แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คดี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รวบรวมที่มา เเละประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคดีของวัดพระธรรมกาย ตั้งเเต่เริ่มเป็นข่าว จนผ่านมาถึงวันนี้เกือบขวบปี ออกมาเป็นผังเวลา
เเต่ละช่วง เเต่ละข้อหา พร้อมประเด็นวิเคราะห์ ตอบคำถาม ในประเด็นที่สังคมสงสัย เพราะไม่ใช่เเค่ข่าวจะจับพระสึก ปิดวัด เเบบธรรมดา เเต่มีการวางเเผน เตรียมการมาอย่างยาวนาน จะเป็นโมเดลพุทธศึกษาที่เปิดโลกประชาชนได้รับทราบถึงระบบกฏหมายไทย กฏหมายสงฆ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี




เเหล่งอ้างอิง:เพจน้องเเสนดี


วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559


ตามที่มีนักวิชาการกฎหมาย
กล่าวถึง ป. วิ อาญา มาตรา 39 (2) ที่ว่า
"ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์
ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องระงับการฟ้อง จะนำมาฟ้องหรือตั้งคดีใหม่ไม่ได้"
ชวนให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นว่า

1. ดีเอสไอมีอำนาจในการดำเนินคดี
ที่ไม่มีผู้เสียหายและถอนฟ้องไปแล้วได้จริงหรือไม่


2. การตั้งคดีเพียงเพราะมีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนเลย
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

สามารถดำเนินการสอบสวนได้จริงหรือไม่

3. ขั้นตอนการสืบสวนทั้งหมดที่ผ่านมา
ดีเอสไอทำถูกต้องตามหลักกฎหมายจริงหรือไม่


เพราะตามหลักวิชาการแล้ว
เมื่อมีผู้รู้ทางกฎหมายหลายท่าน
ทั้งที่เป็นอัยการและทนายความ
ออกมาท้วงติงถึงความไม่ถูกต้องเช่นนี้แล้ว
ดีเอสไอควรจะยับยั้งการสอบสวนทั้งหมดไว้ชั่วคราวก่อน
เพื่อกลับมาทบทวนข้อกฎหมายให้ถูกต้อง
ทบทวนขั้นตอนการสืบสวนให้ถูกต้อง
ก่อนที่การสอบสวนคดีอย่างลัดขั้นตอน
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
และก่อนที่การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยอาศัยมูลฐานแค่มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย
โดยไม่มีการแสดงหลักฐานกระทำความผิด
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
เพราะบรรทัดฐานการสอบสวนที่ดีเอสไอ
กำลังสร้างขึ้นใหม่ในขณะนี้
ได้สร้างความกระทบกระเทือนใจต่อประชาชน
และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกของสังคมอย่างรุนแรง
เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป หากมีการกุเรื่องเท็จ
กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
ประชาชนทั้งประเทศก็สามารถถูกดำเนินคดี
อย่างลัดขั้นตอนได้ทันที
โดยอ้างอิงจากการสอบสวนอย่างลัดขั้นตอนที่ดีเอสไอ
สร้างขึ้นเป็นบรรทัดฐานใหม่ในระบบกฎหมายไทย
จะเห็นได้ว่า บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ได้กลายเป็นการสร้างช่องว่างทางกฎหมาย
ให้เกิดการกลั่นแกล้งใส่ร้ายจากผู้ที่ปรปักษ์ต่อกันได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่กุเรื่องเท็จ กล่าวหาอีกฝ่ายอย่างลอยๆ
ก็สามารถยืมมือกฎหมายจับกุมอีกฝ่าย
ไปดำเนินคดีได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแสดงหลักฐาน
และสืบสวนพยานแต่อย่างใดๆ เลย
ลองคิดดูว่าสังคมจะเดือดร้อนวุ่นวาย
จากการกลั่นแกล้งใส่ร้ายมากมายเพียงใด
ยิ่งกว่านั้น บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ยังได้ก่อผลกระทบต่อความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงอีกด้วย
เพราะถ้าหากการรับบริจาคคือการฟอกเงินและรับของโจร
วัด 33,902 แห่ง พระสงฆ์ 300,000 รูป ก็จะมีโอกาส
ตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจรได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่มีผู้กุเรื่องใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐาน
เพียงแค่รับบริจาคโดยไม่ทราบที่มาของเงิน
ก็สามารถถูกจับสึกอย่างลัดขั้นตอนการไต่สวน
ถูกจับติดคุกติดตารางด้วยคำกล่าวหาลอยๆ ได้ในทันที
บรรทัดฐานที่ดีเอสไอกำลังสร้างขึ้นใหม่นี้
จึงมิใช่แค่ก่อผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ของประชาชนทั่วไปในวงกว้างเท่านั้น
แต่กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นที่ทำให้
พระพุทธศาสนาถึงกาลล่มสลายจากประเทศไทยได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ก่อนที่จะมีความผิดพลาดเสียหาย
ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนามากไปกว่านี้ ทางออกที่ดีในขณะนี้ก็คือ
1. ดีเอสไอควรยับยั้งการดำเนินคดีไว้เป็นการชั่วคราว
แล้วกลับมาทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานใหม่
เพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดบรรทัดฐานใหม่
ในการบังคับใช้กฎหมาย
ที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
และสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนา
2. นักวิชาการกฎหมาย ผู้รู้ด้านกฎหมาย
ควรเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ก่อนที่จะมีความตื่นตระหนกตกใจไปมากกว่านี้
จนถึงขั้นเกิดความวุ่นวายในประเทศไทย
โดยออกมาให้ความรู้แก่ประชาชนและพระสงฆ์
ในประเด็นที่กำลังตื่นตระหนกและวิตกกังวล
เป็นอย่างมากในเวลานี้ก็คือ

1) การรับบริจาคเข้าข่ายการฟอกเงินและรับของโจรหรือไม่
2) การตั้งข้อหาดำเนินคดี โดยอาศัยมูลฐานเพียงแค่
มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจกระทำการได้หรือไม่

3) คดีที่มีการถอนฟ้องไปแล้ว ไม่มีผู้เสียหายแล้ว
เจ้าหน้าที่รัฐยังมีอำนาจในการดำเนินคดีนั้นอยู่หรือไม่

4) การออกหมายจับ โดยไม่แสดงหลักฐานกระทำความผิด
ที่สอดคล้องกับข้อหา เจ้าหน้าที่รัฐสามารถกระทำได้หรือไม่


หากประชาชนและพระสงฆ์ทั้งประเทศได้รับความกระจ่าง
จากนักวิชาการกฎหมายในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็จะมั่นใจได้ว่า

กฎหมายยังให้การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ความตื่นตระหนกของประชาชน ของชาวพุทธ
และของพระสงฆ์ทั้งประเทศ ก็จะได้หายคลางแคลงใจ

ในการดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
ที่ปฏิบัติกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอย่างขัดแย้งกับ

ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐาน
ให้พระสงฆ์ทั้งประเทศตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจร
จากการรับบริจาคอยู่ในขณะนี้

--------------------------------------------------------------------
๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๓.๔๙ น.
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559



4 เหตุผลที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยังไม่ไปมอบตัวสู้คดี


1.ขอใช้สิทธิ์อาการป่วย ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ได้ ท่านป่วยมาตลอด 10กว่าปีแล้ว อาการหนักบ้าง ดีขึ้นบ้าง เป็นบางช่วง ด้วยอาการป่วยนี้ ทำให้ท่านไม่สามารถเดินทางออกจากวัดมา 10กว่าปีแล้ว แต่ DSI ไม่ให้สิทธิ์นั้น


2.เหล่าศิษย์ คลางแคลงใจ ในการทำงานของของDSI เพราะที่ผ่านมาได้ให้ DSI มาตรวจสอบคดีและมาพิสูจน์อาการป่วยที่วัด DSI ไม่ยอมมาพิสูจน์ที่วัดแม้เพียงครั้งเดียว
พอถามรองผอ.DSI ว่าทำไมไม่ไปพิสูจน์ที่วัด ?
กลับตอบว่า “เอ่อ....ผมไม่ขอตอบครับ”
??????
นอกจากไม่ไปพิสูจน์ที่วัดแล้ว ยังไม่ตอบเหตุผลด้วย

พระพิมลธรรม
3. สถาบัน DSI มีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถจับพระสึกก่อนขังคุกก่อนแล้วค่อยตัดสินทีหลังได้ แม้ไม่มีความผิดอะไร…กฎหมายนี้มีจริงๆ(ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๑ และ พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา ๒๙) และเคยใช้กับพระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์มาแล้ว เช่น พระพิมลธรรมถูกจับสึกติดคุกฟรี 5 ปี คิดว่าลูกศิษย์วัดเป็นแสนคนจะยอมรับมั้ยละครับ ?



4. ได้ยินมาว่า DSI ทำคดีนี้ตามใบสั่ง การล้มล้างวัดพระธรรมกาย จากผู้มีอำนาจที่หนุนพุทธอิสระจริงหรือไม่? ขนาด ผอ.DSI คนก่อนที่อาจหาญไปทำคดีพุทธอิสระ ยังเอาตัวไม่รอด พอขั้วอำนาจเปลี่ยน ตอนนี้ ไม่รู้จะติดคุกมั๊ย ต้องรอดู และ DSI ชุดใหม่ก็เล่นงานวัดพระธรรมกาย อย่างขยันขันแข็งอย่างมาก ?

ขอบคุณเเหล่งข้อมูล     Olivia Armando


คดีวัดพระธรรมกาย เป็นมาอย่างไร ??
21 มิถุนายน 2556 DSI ตั้งข้อหาคุณศุภชัย ร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย จำนวน 13,334.15 ล้านบาท รับเป็นคดีพิเศษที่ 146/2556

คดีพิเศษที่ 146/2556
ข้อหา      กรณีสั่งจ่ายเช็ค เอาเงินออกจากสหกรณ์และยักยอกทรัพย์
จำเลย     คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร
พยาน     พระเทพญาณมหามุนี


คดีนี้ หลวงพ่อเป็นพยาน
13 พฤศจิกายน 2558 DSI ส่งสำนวนการสอบสวนในคดี 146/2556 ทั้งหมดไปให้อัยการ โดยมีพยานหลักฐานในคดีประกอบด้วยเช็คจำนวน 878 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นเช็คที่เกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี จำนวน 11 ฉบับ ยอดเงิน 387,160,000 บาท
โดย DSI เสนอฟ้องหลวงพ่อเป็นผู้ต้องหาร่วมกับคุณศุภชัย !!!
DSI ต้องการให้หลวงพ่อเป็นผู้ต้องหา

แต่แล้วอัยการสั่งให้ฟ้องเฉพาะคุณศุภชัยเท่านั้น
สำหรับหลวงพ่อ อัยการมีคำสั่งว่า หาก DSI สามารถหาพยานหลักฐานมาเอาผิดเพิ่มเติมได้ ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นมาที่อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาต่อไป
นั่นคือ คดี 146/2556 หลวงพ่อเป็นพยาน และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ DSI นำส่งอัยการ สรุปว่า หลวงพ่อไม่เกี่ยว !!!!

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 DSI มาสอบสวนพยานหลวงพ่อที่วัดพระธรรมกายเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐาน
หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเช็คแต่อย่างใด 

ซึ่งเป็นความจริง ก็เป็นเช่นนั้น หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเงิน
แต่ !!!
มีแมลงสาบบางตัว ออกมาเสนอหน้าว่า หลวงพ่อจะไม่ทราบได้อย่างไร
หลวงพ่อทราบที่มาของเงินทั้งหมด !!!

โถๆๆ พระต้องถามโยมไหมว่า ไปเอาเงินจากไหนมาทำบุญ
สงสัยโยมได้ยกเงินกลับบ้านกันหมด

แมลงสาบเหล่านั้น ยังอ้างว่า เงินตั้งหลายร้อยล้าน จะไม่ถามเลยเหรอว่าเอาเงินมาจากไหน ???
คุณศุภชัย บริจาคเงินครั้งหนึ่งๆ เป็นหลักหลายสิบล้านก็จริง
แต่ไม่ใช่มีเพียงคุณศุภชัยที่ทำบุญหลักสิบล้าน !!
คุณศุภชัย ไม่ได้ถวายปัจจัยหลวงพ่อแต่เพียงลำพังส่วนตัว แต่ถวายร่วมกับเจ้าภาพท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน

ยังมีลูกศิษย์วัดอีกจำนวนมากมายที่ทำบุญมากกว่าคุณศุภชัย !!
คุณศุภชัยเป็นเพียงเจ้าภาพรายหนึ่งของวัดเท่านั้น !!
หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเงินจากคุณศุภชัย ว่านำเงินมาจากไหน
DSI ได้รวบรวมหลักฐานจากทางวัดเป็นที่เรียบร้อย
แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้ DSI ต้องนำสำนวนและหลักฐานที่ได้จากวัดพระธรรมกายนำส่งอัยการ
แต่ DSI หาได้ทำเช่นนั้นไม่ !!!

DSI ตั้งคดีพิเศษที่ 27/2559
ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
จำเลย พระเทพญาณมหามุนี, คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร, 
คุณศศิธร โชคประสิทธิ์
และหาโจทก์ คือ นายธรรมนูญ อัตโชติ

ธรรมนูญ อัตโชติ จะเดือดร้อนทำไม ในเมื่อสหกรณ์ไม่ติดใจคดีทั้งทางแพ่งและอาญา  เหตุใดมาฟ้องหลวงพ่อ ทำไมไม่ไปฟ้องสหกรณ์ เพราะทางวัดก็เยียวยาเงินให้สหกรณ์ไปแล้ว


DSI ออกแถลงข่าว เตรียมตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกหลวงพ่อในฐานะผู้ต้องหา

18 ก.พ. 2559 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพ่อ ได้ส่งหนังสือไปสอบถามอัยการว่า
DSI มีสิทธิ์ที่จะแยกเป็นอีกคดีหนึ่งหรือไม่ ?

ในวันเดียวกัน อัยการตอบมาว่า ไม่สามารถฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้
 ทนายวัด จึงทำหนังสือชี้แจงคำตอบของอัยการไปแจ้งที่ DSI กรณีฟ้องผิดขั้นตอน !!
DSI ไม่มีสิทธิ์ตั้งคดีใหม่ ตั้งแต่ต้น !! ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย

 29 มีนาคม 2559  DSI ออกหมายเรียกหลวงพ่อ ครั้งที่ 1 ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่สนใจคำคัดค้านที่วัดส่งหนังสือไปให้
ทนายฯ ขอเลื่อนเพื่อจัดงานบุญวันที่ 22 เมษายน 2559
DSI อนุมัติให้เลื่อนเป็นวันที่ 25 เม.ย. 2559


25 เมษายน 2559 ครบกำหนดตามหมายเรียก
ทนายฯ ร้องขอเลื่อนเนื่องจากหลวงพ่อป่วยรุนแรง

 DSI ไม่สนใจคำร้องเรียน รีบร้อนไปขอศาลอาญาเพื่ออนุมัติหมายจับ 


แต่ศาลอาญาไม่อนุมัติเนื่องจากเห็นว่า หลวงพ่อป่วยจริงและไม่คิดหลบหนี


16 พฤษภาคม 2559  เป็นวันที่  DSI จึงออกหมายเรียกครั้งที่ 2

16 พฤษภาคม 2559 ทนายฯ ขอเลื่อนอีกครั้ง เนื่องจากอาการอาพาธรุนแรง และส่งหลักฐานใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่เชื่อถือได้ให้ DSI
DSI ไม่สนใจ ไม่เชื่อ และไม่ส่งหมอมาตรวจหลวงพ่อที่วัด แต่วิ่งไปศาลขออนุมัติหมายจับ !!
ชอบธรรมแล้วหรือ เหตุใด DSI ไม่มาพิสูจน์ทราบ ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !!
DSI ไม่นำหลักฐานจากทางวัดประกอบคำร้องให้ศาล มีเจตนาต้องการจะให้ศาลออกหมายจับหลวงพ่อให้ได้
DSI ทำถูกแล้วหรือ ?? DSI จงใจที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !!! นำหลักฐานส่งศาลโดยขาดความยุติธรรม !!

ไม่เพียงเท่านั้น DSI กลับออกสื่อ เบี่ยงประเด็นเรื่องใบรับรองแพทย์ ว่า หมอไม่ได้ขออนุญาตโรงพยาบาล !!!!แมลงสาบทั้งหลายวิ่งออกมาเต้นกันใหญ่ หลวงพ่อป่วยไม่จริง หลวงพ่อจะหนีไปต่างประเทศ !!!!
DSI บ่ายเบี่ยง !! ไม่ต้องการรับทราบว่าหลวงพ่อป่วยและไม่สามารถเดินทางออกนอกวัดได้ 

17 พฤษภาคม 2559 ศาลอาญาอนุมัติหมายจับหลวงพ่อ !! แต่ DSI ให้หลวงพ่อมอบตัวก่อนวันที่ 26 พฤษภาคม หากไม่มามอบตัวจะบุกเข้าจับกุม !
แล้วเหตุใดก่อนออกหมายจับ DSI  จึงไม่ส่งหมอมาตรวจหลวงพ่อ

มันเลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว
ตอบง่ายหนิ !!

นี่เค้าเรียกว่า เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 83 มาตรา 86
มาถึงวันนี้ !!  DSI ไม่สนใจหลักฐานที่ทางวัดนำแสดง มุ่งแต่จะจับหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว เตรียมนำกองกำลัง 1000 นาย ทั้งรถหุ้มเกราะบุกค้นวัด
แล้วหลวงพ่อมีความผิดอะไร ?? ฟอกเงิน ?? รับของโจร ??
ฟอกเงิน คือ ผู้ฟอกได้รับเงินผิดกฎหมายแล้วนำไปทำให้เงินนั้นถูกกฎหมายและได้เงินกลับคืนมา
หากคุณศุภชัยได้เงินมาผิดจริง แล้วนำเงินมาบริจาค คุณศุภชัยต้องได้เงินนั้นกลับคืนมา !!
แต่เงินที่เกิดจากเช็คทั้ง 10 ฉบับที่ได้ถวายหลวงพ่อไป ถูกนำไปก่อสร้างศาสนสถานทั้งหมด ไม่ได้มีการถอนเป็นเงินสด หรือว่าให้คืนคุณศุภชัยเลย !!!
แล้วอย่างนี้หลวงพ่อจะเป็นผู้ร่วมฟอกเงินได้อย่างไร ??
แล้วรับของโจรหละ ? ไม่ทราบว่านำโจรมาจากคดีไหน ?
ใครเป็นโจร ถ้ารับของโจรผู้รับต้องทราบที่มาของเงิน ว่านำมาด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย และมีเจตนารับเงินนั้น
แต่หลวงพ่อไม่ทราบ !! ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
หลวงพ่อรับอย่างเปิดเผย รับเป็นเช็ค สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ทั้งหมด
สมมติว่า ถ้าคุณเป็นหลวงพ่อ คุณทราบที่มาของเงินว่าผิดกฎหมาย ใครหน้าไหนจะโง่ รับเงินนั้นเป็นเช็ค ??? เพราะเช็คถูกตรวจสอบได้
ถ้าจะรับของโจรเหตุใดไม่รับเป็นเงินสด ???
หลวงพ่อรับเป็นเช็ค รับอย่างเป็นเผยต่อหน้าสาธารณะ

แสดงเส้นทางการเงินได้ชัดเจน นั่นคือหลวงพ่อบริสุทธิ์ใจในการรับและท่านก็ไม่ทราบที่มาของเงินด้วย !!!
การรับบริจาคจะเรียกว่ารับของโจรอย่างนั้นหรือ ??
หลวงพ่อบริสุทธิ์ ทั้งเรื่องฟอกเงิน และรับของโจร แต่เหตุใด DSI จึงไม่สนใจความจริง มุ่งแต่จะจับหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว !!!
ทั้งที่จริงแล้ว คดี 27/2559 นี้ ผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น !!
ดังนั้นจึงไม่ควรมีคดีนี้เกิดขึ้นแก่หลวงพ่อเลย !!!
นี่หรือกระบวนการยุติธรรมที่ DSI กำลังหยิบยื่นให้หลวงพ่อ
ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น (ปี52) คุณศุภชัยก็ได้บริจาคเพื่อสร้างสาธารณะประโยชน์มากมาย เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา วัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัดพระธรรมกาย ฯลฯ
เหตุใด เฉพาะวัดพระธรรมกาย ถึงโดนข้อหารับของโจรเพียงที่เดียว ?? ทั้งๆ ที่ทางวัดสามารถแจกแจงเส้นทางเช็คได้อย่างโปรงใส
เช็คของสหกรณ์คลองจั่นทั้งหมดที่ออกไป มีถึง 13,300 ล้านบาท
เหตุใด DSI จึงสนใจเฉพาะเช็คของวัดเพียง 300 กว่าล้านเท่านั้น !!!

ทำไม ! นี่หรือความชอบธรรม ?
DSI ทำผิดขั้นตอนเรื่องการตั้งคดี 27/2559 !!

DSI ต้องการประจานหลวงพ่อว่าเป็นผู้ต้องหา โดยการออกสื่อต่างๆ เรื่องหมายเรียกหลวงพ่อ ซ้ำร้ายยังมีหมายเรียกหลุดไปถึงมือสื่อมวลชนก่อนที่ทางวัดจะได้รับหมายเรียกนั้นเสียอีก !!
DSI ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยอมส่งหมอเข้ามาตรวจอาการหลวงพ่อที่วัด ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน !!
DSI ออกสื่อบ่ายเบี่ยงประเด็นต่างๆ นานา เพื่อหาความชอบธรรมจากสังคมในการเข้าจับกุมหลวงพ่อ !!

นี่หรือ DSI ที่ผดุงความเป็นธรรม ?
ทำไมถึงอยากจับกุมพระผู้เฒ่าอายุ 72 ปี ถึงเพียงนี้ ?
มาถึงวันนี้ ! จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หาก DSI นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือบุกวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีแต่สาธุชนที่ไร้อาวุธ ไร้ทางต่อสู้  มุ่งแต่ทำความดี
แผ่เมตตาเพียงอย่างเดียว ??
วัดพระธรรมกายกำลังถูกรังแกด้วยความไม่เป็นธรรม ทำไม DSI  มุ่งจับกุมหลวงพ่อทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ในประเทศใหญ่โตกว่ามากไม่ยอมไปทำ ?
หรือมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ?


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"พิมลธรรมโมเดล!!"    ที่หาเรื่องพระจับปลดจีวรเอาขังไว้สักสิบปีแล้วค่อยบอกว่า อุ้ย ไม่มีความผิด ไม่มีคนฟ้อง
คดีนี้คุ้นๆ หาโจทย์ไม่เจอ หาคนกล่าวหาไม่พบ  เอาถูกใจนาย ไม่เอาตังค์ วนกลับมาอีกครั้งในสังคมไทย
พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
เมื่อศิษย์ตถาคตต้องผจญกับมารน้อยใหญ่จนเกือบเพลี่ยงพล้ำ แต่ด้วยจิตมุ่งมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นจึงหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง นั่นคือเรื่องราวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เมื่อ 60 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มบุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ พยายามกำจัดพ้นร่มกาสาวพัสตร์ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายภัยตัวเองลงในที่สุด

 "พระพิมลธรรม" เดิมชื่อ "อาจ ดวงมาลา" เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2446 ณ ต.บ้านโต้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อยมาจนอายุย่างเข้า 18 ปี จึงย้ายเข้ามาศึกษาพระธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่ออายุครบจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อาสโภ" สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค และได้เป็นครูสอนที่สำนักวัดมหาธาตุนาน 7 ปี ก่อนจะถูกส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

 ระหว่างทำงานฟื้นฟูพระศาสนาอยู่ที่เมืองกรุงเก่าเป็นเวลานานถึง 16 ปี ระหว่างปี 2475-2491 มีผลงานสำคัญๆ มากมาย ในขณะที่ทางโลกเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ในทางธรรมก็เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันเกิดจากแนวทางการทำงานของพระพิมลธรรม ที่ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของพระเถระชั้นผู้ใหญ่และคณะสังฆมนตรีบางรูป

รุนแรงถึงขั้นฝ่ายตรงข้ามยืมมือรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซง เพื่อกำจัดพระพิมลธรรมพ้นจากวงการสงฆ์

 เหตุแห่งความขัดแย้งเกิดขึ้นขณะพระพิมลธรรมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ได้สร้างสรรค์งานด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสงฆ์อย่างรุนแรง เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เช่น การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อต่างประเทศ และฟื้นฟูวิปัสสนาธุระด้วยการตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุฯเป็นแห่งแรก
 แต่งานที่ท้าทายคนยุคนั้นและมหาเถรสมาคม คือ การอนุญาตให้คอมมิวนิสต์สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ การเป็นประธานนำคณะพระสังคีติการกไทยไปร่วมประชุมกระทำฉัฏฐสังคายนาพระไตรปิฎก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า การนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ตลอดจนทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรรมจากต่างประเทศ (Moral Re-Armament : MRA) โดยไม่ยึดถือศาสนาไหนของใครว่าเป็นสำคัญ

 แม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเงียบไว้ ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพียงแค่แสดงออกถึงการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ กระนั้นก็เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงสังฆนายกและคณะสังฆมนตรีชุดใหม่ โดยปราศจากชื่อพระพิมลธรรม

 หลังจากนั้นไม่นาน พระพิมลธรรมก็ถูกกล่าวหาว่า "เสพเมถุนทางเวจมรรคกับศิษย์วัด" และ "ทำอัชฌาจารปล่อยสุกกะ"
ทางการตำรวจสันติบาลโดยรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พร้อมผู้กำกับการตำรวจสันติบาล นำพยานในฐานะผู้เสียหาย 5 คน มาให้คำยืนยันต่อหน้ากรรมการสงฆ์ เวลาต่อมาคณะกรรมการสงฆ์ลงความเห็นว่า พระพิมลธรรมต้องศีลวิบัติขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว ไม่สมควรครองเพศบรรพชิตอีกต่อไป แต่พระพิมลฯ ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนพ้นข้อกล่าวหา


 ทว่าเรื่องยังไม่ยุติลงเพียงแค่นั้น เที่ยงครึ่ง วันที่ 20 เมษายน 2505 พ.ต.อ.เอื้อ เอมมะปาน พ.ต.ต.สุพันธ์ แรมวัลย์ พร้อมด้วยผู้กำกับการตำรวจนครบาล ตำรวจและทหารได้บุกเข้าล้อมจับพระพิมลธรรมถึงกุฏิ ตั้งข้อกล่าวหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต คุมตัวไปสอบสวน ณ สันติบาลกอง 1 และภายในวันเดียวกันนั้นมีบันทึกคำสั่งจากสมเด็จสังฆนายกให้สึกพระพิมลธรรมจากสมณเพศ
เพื่อสะดวกต่อการสืบสวนคดีและเพื่อรักษาความปลอดภัยแห่งชาติและพระพุทธศาสนาไว้


 นับตั้งแต่นั้นพระพิมลธรรมต้องจำพรรษาอยู่ในห้องขังตำรวจสันติบาลกอง 1 และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเขียนหนังสือแสดงความจำนงที่จะยังครองเพศบรรพชิตใจความว่า...

 "ถึงแม้ว่าจะมีผู้มีใจโหดร้ายทารุณแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้แก่กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย"

 สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่นี้ ผู้คุมและผู้ถูกคุมขังเรียกว่า "สันติปาลาราม" สภาวะของพระพิมลธรรมเต็มไปด้วยความสงบเป็นปกติอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หวั่นไหวหรือทุกข์ร้อนใจใดๆ ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา

 เวลาล่วงผ่านไป 5 ปี วันที่ 30 สิงหาคม 2509 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ศาลทหารกรุงเทพได้นัดให้โจทก์และจำเลยมาฟังคำพิพากษาตัดสินคดี ก่อนจะพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวพระพิมลธรรมพ้นข้อหา กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของสถาบันสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้

 หลังจากจำพรรษาอยู่ที่สันติปาลาราม 5 พรรษา และพ้นข้อกล่าวหาออกมาในปี 2509 ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้แก่พระพิมลธรรม ด้วยการเรียกร้องให้กลับคืนสู่ตำแหน่งกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523


กลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ดังเดิม ในวันที่ 5 ตุลาคม 2524 รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรม จนถึงวันได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งกลับคืน นานถึง 21 ปี



Cr. คมชัดลึก  : พลิกแฟ้มคดีดัง!!


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget