่อมตัว วัดธรรมกายน่าจะมีลูกศิษย์ 5-6 ล้านคนเป็นอย่างต่ำ
ศิษย์วัดธรรมกายมาจากทุกสาขาวิชา และมาจากทุกสาขาอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ทหารระดับบิ๊ก ตำรวจระดับนายพล   ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เศรษฐีหมื่นล้านและนักการเมืองชื่อดัง สานุศิษย์ของวัดธรรมกายจำนวนไม่น้อยเป็นบุคคลระดับหัวกะทิของประเทศ และจำนวนไม่น้อยร่ำรวยระดับต้นๆ ของประเทศ ว่ากันว่าถ้าศิษย์ผู้มีอันจะกินเพียง 20-30 รายเอาความร่ำรวยมาเทกองรวมกัน จะเป็นเงินนับแสนล้านบาท

ธรรมกายใช้ธรรมะปกป้องตัวเองตลอดมา ใช้ความอดทนอดกลั้นก้าวข้ามอุปสรรคเสมอมา
ใช้ความรู้และความศรัทธาเผยแพร่พุทธศาสนาสู่นานาประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการระดับมืออาชีพ วัดธรรมกายจึงเจริญรุดหน้า มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
ถึงกระนั้น ภัยก็มาถึงตัวทั้งๆ ที่ทำแต่ความดี
ถ้าธรรมกายใช้กำลังตอบโต้ที่ถูกกลั่นแกล้ง เลือดคงนองแผ่นดินถ้าธรรมกายใช้อำนาจเงินเป็นเครื่องมือ คงซื้อประเทศไทยได้ครึ่งค่อนประเทศ แต่ธรรมกายไม่เคยทำเช่นนั้น นอกจากความดีและวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ถ้ายังทำร้ายธรรมกายไม่เลิกรา คาดว่าศิษย์ของธรรมกายหลายล้านคน
จะออกไป Vote No ในการลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งอาจถือเป็น"บทเรียนแรก"
ที่ธรรมกายส่งสัญญาณให้ผู้ปองร้ายตน
ทราบว่ามันคือการลุกขึ้นสู้ แม้เป็นการสู้อย่างสันติอหิงสา
แต่มันจะส่งผลสะเทือนเลือนลั่นต่อผู้ปกครองและการปกครองที่ไม่ชอบธรรม
การกำจัดธรรมกายคงไม่ง่ายเหมือนการสังหารประชาชนมือเปล่า
เพราะการกำจัดธรรมกายก็คือการกำจัดพุทธศาสนานิกายเถรวาทให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย
ภิกษุสามเณรจำนวนกว่า 256,000 รูปของมหานิกายคงไม่นิ่งดูดายให้เกิดขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นพลเมืองกว่า 90 เปอร์เซนต์ของประเทศ
 
ถ้าผู้ปองร้ายธรรมกายยังไม่เลิกรา ยังไม่กลัว "เพลิงแห่งธรรมะ" จะลุกไหม้เผาผลาญให้รุ่มร้อนราวกับหมกไหม้อยู่ในไฟนรกแล้วไซร้ จงได้โปรดทำตามที่ใจท่านปรารถนาเถิด พวกเราจะรอคอยด้วยความอดทนเพื่อเฝ้าดูจุดจบในบั้นปลายชีวิตของท่านว่าจะเป็นเช่นไร



จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget