วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563


มีเรื่องในอดีตที่แทบจะเป็นความลับระหว่าง กองทัพนาซี และหน่วยมอสสาด ซึ่งเป็นหน่วยสืบราชการลับที่เลื่องชื่อของประเทศอิสราเอล ซึ่งดูเหมือนเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน แต่กลับจ้างคนทำงานคนเดียวกัน และคนๆนั้นไม่ใช่คนระดับธรรมดาเสียดาย แต่เป็นถึงหัวหน้าหน่วยรบพิเศษของนาซี หรือช่วงนั้นคือ หัวหน้าหน่วยรบพิเศษ(SS)ของฮิตเลอร์ด้วย

พันโทอ๊อตโต้  สกอร์เซนี่ นายทหารชาวเยอรมันแท้ๆ ซึ่งมีความสูงถึง 6 ฟุต 4 นิ้ว และมีรอยบากที่หน้า ทำงานให้กองทัพเยอรมันในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ผลงานการทำงานยอดเยี่ยม จนได้รับการกล่าวขานจากหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ และอเมริกา ในสมัยนั้นว่า เป็น บุคคลอันตรายที่สุดในยุโรป  อ๊อตโต้สร้างผลงานที่มีชื่อเสียงให้กับตัวเอง
หลายเหตุการณ์ อาทิเช่น ในปี 1943 เขาอยู่เบื้องหลังการช่วยเหลือ มุสโสลินีให้หนีรอดในช่วงที่เขาถูกโค่นล้มโดยรัฐบาลอิตาลี  นอกจากนี้ เขายังมีส่วนร่วมในการยึดครองประเทศฮังการีหลังจากที่รัฐบาลหุ่นของฮังการี ได้แอบเจรจาสงบศึกกับโซเวียตลับหลังฮิตเลอร์ในปี 1944 ซึ่งเหตุการณ์เข้าไปมีส่วนร่วมนี้ทำให้มีการส่งตัวชาวยิวนับหมื่นคนที่หลงเหลือ มีชีวิตอยู่ในฮังการี ต้องถูกส่งไปยังค่ายกักกัน และเสียชีวิตไปในค่ายเหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าเขาอาจจะได้รับมอบภารกิจในการลอบสังหาร ประธานาธิบดีรูสเวลดท์  ,นายกรัฐมนตรีเชอชิล และแม้กระทั้งสตาลินที่กรุงเตหะราน แต่เนื่องจากมีข่าวรั่วออกมาก่อน แผนการลอบสังหารที่จึงได้ถูกยกเลิกไป

แต่ภายหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง อ๊อตโตได้ถูกจับกุมโดยประเทศสหรัฐอเมริกา และระหว่างถูกจำขังเพื่อรอการพิจารณาโทษ ในปี 1947 เขาก็สามารถหนีออกไปได้ โดยเล่ากันว่ามีลูกน้องทหารหน่วย SS ของเขาได้ปลอมตัวเป็นทหารอเมริกันลอบเข้าไปพาเขาหลบหนีออกไปได้ แต่ตัวเขาเองให้การภายหลังจากการเขียนบันทึกส่วนตัวว่า ทางการสหรัฐฯได้ยินยอมให้เขาหนีออกไปเอง แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ได้ไปตั้งรกราก สร้างชีวิตใหม่ที่สเปนในปี 1950

                แต่แล้วช่วงปี 1962 หน่วยมอสสาด  ได้นำตัวไอค์มันน์ หรือ อดอล์ฟ ไอชมันน์ ผู้สั่งรมแก๊สชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งถูกจับกลุมได้ที่อาร์เจนตินา โดยสายลับหน่วยมอสสาดและส่งตัวมากักขัง และขึ้นศาลที่นครเยรูซาเล็ม และสุดท้ายก็โดนประหารในที่สุด ทำให้เหล่าอดีตทหารนาซีที่ยังหลบหนี และมีชีวิตอยู่ตามประเทศต่างๆเกิดความหวั่นวิตก และเมื่อยิ่งมีรายชื่อตามล่าอดีตนาซี ที่จัดทำโดย ซิมอน วีเซนธาน นักล่านาซีหลุดรอดออกมา ยิ่งทำให้เกิดความกลัวจนแทบเสียขวัญอีกด้วย

                ปะเหมาะกับช่วงนั้นประเทศอิสราเอลกำลังพบกับสงครามรอบด้าน โดยฝ่ายตะวันออกกลางนำโดยอียิปต์ที่มุ่งโจมตีประเทศนี้อยู่ ซึ่งอียิปต์ได้จ้างเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันอดีตนาซี เข้ามาทำวิจัยผลิตจรวดขีปนาวุธที่ยิงออกจากอียิปต์แล้วไปตกตรงไหนก็ได้ของอิสราเอลตามที่ต้องการ หน่วยมอสสาดจึงจำเป็นจะต้องหยุดยั้งโครงการยิ่งถล่มประเทศนี้ให้ได้   หัวหน้าหน่วยมอสสาดภาคพื้นยุโรปในขณะนั้นคือ ราฟฟี่  ไอทาน ได้เสนอวิธีการ เกลือจิ้มเกลือ คือ ให้เยอรมันจัดการเยอรมันด้วยกันเอง เขาจึงเสนอให้จ้าง พันโทอ๊อตโต้  สกอร์เซนี่ ซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ที่สเปนมาจัดการเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายๆฝ่ายมองว่าไม่สามารถเป็นไปได้


                แต่ทว่าในปี 1962 สายลับมอสสาดสองคนที่ปลอมตัวเข้าไปในสเปน และตีสนิทกับ สกอร์เซนี่และภรรยาที่ผับแห่งหนึ่งได้สามารถเจรจา ตกลงเงื่อนไขการทำงานกับสกอร์เซนี่ได้ โดยสกอร์เซนี่ไม่ได้ต้องการเงินตอบแทนใดๆ แต่ขอสิ่งตอบแทนเป็นการถอดชื่อเขาออกจากแฟ้มบัญชีดำของกลุ่มนักล่านาซีด้วย ซี่งหน่วยมอสสาดก็พยายามที่จะถอดถอนชื่อออก แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจาก ซิมอนไม่ยอมตกลง จนท้ายที่สุดหน่วยมอสสาดก็ได้ใช้อุบายปลอมเอกสารขึ้นมา แล้วเอามาให้สกอร์เซนี่ดูว่าไม่มีชื่อแล้ว  ทางสกอร์เซนี่จึงเริ่มภารกิจไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ หรือส่งจดหมาย ลอบวางระเบิด ลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกและทำงานให้งานวิจัยของอียิปต์อยู่ แผนการลอบสังหารนี้เป็นไปด้วยดีโดยไม่มีใครรู้เลยว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง แม้กระทั่ง ไฮนซ์  ครู้ก หนึ่งในหัวหน้าโครงการวิจัยนี้หวาดผวากับเหตุการณ์ล่าสังหาร ต้องจ้างสกอร์เซนี่มาคุ้มครอง โดยที่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าสกอร์เซนี่เองก็รับงานของหน่วยงานมอสสาดมาอีกที แล้ววันหนึ่งเขาก็หายตัวไปจากเมืองมิวนิค เยอรมีระหว่างเดินทางไปทำงานอย่างไร้ร่องรอย หลังจากในตอนเช้ามีสกอร์เซนี่และทีมงานไปรับเขาเพื่อไปส่งทำงาน ว่ากันว่า สกอร์เซนี่ได้ยิงเขาทิ้งและใช้น้ำกรดละลายศพเพื่อไม่ให้มีหลักฐานแล้วฝังไว้ในป่าที่เยอรมนี จากนั้นตั้งแต่ปี 1965 ก็ไม่เหลือนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันทำงานให้อียิปต์อีกแม้เพียงคนเดียว

                ในบั้นปลายชีวิต อ๊อตโต  สกอร์เซนี่ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรื่อยมาในสเปน โดยไม่มีหน่วยมอสสาด หรือใครมายุ่งกับเขาอีก จนถึงปี 1975 เขาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอดด้วยอายุ 67 ปี ในงานศพของเขาบรรดาเหล่าเพื่อนฝูงได้มีการแสดงการไว้อาลัยด้วยการเคารพแบบนาซี และมีการร้องเพลงนาซีอย่างเปิดเผย โดยไม่มีใครที่มาร่วมงานศพนั้นได้รู้เลยว่า บุคคลที่นอนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาเคยเป็นพวกที่หักหลังพวกเดียวกัน และเคยเป็นสายลับทำงานให้กับอิสราเอลมาก่อนเลย...

ขอขอบคุณเเหล่งภาพ      google.com

เเหล่งข้อมูลบางส่วนจาก The Wild Chronicles Group

 

 

 


วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563





วีซ่าหมดอายุได้ไหม ถ้าจากเยอรมนี ไปอยู่ไทยเกินหกเดือน

สมัยปัจจุบันมีคนไทยไปอยู่ต่างแดน แทบจะทุกประเทศทั่วโลก ทั้งมีการไปอยู่แบบชั่วคราว เช่น เรียน,ท่องเที่ยว,ไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง และไปอยู่แบบถาวร โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ถือเป็นประเทศต้น ๆ ในทวีปยุโรป ที่คนไทยเลือกไปใช้ชีวิตอยู่แบบถาวร จนทำให้มีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากตั้งแต่ก่อนไป จนแม้ไปแล้วก็ยังมีขั้นตอน การขอวีซ่ายาวหลังแต่งงานอีก ดังนั้นการเสียสิทธิ์วีซ่าพำนัก จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมาก เพราะบางทีอาจจะทำให้ไม่สามารถกลับเข้าประเทศเยอรมนีได้อีก

ดังนั้นหากคุณเป็นคนไทยที่ได้วีซ่ายาว ในการไปอยู่ในประเทศเยอรมนี อาจจะด้วยการทำงาน ซึ่งอันนี้ไม่ค่อยน่าห่วง เพราะจะมีบริษัท หรือนายจ้าง ในการรับรองการเข้าออก อยู่อาศัย ที่ชัดเจน แต่หากเป็นกรณี ไปแต่งงาน และใช้ชีวิตอยู่กับสามี ลูก ที่โน่นเป็นระยะเวลานาน ๆ  ปกตินาน ๆ กลับเมืองไทยที ไม่เกินเดือน ก็ไม่มีปัญหา แต่หากมีเหตุจำเป็นวันหนึ่งว่าจะต้องกลับเมืองไทยยาวหลายเดือน หรือไม่ทราบว่านานแค่ไหน มีกฎหมายการเข้าออกเยอรมนีมาฝาก ให้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคนไทยต่างแดนที่อาจจะยังไม่รู้ หรือ รู้แล้วแต่ยังมีข้อสงสัยรายละเอียดปลีกย่อยว่า ต้องทำอย่างไงบ้าง

                ถ้าเราเป็นคนไทยที่มีสัญชาติไทย จะกลับเมืองไทยเกิน 6 เดือน เราจะต้องติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ และขี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่านี้คือ กองต่างด้าว (Ausländerbehörde) จะอยู่ที่ Landratsamt ในเมืองที่เราอาศัยอยู่

                กฎหมายของคนต่างด้าว ( Zuwanderungsgesetz) เขียนไว้ว่า คนต่างด้าวที่มีวีซ่าอย่างถูกต้อง อาศัยอยู่ในเยอรมนี หากจะต้องออกไปอยู่นอกประเทศเกิน 6 เดือน จะสูญเสียสิทธ์ของวีซ่าไป ซึ่งหมายความว่า เมื่อเราจะกลับเข้ามาใหม่จะต้องทำวิซ่าใหม่ ไม่เช่นนั้น เราจะมีปัญหาเมื่องเดินทางกลับเข้าเยอรมนีอีกครั้ง โดยจะติดตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าที่สนามบินเลย และมีสิทธิ์ถูกส่งกลับประเทศไทยได้

                แต่กฎหมายนี้ก็มีข้อยกเว้น ไม่ให้เสียสิทธิ์นี้ได้ 3 กรณีคือ

1. ผู้มีเงื่อนไขดังนี้

                -ถือวีซ่าที่อยู่อาศัย หรือวีซ่ามีถิ่นฐาน มาอย่างน้อย 15 ปี หรือแต่งงานกับคนเยอรมัน

                -มีประกันสุขภาพเยอรมัน

                -มีที่อยู่แน่นอนในต่างประเทศ

  ถ้าเรามีคุณสมบัติเหล่านี้ครบ ก่อนเดินทางออกนอกประเทศเยอรมนี ก็ต้องไปติดต่อแจ้ง แก่กองต่างด้าว    ( Ausländerbehörde ) ในเขตที่เราอาศัยอยู่ พร้อมกับสามี พร้อมหลักฐาน คือ หนังสือเดินทาง และสำเนาใบทะเบียนสมรส เพื่อกรอกคำร้อง เมื่อเจ้าหน้าที่เขาตรวจสอบข้อมูลแล้ว ก็จะออกหนังสือรับรอง แก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนขาเข้าที่สนามบินเยอรมัน เมื่อเราเดินทางกลับเข้ามา เพื่อยืนยันว่าวีซ่าเรายังใช้ได้อยู่ โดยหนังสือรับรองนี้จะมีอายุ เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านัน หมายความว่า ถ้าครั้งหน้าเรามีการเดินทางแบบนี้อีก ก็ต้องดำเนินเรื่องแบบนี้ และขอใหม่ ปกติการยื่นคำร้องขอนี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ถ้าหากแต่งงานกับคนเยอรมัน และเมื่อขอใบได้แล้ว คุณสามารถอยู่นอกประเทศเกิน 6 เดือนได้อย่างไม่จำกัด

2. ถ้าคุณยังไม่มีเงื่อนไขตามข้อ 2 แต่มีความจำเป็นชั่วคราวที่ต้องอยุ่นอกประเทศเกิน 6 เดือน เช่น ไปเกณฑ์ทหาร , ไปรักษาตัว,ไปรักษา ดูแล พ่อแม่ที่เจ็บป่วย ก่อนเดินทางคุณก็ต้องไปเจรจากับกองต่างด้าวก่อน อาจจะให้สามีไปช่วยรับรอง พูดคุย กรณีสมรสแล้ว ถ้ากองต่างด้าว เห็นว่ามีเหตุผลสมควร ก็จะออกหนังสือรับรองยึดเวลาอยู่นอกประเทศออกไปได้แบบจำกัดเวลา ซึ่งหมายความว่าคุณจะต้องกลับภายในกำหนดเวลา หนังสือรับรองนี้คุณจะต้องแสดงแก่เจ้าหน้าที่เมื่อเดินทางกลับเข้าเยอรมนี

3.ถ้าต้องอยู่นอกประเทศเกิน 6 เดือน กรณีคนไทยที่เป็นผู้ชาย ที่ต้องกลับไปเกณฑ์ทหาร เมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่แล้ว ก็จะต้องกลับเข้าเยอรมนีอีกภายใน 3 เดือน

                เมื่อรู้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ก็ควรปฏิบัติให้ถูกต้องจะได้ไม่เสียสิทธิ์ เสียวีซ่า โดยไม่รู้ตัว

 



วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

สรุป "วิกฤตเวเนซุเอลา" เกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้  ถึงทำให้เศรษฐีน้ำมัน กลับกลายเป็นประเทศยากจน !
          เศรษฐกิจตกต่ำ เงินไร้ค่า ผู้คนอดอยาก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แตกแยกทางการเมือง ! ทั้งหมดนี้่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศเวเนซุเอลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากประเทศที่เคยร่ำรวยด้วยน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติ อะไรกันที่ทำให้เวเนซุเอลา กลับต้องมาเจอปัญหารอบด้านเช่นนี้
วิกฤตเวเนซุเอลา เริ่มมาจากไหน ?
          ย้อนไปในอดีต เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาก เพราะมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก ทำให้รายได้ของเวเนซุเอลากว่า 90% มาจากการส่งออกน้ำมันดิบ 

          จนเมื่อปี 1976 รัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์ลอส แอนเดรส เปเรซ ออกนโยบายที่เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ก็ว่าได้ ด้วยการตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" เพื่อให้รัฐบาลเข้าไปควบคุมธุรกิจพลังงานทั้งหมดในประเทศ แทนที่จะเป็นบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผลคือ ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาตอนนั้นรวยขึ้นแบบสุด ๆ จากการขายน้ำมัน แต่กลับบริหารจัดการทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์นี้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
          ก่อนที่ในปี 1999 "ฮูโก ชาเวซ" จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเขามีแนวคิดรัฐสวัสดิการ จึงนำเงินจำนวนมากมาใช้กับโครงการประชานิยมแบบสุดโต่ง เพื่อเอาใจประชาชนด้วยหวังจะได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน เช่น 
อุ้มราคาสินค้า
          โดยควบคุมและกำหนดราคาสินค้าให้ถูกกว่าความเป็นจริงมาก จนภาคธุรกิจขาดทุน อยู่ไม่ได้ ต้องปิดกิจการไป ไม่มีใครผลิตสินค้า สุดท้ายรัฐบาลต้องลงมาผลิตสินค้าขายเอง หรือหากสินค้าใดขาดตลาด รัฐบาลจะใช้วิธีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทดแทน
สร้างบ้านราคาถูกกว่าท้องตลาด
          ทำลายกลไกราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ด้วยการสร้างบ้านให้ประชาชนกว่า 2 ล้านหลัง เป็นเหตุให้ภาคเอกชนไม่สามารถแข่งขันได้
อุดหนุนราคาพลังงาน
          อุ้มราคาน้ำมันและไฟฟ้าให้ถูกราวกับแจกฟรี ส่งผลให้ประชาชนในประเทศผลาญพลังงานอย่างสิ้นเปลือง 
 สนับสนุนให้คนหยุดทำการเกษตร
          โดยให้นำเข้าอาหารแทบทั้งหมดจากต่างประเทศ 
ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
          เพื่อป้องกันไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ จนทำให้ตลาดค่าเงินเวเนซุเอลาพัง ขาดแคลนเงินสกุลต่างชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อขั้นรุนแรง 
ภาพจาก CRISTIAN HERNANDEZ / AFP

          อย่างไรก็ดี ด้วยนโยบายเหล่านั้น ได้ทำให้ "ฮูโก ชาเวซ” กลายเป็นที่รักของคนยากจนในประเทศ เพราะสามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ยกคุณภาพชีวิตคนจนในเวลานั้นอย่างทั่วถึงจริง ๆ ซึ่งแม้ "ฮูโก ชาเวซ" จะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2013 และได้ "นิโกลัส มาดูโร" ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่แทน แต่รัฐบาลก็ยังไม่หยุดใช้นโยบายประชานิยมต่อไป

เจอวิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำ

          แต่แล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำ ในช่วงปี 2014-2016 ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากที่เคยสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แน่นอนว่าเวเนซุเอลา ซึ่งพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก รับผลกระทบไปเต็ม ๆ จนรายได้หายไปมหาศาล

          แม้จะมีสัญญาณเตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ทว่า รัฐบาลกลับไม่เลือกใช้นโยบายรัดเข็มขัด แต่ยังคงเดินหน้าอัดฉีดเงินเพื่อประชานิยมต่อไป แถมยังหมดเงินจำนวนมากไปกับการซื้อเครื่องบินรบ รถถัง เพื่อเสริมกองทัพ จนต้องกู้เงินจากจีนและรัสเซีย ที่สำคัญคือ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ก็เจอกับภาวะขาดทุน เพราะการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพของภาครัฐ
ภาพจาก Federico PARRA / AFP

พิมพ์เงินจำนวนมาก หวังแก้ปัญหา

          สุดท้ายรัฐบาลยังตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยการพิมพ์เงินออกมาดื้อ ๆ จำนวนมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นมหาศาล เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เมื่อกลไกค่าเงินเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ค่าเงินเวเนซุเอลาอ่อนค่าลง สินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น รัฐบาลจึงยกเลิกการนำเข้าสินค้าบางอย่าง ส่งผลให้อาหารและยารักษาโรคเริ่มขาดแคลน ประชาชนเริ่มอดอยาก
 
         อย่างไรก็ตาม ยิ่งเกิดภาวะเงินเฟ้อมากขึ้นเท่าไร รัฐบาลกลับยิ่งพิมพ์เงินเพิ่มแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนค่าเงิน Bolivar (โบลิวาร์) เป็นเหมือนเศษกระดาษ ในที่สุดภาวะเงินเฟ้อก็ทะลุ 80,000% ในปี 2018 โดยราคาสินค้าในเวเนซุเอลาแพงขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นไก่สด ขายอยู่ที่ตัวละ 14.6 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 1,900 บาท, เนื้อวัว ราคากิโลกรัมละ 9.5 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 1,200 บาท, ข้าวสารบรรจุถุงกิโลกรัมละ 2.5 ล้านโบลิวาร์ หรือ 330 บาท กระดาษชำระม้วนละ 2.6 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 340 บาท เป็นต้น ซึ่งราคาสินค้าที่กล่าวมาถือว่าแพงมาก เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของชาวเวเนซุเอลาที่ได้รับประมาณเดือนละ 1.8 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 240 บาท
ภาพจาก Federico PARRA / AFP กองธนบัตรสกุลเงินเดิม (ซ้าย) มีมูลค่าเท่ากับสกุลเงินใหม่เพียงใบเดียว (ขวา)

          ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนสกุลเงินใหม่ กลายเป็น Sovereign Bolivar ด้วยการตัดเลขศูนย์ 5 ตัว เพื่อให้เงิน 100,000 Bolivar มีค่าเท่ากับ 1 Sovereign Bolivar และยังปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 3,000% เพื่อหวังให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่าย เป็นเหตุให้เวเนซุเอลาต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาจนถึงทุกวันนี้ และดูเหมือนสถานการณ์จะมีแต่แย่ลงเรื่อย ๆ  
วิกฤตเศรษฐกิจ สู่ความขัดแย้งทางการเมือง
          นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ทำร้ายคนในประเทศนี้มายาวนาน ปัญหาทางการเมืองเองก็เลวร้ายไม่แพ้กัน ซึ่งมีต้นเหตุมาจากปี 2015 ที่พรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1999 แต่ศาลกลับมีมติให้ "นิโกลัส มาดูโร" เป็นผู้นำรัฐบาลต่อไป เพราะมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ จากจำนวน ส.ส. ที่เข้าร่วมประชุมไม่ครบ จนกลายเป็นเหตุความรุนแรงทางการเมือง   

          และล่าสุดในปี 2018 ได้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยมี 2 แคนดิเดต คือรัฐบาลปัจจุบันอย่าง "นิโกลัส มาดูโร"และฝ่ายค้านที่นำโดย "ฮวน กุยโด" ผลปรากฏว่า "นิโกลัส มาดูโร" เป็นผู้ชนะ แต่กลับโดนวิจารณ์อย่างหนักเรื่องความไม่โปร่งใส เพราะมีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐอเมริกา 
ภาพจาก Reynaldo Riobueno / Shutterstock.com

          "ฮวน กุยโด" จึงใช้โอกาสนี้ตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี โดยมีสหรัฐฯ หนุนหลัง ขณะที่ "นิโกลัส มาดูโร" ก็ไม่ยอมเช่นกัน ยังคงนั่งในสภาต่อไป ซึ่งหนุนโดยจีนและรัสเซีย ทำให้ตอนนี้เวเนซุเอลา กลายเป็นประเทศที่มีประธานาธิบดี 2 คน โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านต่างก่อเหตุปะทะกันรุนแรง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ความบาดหมางนี้ยิ่งเหมือนเป็นการซ้ำเติมปัญหาในประเทศให้เลวร้ายขึ้นไปอีก 
ความยากลำบากของชาวเวเนซุเอลาในตอนนี้ 

เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation)

          จนถึงตอนนี้ปัญหาเงินเฟ้อก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะควบคุมได้ และอาจทะลุ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เห็นได้จากที่มีคนออกมาโยนเงินทิ้งเกลื่อนถนน เพราะเหลือค่าเพียงแค่เศษกระดาษ (อ่านข่าว - เงินโบลิวาร์ไร้ค่า เวเนซุเอลาโยนเงินทิ้งเกลื่อนถนน) ขณะที่สินค้าราคาแพงมหาศาล สวนทางกับค่าแรงคนในประเทศ ซึ่งภาวะที่คนเวเนซุเอลาเจอตอนนี้ เรียกว่า เงินเฟ้อขั้นรุนแรง หรือ Hyperinflation นั่นเอง
          Hyperinflation คืออะไร ?
          ข้อมูลจาก The Guardian ให้ความหมายของ Hyperinflation ว่าเป็นภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงที่ราคาสินค้าแพงขึ้นต่อเนื่องแบบรวดเร็ว หรือมากกว่า 50% ภายใน 1 เดือน ส่งผลให้เงินด้อยค่าจนไม่มีใครอยากได้ เช่น สถานการณ์ในเวเนซุเอลาที่ต้องใช้เงินถึง 2.6 ล้านโบลิวาร์ (340 บาท) เพื่อซื้อกระดาษชำระ 1 ม้วน หรือใช้เงิน 14.6 ล้านโบลิวาร์ (1,900 บาท) ซื้อไก่ 1 ตัว
          ทั้งนี้แม้ Hyperinflation เป็นภาวะที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็มีหลายประเทศเคยมีบทเรียนเรื่องนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
          - เยอรมนี ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1920
          - ฮังการี ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยมีเงินเฟ้อทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 41,900,000,000,000,000%
          - รัสเซีย หลังเกิดเหตุการณ์ล่มสลายของสหภาพโซเวียต
          - ซิมบับเว ที่พิมพ์เงินออกมาจำนวนมากจนไร้ค่า โดยเคยออกธนบัตรมูลค่า
 100,000,000,000,000 ดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2008 ก่อนยกเลิกสกุลเงินของตัวเอง เปลี่ยนไปใช้ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2009

ขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค

ภาพจาก Luis ROBAYO / AFP
          ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากต้องอดอยาก ขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคอย่างหนัก ถึงขนาดต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อขออาหารจากรัฐบาล และบางคนถึงกับต้องจำใจซื้อเนื้อเน่า หรือดื่มน้ำจากท่อระบายน้ำ เพื่อประทังชีวิต ขณะที่มีเด็กทารกและผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มนับหมื่นคน เนื่องจากโรงพยาบาลขาดแคลนอาหาร ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ ไม่มีน้ำสะอาดใช้

ภาพจาก GEORGE CASTELLANOS / AFP
           ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2019 พื้นที่ส่วนใหญ่กว่า 70% ในประเทศเวเนซุเอลา เจอกับปัญหาไฟดับติดต่อกันถึง 1 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากโรงไฟฟ้าของเวเนซุเอลาไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อีกต่อไป ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดไปโดยปริยาย

          การที่ไม่มีไฟฟ้านี้ยังส่งผลให้โรงพยาบาลเดือดร้อนอย่างหนัก การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบากมาก และมีผู้ป่วยโรคไตเสียชีวิต เพราะเครื่องฟอกไตและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้งานไม่ได้  อย่างไรก็ตามนายมาดูโร ได้อ้างว่า ปัญหาไฟดับเป็นฝีมือของกลุ่มต่อต้านที่ต้องการก่อความไม่สงบในประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

           ขณะเดียวกันในหลาย ๆ เมืองยังไม่มีน้ำสะอาดใช้ จากการปิดระบบประปา โดยบางเมืองรัฐบาลจะปล่อยน้ำประปาให้ใช้เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น และแม้ว่าล่าสุด น้ำประปาในเมืองซานติเอโกจะกลับมาไหลอีกครั้งในรอบหลายเดือน แต่ทว่ากลับเจือปนด้วยน้ำมันดิบ ไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้เลย (อ่านข่าว เวเนซุเอลา ทุกข์ซ้ำ ! น้ำประปามาพร้อมน้ำมันดิบ ดำปิ๊ดปี๋ กิน-ใช้ ไม่ได้)

สงครามกลางเมือง คนเสียชีวิตจำนวนมาก

          อย่างที่บอกคือตอนนี้การเมืองเวเนซุเอลาแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย จนเกิดเหตุปะทะกันต่อเนื่องจากฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนเข้าไปแล้ว โดยนายมาดูโร มีเสียงสนับสนุนจากประเทศจีนและรัสเซีย ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย เลือกยืนข้างนายกุยโด ขณะที่ชาติยุโรปอีกหลายประเทศ ออกมาเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่

          ขณะที่ความยากจนข้นแค้น ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาสร้างความรุนแรง ก่ออาชญากรรม ปล้นสะดม พยายามกักตุนทุกอย่างเอาไว้ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต

คนหนีตายออกนอกประเทศ

ภาพจาก Luis ROBAYO / AFP

          คนเวเนซุเอลาต่างสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจนถึงปัจจุบัน มีคนเวเนซุเอลามากกว่า 3 ล้านคนแล้วที่เลือกอพยพออกนอกประเทศ หวังไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยส่วนใหญ่เลือกที่จะหนีไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โคลอมเบีย บราซิล เปรู และชิลี 

          วิกฤตเวเนซุเอลา เป็นมหากาพย์ที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ผู้ซึ่งเริ่มต้นใช้นโยบายรัฐสวัสดิการ กระทั่งปัญหามาปะทุขึ้นในสมัยประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ "น้ำมัน" ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นท่อหล่อเลี้ยงชีพของชาวเวเนซุเอลา มีราคาตกลงอย่างฮวบฮาบ ปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมจึงปรากฏขึ้นดังทุกวันนี้ และยังคงไม่มีใครทราบว่าจะจบลงอย่างไร ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะหาทางออกให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลาตื่นจากฝันร้ายนี้สักที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
NBCWorldatlasThe GuardianAljazeera, CGTNBBC  

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความดีสากลกับตัวข้าพเจ้า
ความดีสากล คือ ความดีที่เป็นสากล ปฏิบัติกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ ทุกความเชื่อ ทุกชนชั้น​ ทั้งที่มีการศึกษาและไม่มีการศึกษา ซึ่งเมื่อทำแล้ว จะทำให้เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นที่เกรงใจของทุกคน ความดีสากลเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตพึงปรารถนา โดยเขาอาจจะรู้หรือไม่รู้มาก่อนก็ตาม แต่เมื่อนำไปปฏิบัติ ชีวิตประสบพบเจอแต่ความสุขและความสำเร็จ
ความดีสากล ประกอบด้วย
1.สะอาด
2.เป็นระเบียบ
3.สุภาพ
4.ตรงต่อเวลา
5.จิตใจผ่องใส

 ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เรื่องความสะอาดและระเบียบ เป็นเรื่องหลัก

ปฐมเหตุ...
หลวงพ่อทัตตชีโว เมตตาถามข้าพเจ้าว่า พระพุทธศาสนาจะช่วยคนตะวันตก ให้มีความสุขในชีวิตเพิ่มขึั้นได้อย่างไร? คำถามฟังแล้วไม่ได้ยากอะไร แต่มันกลับยากมากที่จะตอบได้ถูกต้อง พยายามตอบอย่างยืดยาว สุดความสามารถ คิดว่าจะให้ครอบคลุมมากที่สุด 
แต่แล้วท่านตอบให้ว่า มันมีวิธีง่ายๆ คือ สอนให้เขาแยกแยะให้ออก ระหว่าง Need (ความจำเป็น) กับ Want (ความต้องการ) ทำอย่างไรให้ทดลองทำกับตัวเองก่อนเลย ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่คนขยันเท่าใดนัก แต่เป็นคนชอบทดลอง ชอบพิสูจน์อะไรที่ท้าทาย จึงไม่รีรอที่จะลงมือทำตามบทฝึกที่ท่านแนะนำมา

บทฝึกที่ 1
ท่านแนะนำให้ทำความสะอาดห้องนอน โดยทำอย่างละเอียด ตั้งแต่กวาดเพดานลงมาถึงพื้น เอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ พับเป็น 4 ส่วน เท่าฝ่ามือ ถูทุกซอกทุกมุม ใช้ผ้าทีละด้านจนครบทุกด้าน จึงค่อยซัก ท่านบอกว่าทำแล้วจะมีความรู้สึกว่าห้องนอนน่าอยู่ น่าพักผ่อน หลับได้ลึก และจะรู้สึกสบาย อยากนั่งสมาธิที่ห้องนอน ไม่น่าเชื่อ จากห้องนอนห้องเดิม ฝาห้องก็ธรรมดา แต่มันดูสดใสสวยงาม พาอารมณ์ดี น่าพักผ่อน และอยากจะนั่งสมาธิขึ้นมาทันทีจริงๆ

บทฝึกที่ 2
ให้แยกของใช้ในห้องนอนออกเป็น 2 กอง กองหนึ่งคือ Need อีกกอง คือ Want เก็บของ Need เอาไว้ในห้อง แยกเอาของWant ไปไว้อีกที่หนึ่ง ถ้าต้องการอะไรไปหยิบกลับมาใช้ได้ ผ่านไป 1 เดือน ของที่เราไม่ได้ไปเอากลับมา แสดงว่ามันเป็นส่วนเกิน ให้บริจาคให้กับผู้อื่นที่มีความต้องการมากกว่าเรา ท่านบอกว่า ระหว่างที่ทำนั้น ใจจะโล่ง โปร่ง สบายใจ แบบน้ำตาซึมเลยหล่ะ ซึ่งพอลงมือทำ ก็รู้สึกเหมือนอย่างที่ท่านบอก รู้สึกใจเบาสบาย ปิติ ดีใจมาก เหมือนเราค้นพบสิ่งประเสริฐในชีวิต

ระหว่างการคัดเลือกของแต่ละชิ้น เราจะต้องตัดสินใจ คือตัดสินและตัดใจ ของบางชิ้นตัดสินไม่ยาก แต่ตัดใจยาก อาจจะต้องคิดหากุศโลบายมาช่วย เช่น ถ้าเราจะต้องย้ายที่อยู่ในวันพรุ่งนี้ เราจะเอาติดตัวไปด้วยไหม ก็ช่วยในการตัดใจได้ง่ายขึ้น บทฝึกนี้ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง เคารพนับถือตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง และรักตัวเอง รู้สึกมั่นใจว่าเรามีหลักยอดเยี่ยมในการตัดสินใจ​ ในทุกสิ่งที่จะเข้ามาในชีวิต
บทฝึกที่ 3
 หลวงพ่อสอนว่า ถ้าวัดใดมีของใช้มาก ก็ต้องมีห้องเก็บของมาก มีค่าใช้จ่ายมาก ศรัทธาคนจะลด และสมาชิกของวัดจะลด แต่ถ้าวัดใดมีของใช้น้อย ห้องเก็บของก็จะน้อย ค่าใช้จ่ายจะน้อย ศรัทธาคนจะมาก และสมาชิกจะเพิ่ม เมื่อของน้อยและถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ผลคือของในวัดก็จะ “หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา พาใจเข้าถึงธรรม”

ได้ชักชวนสมาชิกวัดมาทำด้วยกัน เริ่มไปในแต่ละห้อง โดยขนของออกมาทั้งหมดก่อน แล้วเช็ดถูทำความสะอาดห้องในทุกซอกทุกมุม จึงลงมือคัดแยกของ ของที่เสียหรือหมดอายุแล้วก็คัดทิ้งไป ของที่ยังดียังใช้ได้ ก็แยกและจัดหมวดหมู่ เพื่อเตรียมเก็บเข้าที่ ของบางอย่างยังดีอยู่แต่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็แยกไว้รอบริจาคให้องค์กรการกุศลต่อไป ได้ทำบุญอีกต่อ จากนั้นก็เรียงของเก็บเข้าที่ ตามความถี่ของการใช้งาน เรียงสูงต่ำ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เมื่อทำเสร็จแล้ว หมู่คณะก็มาอนุโมทนาบุญ ถ่ายรูปร่วมกันกับภาพที่เป็นระเบียบงดงาม เราต่างรู้สึกปลื้มปีติและมีความสุขใจร่วมกัน ที่จัดวัดของเราให้สะอาดเรียบร้อย
 ท่านปรารภว่าอยากให้ทำวัด ตั้งแต่หน้าวัดถึงท้ายวัด ให้เหมือน “โชว์รูม” ที่ขายสินค้าเกรดเอ ซึ่งเขาจัดร้านได้สะอาดและเป็นระเบียบสวยงาม ท่านกล่าวว่า ถ้าในแต่ละวัดมีผู้ทำความดีสากล 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสมาชิกขึ้นไป เดี๋ยววัดนั้นจะกระเทือน จึงชักชวนทั้งพระภิกษุ เจ้าหน้าที่ และสาธุชนฝึกความดีสากลไปด้วยกัน ทำไปที่ละจุด ทำไปทีละห้อง วัดก็สะอาด สว่าง สงบ รู้สึกวัดเราศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาก สมกับเป็นดินแดนแห่งการบรรลุธรรม ทำไปจนหมดวัดแล้ว จึงชวนกันไปขัดเสารั้วหน้าวัด ซึ่งเสานี้ตั้งอยู่นานหลายสิบปี ตากแดดตากฝนจนตะไคร่น้ำจับเป็นสีดำ ระหว่างขัดเสานั้นเพื่อนบ้านในละแวกนั้นมายืนจ้องมอง  เราก็ขัดเสาของเราไปด้วยใจเบิกบาน ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่า เพื่อนบ้านเราต่างออกมาตัดหญ้าและกวาดถนนหน้าบ้านตนเอง ไม่น่าเชื่อเลยว่า มันจะเกิดเป็นกระแสของการทำความสะอาดที่ส่งต่อออกไปได้
 การทำความดีสากล จึงเป็นวิธีการง่ายๆ ที่ทำให้เราค้นพบตัวเอง ค้นพบพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน และที่สำคัญคือเป็นการทำวัดให้ศักดิ์สิทธิ์ สะอาด สงบ เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นการหล่อหลอมรวมใจหมู่คณะให้มีความรัก ความสามัคคี พร้อมจะมุ่งหน้าฝ่าฟันไปข้างหน้า แม้จะเป็นงานใหญ่ เมื่อทุกคนมาลงแขกร่วมแรงร่วมใจ ภารกิจนั้นก็สำเร็จอย่างดีที่สุด แบบเอาอยู่ โดยที่หมู่คณะไม่เหนื่อยเกินไป หรือแม้บางครั้งจะเหนื่อย แต่ก็มีความสุข ปิติ เบิกบาน เป็นบุญบันเทิง ใจจะเป็นบุญกุศล มีความเคารพพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้น เรื่องการเกี่ยงงาน การดูถูกดูแคลน การจ้องจับผิด นินทาว่าร้ายลดลง มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในหมู่คณะ

เมื่อสมาชิกวัดมีความรู้ มีความเข้าใจ เห็นอานุภาพการทำความดีสากลร่วมกันแล้ว การทำงานภายในวัดทุกสิ่งอย่าง ก็จะเป็นไปเพื่อส่งเสริมการฝึกตัวในเรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบ หมู่คณะจะพัฒนาต่อยอดการทำงาน ทำให้การทำงานในวัดลงตัว เช่น
-พระภิกษุแบ่งกันดูแลบุญอาหารและล้างจานตอนเช้า
-เก็บเพชรพลอย (ขยะ) รอบวัดทุกเช้าวันจันทร์
-ทำความดีสากลร่วมกันทุกบ่าย 2-4 น. ของวันจันทร์และวันศุกร์ โดยจะหมุนเวียนไปทำในจุดต่างๆ
-รับบุญความดีสากลประจำโซนที่ตนได้รับมอบหมาย
-ตอนนี้กำลังจะจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ให้แก่สาธุชนคนท้องถิ่น

การทำความดีสากลเป็นมรดกธรรมล้ำค่า อันเป็นที่สุดของคำสอนของคุณยาย ที่ท่านใช้ตั้งแต่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ รวมหมู่รวมคณะสร้างบุญบารมีจนมาถึงวัดพระธรรมกายและขยายศูนย์สาขาออกไปทั่วโลก การทำความดีสากลจึงเป็นเสมือนการตอกย้ำคำสอนของท่านให้มั่นคง สืบสานให้กว้างไกล และเป็นการประกาศคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านให้ชาวโลกได้รับรู้

ถ้าจะถามว่าสิ่งใดในการทำความดีสากลยากที่สุด จากประสบการณ์แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดคือ การเริ่มลงมือทำ เพราะฉะนั้นสูตรสำเร็จของการทำความดีสากลคือ Just Do it เพียงแค่ลงมือทำ และพร้อมใจทำด้วยกันทั้งทีม สิ่งดีๆ ก็จะบังเกิดขึ้นในวัดของเรา เราจะค้นพบพลังอันยิ่งใหญ่ของหมู่คณะ และจะสามารถเปลี่ยนวัดของเราให้สดใสไฉไล แบบพลิกผ่ามือกันเลยทีเดียว
วันนี้คุณทำความดีสากลแล้วหรือยัง?


พระครูโสตถิธรรมวิเทศ (ปรัชญา โสตถิชัญโญ)
รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกายเเคลิฟอร์เนีย





วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561




 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งในภูเขาโคยะ จังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่พระวัย 40 ปีรูปหนึ่งได้ทำการฟ้องร้องคณะกรรมการของทางวัดว่า มีการทำร้ายจิตใจและไม่มีการจ่ายค่าแรง พร้อมเรียกค่าชดเชยจำนวน 8 ล้าน 6 แสนเยน (2 ล้าน 5 แสนบาท)
พระรูปดังกล่าวระบุว่า ได้เริ่มทำงานที่วัดนี้ในปี 2008
โดยในแต่ละวันจะต้องตื่นก่อนตี 5 เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว และผู้แสวงบุญที่มาเข้าพักในชุคุโบะ ซึ่งเป็นที่พักสำหรับผู้แสวงบุญ แถมยังต้องทำกิจของสงฆ์ไปด้วย
งานที่หนักและสิ่งที่พระรูปนี้ต้องรับผิดชอบ ทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่ฉลองครบรอบ 1,200 ปีของวัด
พระสงฆ์รูปนี้ต้องทำงานหนักติดกันนานถึง 64 วัน ช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. และต้องทำงาน 32 วันแบบไม่ได้หยุดเลยในช่วงเดือน ก.ย.–ต.ค. ก่อนที่จะต้องหยุดทำงานในวัดเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2016ทางด้านทนายความของฝ่ายโจทก์เผยว่า คณะกรรมการของทางวัดพยายามโน้มน้าวและบอกว่าการทำงานอย่างหนักนี้คือส่วนหนึ่งของการฝึก แต่อย่างไรก็ตามทางฝ่ายทนายก็มองว่าลูกความของเขาควรได้รับค่าตอบแทนในการทำงานหนักครั้งนี้ด้วย

ภูเขาโคยะถูกเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2004 และที่นี่มีวัดตั้งอยู่มากกว่า 117 แห่ง และนับตั้งแต่ปี 2004 สถานที่แห่งนี้มีผู้แสวงบุญมากถึง 200,000-400,000 คนต่อปี ซึ่งในช่วงปี 2015 ปีที่มีผู้แสวงบุญมากที่สุดถึง 440,000 คน
ที่มา ndtv

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561



ตัวอย่างวิบากกรรมของผู้บริภาษผู้ทรงศีล

ในครั้งพุทธกาลที่เมืองสาวัตถีมีชาวประมงได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง  มีสีเหมือนทองคำแต่ปากเหม็นมาก  จึงเอาไปถวายพระราชา พระราชารับสั่งให้นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอปลาอ้าปากเท่านั้น กลิ่นเหม็นก็คลุ้งตลบทั้งเชตวันมหาวิหาร พระราชาถามพระศาสดาว่า ทำไม่ปลามีสีเหมือนทองคำ แต่ปากเหม็น  พระศาสดาตรัสตอบว่า ปลานี้ภพในอดีตเป็นภิกษุชื่อ กปิละ มีความรู้มาก ทะนงในความรู้ของตน เที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุที่ไม่เชื่อคำของตน น้องสาวกับแม่ก็ด่าว่าพระภิกษุตามพระกปิละ  เพราะคิดว่าท่านรู้มาก พระกปิละตายแล้วจึงไปเกิดในอเวจีมหานรก  ไหม้ในมหานรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง แล้วมาเกิดเป็นปลา ด้วยเศษแห่งวิบากเนื่องจากเคยท่องบ่นคัมภีร์ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า จึงได้อัตตภาพมีสีเหมือนทองคำ แต่เพราะเป็นผู้ด่าบริภาษพระภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของเธอ

จากนั้นพระพุทธเจ้าทำให้ปลาพูดได้ด้วยพุทธนุภาพ

พระศาสดาตรัสถามปลาว่า  "เจ้าชื่อกปิละหรือ?"

ปลาตอบ   "พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ"

พระศาสดาถาม   "เจ้ามาจากไหน?"

ปลาตอบ   "เกิดในนรก พระเจ้าข้า"

พระศาสดา  "น้องสาวของเจ้า ไปไหน ?"

ปลาตอบ    " เกิดในมหานรก พระเจ้าข้า"

พระศาสดา  "บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน ?"

ปลาตอบ   "จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม  พระเจ้าข้า"

ดังนี้แล้ว คิดถึงบาปกรรมที่ตนเคยทำ  เศร้าเสียใจมากจึงเอาศรีษะฟาดเรือตายในทันทีนั่นเอง  กลับไปเกิดในนรกแล้ว มหาชนเห็นเรื่องราวทั้งหมด ได้สลดใจมีขนลุกชูชันแล้ว

การบริภาษด่าว่าพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมหนักมาก พวกเราอย่าไปทำเด็ดขาด บางคนแค่ฟังเขาว่าต่อๆกันมาก็หลงเชื่อ ผสมโรงด่าว่าท่านด้วยความคึกคะนอง กรรมนี้น่ากลัวนัก ยิ่งในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารออนไลน์ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว้างขวาง  ยิ่งต้องระมัดระวัง มีสติ ไม่ไปตามแห่ทำบาปกับใคร

การตัดต่อภาพใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุ ยิ่งผิดทั้งศีล ผิดทั้งธรรม จะหาเหตุผลมาอ้างว่าทำด้วยความความบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่าท่านไม่ดี เหตุผลนี้เมื่อตายแล้วตกนรก  จะเอาไปใช้อ้างกับยมบาลเขาก็ไม่รับฟังเลย

แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือ  เราอย่าไปบริภาษด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ เพราะเรายังรู้จักท่านไม่จริง แต่เอาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรม กับพระภิกษุรูปใดก็ได้ที่เราถูกอัธยาศัย มีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านดีกว่า ทำอย่างนี้เราจะไม่มีวิบากกรรม จะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป ทั้งภพนี้และภพหน้า

CR Chaleeya  Nuansri

การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก
 ผู้บุกเบิกให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ในช่วงแรกมักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วย เพราะขัดกับความคุ้นเคยเดิม แม้ในวงการพระ พุทธศาสนาก็เช่นกัน พระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ต่างก็ประสบกับการวิพากษ์โจมตีอย่างหนักมาแล้ว เพราะคนเรา พอไม่เข้าใจก็ไม่ชอบ จึงหาเรื่องจับผิด ด่าว่า ใส่ร้ายป้ายสี อาทิ
 พระเดชพระคุณหลวงปู่สด จนฺทสโร หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ผู้มุ่งสั่งสอนสมาธิ "วิชชาธรรมกาย" ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เคยถูกกล่าวหาว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎก อวดอุตริ และกุข่าวว่าถูกเจ้าคุณโชดกฯ สอนให้กลับตัวกลับใจ ซึ่งไม่จริงทั้งสิ้น ท่านเคยกล่าวว่า "เราจะฆ่าตัวเองด้วยความปรารถนาลามกทำไม"

พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เดินธุดงค์ตั้งใจปฏิบัติธรรม บุกเบิกสร้างพระป่าสายอีสาน ก็เคยถูกครหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนวิจารณ์ว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎก ที่บอกว่าไปสนทนาธรรมกับพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วได้
ครูบาศรีวิชัย ผู้นำศิษยานุศิษย์สร้างทางขึ้นพระธาตุ ดอยสุเทพสำเร็จในเวลาเพียง 3 เดือนและบุกเบิกเผยแผ่ธรรมะอย่างกว้างขวางในแดนล้านนา ก็เคยถูกใส่ร้ายป้ายสี จนถูกจับขังถึง 3 ครั้ง ปลดจากเจ้าอาวาส ถูกคุมตัวเข้ากรุงเทพฯ

 

สมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ผู้วางรากฐานให้ มจร. เติบใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์หลักในปัจจุบัน ส่งพระไทยไปเรียนกรรมฐานกับพระพม่า กลับมาบุกเบิกสร้างสายธรรมปฏิบัติยุบหนอพองหนอในไทย ก็เคยถูกข้อกล่าวหาจากสังฆนายกในยุคนั้นว่าปาราชิก และสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้สึก ถึงขนาดถูกจับสึกเปลื้องผ้าเหลืองออก ต้องนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่สันติบาล 4 ปี แต่สุดท้ายศาลก็พิพากษาว่าท่านไม่ผิดจึงกลับมาครองผ้าเหลืองใหม่ ก่อนมรณภาพได้เป็นถึงผู้รักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช
                                    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ผู้บุกเบิกการปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ ก็เคยถูกกล่าวหาว่าปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าไปสวรรค์ ไปนิพพานได้
หลวงพ่อพุทธทาส ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า
เพราะเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ถือใบลาน ซึ่งคนยุคนั้นไม่คุ้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระมหายาน พระนอกรีต เพราะชอบสอนเรื่องสุญญตา
อิงคำสอนของท่านนาคารชุน ชอบแนวคิดแบบเซ็น แต่ท่านก็สามารถดึงปัญญาชนจำนวนมากให้หันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา


หลวงตามหาบัว ก็เคยถูกกล่าวหาอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่พูดจาหยาบ
คาย จับเงินจับทองผิดพระวินัย ระดมผ้าป่าช่วยชาติซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์ หวังจะขึ้นเป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ทางลัด
แต่ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธได้มากมาย


 น่าคิดว่า ผู้ที่เคยบริภาษด่าว่าพระมหาเถระเหล่านี้ จะต้องแบกบาปมากเพียงใด ตอนกำลังด่าว่าท่าน ทุกกรณีจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ แต่ละคนก็คิดว่าท่านไม่ดีไม่ใช่พระแล้ว ด่าแล้วไม่บาป ได้บุญด้วย ปลุกระดมกันและกันด้วยโทสวาท (hate speech) ให้เกิดความเกลียดชังอย่างมากๆเหมือนท่านไม่ใช่คน
แต่พระมหาเถระเหล่านี้ แต่ละรูปก็ได้พิสูจน์ด้วยการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิตของท่าน สิ่งที่แต่ละรูปได้สร้างไว้นั้นต้องทำด้วยชีวิต ผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจจะทำอย่างนั้นไม่ได้
น่าคิดว่าผู้ที่ด่าว่าท่านพระอาจารย์มั่น ,ครูบาศรีวิชัย, สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ) ฯลฯ คนเหล่านี้ต้องรับกรรมหนักเพียงใด
     ส่วนพระที่มีเจตนาไม่สุจริตนั้น มักอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องออกไปเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระธรรมวินัยนี้เหมือนทะเลที่จะซัดซากศพขึ้นฝั่ง ในที่สุด ดังมีตัวอย่างให้เราเห็นอยู่มากราย โดยเราไม่ต้องไปผสมโรงด่า ให้เสี่ยงต่อบาปกรรมเลย

วิบากกรรมที่เกิดจากการกล่าวว่าร้ายพระภิกษุผู้ทรงศีล จะมีผลเป็นอย่างไร
ติดตามได้ตอนต่อไป

เเหล่งข้อมูล http://palungjit.org

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget