วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559



ไม่คิด..ไม่แปลก !!!

หากคิดและดูดีๆ  จะรู้ว่ามีเหตุการณ์แปลกๆ 
ไม่เชื่ออ่านดู


เคยย้อนหลังไปดูสิ่งที่เกิดในวงการศาสนาจักรช่วงท้ายๆนี้ไหม
ลองตามมาครับ



    ภาพแรก  
    ช่วงที่หลวงตา"มหาบัว" ท่านยังดำรงธาตุขันธุ์อยู่


     ช่วงนี้
    มีการส่งข้อมูลให้หลวงตาเล่นงานฉวัดสระเกศ
    มาโดยตลอด เพื่อไม่ให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
    ตอนนั้นต่างมีกองเชียร์ฝั่งหลวงตามากมาย มีการเล่นงานถึง
    พระสงฆ์ของมหานิกายอย่างหนัก

    ไม่นาน ทั้งหลวงตามหาบัว และสมเด็จเกี่ยว ต่างละธาตุขันธุ์
    และสังขาร

    การอาศัยหลวงตามหาบัว เล่นงานสมเด็จเกี่ยว  ก็จบลง
    หลังจากนั้น  ไม่นาน


    ภาพต่อมา   
    สถานีวิทยุ ของหลวงตามหาบัว
    กว่า 100 สถานีก็ถูกปิด




    ภาพต่อมา   
    วัดป่าในเขตอุทยาน ถูกไล่ทุบ
    (พระจำนวนมากยังไม่รู้ตัว)





    ภาพต่อมา   
    พระธุดงค์ถูกคน,กลุ่มบุคคล พยายามไล่
    ให้ไปอยู่ในวัด (พระจำนวนมากก็ยังไม่รู้ตัว)






    ภาพต่อมา 
    ไล่ยึดเสือวัดป่าหลวงตามหาบัว
    ของหลวงตาจันทร์








       รึนี่ คือเสร็จนา ฆ่าโคถึก 



      ภาพแรก    
      สมเด็จเกี่ยว   ถูกเล่นงานว่า
      ไม่เหมาะสมเป็นสมเด็จพระสังฆราช


      ภาพต่อมา  
      คณะบุคคลบางคนนำเอารองเท้า
      ดอกไม้จันทร์ เป็นต้น ไปถวายสมเด็จช่วง
      โดยมีผู้มีอำนาจตามอารักขา




      ภาพต่อมา  
      ทุบวัดกัลยาณมิตร



      ภาพต่อมา  
      สมเด็จช่วง  ถูกเล่นงานเรื่องสะสมรถหรู
      และเรื่องเสนอให้ท่านธัมมชโย แห่งธรรมกาย
      ขึ้นเป็นชั้นเทพ



      ภาพต่อมา  
      ยกพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช  ให้ท่านธัมมชโย ปาราชิก ทั้งๆ ที่วงการต่างรู้ว่า
      ช่วงนั้นมีแต่พระลิขิตปลอม


      ภาพต่อมา  
      เปิดฉากไล่ล่า ท่านธัมมชโย  แห่งธรรมกาย





      ภาพต่อมา  
      จะแก้ พรบ.สงฆ์ ในมาตรา 7 คาดว่าให้
      ฆราวาส(นายก)
      แต่งตั้งพระ เป็นสมเด็จพระสังฆราช 
      (ตั้งใจให้ฆราวาส ปกครองพระ)





          ภาพแรก     
          มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกิจการ
          พระพุทธศาสนา







          ภาพต่อมา  
          คณะกรรมการแสดงความเห็นต่างๆ คือ

            1. ยุบมหาเถระสมาคม
            2. ด่าพระรับเงิน
            3. จะเก็บภาษีพระ
            4. จะให้เจ้าอาวาสมีวาระการดำรงตำแหน่งองค์ละ 5 ปี
            5. ให้ตรวจสอบบัญชีเงินและทรัพย์สินวัด
            6. โจมตีมหาวิทยาลัยสงฆ์


              ภาพต่อมา   
              ยื้อการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช




                ภาพแรก      
                นำภาพพระที่ทำผิดพระวินัย 
                เผยแพร่ผ่านสื่อโดยเฉพาะเฟสบุ๊ค

                ภาพต่อมา    
                มีขบวนการแชร์ภาพพระที่ทำผิดพระวินัย
                อย่างต่อเนืองอย่างเป็นกระบวนการ


                ภาพต่อมา    
                มีการร้องเรียนวัดไหนสวดมนต์แล้วเปิดลำโพง




                ภาพต่อมา    
                มีการฟ้องแจ้งความจับเจ้าอาวาสวัด
                ที่ไม่ติดป้ายห้ามสุบบุหรี่



                ภาพต่อมา    
                เกิดขบวนการทำลายพระรัตนตรัยอย่างสมบูรณ์  คือมุ่งทำลายพระพุทธเจ้า
                 ด้วยการนำสัญลักษณ์มาดูหมิ่น
                เช่นเหยียบพระเศียร 
                มุ่งทำลายพระธรรม
                ด้วยการสอนบิดเบือนพระไตรปิฎก
                และมีบางคนเปิดสอนธรรมผ่านสื่อออนไลน์ 
                โดยมุ่งสอนให้คนเข้าใจพระไตรปิฎกผิดๆ




                    มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กันมันเกิดขึ้น  อย่างมีระบบ


                    มีผู้ชง ผู้รับ ผู้ดำเนินการทำลายไม่สงสัยกันบ้างเหรอครับ  ว่า .....

                    " มันมีไอ้โม่ง "

                    ลองคิดดูสิ  ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันอาจมี  
                    " ไอ้โม่ง" วางแผน ดำเนินการอยู่  




                      ไอ้โม่ง 
                      ที่มาคอยกรอกหูเรา ว่าให้ทำลายกลุ่มนั้นนั้น 
                      เขาไม่สนใจหรอกครับว่า  ธรรมยุต หรือ มหานิกาย


                      ไอ้โม่ง
                      ไม่สนใจหรอกครับ  ว่าใครจะเป็นสังฆราช


                      ไอ้โม่ง 
                      ไม่สนใจหรอกครับ  ว่า จะต้องตกนรก


                      ไอ้โม่ง  
                      ไม่สนใจ ตามที่พระชอบขู่กันบ่อยๆ 
                      ว่าถ้าตายไม่ต้องมาไว้วัด
                      พระจะไม่สวดให้  555  มันไม่เคยสนใจวัด
                      ไม่สนใจพระเลยด้วยซ้ำ จะไปขู่มันเพื่ออะไร


                      ไอ้โม่ง  
                      มันตั้งใจจะทำลายพระพุทธศาสนาให้สิ้นซากไปจากประเทศไทย




                      แล้ว จะไปยึดอะไรกับธรรมยุต หรือ มหานิกาย

                      แล้ว จะไปยึดอะไรกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

                      แล้ว จะไปยึดอะไรกับสมณศักดิ์





                       ฝากถึง  มส.  อดีตมหาเปรียญ 

                      พร้อมช่วยท่าน ทั้งเสนอแผน ทางออก ทางแก้ สนองงาน  ทำงาน
                      เพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา


                      เรียกใช้เถอะครับพวกเรารอ มส.เรียกตัวไปช่วย 

                      อุรัง  ทัตวา  พุทธสาสเน

                       We Are Buddhists พวกเราคือชาวพุทธ 

                                                                                                                

                      (ฝากไปถึงพระมหาเปรียญประโยค 9 บางองค์ ที่ชอบพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน แล้วก็หันมาเล่นงานพระพุทธศาสนา ระวังนะครับ ตอนนี้ท่านมีประโยชน์อยู่  มันก็ชมและสรรเสริญ แต่เมื่อหมดประโยชน์เมื่อไหร่  ก็ระวังนะครับ)



                                                            Cr. นายกรณ์ มีดี
                      นายกสมาคมทางสายกลาง
                      เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย
                      5 มิ.ย. 59



                      วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

                      กรณีธรรมกาย : มโน เลาหวณิช ประวัติเชิงลึก

                      มโน เลาหวณิช เข้ามาอบรมธรรมทายาท ที่วัดพระธรรมกาย รุ่น 3 ในช่วงที่ศึกษาอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย จากนั้นก็มาวัดโดยตลอดต่อเนื่อง ระหว่างเรียนเคยเป็น อาสาสมัคร ช่วยงานจราจรของทางวัด

                      และเป็นประธานชมรมพุทธศาสน์และประเพณี จุฬาฯ ปี 2521 เมื่อเรียนจบก็มาบวช โดยหลวงพ่อธัมมชโยเป็นคนบอกบุญใช้ทุนให้


                      อุปสมบท ในปี 2525 ที่พระอุโบสถวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยมี พระธรรมธีรราชมหามุนี (ตำแหน่งในขณะนั้น) เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  เป็นพระอุปัชฌาย์ แม้ว่าคุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงจะทัดทานว่าวันหนึ่งพระมโนนี้จะนำความเดือดร้อนมาสู่หมู่คณะ

                      เนื่องจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยและพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเห็นแววพระมโนมาตั้งแต่สมัยที่มาอบรมเป็นธรรมทายาทว่ามีความเฉลียวฉลาด พูดจาฉะฉาน กล้าซักถามแสดงความเห็น เลยคิดว่าหากส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คงจะเป็นประโยชน์กับพระศาสนาในภายหน้า

                      โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรวบรวมรวมคำสอนโบราณของพระพุทธศาสนาที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ หลังจากยุคล่าอาณานิคม โดยเฉพาะแหล่งที่เก็บคัมภีร์คำสอนเก่าๆ ทางพระพุทธศาสนาที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ที่มหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ

                      จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนให้ พระมโน เมตตานนฺโท(ฉายาในขณะนั้น) ได้เล่าเรียนศึกษาอย่างเต็มที่ โดยอาศัยเจ้าภาพของวัดเป็นคนดูแลเช่น คุณอาวัลลภา คุณอาสมถวิล บุนนาค และอีกหลายๆ ท่านซึ่งเต็มใจดูแลพระมโน

                      เนื่องจากเห็นว่าเป็นความประสงค์ของหลวงพ่อธัมมชโยเพื่อประโยชน์ของพระศาสนา โดยเฉพาะคุณอาวัลลภาที่ทุ่มเทเอาใจใส่ยิ่งกว่าลูกของตัวเอง

                       ได้มีการจัดหาครูฝรั่งที่เก่งที่สุดจากโรงเรียนจิตรลดามาสอนภาษาอังกฤษให้เป็นการส่วนตัว เพื่อปูพื้นฐานภาษาก่อนที่จะไปเรียนต่อยังประเทศอังกฤษ

                      จากนั้นคุณอาวัลลภา และคุณอาสมถวิลเป็นคนไปขอจดหมายรับรองจาก พณฯ ท่าน พลตรี มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตามคำร้องขอของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเพื่อใช้ในการไปเข้าเรียนของพระมโนที่มหาวิทยาลัย Oxford สหราชอาณาจักร

                      ในระหว่างเรียนทางวัดพระธรรมกายได้รวบรวมปัจจัยส่งเสียให้ โดยขณะนั้นพระภิกษุทั้งวัดต้องยอมที่จะอยู่อย่างกระเบียดกระเสียรเพื่อรวบรวมปัจจัยส่งไปให้เป็นค่าใช้จ่ายในความเป็นอยู่และศึกษาเล่าเรียนของพระมโน

                      แม้อาหารการกินแทบจะไม่พอขบฉันแต่พระภิกษุของวัดพระธรรมกายทุกรูปในขณะนั้นต่างก็อดทน โดยเชื่อมั่นว่าพระมโนจะเรียนจบกลับมาทำประโยชน์ให้แก่พระศาสนา


                      โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรวบรวมตำราและเอกสารโบราณในทางพระพุทธศาสนาเอามาใช้งานศึกษาเปรียบเทียบคำสอนในยุคต่างๆ ให้คำสอนของพระพุทธศาสนาที่ถูกบันทึกไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามดำริของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย

                      โดยมีคุณอาสมถวิลเป็นผู้จัดหาสิ่งของที่พระมโนต้องการรวมไปถึงการโอนเงินข้ามประเทศไปให้ใช้แม้ว่าจะต้องเดินทางไปกลับเพื่อมารับปัจจัยถึงที่วัดจากกรุงเทพฯ ทุกครั้งที่พระมโนแจ้งมาก็ตามที


                      พระมโนเป็นพระที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ ไม่ค่อยทำตามกฎตามเกณฑ์ของหมู่คณะมากนัก โดยมีความเป็นอยู่แปลกแยก ตัวอย่างเช่นไม่ฉันรวมกับผู้อื่นแม้ว่ากฎระเบียบของวัดพระธรรมกายจะให้พระฉันรวมกันที่หอฉันก็ตาม


                      เนื่องจากว่าการที่ออกไปอยู่คนเดียวเป็นเวลานานๆ จากต่างประเทศความคุ้นเคยกับพระรูปอื่นจึงมีน้อย หลังจากเรียบจบกลับมาก็ให้ความเห็นว่าระบบของวัดพระธรรมกายน่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะการดูแลปกครองของวัดพระธรรมกายในยุคก่อนจะใช้วิธีดูแลกันตามอายุการบวช

                      เมื่องานขยายตัวมากขึ้นตามจำนวนคนที่เข้ามาวัด พระมโนจึงมีความเห็นว่าควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารเลยเสนอแนวทางปรับเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเป็นสภาธรรมกายสากล มีการแบ่งงานดูแลเป็นหน่วยงานต่างๆ แล้วก็ทิ้งให้พระที่อยู่ประจำหาผู้ที่เชี่ยวชาญมาช่วยกันคิด

                      โดยได้คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมาช่วยในการเปลี่ยนโครงสร้าง จนทำให้การบริหารของวัดพระธรรมกายดูไม่เหมือนวัดอื่นนัก แต่ในความเป็นจริงระบบที่วางก็ตรงตามคำสอนในพระไตรปิฎกที่จะมีพระผู้เป็นใหญ่ในด้านต่างๆ เป็นคนรับผิดชอบตามงานที่แตกต่างกันไป

                      แม้ว่าไม่เคยลงมือช่วยคิดการวางโครงสร้างการบริหาร

                      แต่ทว่าแม้ถึงวันนี้นายมโนก็ยังแอบอ้างเครดิตตรงนี้

                      ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นผู้ออกความคิดเห็นเพียงเท่านั้น

                      แล้วไม่เคยอยู่จำพรรษาที่วัดพระธรรมกายเลยแม้แต่พรรษาเดียว

                      หลังจากกลับมาแล้วก็ไม่เคยที่จะเข้าไปขอบคุณหรือข้องเกี่ยวกับผู้ที่เคยมีบุญคุณ


                      กรณีธรรมกาย
                      มโน เลาหวณิช

                      เมื่อความเป็นอยู่เข้ากับผู้อื่นไม่ได้ประกอบกับมานะที่มีมาแต่เดิมทำให้พระมโนหลงในตนรู้สึกว่าตัวเองฉลาดกว่าผู้อื่นรวมไปถึงเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสซึ่งมีพระคุณกับเค้าเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ไม่ยอมรับระบบที่ตนเองได้มีส่วนออกความคิดเห็นเอาไว้

                      จนกระทบกระทั่งกับพระรูปอื่นๆ แทบทุกรูปที่อยู่ใกล้ๆ เนื่องจากนิสัยยกตนข่มท่านที่มีอยู่ จนเป็นที่เอือมระอาจากพระรูปอื่นๆ ที่อยู่ในวัดพระธรรมกาย จนท้ายที่สุดผลของการกระทบกระทั่งทำให้ต้องทนอยู่กับระบบของสภาธรรมกายสากลไม่ได้

                      อีกทั้งได้ไปเกี่ยวข้องกับคดีความที่เกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นข่าวโด่งดังโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากพระภาวนาวิริยคุณ หลวงพ่อทัตตชีโวซึ่งได้ตักเตือนไว้

                      (อ่านเพิ่มเติมคลิ๊ก กรณีนายมโน เลาหวณิช เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆาตกรรม)

                      รวมไปถึงการที่ท่านไม่อนุญาตให้พระมโนเดินทางไปสัมมนาที่ประเทศอียิปต์ด้วยเกรงว่าจะไปกระทบกับเพื่อนศาสนิกของศาสนาอื่นทำให้พระมโนไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จึงทำจดหมายลาออกจากองค์กร(สภาธรรมกายสากล)ในปี 2537

                      จากนั้นไม่นานก็ขอให้คุณหญิงท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับโยมแม่ของพระมโนในขณะนั้นมาขอให้ทางวัดรับกลับเข้าสังกัดอีกทีซึ่ง พระภาวนาวิริยคุณ(หลวงพ่อทัตตชีโว)ได้ปฏิเสธไปเนื่องจากเกรงว่าจะเสียระบบการปกครอง

                      พระมโนได้ไปขออาศัยอยู่ที่วัดราชโอรสารามซึ่งพระธรรมกิตติวงศ์(พระมหาโพธิวงศาจารย์)ก็ได้รับไว้ โดยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยก็ยังมอบหมายให้โยมอุปัฏฐากมาช่วยดูแลอยู่เช่นเดิม

                      ซึ่งในระหว่างที่พักอยู่ที่วัดราชโอรสารามนั้นก็เข้ากับใครไม่ได้เช่นเคย จนมาวันหนึ่งได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่าเหตุเกิด พศ.๑ ขึ้น จนทำให้พระภิกษุหลายต่อหลายรูปออกมาตำหนิในงานเขียน ซึ่งดูเหมือนประหนึ่งจะหมิ่นพระพุทธองค์

                      มโน เลาหวาณิช จาก ป.อ.ปยุตโต

                      ทำให้เจ้าคุณพระธรรมกิตติวงศ์ท่านต้องออกมาตักเตือนโดยยื่นคำขาดว่าหากกระทำเช่นนั้นอีกจะให้ออกจากวัด จนท้ายที่สุดก็ออกงานเขียนมาอีกหนึ่งเล่มซึ่งก็เกิดผลกระทบในลักษณะเช่นเดิมทำให้พระธรรมกิตติวงศ์ท่านต้องทวงสัญญาที่เคยให้ไว้ ทำให้พระมโนจำต้องย้ายออกจากวัดราชโอรสารามไป

                      จากนั้นก็ไปขออาศัยอยู่ที่วัดนางชีอยู่พักหนึ่งเพราะคุ้นเคยกับเจ้าอาวาสสมัยที่อยู่สหรัฐอเมริกาแล้วก็ถูกพระที่วัดรวมตัวขับไล่ออกมา แล้วก็ไปอยู่ที่วัดนาคปรกโดยอาศัยเครดิตของวัดพระธรรมกายให้เจ้าอาวาสท่านรับไว้

                      ขณะที่อยู่วัดนาคปรกพระมโนก็ได้มีกิริยาท่าทีที่ล่วงเกินสมเด็จพระมหาธีราจารย์(วัดชนะสงคราม)เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จนเจ้าคณะผู้ปกครองชั้นรองๆ ลงมาตามเจ้าอาวาสวัดนาคปรกไปตักเตือนเนื่องจากไม่ดูแลพระที่อยู่ในสังกัด

                      อีกทั้งพระมโนทำผิดกฎของวัดนาคปรกโดยไม่ยอมไปลงปาฏิโมกข์กับหมู่สงฆ์ของวัดนาคปรกเกิน ๓ ครั้ง ทำให้ต้องถูกให้ออกจากวัด เลยให้โยมที่สนิทฟ้องเจ้าอาวาสวัดนาคปรกในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งมาแพ้คดีในช่วงปีที่ผ่านมานี้เอง

                      หลังจากที่ออกมาจากวัดนาคปรกทราบข่าวว่าพระมโนได้ไปอาศัยในอพาทเม้นท์แห่งหนึ่งซึ่งได้จัดไว้สำหรับอาจารย์ของสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงย่านปทุมวันที่เค้าได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษ เนื่องจากไม่มีวัดไหนยอมรับเข้า

                      กรณีธรรมกาย
                      มโน เลาหวณิช

                      พระมโนได้เคยไปขออาศัยที่วัดชีไหลซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาของวัดฝอกวงซันอันเป็นวัดพี่วัดน้องกับวัดพระธรรมกายก็ถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่มีจดหมายรับรองจากทางต้นสังกัดเดิมคือวัดพระธรรมกาย แล้วก็ได้ลาสิกขาไปจะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบแน่ชัด

                      จากนั้นก็เสนอชื่อตัวเองเข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคชาติไทย ซึ่งก็ไม่ได้รับการรับเลือก และได้เข้าไปทำงานในหนังสือพิมพ์เครือ MGR อยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ปรากฎว่าไปอยู่ที่ไหนอีกพักใหญ่

                      ทราบข่าวว่าเคยไปทำงานที่มหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งย่านบางนาซึ่งทางภราดาที่ดูแลก็เมตตาช่วยแนะนำให้ได้ไปสอนในมหาวิทยาลัยสงฆ์จนไปกระทบกับทีมงานคณาจารย์ที่สอนอยู่ก่อนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง

                      ซึ่งทางภราดาผู้นั้นก็ได้เดินทางมาที่วัดพระธรรมกายเพื่อให้ข้อมูล พร้อมทั้งเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทางวัดในกรณีนายมโน

                      จากนั้นมโน เลาหวณิชก็เข้ามาสมัครเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันปรีดีฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ซึ่งต่อมานายมโนได้ขอให้ทางมหาวิทยาลัยอนุมัติสั่งซื้อหนังสือประกอบการเรียนการสอนของเขาซึ่งเป็นหนังสือที่ห้ามจำหน่ายในประเทศไทย

                      จนทำให้สถาบันปรีดีฯ รู้สึกและรับทราบถึงความไม่ชอบมาพากลของนายมโน โดยมีการติดต่อมาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากวัดพระธรรมกายเพื่อประกอบการพิจารณา

                       หลังจากนั้นประวัติก็ไม่แน่ชัดว่าเขาไปทำอะไรที่ไหนต่อ มาปรากฎเป็นข่าวอีกทีเมื่อมาแถลงข่าวโดยใช้สถานที่ของโรงพยาบาลกรุงเทพซึ่งทางโรงพยาบาลได้ออกมาประกาศว่านายมโมไม่ได้เป็นนายแพทย์ของโรงพยาบาล

                      ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่านายมโนไปทำงานที่ไหนอย่างชัดเจน มีข่าวคราวปรากฏเป็นระยะเพื่อโจมตีใส่ร้ายวัดพระธรรมกาย รวมไปถึงการที่จะฟ้องพระภาวนาวิริยคุณ(หลวงพ่อทัตตชีโว)อีกด้วยแต่ก็เงียบหายไป

                      ซึ่งจะว่าไปประวัติในช่วงนี้ของนายมโนจะคลุมเครือมากๆ หากพิจารณากันตรงตามจริงแล้วจะน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลผู้นี้ทำมาหากินอะไรกันแน่

                      ทราบข่าวจากบุคคลที่เชื่อถือได้ว่านายมโนชอบไปร่วมงานสังสรรค์ต่างๆ ที่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงไปรวมตัวกันเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างเครดิตให้กับตัวเอง แม้ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนั้นก็ตามที

                      อีกทั้งยังชอบไปตามงานสัมมนาทางพระพุทธศาสนาต่างๆ โดยมักจะแอบอ้าวว่าตัวเองเป็นตัวแทนวัดพระธรรมกายอยู่เสมอแม้ว่าจะออกจากวัดมาได้เกือบยี่สิบปีแล้วก็ตาม


                      มาปรากฎตัวอีกครั้งโดยการเข้ามาร่วมเป็นสภาปฏิรูปเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปพระพุทธศาสนาร่วมกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งแนวทางของทั้งนายมโนและนายไพบูลย์ นิติตะวัน หากว่ากันโดยหลักการแล้วเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณกับพระพุทธศาสนาในภาพรวม

                      โดยเฉพาะประเด็นที่จะเข้ามาควบคุมการเงินของวัดและพระภิกษุ แล้วก็มาเดินเรื่องเพื่อกล่าวหาโจมตีใส่ร้ายพระเทพญาณมหามุนี หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสและวัดพระธรรมกาย รวมไปถึงสมเด็จวัดปากน้ำอย่างต่อเนื่องมากระทั่งถึงปัจจุบัน


                      จากการสอบถามบุคคลที่เคยได้ใกล้ชิดและมีพระคุณกับนายมโน ทุกท่านมีความเห็นตรงกันว่า บุคคลคนนี้มีพฤติกรรมที่เรียกได้ว่าจะทรยศทุกคนที่เคยมีพระคุณและไม่เคยคิดว่าทุกคนที่คอยช่วยเหลือจะมีพระคุณอะไร

                      แต่ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ซึ่งต้องดูแลตัวเขา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยังบวชเป็นพระภิกษุอยู่ ซึ่งในประเด็นนี้ก็ไม่ขอยืนยันว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาในครอบครัวของเขาในวัยเด็กหรือไม่

                      อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมของมโน เลาหวณิช

                      หมอมโน คือใคร : มโน เลาหวณิช ผู้ทำ “สังฆเภท”!?!

                      กรณีธรรมกาย : 3 ความลับ ที่มโน เลาหวาณิช ไม่เคยบอกใคร!!!

                      “มะนาว The Series” เรื่องราว มโน เลาหวณิช ฉบับการ์ตูน

                      หมอมโน คือใคร : ป.อ.ปยุตฺโต เขียนถึงมโน เลาหวณิช


                      วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

                      กรณีธรรมกาย : “บิ๊กตู่” “พระธัมมชโย” มาปรับทัศนคติให้ถูกต้องกัน!

                      “บิ๊กตู่” “พระธัมมชโย” มาปรับทัศนคติให้ถูกต้อง!

                      บิ๊กตู่ ธัมมชโย 3

                      วันนี้ผมมีประเด็นที่น่าสนใจในการสัมภาษณ์ ของท่านนายกบิ๊กตู่ กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย อยู่ 3 ประเด็นหลัก อันที่จริงผมเองก็มองมุมเดียวกับท่านนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าท่านอาจจะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งผมอยากจะเสนอความเห็น ดังนี้

                      ประเด็นที่ 1 คำพูดของท่านบิ๊กตู่ กรณีพระธัมมชโย ที่ว่า “ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนไม่กี่คนนั้น” ไม่น่าจะถูกต้องทั้งหมดนะครับ


                      เพราะหากดูตามกฎหมาย จะเห็นได้ว่า

                      เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติต่อหลวงพ่อธัมมชโย  

                      เกินกว่าที่จำเป็น

                      ธัมมชโย dsi

                      ซึ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่ากรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการอยู่ กระทำการเข้าข่ายการใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่?

                      ตั้งแต่ที่กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi ปฏิเสธที่จะเข้าไปพิสูจน์อาการป่วยและไม่ยอมเข้าไปในวัดเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหากับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งป่วยหนักไม่สามารถเดินทางออกจากวัด ทั้งที่ไม่ได้ผิดข้อกฎหมาย ทั้งที่ประเทศของเราเป็นเมืองพุทธ

                      การแสดงออกกรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi เจ้าหน้าที่รัฐ จะให้เกียรติพระหรือทำให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่? เพราะหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ท่านเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ชั้นเทพ บวชมา 40 กว่าพรรษา อายุ 72 ปี และมีผู้เลื่อมใสศรัทธาเรือนล้าน

                      กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi ออกหมายเรียก และพยายามกดดันให้เดินทางออกจากวัดไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่ใส่ใจประนีประนอมว่าท่านจะออกมาได้หรือไม่ได้ ปฏิบัติกับท่านเฉกเช่นเดียวกับเป็นผู้ก่อการร้าย

                      จนกระทั่งบานปลายเป็นหมายจับ กลายเป็นจำเลยสังคม ประหนึ่งศาลพิพากษาให้กลายเป็นผู้ต้องหา ทั้งๆที่ยังอยู่ในกระบวนการชั้นต้น ยังเป็นผู้บริสุทธิ์

                      นอกจากหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว จะต้องมีคนอีกกี่คนที่ต้องวนเข้าสู่กระบวนการในแบบนี้อีก??

                      คำตอบคือ ประชาชนทุกคนครับ !!!

                      โดยเฉพาะพระสงฆ์ ซึ่งถ้าหากถูกใส่ร้ายว่ารับของโจรและฟอกเงินอีก เมื่อถูกเรียกมาก็ต้อง เดินออกจากวัดมารับทราบข้อกล่าวหาแม้จะป่วย ให้ภาพพระสงฆ์มีลูกศิษย์ประคองขนาบข้างเดินขึ้นโรงพักเป็นภาพชินตา เหมือนผู้ร้ายเข้ามอบตัว

                      ทั้งที่ท้ายที่สุดคดีอาจจะถูกยกฟ้อง แต่ข่าวที่เสนอไปแล้วมันกลายเป็นภาพลบในสายตาผู้คน เสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้

                      ต่อไปมันจะกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ถูกละเมิดโดยรัฐ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่รัฐต้องคุ้มครองมากที่สุด

                      กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi นี้ผมจึงมองว่าเรื่องดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องของคนไม่กี่คน แต่เป็นเรื่องของสิทธิ และศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งประเทศ

                      คนทุกคนจะได้รับผลร้ายจากการถูกละเมิดสิทธิ์ เริ่มจากกรณีของหลวงพ่อธัมมชโยอย่างแน่นอน!!!

                      ประเด็นที่ 2 เรื่องการเอาลวดหนามมาล้อมและการตั้งป้อม ที่ท่านนายกบอกว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้เรื่องราวใหญ่โต ต้องมีการฆ่ากันขึ้น

                      ในเรื่องนี้แบ่งย่อยได้เป็นอีกสองเรื่อง คือ

                      1. การล้อมรั้วตั้งป้อม ปิดประตูซึ่งเป็นการกระทำในที่ของวัด ไม่ได้ไปทำในในสวนลุมฯ ซึ่งเป็นที่สาธารณะ สถานที่ต่างกันครับ จะใช้หลักการเดียวกันมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

                      อย่างนี้ผมสร้างบ้านมาแล้วทำรั้วลวดหนามขึงไว้บนกำแพง หรือทำประตูลวดหนามก็ผิดหรือครับ?? ตรงนี้ผมเห็นต่าง การพูดแบบนี้เหมือนเป็นการชี้นำว่าการป้องกันตัวของวัด เป็นการกระทำที่ผิด ซึ่งมันหมิ่นเหม่ต่อการตีความไปต่างๆนานาทำให้เกิดความเข้าใจผิดขยายออกไปเป็นวงกว้าง

                      2. คำพูดท่านนายกบิ๊กตู่ กรณีพระธัมมชโย พูดว่าการตั้งป้อม ทำให้มีคนยิงเข้ามา เจ้าหน้าที่มีสิทธิป้องกันตัวโดยการยิงสวนไป หากเกิดไปโดนคนปฏิบัติธรรมจะทำยังไง

                      เรื่องนี้มันมีนัยยะสำคัญว่าเป็นการชี้นำและการสร้างความชอบธรรมเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น

                      เหมือนกับว่ามีการรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น?? และเหมือนเป็นการชี้นำสองมาตรฐาน คือ วัดป้องกันโดยไม่ทำอะไรใคร ในพื้นที่ส่วนบุคคล แต่วัดผิด

                      ตรงข้ามหากเป็นเจ้าหน้าที่ยิงคนบริสุทธิ์ที่มาปฏิบัติธรรมในรั้ววัด เจ้าหน้าที่ถูก???

                      ประเด็นที่ 3 การที่กล่าวว่ากรณีพระธัมมชโย dsi ถ้าท่านมอบตัวก็จบ สถานการณ์จะได้ไม่บานปลายขนาดนี้

                      นี่ก็เป็นการพูดชี้นำอีกแล้วครับ!! ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพระธัมมชโยไม่เข้ามอบตัว ซึ่งท่านเองพูดเองครับว่า…

                      คดียังไม่สิ้นสุดต้องไปพิสูจน์กันต่อ

                      ธัมมชโย dsi 2

                      คำถามคือกรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi ทำไมเราถึงไม่มองบ้างว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร? ยุติธรรมหรือไม่? ทำไมไม่ให้หน่วยงานของรัฐออกมาแสดงรับผิดชอบ ออกมาชี้แจงในประเด็นที่สังคมสงสัย เมื่อเป็นหน่วยงานของรัฐต้องเป็นกลางให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย

                      หากได้เข้ามาศึกษาเหตุการณ์ในเรื่องนี้ดีๆ ผมมั่นใจว่า ท่านจะสามารถให้ความเป็นธรรมได้ทั้งสองฝ่ายครับ และจะไม่ถูกมองว่ามีอคติ

                      หวังว่ากรณีธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโย dsi นี้จะเป็นเคสตัวอย่างในการยืนหยัดในความถูกต้องและ หยัดสู้เพื่อ ให้ได้มาซึ่งกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง… บนพื้นฐานของการเคารพในสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

                      สุดท้ายหวังว่าท่านนายกจะเข้าใจและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้สำเร็จ ยังไงผมก็เป็นกำลังใจครับ

                      – ทันธรรม



                      จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

                      Unordered List

                      ขับเคลื่อนโดย Blogger.

                      โพสต์แนะนำ

                      ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                                      ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

                      Popular Posts

                      Text Widget