แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดีเอสไอ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดีเอสไอ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดินตายปริศนา อย่าให้คดีถูกตัดตอน
ตัวละครที่อยู่หลังฉาก หรือใช้งานนายธวัชชัยนั้น มีใครบ้าง??
เมื่อวานนี้ ศาลอาญานัดฟังคำสั่งการขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพการเสียชีวิตของนายธวัชชัย อนุกูล อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน จ.พังงา ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบ ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติกว่าพันแปลง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท
ศาลอาญาได้มีคำสั่งเลื่อนการอ่านไปเป็นวันที่ 4 ส.ค. 2560 เวลา 09.00 น. เนื่องจากยังเขียนคำสั่งไม่แล้วเสร็จ และขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายธวัชชัยยังไม่แล้วเสร็จ
1.นายธวัชชัยเสียชีวิต เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2559
หลังถูกควบคุมตัวไว้ภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ดีเอสไอยืนยันว่า ผู้ต้องหากระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการผูกคอ ก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ท่ามกลางข้อครหา สงสัย แคลงใจในสังคม

2.พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้นำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ พร้อมพยานเอกสารหลักฐาน 4 แฟ้ม ประกอบด้วย รายละเอียดความเห็นในสำนวน ฟิล์มเอกซเรย์ และใบความเห็นแพทย์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายธวัชชัย ส่งให้อัยการสำนักงานคดีอาญา เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2559 เพื่อพิจารณายื่นคำร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพต่อศาลอาญา ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา
รายงานข่าวระบุว่า สำนวนไต่สวนชันสูตรพลิกศพดังกล่าว พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ได้สรุปถึงเหตุการณ์เสียชีวิตของนายธวัชชัย เชื่อว่ามีผู้ทำให้ถึงแก่ความตาย ไม่ใช่เป็นการผูกคอตายเอง เนื่องจากการช่วยชีวิตโดยการปั๊มหัวใจไม่สามารถทำให้ตับแตกได้ ผู้เสียชีวิตมีเลือดออกในช่องท้อง และตับแตกจากการถูกของแข็งกระแทก รวมกับขาดอากาศหายใจ


3.สาเหตุการตาย จะต้องรอการชี้ขาดของศาลอาญาต่อไป
แต่สิ่งที่ดีเอสไอและ ป.ป.ช. ควรจะต้องดำเนินการ เพื่อฟื้นศรัทธาและความเชื่อมั่นของสังคม ว่าไม่ได้มีการฆ่าตัดตอนใคร คือ การเดินหน้าสอบสวนคดีทุจริตที่ดินภูเก็ตและพังงาอย่างสุดซอย รวมถึงเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้เห็นความกระจ่างชัดว่า นอกจากนายธวัชชัยแล้ว ยังมีตัวละครใดเข้ามาเกี่ยวข้องแค่ไหน อย่างไร
เงื่อนปมการทุจริตที่เกี่ยวกับนายธวัชชัยนั้น มีหลายกรณีมาก เริ่มมาตั้งแต่ปี 2539 โน่น
ตั้งแต่ยังเป็นเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอท้ายเหมือง
ก่อนจะได้ย้ายไปอยู่ในพื้นที่ทำเลทอง จังหวัดภูเก็ต
จากนั้น ก็พัวพันกับการออกเอกสารสิทธิที่ดินมูลค่ามหาศาล ที่กำลังถูกสอบอยู่ในปัจจุบัน
เป็นบุคคลมีหมายจับติดตัว และอยู่ระหว่างการไต่สวนกว่า 10 คดี พัวพันเอกสารสิทธิจำนวนมาก

4.ปี 2559 ปปง. อายัดทรัพย์ คดีปลอมแปลงโฉนดที่ดินหาดฟรีดอม จังหวัดภูเก็ต 2 แปลง
มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท
ระบุว่า มีการออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีการ “จ่ายสินบน” เจ้าหน้าที่
โดยมีชื่อนายพานทอง ณ ระนอง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

5.นายธวัชชัยมีคดีความผิด และมีคำพิพากษาเก่าติดตัวอยู่แล้ว
ในส่วนของดีเอสไอ ปัจจุบัน คดีพิเศษที่ 44/58 ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการแล้ว โดยสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ 3 คน และเอกชน 3 ราย
นอกจากนี้ ในส่วนของป.ป.ช. ยังได้ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง และอาญา 157 นายธวัชชัย อนุกูล ผู้ถูกกล่าวหา ระบุพฤติการณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต พ่วงไปกับนายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ
ข้อกล่าวหา ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 61483 ถึง 61485 หมู่ที่ 5 ต.รัษฎา อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต โดยมิชอบ
อัยการสูงสุดมีคำสั่งดำเนินคดีอาญาฟ้องนายธวัชชัย อนุกูล และนายบุ่นเก้ง ศรีแสนสุชาติ ตามฐานความผิดและบทกฎหมาย ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ ป.ป.ช. ยังระบุว่า มีเรื่องนั้นการไต่สวนอยู่อีกหลายกรณี
ดังปรากฏเช่นว่า
เลขที่รับ : 03242
วันที่รับเรื่อง : 18/02/2557
ผู้ถูกกล่าวหา : นายธวัชชัย อนุกูล เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินกระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน
ข้อกล่าวหา : ทุจริตออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดิน เลขที่ 5070 ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต โดยอ้าง ส.ค.1 เลขที่ 375 มาสวมให้กับ น.ส.จินตนา บุรินทรโกษฐ์ โดยมิชอบโดยทับที่ดินที่ นายดุสิต สาลักษณ์ ครอบครองกรรมสิทธิ์อยู่
ขั้นตอนการดำเนินการปัจจุบัน ระบุว่า
25/07/2555  ไต่สวนข้อเท็จจริง กระบวนการเกี่ยวกับคำสั่งมอบหมายพนักงานไต่สวน จัดทำร่างคำสั่งมอบหมายองค์คณะพนักงานไต่สวน
26/07/2555  ไต่สวนข้อเท็จจริง ไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน พิจารณาพยานหลักฐานที่รวบรวมได้
26/07/2555  ไต่สวนข้อเท็จจริง กระบวนการเกี่ยวกับคำสั่งมอบหมายพนักงานไต่สวน แจ้งคำสั่งมอบหมายพนักงานไต่สวน
01/08/2556  ไต่สวนข้อเท็จจริง สรุปข้อเท็จจริงเสนอองค์คณะพนักงานไต่สวนพิจารณา
14/08/2557  ไต่สวนข้อเท็จจริง ไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน รวบรวมพยานหลักฐาน
26/03/2558 ไต่สวนข้อเท็จจริง ไต่สวนข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน รวบรวมพยานหลักฐาน
17/06/2559  ไต่สวนข้อเท็จจริง เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา (ออก เลขคดีแดง)
6.สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ (กรมที่ดิน) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า นายธวัชชัยเป็นผู้ลงนามออกโฉนดที่ดินในท้องที่จังหวัดภูเก็ต 956 แปลง
จำแนกเป็น โฉนดที่ดินที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 913 แปลง, กรมที่ดินได้มีคำสั่งให้เพิกถอนและแก้ไขแล้วจำนวน 10 แปลง, อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเพิกถอน 1 แปลง และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของจังหวัดภูเก็ต จำนวน 32 แปลง
แน่นอนว่า นายธวัชชัยเป็นตัวละครสำคัญ
เป็นเหมือนโซ่เชื่อมไปถึงนายทุนที่ได้รับผลประโยชน์จากการออกเอกสารสิทธิมิชอบ
คำถาม คือ ตัวละครที่อยู่หลังฉาก หรือใช้งานนายธวัชชัยนั้น มีใครบ้าง?
ที่ดิน 913 แปลง อยู่ในชื่อใคร? ใครเป็นเจ้าของแท้จริง?
การสอบสวนคดีจะสะสางต่อไปอย่างไร?
จะสุดซอย หรือซอยตัน?

ขอบคุณแหล่งข่าวจาก... naewna.com

วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลงมติแล้ว 'พ.ท.-พ.ต.' 2ข้าราชการ ดีเอสไอ ผิดวินัยร้ายแรง รับเงิน40ล้านจาก 'ศุภชัย' อดีตปธ.สหกรณ์คลองจั่น ส่งปปง.อายัดทรัพย์
5 พ.ค.60 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยผลการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการดีเอสไอ 2 ราย คือ พ.ต.หญิง นาตยา มุตตามระ อดีตเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ และ พ.ท.อมร มุตตามระ อดีตเจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ ที่เกี่ยวข้องกับการรับเช็คจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด จำนวน 40 ล้านบาท ว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ได้มีความเห็นให้บุคคลทั้ง 2 ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างการสอบสวน

และได้เรียกบุคคลดังกล่าวนำหลักฐานเพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่หลักฐานฟังไม่ขึ้น ดังนั้น คณะกรรมการฯจึงลงมติว่า มีความผิดวินัยร้ายแรงจริง ขั้นตอนต่อไปอยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.กพ.) กระทรวงยุติธรรมพิจารณาต่อไป
โดยโทษจะมีตั้งแต่ปลดออกจนถึงไล่ออก ส่วนจำนวนเงิน 40 ล้านบาท พบว่านำไปซื้อคอนโดมิเนียม ซึ่งดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้ ปปง.มีคำสั่งยึดอายัด เพื่อส่งคืนทรัพย์สินให้กับสหกรณ์คลองจั่นฯต่อไป
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีดังกล่าวสืบ เนื่องจากนายศุภชัยนำที่ดินของสหกรณ์ฯไปขายได้เงินมากว่า 400 ล้านบาท แต่นำเงินค่าขายที่ดินส่งคืนให้กับสหกรณ์ฯ เพียง 100 ล้านบาท ส่วนอีกจำนวน 300 ล้านบาท ได้ถูกกระจายไปยังกลุ่มคนรวม 14 ราย ซึ่งดีเอสไอ ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหากับนายศุภชัยไปแล้ว ภายในเดือนพ.ค.60 นี้จะส่งสำนวนให้อัยการทำความเห็นสั่งฟ้องในความผิดฐานฟอกเงินอีก 1 คดี
ในส่วนของข้าราชการดีเอสไอที่มีชื่อรับเช็ค 40 ล้านบาทนั้น ได้สอบสวนจนพบหลักฐานความผิดและส่งเรื่องให้ ปปง.ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของ ปปง.ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากการสั่งจ่ายเช็ค 787 ฉบับ ในคดีฟอกเงินจากการยักยอกทรัพย์สหกรณ์คลองจั่น ระหว่างการดำเนินคดีในปี 2556 นายศุภชัยได้ขอให้ดีเอสไอและ ปปง.ถอนอายัดของกลางที่ดินเพื่อนำที่ดินไปขาย นำเงินส่งมอบเพื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด โดยที่ดินจำนวน 1,838 ไร่ ถูกนำไปขายให้กับ บริษัทพิษณุโลก เอทานอล จำกัด ราคา 477 ล้านบาท แต่มีการหักค่านายหน้าในการขายที่ดินไว้จำนวนหนึ่ง ขณะที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ได้รับเงินคืนเพียง 100 ล้านบาท โดยนายศุภชัย และกลุ่มนายหน้าถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน

เเหล่งข้อมูล   http://www.naewna.com/local/268815

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

ตรงไปตรงมา ตรงประเด็น กับท่านเสรีพิศุทธ์
1. ผมเสนอให้ไปพูดคุยเจรจา ให้คำมั่นสัจจะกัน ก็แค่ให้ประกันตัวมันจะเสียหายอะไร จะจับท่านไปทำไม มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า มีธงไว้หรือเปล่า ที่มันเกิดปัญหาเพราะมันไม่แฟร์ ถ้าเป็นผม ผมก็คงไม่ไป เพราะไปก็ไม่รู้จะได้ความยุติธรรมหรือเปล่า


2.การกระทำแบบนี้มันเลือกปฏิบัติหรือเปล่า มีการเมืองอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ทำอะไรก็อยากให้แฟร์ๆกับทุกฝ่าย ประเทศชาติ ประชาชนก็จะยอมรับได้ ต่างชาติก็จะยอมรับได้


3.วันนี้เอาทหารตำรวจมาสามสี่พัน หมดเบี้ยเลี้ยงไปเท่าไหร่ เบี้ยเลี้ยงนี่มันภาษีประชาชนทั้งนั้น เอามาผลาญกันอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย


4.การที่รัฐใช้ม. 44 มาคุ้มครองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าไม่เป็นความผิด มันก็เอาเปรียบผู้ถูกกระทำมากเกินไปแล้ว คุณจะไปทำร้าย ไปทำลายเขา ทำให้บาดเจ็บล้มตาย แต่คุณกลับไม่มีความผิด บ้าหรือเปล่าที่ใช้มาตรานี้


5.ถ้าไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง นายกรัฐมนตรี คุณประยุทธ ก็คงจะไม่ใช้ ม. 44 หรอก เพราะม. 44 นี้มันต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับและปราบปรามผู้กระทำความผิด และการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ของชาติและราชบัลลังก์


6.คุณประยุทธใช้ม. 44 ฟุ่มเฟือยมากเกินไปนะครับ เพราะคุณประยุทธเกิดมาเป็นทหารไม่เคยใช้กม. ไม่รู้เรื่องกม. หรอก ทำอะไรก็ผิดๆ พลาดๆ อยู่เสมอ


7.ไม่เคยมีรัฐบาลไหนย่ำยีพระพุทธศาสนาได้มากถึงเพียงนี้ คุณเปลี่ยนยุทธวิธีซะใหม่ดีกว่านะครับในการจับกุมตัวพระรูปหนึ่ง ผมไม่เคยเห็นใครเขาทำกันขนาดนี้ เหมือนอย่างกับรบทัพจับสึกนะ


8.อะไรไม่รู้นะครับวุ่นวายไปหมด เหมือนกับประเทศชาติไม่มีงานจะทำยังไงไม่รู้ ผมสงสารชาติ ประเทศไทยมันบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือไง ทำกับพระแบบนี้


9.การที่จะเป็นความผิดได้มันจะต้องรู้นะครับ ว่าทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นได้มาจากการยักยอกกระทำความผิด มันถึงจะเรียกว่า รับของโจร แต่ถ้าคุณไม่รู้เนี่ย ยังไงมันก็ไม่ผิดอยู่แล้ว


10.คือลักษณะอย่างนี้พระเสียเปรียบตลอดเวลา เพราะพระไม่สามารถที่จะมาโวยวายได้ อย่างพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ถูกจับยังต่อสู้โวยวายได้ แต่พระ ทำไรไม่ได้นะครับ


11.ถ้าเข้าไปค้นแล้วไม่เจอตัว คราวนี้คนออกคำสั่งควรไปฆ่าตัวตายเลย ผมก็ไม่รู้ว่าท่านอยู่ไหน แต่ทำไมไม่สืบทราบให้ดี ว่าอยู่ไม่อยู่ ก่อนที่จะไปขอหมายค้น


12.ผมมองมุมท่านธัมมชโย ถ้าท่านออกมามอบตัวต่อสู้คดีแล้วคุณไม่ให้ประกันล่ะ คุณจับท่านสึกเลย หรือถูกควบคุมตัวแล้วเกิดติดเชื้อในกระแสเลือด จะทำยังไง ใครจะรับประกัน


พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

#เสรีพิศุทธ์



วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เจ้าหน้าที่ DSI พัวพันคดีขายที่ดิน"ศุภชัย" 477 ล.ชิงลาออกแล้ว และถูกแจ้งหลายข้อหา


 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 1,822 ไร่ ขายให้กับบริษัท พิษณุโลก เอทานอล จำกัด วงเงินกว่า 477 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นการขายเพื่อชดใช้คืนให้กับสหกรณ์ฯ แต่พบว่ามีการคืนเงินให้สหกรณ์ฯแค่ 100 ล้านบาท

ปปง. ระบุว่า กรณีนี้อาจมีผู้บริหารระดับสูงในดีเอสไอและ ปปง. เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้รับส่วนแบ่งในการขายที่ดินดังกล่าว
เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ ปรากฏชื่อของนายกิตติก้อง คณาจันทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ศูนย์ปราบปรามการฟอกเงินความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ
โดยปัจจุบันนายกิตติก้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกกรณีหนึ่ง คือ การสอบปากคำพยานโดยไม่มีอัยการเข้าร่วม ซึ่งคณะกรรมการฯได้สรุปผลสอบแล้วนั้น
ล่าสุด นายกิตติก้อง ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากดีเอสไอแล้วประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้(สำนักข่าวอิศรา)
DSI ตรวจสอบแต่ประชาชน แต่คนของตัวเอง กลับปล่อยให้มีผลประโยชน์ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคดีนี้ แบบนี้จะให้ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร เมื่อเจ้าหน้าที่ ทำผิดเสียเอง 

ส่วนเรื่องนี้ !!

ใครจะรับผิดชอบ
แต่ที่ชัดมาก คือ ตายใน DSI

 

หมดสิ้นแล้วความยุติธรรม ..................
นี่หากนพ.เหรียญทอง(ผอ.รพ.มงกุฏวัฒนะ) ไม่ออกมาปกป้องทีมแพทย์ ก็คงไม่รู้ว่าจนท.DSI มีการรายงานข้อมูลเท็จ(โกหก) แล้วคดีอื่นๆที่ผ่านมา ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน จะเป็นอย่างไร

เชื่อถือได้แค่ใหน? ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องแบบนี้ จะเกิดขึ้นในหน่วยงาน ที่มีความน่าเชื่อถือระดับประเทศสังกัดก.ยุติธรรม
เมื่อหน่วยงานของก.ยุติธรรมในวันนี้ เต็มไปด้วยจนท.ที่พร้อมจะโกหก หลอกลวง ไปวันๆ แบบนี้ ประชาชน คงจะหวังพึ่งใครและเชื่อใจใครในหน่วยงานนี้ไม่ได้แล้ว เพราะอาจถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา และกลายเป็นแพะได้ทุกเมื่อ ตราบใดที่จนท.ชุดนี้ยังอยู่ เป็นไปได้ยาก ที่จะได้รับความยุติธรรม


เจ้าหน้าที่ DSI คดีขายที่ดิน"ศุภชัย"ชิงลาออก ส่วนเรื่อง"ธวัชชัย" ใครจะรับผิดชอบค่ะ??



วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


ถ้าหากมีการนำคดีสหกรณ์ไปสร้างเป็น
ภาพยนตร์แนวสืบสวน โดยตัวละครเอก
เป็น "นักสืบเอกชน" แล้วล่ะก็
เรื่องนี้จะต้องทำการสืบสวนพฤติกรรม
ของแต่ละกลุ่มด้วยประเด็นข้อสงสัยเหล่านี้
ขั้นแรก - พระเอกต้องสืบจากกลุ่มสหกรณ์ก่อน
ประเด็นที่ต้องสืบสวนหาความจริงคือ
1. ทำไมสหกรณ์ถึงไม่ทวงเงิน 400 กว่าล้าน
คืนจากดีเอสไอ ทั้งที่เป็นเงินของสหกรณ์โดยตรง
และเป็นเงินที่ต้องได้คืนเต็มจำนวนจากการขายทรัพย์สิน
ของกลางผ่านดีเอสไอ และสหกรณ์เองก็กำลัง
ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายคืนสมาชิกอยู่ในขณะนี้ ?

2. ถ้าสหกรณ์ไม่กล้าทวงเงินคืน ทำไมดีเอสไอ
จึงไม่เป็นฝ่ายคืนเงิน 400 กว่าล้านเอง
ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าสหกรณ์กำลังประสบปัญหา 
และสมาชิกสหกรณ์กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก  ?

3. เงินสหกรณ์ 13,000 ล้าน ถูกมอบให้กับบุคคล 32 ราย
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายมีเพียง 10 %
และศิษย์วัดได้ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือจบไปแล้ว
ประเด็นที่น่าสงสัยก็คือ
3.1) ทำไมสมาชิกสหกรณ์ถึงมุ่งสนใจเฉพาะเงิน 10 %
ที่ได้รับการเยียวยาแล้ว และไกล่เกลี่ยกันได้แล้ว
เหตุใดมาเสียเวลาทวงถามเงินกับกลุ่มคน
ที่ไม่ได้ติดหนี้สหกรณ์แม้แต่บาทเดียว
3.2) ทำไมสมาชิกสหกรณ์ไม่สนใจเงินอีก 90 %
ที่อยู่ในมือของบุคคลอีก 30 กว่าราย
ซึ่งมีมูลค่าโดยรวมสูงถึง 12,000 ล้านบาท
และไม่เคยตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยา
สมาชิกสหกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว
--------------------------

ขั้นสอง - พระเอกต้องสืบจากกลุ่มดีเอสไอ
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีคนยักยอกเงินสหกรณ์มาบริจาคให้วัด
ซึ่งถ้าตรวจสอบเส้นทางเงินแล้วพบว่า
หลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
เป็นเพียงผู้รับบริจาคเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้นำเงินออกมาจากสหกรณ์
ไม่รู้ที่มาของเงิน และรับบริจาคอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ 
ตามหลักก็ควรจะกันไว้เป็นพยาน
ประเด็นที่ต้องสืบสวนก็คือ
1. ทำไมดีเอสไอถึงตั้งข้อหาว่าหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
ว่าสมรู้ร่วมคิดกับผู้บริจาคทำการฟอกเงินและรับของโจร
ทั้งๆ ที่เส้นทางการเงินมีหลักฐานเพียงแค่เป็นผู้รับบริจาคเท่านั้น ?
2. ทำไมดีเอสไอถึงต้องสร้างสถานการณ์หลายอย่าง
จนไปสู่การออกหมายจับ เพื่อนำตัวหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
มาไว้ในอำนาจรัฐให้ได้ ทั้งที่ท่านกำลังป่วยหนัก
และไม่มีพฤติกรรมหลบหนี ?

3. ทำไมเมื่อมีผู้รู้กฎหมายระดับประเทศหลายคน
ทั้งที่เป็นรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ทนายอาวุโส

ทนายสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่ง อดีต ผบ.ตร.
ออกมาช่วยกันทักท้วงว่า การสอบสวนของดีเอสไอ
ทำผิดระเบียบหลายอย่าง ทั้งการตั้งคดีซ้ำซ้อน
การตั้งข้อหาโดยหลักฐานไม่ครบองค์ประกอบข้อหา
และลัดขั้นตอนการสอบสวนหลายอย่าง แต่ดีเอสไอก็ไม่ฟัง
และยังดึงดันจะต้องนำตัวหลวงพ่อมาฟ้องศาลให้ได้ ?

4. ทำไมเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการไปแล้ว
แต่กลับยังดำเนินการสอบสวนต่อไปอีก
ทั้งๆ ที่เป็นการ
ทำผิดระเบียบถึงขั้นก้าวกายแทรกแซงอำนาจอัยการหลายอย่าง
ตั้งแต่ขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ข้อ 66, 32 
ขัดต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และความเห็นคณะกรรมการ
กฤษฎีกา 2 เรื่อง (เรื่องเสร็จที่ 415/2548 และ 944/2547)
และขัดต่อ ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) แม้มีอดีต ผบ.ตร
ทักท้วงว่าคดีอยู่ในมืออัยการแล้ว ดีเอสไอควรอยู่เฉยๆ
แต่ก็ไม่ฟัง ยังดึงดันจะสอบสวนต่อไปให้ได้ ?

5. ทำไมเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
จำนวน 32 แฟ้ม 1 หมื่นหน้า ให้กับอัยการได้เพียงไม่กี่วัน 
อัยการกลับมีคำสั่งลงมาว่า ให้ดีเอสไอไปทำเส้นทางการเงินมาใหม่
ใช่เป็นเพราะว่าหลักฐานการทำความผิดไม่มีใช่หรือไม่
ใช่เป็นเพราะว่าเส้นทางการเงินไม่เข้าองค์ประกอบข้อหาหรือไม่

6. ถ้าหากสำนวนสอบสวนของดีเอสไอยังไม่เรียบร้อยแบบนี้
ทำไมถึงต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการ ทำไมถึงต้องรีบนำตัว
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายมาฟ้องศาลให้ได้ ?

7. แนวทางการทำคดีของดีเอสไอตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
จะช่วยให้สหกรณ์รอดพ้นจากภาวะล้มละลายได้หรือไม่
เพราะยังไม่สามารถตามเงินมาคืนสหกรณ์ได้แม้แต่บาทเดียว
ขณะที่คดีก็ใกล้จะหมดอายุความไปทุกปี หากมิใช่เพราะ
กองทุนเยียวยาศิษย์วัดมาต่อท่อน้ำเลี้ยงไว้ สหกรณ์คงล้มไปแล้ว
---------------------------------
ขั้นสาม - พระเอกจะต้องมาสืบจากกลุ่มวัดพระธรรมกาย
1. เส้นทางการเงินทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย
มีส่วนเข้าไปพัวพันกับธุรกรรมการเงินของสหกรณ์หรือไม่ ?

2. เงินบริจาคที่เข้าไปยังวัดพระธรรมกาย ถูกนำไปบริหารจัดการ
อย่างไร ถูกใช้จ่ายออกไปอย่างไร มีผลลัพธ์ใดเกิดขึ้นบ้าง ?

3. ความหวาดระแวงระหว่างศิษย์วัดพระธรรมกายกับดีเอสไอ
เริ่มต้นจากที่จุดใด ทวีความรุนแรงข้นได้อย่างไร และปัญหาใด
ที่ทำให้หมดความไว้วางใจต่อดีเอสไอและกระบวนการยุติธรรม ?

4. ทำไมศิษย์วัดต้องตั้งกองทุนต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กับสหกรณ์
เพราะในเมื่อไม่มีหลักฐานว่าทำธุรกรรมร่วมกัน และไม่มีหลักฐาน
ว่านำเงินออกมาจากสหกรณ์
การปล่อยให้สหกรณ์ล้มละลาย
ไปก่อนคดีหมดอายุความ จะไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ
เพราะขาดสภาพคล่องถึง 13,000 ล้าน
หากสหกรณ์ไม่มีแหล่งเงินกู้
ที่วงเงินระดับเดียวกันนี้ ก็ยากจะเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืน ?
แต่ทำไมศิษย์วัดนี้กับยังช่วยเหลือ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังจะโดนฟ้อง ?

5. ทำไมวัดพระธรรมกายที่มีศิษย์มากมายถึง 4-5 ล้านคน
เมื่อถูกดีเอสไอรุกหนักขนาดนี้กลับเลือกตั้งรับอย่างใจเย็น
ขณะที่ดีเอสไอก็เปิดช่องโหว่มากมายขนาดนี้
กลับเลือกที่จะไม่ฟ้องกลับ เลือกที่จะปล่อยให้ดีเอสไอ
ตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดได้ตามใจชอบ 
ซึ่งถ้าเป็นองค์กรอื่นป่านนี้ฟ้องสกัดจนเละตุ้มเป๊ะไปแล้ว
เพราะเหตุใดวัดพระธรรมกายจึงเลือกแนวทางสงบ สันติ อหิงสา
ในการต่อสู้กับวิธีการใช้กฎหมายของดีเอสไอ

---------------------------------------
ถ้าหากเรื่องนี้ถูกทำเป็นภาพยนตร์ออกมา คงเป็นมหากาพย์
ที่สนุกสนานซับซ้อนซ่อนเงื่อน เต็มไปด้วยตัวละครลับมากมาย
และพระเอกก็ต้องเก่งโคตรๆ
ถึงเข้าไปสืบคดีในกลุ่มสหกรณ์
กลุ่มดีเอสไอ กลุ่มวัดพระธรรมกาย โดยไม่ถูกจับพิรุธได้
หรือถูกจับตัวเข้าคุกในข้อหาบุกรุกในยามวิกาลไปเสียก่อน (จบ)

---------------------------------

๓๐ มิถุนายน ๒๕๙

๒๐.๕๖ น.
ปล. หนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ จะหาทุนสร้างได้ไหมเนี่ย
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


















วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559



กรณีที่สื่อออกข่าว การที่คนที่มีชื่อเสียง ระดับพระผู้ใหญ่คนหนึ่งในสังคม
รวมทั้งองค์กรรักษาความยุติธรรมที่ขึ้นชือลือชาในการทำคดีดังๆมาหลายครั้ง
ได้ออกสื่อ เเทบวันเว้นวัน จุดประเด็นร้อนฮอตฮิตยิ่งกว่าละครหลังข่าว
ที่สังเกต ตัวละครออกหน้าออกตา มีไม่กี่คน
ได้รับเชิญไปออกรายการต่างๆ หลายสถานี

พูด เล่าเหตุการณ์ ทั้งข้อเท็จจริง หรือเมามันส์ไปตามอารมณ์ลูกล่อลูกชนของพิธีกร
จนธุรกิจสถานีโทรทัศน์ดิจิตอลที่ซบเซา กลับมาคึกคัก
ไหนจะสื่อ สิ่งพิมพ์ ที่ออกข่าวเรียกเเขก
เพิ่มยอดการขายที่ขุดคุ้ยไม่เว้นเเต่ละวัน
ตีเรื่องไหน ก็ขอให้ตี เพื่อจะได้มีพื้นที่เรียกเเขก ขายข่าวบนเเผงได้
จนวันนี้ คนส่วนใหญ่ในสังคมเริ่มรับรู้เเล้วว่า
สื่อไหนที่มีจรรยาบรรณความเป็นสื่อมืออาชีพ
เเละสื่อไหน ...ที่เขียนข่าวยังไง ก็คงหากินได้เเค่ไม่กี่เดือนนี้
หลังเมามันส์ ในการยำ คู่ต่อสู้ที่ใช้หลักอหิงสา มานานจนเพลิน เกินขอบเขต
ไปหลายครั้ง
เมื่อวันที่คู่ต่อสู้เริ่มตั้งหลัก หลังจากอยู่ในภาวะ น้ำท่วมปาก
รู้เต็มอก เเต่พูดไม่ออก พูดไม่ทัน
เเต่ไม่ใช่ ไม่พูด
วันหนึ่งเมื่อข้อมูลพร้อม คนพร้อม ข้อมูลเท็จจริงต่างๆถูกออกมาชี้เเจง
เปิดเผย
จะงัดมาไม้ไหน จะถามอย่างไร  ตอบได้ตอบ
ตอบไม่ได้ ขอกลับไปหาข้อมูลเพิ่ม ที่ชัวร์ ชัด พร้อมหลักฐาน เเล้วกลับมา
เเถลงข่าวใหม่  ยินดีต้อนรับสื่อทุกช่อง สื่อทุกสำนัก สื่ออิสระทุกคน  เเม้กระทั่งเพื่อนสื่อเข้าร่วมรับฟังการเเถลงข่าว
มั่นใจทุกคำตอบ เพราะมีความกตัญญูต่อครู อาจารย์ที่อบรม สั่งสอนศีลธรรม
จนได้ดิบ ได้ดีมาจนทุกวันนี้
ไม่มีคำว่าร้าย พาดพิง ด่าว่า เหน็บเเหนม
มีเเต่ฝากให้ช่วยคิด
ฝากให้กลับไปทบทวน
หนึ่งเดียวที่มา
พร้อมปมหลังว่าเด็กวัดคลองสาม บ้านอยู่คลองหนึ่ง
เข้าวัดตั้งเเต่อยู่มัธยมต้น  โรงเรียนใกล้บ้านจนจบการศึกษาปริญญาในเมืองไทย
เเต่หัวใจ เเละคำพูด คำจา บ่งบอกภาษาสูงกว่าคนจบเมืองนอกบางคน
ที่ทุกวันนี้ยังมายืนด่าว่าอาจารย์ ที่ส่งเสียตัวเองเรียน
ทำให้สังคม บัญญัติชื่อ คนอกตัญญู เป็นโลโก้ประจำตัวศิษย์อกตัญญูทั่วประเทศ
ทุกรายการที่รับเชิญ ไปตามคำเชิญ
ให้ไปดีเบตกับใคร ไม่มีอะไรต้องกลัว
ในเมื่อข้อมูลจริงมีในมือ โตมากับวัด เห็นมากับตา พูดจาได้เต็มปาก
เเละในเมื่อสื่อยังคงชอบ ลงข่าวบอกไม่เต็ม จบไม่หมด เขียนออกข้างทาง
ตัดต่อเเต่ประโยคที่ตัวเองชอบ
เพื่อให้ได้ขายข่าว
จะเเปลกอะไรที่ สถานีของวัด จะกลายเป็นเวที ช่องเเถลงข่าวอย่างเต็มๆเน้นๆ
ให้คนวัด เเละไม่ใช่คนวัดได้จัดเต็ม
เเละวันนี้ เมื่อกฎหมู่รุมกัด จิก เริ่มใช้ไม่ได้ผล
เราก็ได้เห็นภาพ
เด็กเกเรร้องไห้ วิ่งไปฟ้องครู
จะทั้งพระ ทั้งโยม ไปในวันเวลา เดียวกันด้วยสิ
จนผู้ใหญ่บางคนในสังคมยังอดออกมาพูดตักเตือนพวกรุมระบบหมู่ให้เกรงใจเด็กมันมั๊ง

เถียงสู้ไม่ได้ ไปฟ้องศาล
เขาเรียก ผู้ใหญ่เเพ้ชวนตี หรือเปล่า??????
อายเขาไหมนั่น.....



cr  หทัยชนก






วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สิงหาคมนี้
จะมีปรากฎการณ์สำคัญ
ถ้ายังทำร้ายธรรมกายไม่เลิกรา


ใครนะช่างใจอำมหิต
มุ่งทำร้ายและทำลายวัดธรรมกายให้ดับสูญ
ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หวังบดขยี้เล่นงานวัดธรรมกายให้ป่นปี้เป็นผุยผง
คงเป็นคำสั่งของผู้มีตำแหน่งใหญ่โต
ข้าทาสบริวารจึงตอบสนองคำสั่งกันจ้าระหวั่น

ทั้งตำรวจทหาร ทั้งหน่วยงานอิสระต่างร่วมมือถล่มธรรมกายอย่างเมามันโดยพร้อมเพียงกัน
ทั้งๆ ที่ผิดขั้นตอน
ทั้งๆ ที่ "พระธัมมชโย" ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา
ทั้งๆ ที่อัยการยังไม่ได้ส่งฟ้อง
ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นผู้ผิด แต่ DSI กลับออกหมายจับ

วันที่ 16 มิถุนายน 2016
เจ้าหน้าที่ DSI มีคำสั่งให้ตรวจค้นวัดพระธรรมกาย
และให้บุกจับลากตัว "พระธัมมชโย" เจ้าอาวาสออกจากวัด
ทหารและตำรวจในเครื่องแบบหลายพันนาย
พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนอกเครื่องแบบอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาจำนวนได้ว่ามีเท่าใด
สนธิกำลังบุกวัดพระธรรมกาย หมายลากตัวพระภิกษุอายุ 72 ซึ่งกำลังอาพาธ ออกมาเปลื้องจีวรประจานในที่สาธารณะตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ
การบุกค้นในวันนั้น
ทำต่อหน้านักข่าวทั้งไทยและเทศนับร้อย
ทำต่อหน้าศิษย์ธรรมกายนับหมื่นและทำต่อหน้าผู้ติดตามข่าว
ในสังคมออนไลน์จากทั่วโลกจำนวนนับล้านอย่างไม่สะทกสะท้าน
ผู้ออกคำสั่ง
คงมีอำนาจยิ่งใหญ่จนไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน คงมีความเกลียดชังและอิจฉาอย่างแรงกล้าที่ไม่มีผู้ใดกล้าทัดทาน
คงมีความแค้นเคืองอย่างไร้เหตุผลที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้วงติง ที่ต้องลาก "พระธัมมชโย" ออกจากวัด มาเปลื้องจีวรประจานในที่สาธารณะให้ได้ หาไม่แล้ว "พระธัมมชโย" จะมีบารมีมากเกินไป หาไม่แล้ว "ธัมมชโย" จะมีผู้คนกราบไหว้มากเกินไป มันทำร้าย "อัตตา" กันเกินกว่าที่จะให้อภัยได้

การบุกค้นในวันนั้น ต้องเลิกราไป ทหารและตำรวจเข้าไปค้นในวัดธรรมกายไม่ได้  ไม่สามารถลากตัว "พระธัมมชโย" ออกมาเปลื้องจีวรกลางที่สาธารณะได้ เนื่องจากไม่อาจเดินฝ่าฝูงชนนับหมื่น
   แต่ความพยายามของผู้มุ่งร้ายยังไม่เลิก การขอหมายจับ การขอหมายค้นยังคงดำเนินอยู่ เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น


ที่นั่งตากฝนสวดมนต์อยู่บนเส้นทางและลานวัด เป็นที่รับทราบว่า
ธรรมกายเป็นวัดใหญ่และมีสาขาอยู่ทั่วโลก เฉพาะวัดธรรมกายที่ปทุมธานีแห่งเดียว มีพระภิกษุจำพรรษานับหมื่นรูป
มีอุบาสกอุบาสิกาเข้าวัดสวดมนต์ ทำกิจกรรมบุญวันละนับหมื่นคนทุกวัน
ประเมินจำนวนอย่างถ่อมตัว วัดธรรมกายน่าจะมีลูกศิษย์ 5-6 ล้านคนเป็นอย่างต่ำ
ศิษย์วัดธรรมกายมาจากทุกสาขาวิชา และมาจากทุกสาขาอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ทหารระดับบิ๊ก ตำรวจระดับนายพล   ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เศรษฐีหมื่นล้านและนักการเมืองชื่อดัง สานุศิษย์ของวัดธรรมกายจำนวนไม่น้อยเป็นบุคคลระดับหัวกะทิของประเทศ และจำนวนไม่น้อยร่ำรวยระดับต้นๆ ของประเทศ ว่ากันว่าถ้าศิษย์ผู้มีอันจะกินเพียง 20-30 รายเอาความร่ำรวยมาเทกองรวมกัน จะเป็นเงินนับแสนล้านบาท

ธรรมกายใช้ธรรมะปกป้องตัวเองตลอดมา ใช้ความอดทนอดกลั้นก้าวข้ามอุปสรรคเสมอมา
ใช้ความรู้และความศรัทธาเผยแพร่พุทธศาสนาสู่นานาประเทศ ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการระดับมืออาชีพ วัดธรรมกายจึงเจริญรุดหน้า มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
ถึงกระนั้น ภัยก็มาถึงตัวทั้งๆ ที่ทำแต่ความดี
ถ้าธรรมกายใช้กำลังตอบโต้ที่ถูกกลั่นแกล้ง เลือดคงนองแผ่นดินถ้าธรรมกายใช้อำนาจเงินเป็นเครื่องมือ คงซื้อประเทศไทยได้ครึ่งค่อนประเทศ แต่ธรรมกายไม่เคยทำเช่นนั้น นอกจากความดีและวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ถ้ายังทำร้ายธรรมกายไม่เลิกรา คาดว่าศิษย์ของธรรมกายหลายล้านคน
จะออกไป Vote No ในการลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งอาจถือเป็น"บทเรียนแรก"
ที่ธรรมกายส่งสัญญาณให้ผู้ปองร้ายตน
ทราบว่ามันคือการลุกขึ้นสู้ แม้เป็นการสู้อย่างสันติอหิงสา
แต่มันจะส่งผลสะเทือนเลือนลั่นต่อผู้ปกครองและการปกครองที่ไม่ชอบธรรม
การกำจัดธรรมกายคงไม่ง่ายเหมือนการสังหารประชาชนมือเปล่า
เพราะการกำจัดธรรมกายก็คือการกำจัดพุทธศาสนานิกายเถรวาทให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย
ภิกษุสามเณรจำนวนกว่า 256,000 รูปของมหานิกายคงไม่นิ่งดูดายให้เกิดขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมพุทธศาสนิกชนซึ่งเป็นพลเมืองกว่า 90 เปอร์เซนต์ของประเทศ
 
ถ้าผู้ปองร้ายธรรมกายยังไม่เลิกรา ยังไม่กลัว "เพลิงแห่งธรรมะ" จะลุกไหม้เผาผลาญให้รุ่มร้อนราวกับหมกไหม้อยู่ในไฟนรกแล้วไซร้ จงได้โปรดทำตามที่ใจท่านปรารถนาเถิด พวกเราจะรอคอยด้วยความอดทนเพื่อเฝ้าดูจุดจบในบั้นปลายชีวิตของท่านว่าจะเป็นเช่นไร



วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559


ตามที่มีนักวิชาการกฎหมาย
กล่าวถึง ป. วิ อาญา มาตรา 39 (2) ที่ว่า
"ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์
ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องระงับการฟ้อง จะนำมาฟ้องหรือตั้งคดีใหม่ไม่ได้"
ชวนให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นว่า

1. ดีเอสไอมีอำนาจในการดำเนินคดี
ที่ไม่มีผู้เสียหายและถอนฟ้องไปแล้วได้จริงหรือไม่


2. การตั้งคดีเพียงเพราะมีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนเลย
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

สามารถดำเนินการสอบสวนได้จริงหรือไม่

3. ขั้นตอนการสืบสวนทั้งหมดที่ผ่านมา
ดีเอสไอทำถูกต้องตามหลักกฎหมายจริงหรือไม่


เพราะตามหลักวิชาการแล้ว
เมื่อมีผู้รู้ทางกฎหมายหลายท่าน
ทั้งที่เป็นอัยการและทนายความ
ออกมาท้วงติงถึงความไม่ถูกต้องเช่นนี้แล้ว
ดีเอสไอควรจะยับยั้งการสอบสวนทั้งหมดไว้ชั่วคราวก่อน
เพื่อกลับมาทบทวนข้อกฎหมายให้ถูกต้อง
ทบทวนขั้นตอนการสืบสวนให้ถูกต้อง
ก่อนที่การสอบสวนคดีอย่างลัดขั้นตอน
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
และก่อนที่การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยอาศัยมูลฐานแค่มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย
โดยไม่มีการแสดงหลักฐานกระทำความผิด
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
เพราะบรรทัดฐานการสอบสวนที่ดีเอสไอ
กำลังสร้างขึ้นใหม่ในขณะนี้
ได้สร้างความกระทบกระเทือนใจต่อประชาชน
และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกของสังคมอย่างรุนแรง
เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป หากมีการกุเรื่องเท็จ
กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
ประชาชนทั้งประเทศก็สามารถถูกดำเนินคดี
อย่างลัดขั้นตอนได้ทันที
โดยอ้างอิงจากการสอบสวนอย่างลัดขั้นตอนที่ดีเอสไอ
สร้างขึ้นเป็นบรรทัดฐานใหม่ในระบบกฎหมายไทย
จะเห็นได้ว่า บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ได้กลายเป็นการสร้างช่องว่างทางกฎหมาย
ให้เกิดการกลั่นแกล้งใส่ร้ายจากผู้ที่ปรปักษ์ต่อกันได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่กุเรื่องเท็จ กล่าวหาอีกฝ่ายอย่างลอยๆ
ก็สามารถยืมมือกฎหมายจับกุมอีกฝ่าย
ไปดำเนินคดีได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแสดงหลักฐาน
และสืบสวนพยานแต่อย่างใดๆ เลย
ลองคิดดูว่าสังคมจะเดือดร้อนวุ่นวาย
จากการกลั่นแกล้งใส่ร้ายมากมายเพียงใด
ยิ่งกว่านั้น บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ยังได้ก่อผลกระทบต่อความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงอีกด้วย
เพราะถ้าหากการรับบริจาคคือการฟอกเงินและรับของโจร
วัด 33,902 แห่ง พระสงฆ์ 300,000 รูป ก็จะมีโอกาส
ตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจรได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่มีผู้กุเรื่องใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐาน
เพียงแค่รับบริจาคโดยไม่ทราบที่มาของเงิน
ก็สามารถถูกจับสึกอย่างลัดขั้นตอนการไต่สวน
ถูกจับติดคุกติดตารางด้วยคำกล่าวหาลอยๆ ได้ในทันที
บรรทัดฐานที่ดีเอสไอกำลังสร้างขึ้นใหม่นี้
จึงมิใช่แค่ก่อผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ของประชาชนทั่วไปในวงกว้างเท่านั้น
แต่กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นที่ทำให้
พระพุทธศาสนาถึงกาลล่มสลายจากประเทศไทยได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ก่อนที่จะมีความผิดพลาดเสียหาย
ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนามากไปกว่านี้ ทางออกที่ดีในขณะนี้ก็คือ
1. ดีเอสไอควรยับยั้งการดำเนินคดีไว้เป็นการชั่วคราว
แล้วกลับมาทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานใหม่
เพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดบรรทัดฐานใหม่
ในการบังคับใช้กฎหมาย
ที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
และสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนา
2. นักวิชาการกฎหมาย ผู้รู้ด้านกฎหมาย
ควรเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ก่อนที่จะมีความตื่นตระหนกตกใจไปมากกว่านี้
จนถึงขั้นเกิดความวุ่นวายในประเทศไทย
โดยออกมาให้ความรู้แก่ประชาชนและพระสงฆ์
ในประเด็นที่กำลังตื่นตระหนกและวิตกกังวล
เป็นอย่างมากในเวลานี้ก็คือ

1) การรับบริจาคเข้าข่ายการฟอกเงินและรับของโจรหรือไม่
2) การตั้งข้อหาดำเนินคดี โดยอาศัยมูลฐานเพียงแค่
มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจกระทำการได้หรือไม่

3) คดีที่มีการถอนฟ้องไปแล้ว ไม่มีผู้เสียหายแล้ว
เจ้าหน้าที่รัฐยังมีอำนาจในการดำเนินคดีนั้นอยู่หรือไม่

4) การออกหมายจับ โดยไม่แสดงหลักฐานกระทำความผิด
ที่สอดคล้องกับข้อหา เจ้าหน้าที่รัฐสามารถกระทำได้หรือไม่


หากประชาชนและพระสงฆ์ทั้งประเทศได้รับความกระจ่าง
จากนักวิชาการกฎหมายในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็จะมั่นใจได้ว่า

กฎหมายยังให้การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ความตื่นตระหนกของประชาชน ของชาวพุทธ
และของพระสงฆ์ทั้งประเทศ ก็จะได้หายคลางแคลงใจ

ในการดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
ที่ปฏิบัติกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอย่างขัดแย้งกับ

ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐาน
ให้พระสงฆ์ทั้งประเทศตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจร
จากการรับบริจาคอยู่ในขณะนี้

--------------------------------------------------------------------
๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๓.๔๙ น.
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรณีธรรมกาย : “บิ๊กตู่” “พระธัมมชโย” มาปรับทัศนคติให้ถูกต้องกัน!

“บิ๊กตู่” “พระธัมมชโย” มาปรับทัศนคติให้ถูกต้อง!

บิ๊กตู่ ธัมมชโย 3

วันนี้ผมมีประเด็นที่น่าสนใจในการสัมภาษณ์ ของท่านนายกบิ๊กตู่ กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย อยู่ 3 ประเด็นหลัก อันที่จริงผมเองก็มองมุมเดียวกับท่านนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าท่านอาจจะได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งผมอยากจะเสนอความเห็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 คำพูดของท่านบิ๊กตู่ กรณีพระธัมมชโย ที่ว่า “ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนไม่กี่คนนั้น” ไม่น่าจะถูกต้องทั้งหมดนะครับ


เพราะหากดูตามกฎหมาย จะเห็นได้ว่า

เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติต่อหลวงพ่อธัมมชโย  

เกินกว่าที่จำเป็น

ธัมมชโย dsi

ซึ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่ากรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการอยู่ กระทำการเข้าข่ายการใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่?

ตั้งแต่ที่กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi ปฏิเสธที่จะเข้าไปพิสูจน์อาการป่วยและไม่ยอมเข้าไปในวัดเพื่อชี้แจงข้อกล่าวหากับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งป่วยหนักไม่สามารถเดินทางออกจากวัด ทั้งที่ไม่ได้ผิดข้อกฎหมาย ทั้งที่ประเทศของเราเป็นเมืองพุทธ

การแสดงออกกรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi เจ้าหน้าที่รัฐ จะให้เกียรติพระหรือทำให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่? เพราะหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ท่านเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ชั้นเทพ บวชมา 40 กว่าพรรษา อายุ 72 ปี และมีผู้เลื่อมใสศรัทธาเรือนล้าน

กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi ออกหมายเรียก และพยายามกดดันให้เดินทางออกจากวัดไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่ใส่ใจประนีประนอมว่าท่านจะออกมาได้หรือไม่ได้ ปฏิบัติกับท่านเฉกเช่นเดียวกับเป็นผู้ก่อการร้าย

จนกระทั่งบานปลายเป็นหมายจับ กลายเป็นจำเลยสังคม ประหนึ่งศาลพิพากษาให้กลายเป็นผู้ต้องหา ทั้งๆที่ยังอยู่ในกระบวนการชั้นต้น ยังเป็นผู้บริสุทธิ์

นอกจากหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว จะต้องมีคนอีกกี่คนที่ต้องวนเข้าสู่กระบวนการในแบบนี้อีก??

คำตอบคือ ประชาชนทุกคนครับ !!!

โดยเฉพาะพระสงฆ์ ซึ่งถ้าหากถูกใส่ร้ายว่ารับของโจรและฟอกเงินอีก เมื่อถูกเรียกมาก็ต้อง เดินออกจากวัดมารับทราบข้อกล่าวหาแม้จะป่วย ให้ภาพพระสงฆ์มีลูกศิษย์ประคองขนาบข้างเดินขึ้นโรงพักเป็นภาพชินตา เหมือนผู้ร้ายเข้ามอบตัว

ทั้งที่ท้ายที่สุดคดีอาจจะถูกยกฟ้อง แต่ข่าวที่เสนอไปแล้วมันกลายเป็นภาพลบในสายตาผู้คน เสื่อมเสียชื่อเสียงจนไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้

ต่อไปมันจะกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ถูกละเมิดโดยรัฐ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่รัฐต้องคุ้มครองมากที่สุด

กรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi นี้ผมจึงมองว่าเรื่องดังกล่าวมิได้เป็นเรื่องของคนไม่กี่คน แต่เป็นเรื่องของสิทธิ และศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งประเทศ

คนทุกคนจะได้รับผลร้ายจากการถูกละเมิดสิทธิ์ เริ่มจากกรณีของหลวงพ่อธัมมชโยอย่างแน่นอน!!!

ประเด็นที่ 2 เรื่องการเอาลวดหนามมาล้อมและการตั้งป้อม ที่ท่านนายกบอกว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้เรื่องราวใหญ่โต ต้องมีการฆ่ากันขึ้น

ในเรื่องนี้แบ่งย่อยได้เป็นอีกสองเรื่อง คือ

1. การล้อมรั้วตั้งป้อม ปิดประตูซึ่งเป็นการกระทำในที่ของวัด ไม่ได้ไปทำในในสวนลุมฯ ซึ่งเป็นที่สาธารณะ สถานที่ต่างกันครับ จะใช้หลักการเดียวกันมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

อย่างนี้ผมสร้างบ้านมาแล้วทำรั้วลวดหนามขึงไว้บนกำแพง หรือทำประตูลวดหนามก็ผิดหรือครับ?? ตรงนี้ผมเห็นต่าง การพูดแบบนี้เหมือนเป็นการชี้นำว่าการป้องกันตัวของวัด เป็นการกระทำที่ผิด ซึ่งมันหมิ่นเหม่ต่อการตีความไปต่างๆนานาทำให้เกิดความเข้าใจผิดขยายออกไปเป็นวงกว้าง

2. คำพูดท่านนายกบิ๊กตู่ กรณีพระธัมมชโย พูดว่าการตั้งป้อม ทำให้มีคนยิงเข้ามา เจ้าหน้าที่มีสิทธิป้องกันตัวโดยการยิงสวนไป หากเกิดไปโดนคนปฏิบัติธรรมจะทำยังไง

เรื่องนี้มันมีนัยยะสำคัญว่าเป็นการชี้นำและการสร้างความชอบธรรมเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น

เหมือนกับว่ามีการรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น?? และเหมือนเป็นการชี้นำสองมาตรฐาน คือ วัดป้องกันโดยไม่ทำอะไรใคร ในพื้นที่ส่วนบุคคล แต่วัดผิด

ตรงข้ามหากเป็นเจ้าหน้าที่ยิงคนบริสุทธิ์ที่มาปฏิบัติธรรมในรั้ววัด เจ้าหน้าที่ถูก???

ประเด็นที่ 3 การที่กล่าวว่ากรณีพระธัมมชโย dsi ถ้าท่านมอบตัวก็จบ สถานการณ์จะได้ไม่บานปลายขนาดนี้

นี่ก็เป็นการพูดชี้นำอีกแล้วครับ!! ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพระธัมมชโยไม่เข้ามอบตัว ซึ่งท่านเองพูดเองครับว่า…

คดียังไม่สิ้นสุดต้องไปพิสูจน์กันต่อ

ธัมมชโย dsi 2

คำถามคือกรณีธรรมกาย พระธัมมชโย dsi ทำไมเราถึงไม่มองบ้างว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร? ยุติธรรมหรือไม่? ทำไมไม่ให้หน่วยงานของรัฐออกมาแสดงรับผิดชอบ ออกมาชี้แจงในประเด็นที่สังคมสงสัย เมื่อเป็นหน่วยงานของรัฐต้องเป็นกลางให้ความยุติธรรมทั้งสองฝ่าย

หากได้เข้ามาศึกษาเหตุการณ์ในเรื่องนี้ดีๆ ผมมั่นใจว่า ท่านจะสามารถให้ความเป็นธรรมได้ทั้งสองฝ่ายครับ และจะไม่ถูกมองว่ามีอคติ

หวังว่ากรณีธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโย dsi นี้จะเป็นเคสตัวอย่างในการยืนหยัดในความถูกต้องและ หยัดสู้เพื่อ ให้ได้มาซึ่งกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง… บนพื้นฐานของการเคารพในสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สุดท้ายหวังว่าท่านนายกจะเข้าใจและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้สำเร็จ ยังไงผมก็เป็นกำลังใจครับ

– ทันธรรม



วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เห็นเค้าถามกันใน Facebook  line twitter ฯลฯ เวลาวัดแถลงการณ์อะไรก็จะมีคนมาถามว่า ทำไมไม่ไปศาล ไม่ออกมาพิสูจน์ความจริง มีการตั้งคำถามมากมาย

 ถ้าถามว่า อยากให้หลวงพ่อไปพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมไหม??
 
 ตอบว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมยังไม่ยุติธรรม ใครหน้าไหนอยากไปเข้ากระบวนการ ซึ่งความจริงแล้วหลวงพ่อยินดีทำตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ เพียงแต่ตอนนี้ท่านอาพาธอยู่ และป่วยจริงๆ ถ้ากระบวนการยุติธรรมของ DSI เจ้าหน้าที่สืบสวนมีหน้าที่พิสูจน์ความจริง ก็ควรมาที่วัดและพิสูจน์ว่า "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายป่วยจริงไหม"

  แต่เหตุใด DSI มีหน้าที่โดยตรง ไม่มาพิสูจน์ทราบ ตามที่วัดได้ร้องขอไป คิดแต่จะจับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงอย่างเดียว เหตุใดไม่นำหมอมาตรวจว่าป่วยจริงไหม อย่างนี้เรียกว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา

ซึ่งแท้จริงเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายควรได้สิทธิ์ผู้ป่วยตามกฎหมายอาญามาตรา 7/1 แต่กระบวนการยุติธรรมของ DSI  แค่เบื้องต้นก็ไม่อำนวยเรื่องง่ายๆ แค่นี้ให้   นี่หรือจะชื่อว่ายุติธรรม??? แล้วกระบวนการอย่างนี้หรือ ที่จะมาตัดสินเรื่องรับของโจร ฟอกเงิน และจะให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปมอบตัว?? สงสัยถ้าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปได้ติดเชื้อในกระแสเลือดแน่

นี่แค่เรื่องง่ายๆ เบื้องต้น DSI ยังมีตุกติก มีนอกมีใน ซึ่งความจริง คดี 27/2559 DSI ทำผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น ไม่ควรจะมีคดีนี้เกิดขึ้นเลย แต่ DSI ไม่ยอมฟังคำสั่งอัยการ กลับวิ่งไปตั้งคดีใหม่แยกออกมา อย่างนี้ชอบธรรมหรือ ?

ข้อสังเกต กรณีหมายเรียกจากดีเอสไอ วันที่ 29 มีค. 2559
อย่าคิดว่าดีเอสไอทำอะไรลงไปแล้วคนอื่นเขาไม่รู้ ความลับไม่มีในโลก 
 

ทั้งเรื่องการส่งหมายเรียกของ DSI ที่หลุดไปถึงสื่อมวลชนก่อนหมายเรียกจะไปถึงวัด ทั้งออกสื่อประจานเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าเป็นผู้ต้องหา ทำกับพระราชาคณะ ผู้อาพาธประดุจว่ามีความผิดร้ายแรง ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน และอัยการยังไม่สั่งฟ้องด้วยซ้ำ ทำไม DSI เร่งรัดคดีถึงเพียงนี้ ?? นี่มันยุติธรรม หรือยุติธง ?? ตามธงที่ตั้งไว้ ?





 ทำไม DSI 2 มาตรฐาน พุทธอิสระ ปิดล้อม DSI ปิดศูนย์ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ทำร้ายตำรวจทหาร รีดไถเงินเอกชน  ก่อม็อบสร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติอย่างมาก ทำไม DSI ไม่เร่งรัดดำเนินคดีนี้ ทั้งๆที่เป็นคดีที่มีโทษประหารถึง 2 คดี ??? 


นี่เหรอคือความยุติธรรมของ DSI ที่จะให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเข้ากระบวนการ ?? แล้วจะมาอ้างว่าตัวเองผู้รักษากฎหมาย ? แท้จริง DSI คือผู้ใช้กฎหมาย "รังแก" พระชราอาพาธรูปหนึ่ง

ขอให้ผู้ที่ถามว่าทำไมหลวงพ่อไม่เข้ากระบวนการ ได้ลองดูความยุติธงนี้ แล้วถามตัวเองว่าถ้าคุณจะส่งพ่อคุณไปติดเชื้อในกระแสเลือด คุณจะส่งพ่อคุณไปไหม??

ขอบคุณ OLIVIA ARMANDO

ประธาน นปช. แฉปูมหลังชีวิต "มโน" มีแต่ความขัดแย้ง เต็มไปด้วยปัญหา ไม่มีวัดให้อยู่ ต้องห่มเหลือง
อยู่อพาร์ทเม้นท์ ก่อนลาสิกขา ย้ายมาเข้าแก๊ง 3 พ. จึงเดินงานด้วยอคติ เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับ "พระธัมมชโย" สงสัยดีเอสไอทำหน้าที่อย่างไร เชื่อพวกคนอคติ ใช้ข้อมูลฝ่ายปฏิปักษ์มาจัดการ จึงแสดงถึงเจตนาไม่สุจริต เชื่อข่าว

ปล่อยเงิน 2 พันล้าน มาจากฝ่ายตรงข้ามวัดพระธรรมกาย สร้างข้อหาบีบให้คสช. ทำตามความต้องการของฝ่ายปฏิปักษ์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 31 พ.ค. โดยเชื่อว่า การปล่อยข่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกรับเงิน 2,000 ล้านบาท แลกกับการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เป็นการใช้แหล่งข่าวสร้างวิชามารบีบบังคับให้จัดการกับพระธัมมชโยตามความต้องการของฝ่ายตัวเอง จึงสร้างข้อกล่าวหามาผูกมัดเอาไว้ แต่ข่าวเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับพระธัมมชโยเลย

นายจตุพร กล่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ประกาศจะเล่นงานคนปล่อยข่าวทำลาย คสช. ให้ได้ แต่ รมว.ยุติธรรม คงไม่สามารถรู้ได้ว่า เป็นใคร กลุ่มไหน ดังนั้น ถ้าใช้สติอย่างมีเหตุผล จำแนกแยกแยะว่า ข่าวปล่อยเรียกรับเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ทำให้ใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์แล้ว ย่อมมองเห็นทางได้ชัดเจนว่า มาจากกลุ่มคนที่ต้องการเล่นงานพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายนั่นเอง

"พล.อ.ไพบูลย์ หรือ ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ถ้าลองคิดกันช้าๆ ว่า ใครได้ประโยชน์การปล่อยข่าวเช่นนี้ ถ้ามาจากศิษย์พระธรรมกายแล้ว ตนเชื่อว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากข่าวนี้เลย ยกเว้นเป็นศิษย์วัดที่ออกไปแล้วมีปัญหากับวัด การปล่อยข่าวว่า คสช. เรียกเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากปล่อยข่าวเพื่อบีบให้ คสช.จัดการกับพระธัมมชโย เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามตามความต้องการของคนพวกนี้ จึงต้องถูกข้อกล่าวหาค้ำคออยู่แล้วว่า เพราะเงิน 2,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ เป็นวิชามารชั้นประถม เพียงยืมมือสื่อมวลชนให้ตั้งคำถาม แล้วกลายเป็นประเด็นมัดรัฐมนตรี คสช. เอาไว้ ดังนั้น การประเมินทางการข่าวที่ออกมานั้น แค่มีสติว่า ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ใครที่พอจะเสี้ยมได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่สลับซับซ้อนเลย คนที่ต้องการเล่นงานวัดพระธรรมกายนั่นละที่ปล่อยข่าวออกมาบีบ คสช. เพื่อให้เกิดการพะวาพะวงกับการถูกข้อหาว่า ไปรับเงิน 2,000 ล้านมา พล.อ.ไพบูลย์ จึงไม่อาจไปแจ้งความใครได้ เพราะเป็นข่าวปล่อยที่ต้องการให้เกิดการดำเนินการทางเดียว"

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ (31 พ.ค.) พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัด อ้อน้อย นครปฐม จะไปวัดชนะสงคราม เพื่อยื่นหนังสือต่อเจ้าคณะภาค 1 ให้จัดการกับพระธัมมชโย
แล้วอาจไปดีเอสไอแจ้งความดำเนินคดีตนข้อหาดูหมิ่นพนักงาน แต่หลังจากแจ้งความแล้ว ตนจะพิจารณาเนื้อหาคำร้องก่อน และตั้งใจว่า จะดำเนินคดีกลับเช่นกัน พร้อมกับไปตามทวงการดำเนินคดี 9 ข้อหาในชั้นอัยการสูงสุดด้วยที่ยังไม่ส่งฟ้องไปศาลอาญา ดังนั้น พุทธะอิสระต้องเจอคนอย่างตนจึงเหมาะสมกันที่สุด
ส่วนนายมโน  เลาหวณิช ที่ไปเคลื่อนไหวร่วมกับแก๊ง 3 พ. ประกอบด้วย พุทธะอิสระ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จึงกลายเป็นขบวการที่มุ่งเล่นงานพระธัมมชโยอยู่ในขณะนี้
นายมโน  มีปูมหลังชีวิตอันน่าสงสัยอย่างยิ่ง เรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วมาบวชเป็นพระ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระธัมมชโยออกทุนให้ นอกจากนี้ ยังมีการทำนายว่า คนนี้จะนำความเดือดร้อนมาสู่หมู่คณะ
ในช่วงวัดพระธรรมกายอยู่ระหว่างการสร้างวัดใหม่ๆ นายมโนได้รับการสนับสนุนให้ไปศึกษาต่างประเทศ โดยวัดได้ระดมทุนส่งให้ เพื่อหวังจะได้เผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่เมื่อไปปกป้องผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมที่สหรัฐ แล้ว จึงมีแนวทางสวนทาง และขัดแย้งกับวัดพระธรรมกาย จากนั้นจึงลาออกจากวัดปี 2537 แล้วไปอยู่วัดราชโอรสาราม วัดนางชี และวัดนากปรก ทุกวัดที่ไปอยู่ล้วนเกิดความขัดแย้ง แล้วก็เปลี่ยนวัดไปเรื่อย กระทั่งต้องไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ แล้วลาสิกขาออกมาอยู่ทางโลก

นายจตุพร กล่าวว่า นายมโน ได้ไปทำงานที่พรรคชาติไทยอยู่พักหนึ่ง แล้วไปอยู่ นสพ.ผู้จัดการ แล้วหายหน้าไปพักใหญ่ กระทั่งมาอยู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และต่อมาได้รู้จักกับนายไพบูลย์ จนเคลื่อนไหวร่วมกับแก๊ง 3 พ. ดังนั้น ประวัติของนายมโนจึงน่าสนใจมาก เพราะไม่อาจไปอยู่วัดที่ไหนได้เลย และเขาคิดอะไร ก่อนจะลาสิกขา จึงไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ในสถานภาพของสงฆ์ ซึ่งคนเช่นนี้หรือ อ้างว่า มาปฏิรูปพุทธศาสนา ทั้งที่มีปัญหากับวัดอื่นหมด จนไม่มีวัดให้อยู่ แล้วไปอยู่อพาร์ทเม้นท์
ในสังคมไทยนั้น คนปฏิบัติดีมักจะไม่ทำอะไรใคร ส่วนใหญ่จะนั่งแผ่เมตตาให้ สำหรับพุทธะอิสระแล้ว ตั้งแต่นำผ้าอนามัย กางเกงยีสต์ เสือยึดไปถวายสังฆทานสมเด็จช่วงแล้ว ตนจึงเห็นว่า คนนี้มากไป ไม่นับถือเป็นพระ และเมื่อดีเอสไอมารับฟังอะไรจากคนพวกนี้แล้ว ย่อมดำเนินการผิดมาแต่ต้น เพราะไปหารือกับคู่ปฏิปักษ์เพื่อไปจัดการกับปฏิปักษ์ การทำเช่นนี้ไม่ใช่วิธีการของหน่วยงานรัฐเลย โดยเอาข้อมูลจากพวกที่มีความอคติและต้องการการล้มสมเด็จช่วง มาเป็นแนวทางทำงานจึงแสดงถึงการไม่ใช้หลักการทางกฎหมายตามที่ประกาศไว้
เมื่อดีเอสไอรับข้อรับเสนอให้สมเด็จช่วงนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปจับกุมพระธัมมชโยนั้น ย่อมแสดงว่า ใช้วิธีการที่ผิด โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนว่า อย่าดึงสมเด็จช่วงมาเกี่ยวข้อง เพราะการปกครองสงฆ์มีขั้นตอนอยู่แล้ว จึงต้องไปหาเจ้าคณะภาค ดังนั้น การทำงานของดีเอสไอจึงสร้างความคลางแคลงใจให้ประชาชนอย่างมาก
สิ่งน่าสนใจอยู่ที่ พุทธะอิสระถูกคำสั่งศาลให้จ่ายเงินค่าเสียหายกับดีเอสไอในข้อหาพาพวกไปปิดล้อม นอกจากนี้ยังถูกดีเอสไอสอบสวน และส่งสำนวนข้อหาให้อัยการฟ้องศาลดำเนินคดีถึง 9 ข้อหา มีโทษประหารชีวิต ตนจึงสงสัยว่า แล้วดีเอสไอไปฟังความเห็นคนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าดีเอสไอไม่โหมข่าวเตรียมกำลังพล 2,350 นาย ใช้เฮลิคอปเตอร์ เพื่อบุกวัดพระธรรมกายแล้ว ความตึงเครียดย่อมไม่เกิด เพราะการดำเนินการกับความเชื่อทางศาสนานั้นลึกล้ำกว่าความเชื่อทางการเมือง เมื่อยิ่งมีข่าวใช้กำลังพลรวบตัวแล้ว ศิษย์จึงหาทางป้องกันตามแต่ใครจะคิดได้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จึงเข้าใจได้ถูกต้องแล้วว่า ควรหลีกเลี่ยงการปะทะ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องและมีเจตนาไม่สุจริต
ถ้าดีเอสไอทำอย่างตรงไปตรงมา และไม่นำเอาพวกที่เป็นปฏิปักษ์ มีอคติไปร่วมประชุมหารือด้วยแล้ว ความรู้สึกไม่พอใจจะเกิดขึ้นน้อยกว่านี้ แต่การนำนายมโน ไปอธิบายภาพพื้นที่วัดพระธรรมกาย และพุทธะอิสระก็ต้องทำทุกวิถีทาง แต่การดำเนินการแต่ละเรื่องนั้นล้วนมีปัญหากับคณะสงฆ์ทั้งนั้น ด้วยการเสนอปฏิรูปพุทธศาสนา ด้วยการยึดทรัพย์ และยกเลิกสมณศักดิ์ ซึ่งจะทำให้พระมีความเท่ากันหมด และยังมีสมณศักดิ์เสมอกันกับพุทธะอิสระด้วย
"ดีเอสไอ ไปอยู่กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะคนพวกนี้มาเรียกร้องให้ทำเรื่องต่างๆ ขณะเดียวกันบางเรื่องยังไปเชื่ออีก ทั้งที่จริงแล้ว นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ไพบูลย์ ลองไปด้วยพิจารณาคดีอื่นด้วยว่า การแจ้งข้อกล่าวหาจำเป็นต้องมาสถานทีใดสถานที่หนึ่งหรือไม่ แต่กรณีนี้เมื่อรู้ว่า มีความละเอียด อ่อนไหว แต่กลับไปสร้างความเจ็บแค้นให้กับคน ทั้งๆที่ทางวัดพระธรรมกายยินดีให้เข้ามาแจ้งความ ให้พาแพทย์มาตรวจด้วย หากเขากีดกันไม่ให้แพทย์มาตรวจแล้ว จึงน่าเป็นที่สงสัย และไปทะเลาะกับคน 6 ล้านคน ทำไม"
นายจตุพร กล่าวว่า อัตราโทษของพระธัมมชโยเทียบไม่ได้กับพุทธะอิสระที่มีคดีและมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลย แต่ดีเอสไอกลับปล่อยวางเฉยไม่ดำเนินการ แล้วให้เคลื่อนไหวไปทั่ว ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีเจตนาน่าสงสัย และเมื่อเตรียมการณ์ใช้กำลังพล โดรน และเฮลิคอปเตอร์ไปบุกวัดด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย และไม่จบลงอย่างง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ยึดกฎหมายแล้ว ดีเอสไอควรเอาตามกฎหมายเป็นที่ตั้ง อย่ากระทำการให้เกิดเจตนาคลางแคลงใจ เมื่อดีเอสไอปฏิบัติกับพุทธะอิสระอย่างไร ก็ควรปฏิบัติต่อพุทธะอิสระอย่างนั้น หากดำเนินการด้วยความแตกต่างกันแล้ว ย่อมเป็นหลักคิดที่เกิดปัญหาของดีเอสไอ แต่ควรดำเนินการด้วยใจสุจริต อย่าคิดหักหลังกัน อย่าลับล่วงพราง เรื่องจะจบลงแบบง่ายดาย ไม่มีต้องรับความเสียหายใหญ่หลวงในภายหลัง
ขอบคุณเเหล่งข่าว I see news

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget