แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหกรณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหกรณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เปิดคำยืนยัน "ศุภชัย" ย้ำพระธัมมชโยไม่ทราบที่มาเงินบริจาคและไม่เกี่ยวข้องใดๆ เผยเป็นเงินยืมจากสหกรณ์และได้คืน


วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คดีวัดพระธรรมกาย เป็นมาอย่างไร ??
21 มิถุนายน 2556 DSI ตั้งข้อหาคุณศุภชัย ร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย จำนวน 13,334.15 ล้านบาท รับเป็นคดีพิเศษที่ 146/2556

คดีพิเศษที่ 146/2556
ข้อหา      กรณีสั่งจ่ายเช็ค เอาเงินออกจากสหกรณ์และยักยอกทรัพย์
จำเลย     คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร
พยาน     พระเทพญาณมหามุนี


คดีนี้ หลวงพ่อเป็นพยาน
13 พฤศจิกายน 2558 DSI ส่งสำนวนการสอบสวนในคดี 146/2556 ทั้งหมดไปให้อัยการ โดยมีพยานหลักฐานในคดีประกอบด้วยเช็คจำนวน 878 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นเช็คที่เกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี จำนวน 11 ฉบับ ยอดเงิน 387,160,000 บาท
โดย DSI เสนอฟ้องหลวงพ่อเป็นผู้ต้องหาร่วมกับคุณศุภชัย !!!
DSI ต้องการให้หลวงพ่อเป็นผู้ต้องหา

แต่แล้วอัยการสั่งให้ฟ้องเฉพาะคุณศุภชัยเท่านั้น
สำหรับหลวงพ่อ อัยการมีคำสั่งว่า หาก DSI สามารถหาพยานหลักฐานมาเอาผิดเพิ่มเติมได้ ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นมาที่อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาต่อไป
นั่นคือ คดี 146/2556 หลวงพ่อเป็นพยาน และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ DSI นำส่งอัยการ สรุปว่า หลวงพ่อไม่เกี่ยว !!!!

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 DSI มาสอบสวนพยานหลวงพ่อที่วัดพระธรรมกายเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐาน
หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเช็คแต่อย่างใด 

ซึ่งเป็นความจริง ก็เป็นเช่นนั้น หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเงิน
แต่ !!!
มีแมลงสาบบางตัว ออกมาเสนอหน้าว่า หลวงพ่อจะไม่ทราบได้อย่างไร
หลวงพ่อทราบที่มาของเงินทั้งหมด !!!

โถๆๆ พระต้องถามโยมไหมว่า ไปเอาเงินจากไหนมาทำบุญ
สงสัยโยมได้ยกเงินกลับบ้านกันหมด

แมลงสาบเหล่านั้น ยังอ้างว่า เงินตั้งหลายร้อยล้าน จะไม่ถามเลยเหรอว่าเอาเงินมาจากไหน ???
คุณศุภชัย บริจาคเงินครั้งหนึ่งๆ เป็นหลักหลายสิบล้านก็จริง
แต่ไม่ใช่มีเพียงคุณศุภชัยที่ทำบุญหลักสิบล้าน !!
คุณศุภชัย ไม่ได้ถวายปัจจัยหลวงพ่อแต่เพียงลำพังส่วนตัว แต่ถวายร่วมกับเจ้าภาพท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน

ยังมีลูกศิษย์วัดอีกจำนวนมากมายที่ทำบุญมากกว่าคุณศุภชัย !!
คุณศุภชัยเป็นเพียงเจ้าภาพรายหนึ่งของวัดเท่านั้น !!
หลวงพ่อไม่ทราบที่มาของเงินจากคุณศุภชัย ว่านำเงินมาจากไหน
DSI ได้รวบรวมหลักฐานจากทางวัดเป็นที่เรียบร้อย
แท้จริงแล้ว ขั้นตอนนี้ DSI ต้องนำสำนวนและหลักฐานที่ได้จากวัดพระธรรมกายนำส่งอัยการ
แต่ DSI หาได้ทำเช่นนั้นไม่ !!!

DSI ตั้งคดีพิเศษที่ 27/2559
ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
จำเลย พระเทพญาณมหามุนี, คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร, 
คุณศศิธร โชคประสิทธิ์
และหาโจทก์ คือ นายธรรมนูญ อัตโชติ

ธรรมนูญ อัตโชติ จะเดือดร้อนทำไม ในเมื่อสหกรณ์ไม่ติดใจคดีทั้งทางแพ่งและอาญา  เหตุใดมาฟ้องหลวงพ่อ ทำไมไม่ไปฟ้องสหกรณ์ เพราะทางวัดก็เยียวยาเงินให้สหกรณ์ไปแล้ว


DSI ออกแถลงข่าว เตรียมตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกหลวงพ่อในฐานะผู้ต้องหา

18 ก.พ. 2559 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพ่อ ได้ส่งหนังสือไปสอบถามอัยการว่า
DSI มีสิทธิ์ที่จะแยกเป็นอีกคดีหนึ่งหรือไม่ ?

ในวันเดียวกัน อัยการตอบมาว่า ไม่สามารถฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้
 ทนายวัด จึงทำหนังสือชี้แจงคำตอบของอัยการไปแจ้งที่ DSI กรณีฟ้องผิดขั้นตอน !!
DSI ไม่มีสิทธิ์ตั้งคดีใหม่ ตั้งแต่ต้น !! ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย

 29 มีนาคม 2559  DSI ออกหมายเรียกหลวงพ่อ ครั้งที่ 1 ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยไม่สนใจคำคัดค้านที่วัดส่งหนังสือไปให้
ทนายฯ ขอเลื่อนเพื่อจัดงานบุญวันที่ 22 เมษายน 2559
DSI อนุมัติให้เลื่อนเป็นวันที่ 25 เม.ย. 2559


25 เมษายน 2559 ครบกำหนดตามหมายเรียก
ทนายฯ ร้องขอเลื่อนเนื่องจากหลวงพ่อป่วยรุนแรง

 DSI ไม่สนใจคำร้องเรียน รีบร้อนไปขอศาลอาญาเพื่ออนุมัติหมายจับ 


แต่ศาลอาญาไม่อนุมัติเนื่องจากเห็นว่า หลวงพ่อป่วยจริงและไม่คิดหลบหนี


16 พฤษภาคม 2559  เป็นวันที่  DSI จึงออกหมายเรียกครั้งที่ 2

16 พฤษภาคม 2559 ทนายฯ ขอเลื่อนอีกครั้ง เนื่องจากอาการอาพาธรุนแรง และส่งหลักฐานใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่เชื่อถือได้ให้ DSI
DSI ไม่สนใจ ไม่เชื่อ และไม่ส่งหมอมาตรวจหลวงพ่อที่วัด แต่วิ่งไปศาลขออนุมัติหมายจับ !!
ชอบธรรมแล้วหรือ เหตุใด DSI ไม่มาพิสูจน์ทราบ ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !!
DSI ไม่นำหลักฐานจากทางวัดประกอบคำร้องให้ศาล มีเจตนาต้องการจะให้ศาลออกหมายจับหลวงพ่อให้ได้
DSI ทำถูกแล้วหรือ ?? DSI จงใจที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ !!! นำหลักฐานส่งศาลโดยขาดความยุติธรรม !!

ไม่เพียงเท่านั้น DSI กลับออกสื่อ เบี่ยงประเด็นเรื่องใบรับรองแพทย์ ว่า หมอไม่ได้ขออนุญาตโรงพยาบาล !!!!แมลงสาบทั้งหลายวิ่งออกมาเต้นกันใหญ่ หลวงพ่อป่วยไม่จริง หลวงพ่อจะหนีไปต่างประเทศ !!!!
DSI บ่ายเบี่ยง !! ไม่ต้องการรับทราบว่าหลวงพ่อป่วยและไม่สามารถเดินทางออกนอกวัดได้ 

17 พฤษภาคม 2559 ศาลอาญาอนุมัติหมายจับหลวงพ่อ !! แต่ DSI ให้หลวงพ่อมอบตัวก่อนวันที่ 26 พฤษภาคม หากไม่มามอบตัวจะบุกเข้าจับกุม !
แล้วเหตุใดก่อนออกหมายจับ DSI  จึงไม่ส่งหมอมาตรวจหลวงพ่อ

มันเลยขั้นตอนนั้นมาแล้ว
ตอบง่ายหนิ !!

นี่เค้าเรียกว่า เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 83 มาตรา 86
มาถึงวันนี้ !!  DSI ไม่สนใจหลักฐานที่ทางวัดนำแสดง มุ่งแต่จะจับหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว เตรียมนำกองกำลัง 1000 นาย ทั้งรถหุ้มเกราะบุกค้นวัด
แล้วหลวงพ่อมีความผิดอะไร ?? ฟอกเงิน ?? รับของโจร ??
ฟอกเงิน คือ ผู้ฟอกได้รับเงินผิดกฎหมายแล้วนำไปทำให้เงินนั้นถูกกฎหมายและได้เงินกลับคืนมา
หากคุณศุภชัยได้เงินมาผิดจริง แล้วนำเงินมาบริจาค คุณศุภชัยต้องได้เงินนั้นกลับคืนมา !!
แต่เงินที่เกิดจากเช็คทั้ง 10 ฉบับที่ได้ถวายหลวงพ่อไป ถูกนำไปก่อสร้างศาสนสถานทั้งหมด ไม่ได้มีการถอนเป็นเงินสด หรือว่าให้คืนคุณศุภชัยเลย !!!
แล้วอย่างนี้หลวงพ่อจะเป็นผู้ร่วมฟอกเงินได้อย่างไร ??
แล้วรับของโจรหละ ? ไม่ทราบว่านำโจรมาจากคดีไหน ?
ใครเป็นโจร ถ้ารับของโจรผู้รับต้องทราบที่มาของเงิน ว่านำมาด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย และมีเจตนารับเงินนั้น
แต่หลวงพ่อไม่ทราบ !! ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว
หลวงพ่อรับอย่างเปิดเผย รับเป็นเช็ค สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ทั้งหมด
สมมติว่า ถ้าคุณเป็นหลวงพ่อ คุณทราบที่มาของเงินว่าผิดกฎหมาย ใครหน้าไหนจะโง่ รับเงินนั้นเป็นเช็ค ??? เพราะเช็คถูกตรวจสอบได้
ถ้าจะรับของโจรเหตุใดไม่รับเป็นเงินสด ???
หลวงพ่อรับเป็นเช็ค รับอย่างเป็นเผยต่อหน้าสาธารณะ

แสดงเส้นทางการเงินได้ชัดเจน นั่นคือหลวงพ่อบริสุทธิ์ใจในการรับและท่านก็ไม่ทราบที่มาของเงินด้วย !!!
การรับบริจาคจะเรียกว่ารับของโจรอย่างนั้นหรือ ??
หลวงพ่อบริสุทธิ์ ทั้งเรื่องฟอกเงิน และรับของโจร แต่เหตุใด DSI จึงไม่สนใจความจริง มุ่งแต่จะจับหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว !!!
ทั้งที่จริงแล้ว คดี 27/2559 นี้ ผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น !!
ดังนั้นจึงไม่ควรมีคดีนี้เกิดขึ้นแก่หลวงพ่อเลย !!!
นี่หรือกระบวนการยุติธรรมที่ DSI กำลังหยิบยื่นให้หลวงพ่อ
ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น (ปี52) คุณศุภชัยก็ได้บริจาคเพื่อสร้างสาธารณะประโยชน์มากมาย เช่น โรงพยาบาล สถานศึกษา วัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัดพระธรรมกาย ฯลฯ
เหตุใด เฉพาะวัดพระธรรมกาย ถึงโดนข้อหารับของโจรเพียงที่เดียว ?? ทั้งๆ ที่ทางวัดสามารถแจกแจงเส้นทางเช็คได้อย่างโปรงใส
เช็คของสหกรณ์คลองจั่นทั้งหมดที่ออกไป มีถึง 13,300 ล้านบาท
เหตุใด DSI จึงสนใจเฉพาะเช็คของวัดเพียง 300 กว่าล้านเท่านั้น !!!

ทำไม ! นี่หรือความชอบธรรม ?
DSI ทำผิดขั้นตอนเรื่องการตั้งคดี 27/2559 !!

DSI ต้องการประจานหลวงพ่อว่าเป็นผู้ต้องหา โดยการออกสื่อต่างๆ เรื่องหมายเรียกหลวงพ่อ ซ้ำร้ายยังมีหมายเรียกหลุดไปถึงมือสื่อมวลชนก่อนที่ทางวัดจะได้รับหมายเรียกนั้นเสียอีก !!
DSI ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยอมส่งหมอเข้ามาตรวจอาการหลวงพ่อที่วัด ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน !!
DSI ออกสื่อบ่ายเบี่ยงประเด็นต่างๆ นานา เพื่อหาความชอบธรรมจากสังคมในการเข้าจับกุมหลวงพ่อ !!

นี่หรือ DSI ที่ผดุงความเป็นธรรม ?
ทำไมถึงอยากจับกุมพระผู้เฒ่าอายุ 72 ปี ถึงเพียงนี้ ?
มาถึงวันนี้ ! จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หาก DSI นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือบุกวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีแต่สาธุชนที่ไร้อาวุธ ไร้ทางต่อสู้  มุ่งแต่ทำความดี
แผ่เมตตาเพียงอย่างเดียว ??
วัดพระธรรมกายกำลังถูกรังแกด้วยความไม่เป็นธรรม ทำไม DSI  มุ่งจับกุมหลวงพ่อทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ในประเทศใหญ่โตกว่ามากไม่ยอมไปทำ ?
หรือมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ?


วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

     
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 นายประกิต พิลังกาสา รองประธานกรรมการดำเนินการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการดำเนินการ/ประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น จำกัด แถลงข่าวกรณีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ เป็นสมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 นายประกิต พิลังกาสา รองประธานกรรมการดำเนินการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการดำเนินการ/ประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น จำกัด แถลงข่าวกรณีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ เป็นสมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 นายประกิต พิลังกาสา รองประธานกรรมการดำเนินการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการดำเนินการ/ประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด กล่าวถึงกรณีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ สมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ต่อกรณีดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ฯ กองทุนฯ และสังคม ตลอดจนสื่อมวลชนต่างๆ ได้ทราบข้อเท็จจริงว่ามีความเกี่ยวข้องผูกพันกับสหกรณ์ฯ อย่างไรหรือไม่นั้น สหกรณ์ฯ ขอเรียนชี้แจงให้ทราบดังนี้

1) การดำเนินการของนายธรรมนูญและพวกตามที่ปรากฏในสื่อสังคมนั้นเป็นเรื่องเฉพาะปัจเจกบุคคลหรือคณะที่ดำเนินการตามความคิดเห็น ความเชื่อส่วนตัว และเป็นอิสระ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือกระทำในนามของสหกรณ์ฯ และสมาชิกคนอื่นแต่ประการใด จึงไม่มีผลผูกพันต่อสหกรณ์ฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการของสหกรณ์ฯ ผู้เป็นตัวแทนสหกรณ์ฯ ตามนิตินัยไม่มีความเห็นและมติที่จะดำเนินการดังกล่าวด้วย

2) การกระทำดังกล่าวของนายธรรมนูญและพวก อาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงต่อผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไปว่า สหกรณ์ฯ รู้เห็นในการฟ้องร้องดังกล่าวด้วย ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อสหกรณ์ฯ และสมาชิกของสหกรณ์ฯ​ โดยรวม
คณะกรรมการของสหกรณ์ฯ มีจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจนในการฟ้องร้องติดตามให้ตัวการผู้กระทำผิดคือนายศุภชัยและพวกคืนเงินให้กับสหกรณ์ฯ โดยวิธีการทางแพ่ง ส่วนการดำเนินการเอาผิดทางอาญาแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินหรือรับของโจรนั้นจำเป็นต้องมีหลักฐานพยานที่ชัดเจนและซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของสหกรณ์ฯ จะดำเนินการได้เอง และเล็งเห็นว่าดีเอสไอซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวนได้ดำเนินการอยู่แล้วตามกระบวนการยุติธรรมและจะเป็นการเหมาะสมกว่า

3) ในส่วนความเสียหายที่เกิดแก่พระเทพญาณมหามุนีจากการถูกกล่าวหาโดยนายธรรมนูญนั้น สหกรณ์ฯ ตระหนักดีถึงความสะเทือนใจ เสียใจ ของผู้ถูกกล่าวหาและคณะศิษย์ พร้อมเห็นว่าผู้เสียหายย่อมเรียกร้องความเป็นธรรมและชดใช้ความเสียหายได้ทั้งในทางแพ่งและอาญา
สหกรณ์ฯ สามารถให้ความกระจ่างในสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ และสมาชิกของสหกรณ์ฯ เพื่อความเข้าใจอันดีและถูกต้อง รวมทั้งประโยชน์ที่ทางกองทุนฯ พระเทพญาณมหามุนีได้มอบให้แก่สมาชิกสหกรณ์ฯ ซึ่งสะท้อนถึงเจตนาและภาพลักษณ์ที่ดีให้สังคมได้รับทราบ

4) สหกรณ์ฯ ขอเรียนให้สมาชิกสหกรณ์ฯ ทุกท่านและสังคมทุกภาคส่วนทราบถึงสถานภาพความจำเป็นขณะนี้ว่า การฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ฯ ให้ดำรงอยู่ได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในเรื่องการระดมเงินจำนวนมากมาพยุงฐานะการเงินและการทำธุรกิจหารายได้มาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เช่น เงินที่ภาครัฐจะพิจารณาหาแหล่งเงินทุนให้ หรือเงินจากการติดตามสินทรัพย์ในคดีต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการขั้นตอนดำเนินการอีกระยะหนึ่ง
ขณะที่สหกรณ์ฯ คลองจั่นมีภาระที่จะต้องชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ในกลางปีและสิ้นปีนี้ให้ได้ตามที่แผนฟื้นฟูกำหนดไว้ โดยเงินจำนวนดังกล่าวมาจากการได้รับเยียวยาจากกองทุนเงินเฉพาะกิจลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ สหกรณ์ฯ จึงขอขอบคุณในความเมตตาที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ให้การสนับสนุนบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์ฯ ไว้ในโอกาสนี้

“อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะเป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการติดตามเงินที่สหกรณ์ฯ​ สูญเสียไปกลับคืนมาให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ในการฟื้นฟูกิจการเป็นสำคัญ มิได้เอนเอียงไปเพื่อผลประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง การติดตามเงินเป็นเป้าหมายเดียวของคณะกรรมการฟื้นฟูฯ ส่วนเรื่องคดีความต่างๆ ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่” นายประกิตกล่าว

คืบหน้าแผนฟื้นฟูฯ พร้อมจ่าย 3 งวด

นายประกิต พิลังกาสา
นายประกิต พิลังกาสา
สำหรับความคืบหน้าของแผนฟื้นฟูฯ ตามแผนจะต้องจ่ายเงินคืนสมาชิกในปี 2559 จำนวน 2 งวดในเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคม งวดละ 3.5% ของมูลหนี้ทั้งหมด 18,000 ล้านบาท หรืองวดละ 600 ล้านบาท โดยงวดแรกจะชำระคืนสมาชิกที่มีเงินฝากต่ำกว่า 10,000 บาททั้งหมดก่อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 13,000 ราย วงเงินประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เหลือสมาชิกที่ต้องรับการชำระหนี้อีกประมาณ 5,000 ราย ขณะที่สมาชิกที่มีเงินฝากมากกว่า 10,000 บาท สหกรณ์ฯ จะจ่ายในงวดแรกและงวดที่ 2 ตามสัดส่วนของเงินฝากที่มีคือ 3.5% ของเงินฝาก ตามหลักการ Fair Treatment
ทั้งนี้ สถานะการเงินเบื้องต้นสหกรณ์ฯ มีเงินสดพร้อมจ่ายได้ทันที 3 งวด โดยเงินส่วนใหญ่ได้มาจากกองทุนลูกศิษย์วัดธรรมกาย แบ่งเป็นเงินก้อนแรกจำนวน 684 ล้านบาท ตามหลักฐานที่ได้รับจากดีเอสไอและได้รับชำระเงินครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปลายปี 2558 และส่วนที่สองจำนวน 370 ล้านบาท ตามหลักฐานที่ดีเอสไอตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยจะทยอยจ่ายต่อไปเป็นเช็ค 20 ฉบับ
นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีเงินรายได้ที่คาดว่าจะมาจากการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เช่น การติดตามชำระหนี้ของลูกหนี้ต่างๆ ประมาณปีละ 100 ล้านบาทต่อปี
“บางคนถามว่าทำไมได้เงินมาตั้งแต่ปี 2558 แล้วยังไม่จ่าย ต้องเรียนว่าขณะนั้นติดข้อกฎหมายล้มละลาย แต่หลังจากสหกรณ์ฯ ได้ยื่นศาลขอฟื้นฟูกิจการ สหกรณ์ฯ ก็เข้าสู่สถานะที่ไม่สามารถจ่ายเงินใดๆ ได้ แต่ยังรับรู้รายรับได้ ต่อมาศาลเห็นชอบให้ฟื้นฟู ตามแผนเราจะเริ่มจ่ายในเดือนมิถุนายนนี้เป็นงวดแรก ไม่ได้มีความผิดปกติอะไร ส่วนเรื่องเงินกู้ 6% ที่มีข่าวต้องเรียนว่าเป็นเงินช่วยเหลือแก่สมาชิกที่จำเป็นเท่านั้น รายละ 50,000 บาท คิดยอดรวมตกประมาณ 10 ล้านบาทเท่านั้น และเป็นเงินที่ได้จากการดำเนินการติดตามทวงหนี้ของสหกรณ์ฯ เอง ไม่เกี่ยวกับเงินที่กองทุนของวัดธรรมกายจ่ายมา” นายประกิตกล่าว

ลุ้นภาครัฐช่วยต่อลมหายใจ

ขณะที่ในอนาคต สหกรณ์ฯ คาดว่าจะมีเงินรายได้ช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งกำลังเจรจาข้อตกลงอยู่เป็น 4 แนวทาง คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนสิงหาคม 2559 ส่วนเงินจากคดีความต่างๆ ยังไม่สามารถจ่ายเข้ามาได้ เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนของดีเอสไอ
1) กองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นกู้ยืมเพื่อนำไปให้สหกรณ์ต่างๆ กู้ยืมโดยมีอัตราดอกเบี้ย 4.5% ที่จะเกิดรายได้กลับสู่สหกรณ์แต่จะต้องมีผู้ค้ำประกันเงินกู้และเป็นภาระที่รัฐต้องตั้งงบประมาณเข้ากองทุนเพิ่มเติม
2) จัดตั้งกองทุนรวมของสหกรณ์ ให้สหกรณ์ต่างๆ นำเงินมาลงทุนในกองทุนโดยมีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเงินในกองทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนประมาณ 8% ส่งกลับเข้ากองทุนพัฒนาสหกรณ์ และให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์จ่ายให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นเป็นรายปี ประมาณปีละ 450 ล้านบาท แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สหกรณ์ต่างๆ มาลงทุนและรัฐต้องค้ำประกันหรือซื้อคืนหากการบริหารกองทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงต้องแก้ไขระเบียบของกองทุนพัฒนาสหกรณ์และแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ฯ คลองจั่นด้วย
3) ให้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต้นทุนและให้รัฐชดเชยดอกเบี้ยแก่ธนาคารแทนสหกรณ์ฯ คลองจั่น และรัฐต้องชดเชยเงินกู้หากสหกรณ์ฯ คลองจั่นไม่สามารถชำระได้ เพื่อป้องกันประเด็นความอ่อนไหวและความเชื่อมั่นของลูกค้าธนาคาร
4) รัฐตั้งงบประมาณไปที่กองทุนพัฒนาสหกรณ์แล้วจัดตั้งกองทุนบุคคลโดยให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นกู้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ไปลงทุนในกองทุนนี้โดยใช้หน่วยลงทุนมาค้ำประกันกับกองทุนพัฒนาสหกรณ์

“ตรงนี้เราก็คาดหวังให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือ เพราะเงินรายได้จากธุรกิจก็มีเพียง 100 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น มันไม่เพียงพอ เงินจากคดีความของดีเอสไอก็ยังอยู่ในกระบวนการ เรายังไม่ได้รับตรงนั้นเลย ดังนั้น ตรงนี้ก็หวังว่าภาครัฐจะช่วยเหลือ ส่วนถามว่าแนวทางไหนดี เราคาดว่าแนวทางที่ 2 น่าจะเป็นแนวทางที่ดี เพื่อให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขสหกรณ์ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่คลองจั่นที่เดียว แต่ในใจคิดว่ารัฐน่าจะช่วยลงเงินสนับสนุนสักก้อน เท่าไหร่ก็ได้ เพื่อให้สหกรณ์ต่างๆ เชื่อมั่นและตั้งเป็นกองทุนของสหกรณ์โดยเฉพาะ ตรงนี้ได้เสนอท่านอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้ว” นายประกิตกล่าว


วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

พระธัมมชโยเจอคดีหนัก 2 ข้อหา! ฟอกเงิน-รับของโจร?


       ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวออกมาแทบทุกสำนักสื่อ เกี่ยวกับมีการกล่าวหาว่า “...หลวงพ่อธัมมชโย และพระในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ฐานรับของโจรและฟอกเงิน หลังพบรับเช็คบริจาคกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งการบริจาคให้วัดผ่านทางบัญชีของ พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาส จากอดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น...”
       วันนี้ขอมาตั้งข้อสังเกตและนำเสนอประเด็นดังกล่าว เผื่อที่คนเข้ามาเสพข่าวเรื่องนี้แล้ว อาจยังไม่ทราบความหมายที่ชัดเจนและครอบคลุมของคำว่า ฟอกเงิน รับของโจร นั้นเป็นอย่างไร บางท่านหรือหลายท่านอาจพลาดพลั้งปักใจเชื่อ คล้อยตามที่สื่อนำเสนอก็เป็นไปได้ วันนี้เรามาถกกันเพื่อหาความรู้ที่ถูกต้อง เถอะค่ะ ว่าเรื่องลักษณะการกระทำอย่างไร “เป็นความผิดรับของโจร” ? และลักษณะอย่างไร “เป็นความผิดฟอกเงิน” ?
      บทความนี้จริงๆ ต้องการนำเสนอแบบกระชับประหยัดเวลา แต่เพื่อความสมบูรณ์และความเข้าใจถูกชัด ชัด ในประเด็นที่ฮอต เลยยาวแต่คุ้มค่ากับการสละเวลาอ่าน เพื่อเป็นทนายแก้ต่างให้กับผู้ที่ไม่ผิดและพระพุทธศาสนาค่ะ

ความหมายของการฟอกเงิน
       การฟอกเงิน (Money Laundering) คือการนำทรัพย์ที่ได้จากอาชญากรรมไปผ่านกระบวนการ เพื่ออำพรางที่มา ที่ผิดกฎหมาย หรือหมายถึง การปรับเปลี่ยนเงินทองหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด ค้าอาวุธเถื่อน ค้าสินค้าหนี้ภาษี การพนัน การละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงเงินตรา ล่อลวงค้าหญิงและโสเภณีเด็ก หลอกหลวง ต้มตุ๋น ลักทรัพย์ จี้ปล้น เรียกค่าไถ่ ส่วย คอร์รัปชั่น โดยนำเอาเงินทองหรือทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย เรียกว่า "เงินสกปรก" (Dirty Money)  เข้าไปลงทุนหรือไปฟอกในธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เมื่อได้ผลตอบแทน ก็นำเงินที่ได้ไปลงทุน หรือฟอกอีกครั้งในกิจการที่น่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น ไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจกองทุน เพื่อลวงให้สาธารณชนเชื่อว่า เงินทองทรัพย์สินที่ได้มาเป็น เงินสะอาด (Clean Money)


การกระทำอย่างไร? เป็นความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินตามกฎหมาย

          พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 ได้กำหนดลักษณะความผิดฐานฟอกเงินไว้ กล่าวคือ
          1.  การโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือ ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่า ก่อน ขณะ หรือ หลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
          2.  การกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิด หรือ อำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 นอกจากนี้ ในมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 ยังได้กำหนดให้การกระทำดังต่อไปนี้
ผู้กระทำต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการ กล่าวคือ
          1.  การสนับสนุนการกระทำความผิด หรือ ช่วยเหลือผู้กระทำผิดฐานฟอกเงิน ไม่ว่าก่อน หรือขณะกระทำความผิด
          2.  การจัดหา หรือ ให้เงิน หรือ ทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือ วัตถุใดๆ หรือ กระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินหลบหนี หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินถูกลงโทษ หรือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
          3.  การพยายามกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
          4.  การสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน




       ส่วนวิธีการฟอกเงิน คือการนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สุจริตนั้นเข้าไปในมือบุคคลที่ 3 หรือสถาบันการเงินหรือองค์กรต่างๆ ซึ่งเรียกว่า โรงฟอกเงิน ยกตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้ สมมติว่านาย ก. ค้ายาบ้ามีรายได้เยอะ นาย ก.จึงทำทีเปิดธุรกิจร้านขนมปังบังหน้า เพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่ตนมีรายได้มากมายนั้นมาจากการเปิดร้านขนมปัง เป็นต้น

ความหมายของการรับของโจร
     
       มาตรา 357 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์  วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์  ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร  

ลักษณะการกระทำอย่างไร? เป็นความผิดฐานรับของโจร พอสรุปได้ดังนี้
       1. ความผิดฐานรับของโจร การรับทรัพย์ไว้จะต้องกระทำภายหลัง ที่ได้กระทำอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้นมาสำเร็จแล้ว มิฉะนั้นอาจเป็นการร่วมกันหรือสนับสนุนในความผิดนั้น
       2. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดนั้น ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้กระทำผิดโดยตรง โดยตัวทรัพย์นั้นยังไม่ถูกแปรสภาพ ถ้าตัวทรัพย์นั้นถูกแปรสภาพเสียแล้วหรือรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายของอันได้มาโดยการกระทำผิด ผู้ที่รับไว้ย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร แม้จะรู้ก็ตาม
       3. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดนั้น ต้องเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง ไม่ใช่เพราะไม่ได้รับอนุญาต และเฉพาะความผิด 8 อย่างนั้นเท่านั้น
       4. ความผิดฐานรับของโจร ผู้ที่กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้นมา เช่น ผู้ทำการลักทรัพย์ แม้ภายหลังจะรับทรัพย์ที่ถูกลักมานั้นไว้อีก ก็ไม่ผิดฐานรับของโจร
       5. ความผิดรับของโจร อาจมีการส่งมอบทรัพย์นั้นต่อไปหลายๆ คนก็ได้ ถ้าผู้รับไว้รู้ว่าเป็นของที่ได้มาโดยการกระทำผิดดังกล่าวก็ผิดฐานรับของโจร
       6. ความผิดรับของโจร ผู้กระทำต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมาย ในขณะที่รับทรัพย์นั้นไว้ ถ้ารู้ภายหลังจากที่ได้รับของไว้แล้วไม่ผิด แต่ไม่จำเป็นต้องถึงกับต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมายใด มาตราใด
       7. เจตนาเป็นเรื่องภายในของผู้กระทำ จึงต้องถือหลักกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คือต้องดูการกระทำของผู้รับของโจรและข้อเท็จจริงอื่นประกอบ เช่น ให้การไม่อยู่กับร่องกับรอยกลับไปกลับมา ซุกซ่อนปกปิดทรัพย์ แสดงกิริยาพิรุธวิ่งหนี รับซื้อไว้ในเวลากลางคืน ซื้อโดยราคาถูกกว่าปกติมาก ซื้อจากเด็กหรือคนขอทานหรือบุคคลที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะขายของชนิดนั้นๆให้ได้ เป็นต้น ส่วนการซื้อขายโดยเปิดเผยหรือมีหนังสือสัญญาเป็นหลักฐานหรือนำออกมาใช้โดยเปิดเผย แสดงว่าผู้รับไว้ ไม่ทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของคนร้าย ไม่ผิดฐานรับของโจร
       8. ความผิดฐานรับของโจร ต้องนำสืบให้ได้ความว่า
- ทรัพย์นั้นได้ถูกเอาไป โดยการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดใน 8 อย่างนั้น
- ของกลางที่จับได้จากจำเลยนั้น เป็นของเจ้าของทรัพย์ที่ได้ไป ตามข้อแรก
- โดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิด

       สรุปให้เข้าใจง่ายๆ การรับของโจร คือการที่ผู้กระทำผิดได้ช่วยซ่อนเร้น (การทำให้ทรัพย์นั้นหายากขึ้น) จำหน่าย  พาเอาไป ซื้อไว้ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์ที่ได้มาโดยกระทำผิด แต่ถ้าสืบความแล้วพบว่า ผู้กระทำผิด ไม่ทราบว่าของเป็นของใคร หรือทรัพย์ที่ได้มาผิดกฎหมาย ก็จะไม่มีความผิด
       จบเรื่องภาษากฎหมายแล้วค่ะ ต่อมาขอนำความรู้เรื่องฟอกเงินและรับของโจร มาตั้งข้อสังเกตและพิจารณาต่อกรณีที่หลวงพ่อธัมมชโย  วัดพระธรรมกาย ที่กำลังถูกตั้งข้อกล่าวหาฟอกเงินและรับของโจร เรามาพิจารณาว่า ท่านผิดหรือไม่? ไม่ผิดเพราะอะไร ?

ขอนำเรียนเป็น 4 ประเด็นหลักๆ ค่ะ
     

       ประเด็นแรก คือเรื่องที่มาของเงิน อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ท่านชี้แจงผ่านสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาว่าท่านนำเงินก้อนหนึ่งมาถวายหลวงพ่อธัมมชโย  เงินก้อนนี้เป็นเงินยืม ที่มีการคืนให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้ปรากฏอยู่ในบัญชีของสหกรณ์ มีหลักฐานอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมบัญชีสหกรณ์ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมก็ทราบเกี่ยวกับประเด็นนี้  สามารถสืบค้นได้ มีหลักฐานชัดเจน
      ประการที่สอง คือที่ไปของเงินบริจาค ก็เป็นไปเพื่อการสร้างศาสนสถาน หลวงพ่อธัมมชโยท่านได้ทุ่มเทชีวิตของท่านมาตลอดชีวิตเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ตั้งแต่บวชวันแรกจนกระทั่งปัจจุบัน ศาสนสถานสร้างขึ้นเพื่อ สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ และสร้างคนดีที่โลกต้องการโดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินสักบาทเดียว (ถ้าเกิดว่าท่านฟอกเงิน รับของโจรจริง ท่านคงไม่เอาเงินมาสร้างศาสนสถานที่สามารถตามตรวจสอบได้ง่ายดายแบบนี้ค่ะ)

       ประการที่สาม คือขั้นตอนการรับ ขั้นตอนนี้สำคัญ การบริจาคเงินจำนวนนี้ไม่ได้ทำในที่ลับ เป็นการรับแต่ไม่ได้ทำในที่ลับ ทำผ่านสักขีพยานจำนวนมาก ท่านใดที่เคยมาวัดพระธรรมกายก็คงจะรับทราบ ท่านใดที่ไม่เคยมาก็ขอนำเรียน กิจกรรมประจำวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันบุญประจำอาทิตย์ นอกจากจะทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิแล้ว  พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเมื่อนำปฏิบัติธรรมเสร็จ ท่านยังเมตตาเป็นเนื้อนาบุญเพื่อรับถวายปัจจัย เพื่อนำไปใช้ในโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสานาไปทั่วโลก ดังนั้นจะมีศรัทธาสาธุชน ผู้มีศรัทธานำปัจจัยมาร่วมบุญในโครงการต่างๆ มากมาย ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยทำมาอย่างตลอดต่อเนื่อง


       ข้อสังเกต เราจะเห็นว่าเป็นการรับถวายแบบเปิดเผยและมีสักขีพยานจำนวนมาก สื่อมวลชนหรือในโลกโซเชี่ยลบางสำนัก ชี้นำว่าเป็นการยักยอก เมื่อพิจารณาแล้วไม่ได้เป็นการยักยอกเลย ถ้ายักยอกหรือฟอกเงินก็ต้องแอบทำ แต่นี้ท่านเปิดเผยหมด รับรู้หมด ทุกคนเปล่งอนุโมทนา
       ตรงนี้ขอความเป็นธรรมให้หลวงพ่อธัมมชโย รวมถึงคณะสงฆ์และองค์กรการกุศลต่างๆ เวลาจะมีคนมาบริจาคทรัพย์หรือแม้แต่ตัวเราเอง ถ้าเราจะทำกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคม เกิดมีสปอนเซอร์จะมาให้การสนับสนุน มีงบประมาณเข้ามา ท่านจะถามเขาไหมว่าเงินมาจากไหน? หรือแม้กระทั่งกรมสรรพากรที่เก็บภาษีจากประชาชน ถามประชาชนไหมว่า โกงเขามาหรือเปล่า? นี้เราว่ากันตามความเป็นจริง
       ประการที่สี่ ในห้วงเวลาเดียวกัน อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ มีการเบิกจ่ายเงิน แล้วบริจาคให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ มากมาย นำเงินไปลงทุน หรือโอนเงินให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย แต่ทำไม? มาเลือกปฏิบัติต่อกรณีหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกายเท่านั้น ถ้าท่านไปดูข้อมูลความเป็นจริงจำนวนเงินทั้งหมดถ้าเปรียบให้เห็นภาพที่ไปสู่องค์กรการกุศลอื่นๆ ไปสู่บริษัทอื่นๆ จำนวนมาก เปรียบเหมือนกับกองแบงก์พัน แต่มาวัดพระธรรมกาย มาบริจาคให้หลวงพ่อธัมมชโย เหมือนกองแบงก์ยี่สิบ แล้วทำไมดีเอสไอ? ถึงมาไล่บี้เอาผิดที่กองแบงก์ยี่สิบกองนี้


       มีอะไรที่แปลกๆ หรือเปล่า? วันนี้นำข้อมูลมานำเสนอทุกท่านเพื่อให้อยู่ในขั้นของกระบวนการไตร่ตรอง ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ หากไม่มีอคติกับหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว สิ่งเดียวที่ท่านทำ คือท่านเป็นเนื้อนาบุญรับเงินบริจาคจากศรัทธาสาธุชนเท่านั้น
       ขอเรียกร้องและขอความเป็นธรรมให้กับหลวงพ่อธัมมชโยด้วย ขณะเดียวกันก็ขอความเป็นธรรมให้กับคณะสงฆ์หรือผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและแผ่นดินนี้ ไม่ใช่ว่าพอรับเงินบริจาคที่เกิดจากคุณความดี ความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง เมื่อมีคนไม่ปรารถนาดี มุ่งร้าย ทำลายกันก็มาตั้งข้อกล่าวหา ยักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน มายัดให้ นี่หรือ คือความยุติธรรม?   ความยุติธรรมแทรกแผ่นดินไทยหนีหายไปไหน?






อ้างอิงข้อมูล:

1. การดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, http://goo.gl/JsDo37. เข้าถึงเมื่อ 12 เม.ย. 2559
2.หนังสือพิมพ์ข่าวสด, http://www.dek-d.com/board/view/930863/. เข้าถึงเมื่อ 12 เม.ย. 2559
3. การฟอกเงิน. http://goo.gl/n0kdqz. เข้าถึงเมื่อ 12 เม.ย. 2559
4. พ.ต.ท.ศักกพล สุขปาน, "ความผิดฐานรับของโจร" :http://www.lawyerthai.com/articles/law/020.php เข้าถึงเมื่อ 13 เม.ย. 2559
5. http://www.police.go.th. เข้าถึงเมื่อ 13 เม.ย. 2559
6. ข้อแท้จริงต่อกรณีหลวงพ่อธัมมชโย-สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น https://www.youtube.com/watch?v=ymk . เข้าถึงเมื่อ 13 เม.ย. 2559
7. http://hilight.kapook.com/view/116962/1?view=full

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559


ปัญหาจริงคือสหกรณ์มีเงินหมุนเวียน 21,000 ล้าน
แต่ไปปล่อยกู้ 12,000 ล้าน จนขาดสภาพคล่อง 
บัญชีติดลบ หมุนเงินไม่ได้ จนจะล้มละลาย

ทางแก้ที่ถูกต้องที่จะฟื้นฟูสหกรณ์ได้คือ 
1. ต้องขอผ่อนผันจากเจ้าหนี้ 
2. ต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม 
3. ต้องทวงเงินจากลูกหนี้ 
4. ต้องเพิ่มฐานสมาชิก

ไม่ใช่ปล่อยให้ DSI มาตั้งข้อหาฟอกเงินตามใจชอบ 
ซึ่งเท่ากับเป็นการแช่แข็งธุรกรรมการเงินของสหกรณ์แบบ 100 % 
และมีโอกาสล้มละลายอย่างแน่นอน เพราะจะไม่มีสถาบันการเงินใดๆ ยอมปล่อยกู้ให้สกหรณ์อย่างแน่นอน ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

ศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าใจถึงสถานการณ์เรื่องนี้
จึงตั้งกองทุน 600 กว่าล้าน เพื่อช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัว
เพื่อช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ไม่ล้มละลายตามไปด้วย
เพราะรู้ว่าในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ 
ยากที่จะมีสถาบันการเงินใดยอมปล่อยกู้ให้อีก 
มิหนำซ้ำ การที่สหกรณ์อ่อนแอแบบนี้ 
คู่แข่งอื่นยิ่งมองเป็นโอกาสดีที่จะลดคู่แข่ง
ซึ่งเป็นธนาคารประชาชนขนาดใหญ่ลงไปอีก 1 รายด้วย

แต่แล้วปัญหากลับยิ่งเลวร้ายลง 
เมื่อ DSI กลับมาตั้งข้อหาฟอกเงินเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ซึ่งกระทบกระเทือนใจต่อกลุ่มลูกศิษย์ที่ลงขันช่วยสหกรณ์เป็นอย่างมาก
1. รู้สึกเหมือนถูกสหกรณ์หักหลัง ทั้งที่จริงใจช่วยเหลือ
2. รู้สึกเหมือน DSI ต้องการเจาะจงเล่นงานเฉพาะวัดพระธรรมกาย
3. รู้สึกเหมือนกำลังหลอกสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ว่าเงิน 12,000 ล้าน สามารถตามทวงคืนได้ที่วัดพระธรรมกาย

>>>>แต่ในความเป็นจริง เงิน 12,000 ล้านนั้น
 จากเช็ค 857 ใบนั้นถูกกระจายออกไป 7 กลุ่ม
 ใน 7 กลุ่มนี้ มี 5 กลุ่มที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ส่วนอีก 2 กลุ่ม
 คือ วัดพระธรรมกายและวัดต่างๆ คือผู้รับเคราะห์จากการรับเช็คที่มีผู้ยืมเงินสหกรณ์มาทำบุญ

เรื่องที่มันเจ็บปวดก็คือ DSI ไม่ไปตามเงินจากกลุ่มอื่นเลย 
แต่เจาะจงมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงผู้เดียวทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสหกรณ์แม้แต่น้อยเลย มิหนำซ้ำ ลุกศิษย์ของท่านยังแทบจะเป็นแหล่งเงินทุนกลุ่มเดียว
ที่ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ 53,000 คน ในเวลานี้อีกด้วย

ท่านลองพิจารณาดูกันเถิดว่า
1. เงินสหกรณ์หายไป 12,000 ล้าน จากเช็ค 857 ใบ แต่เหมารวมทุกฉบับมาตั้งข้อหาฟอกเงินกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปเดียว เป็นการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่

2. การตั้งข้อหาฟอกเงินของ DSI กับเจ้าอาวาสัวดพระธรรมกาย จะช่วยให้สหกรณ์ฟื้นตัวและได้เงิน 12,000 ล้านคืนจากลูกหนี้ได้จริงหรือไม่

3. การตั้งข้อหาฟอกเงินกับผู้รับปลายทาง ที่สุดแล้วก็ต้องย้อนกลับไปที่ต้นทางคือสหกรณ์ด้วยโดยปริยาย ถ้าสหกรณ์มีแนวโน้มจะโดนตั้งข้อหาฟอกเงินไปด้วย จะมีแหล่งเงินทุนยื่นมือมาช่วยสหกรณ์หรือไม่
4. ถ้าสหกรณ์ล้มละลายไปเพราะการตั้งข้อหาฟอกเงินมั่วๆ ของ DSI ท่านรับผิดชอบการล้มละลายของสมาชิก 53,000 คน ไหวหรือไม่

5. ในสมาชิก 53,000 กว่าคนนี้ มีศิษย์วัดพระธรรมกายอยู่หลายพันคนบางคนก็ตายไปแล้วแต่ยังถอนเงินไม่ได้ บางคนก็ฝากเงินไว้หลายล้านแต่ถอนไม่ได้ DSI จะรับผิดชอบปัญหาของสมาชิกส่วนนี้ด้วยหรือไม่ จะช่วยหาเงินเยียวยาสมาชิกที่เป็นศิษย์วัดด้วยหรือไม่

6. เงินกองทุน 600 กว่าล้าน ที่ศิษย์วัดช่วยไป หากสหกรณ์ล้มละลายไป DSI จะรับผิดชอบความเสียหายต่อเงินกองทุนช่วยเหลือ 600 กว่าล้านนี้ด้วยหรือไม่

7. ถ้าการที่ญาติโยมมาทำบุญกับวัด คือการที่เจ้าอาวาสต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินกับรับของโจร จะมีพระรูปใดกล้ามาเป็นเจ้าอาวาส จะมีประชาชนคนใดกล้ามาทำบุญ ถ้าหากการใช้กฎหมายครั้งนี้สร้างผลกระทบถึงขั้นเกิดวัดร้างขึ้น 35,000 วัด DSI รับผิดชอบต่อการล้มลงของสถาบันศาสนาได้หรือไม่

การใช้กฎหมายแต่ละข้อ จะมองแค่มุมกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองถึงแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นในวงกว้างต่อสภาพความเป็นจริงด้วย เพราะทุกอย่างที่ DSI ทำลงไป จะกลายเป็นบรรทัดฐานของการใช้ข้อหาฟอกเงินและรับของโจรกับวัดทุกวัดในพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูสถาบันการเงินทั้งประเทศไทย


Cr.Ptreetep Chinungkuro

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

กรุณาส่งถึงคนทั่วโลก เพื่อฝากถามว่าสงสัยเหมือนกันป่าว ?


1. เงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่หายไป 12,000 กว่าล้านบาท แต่ทำไม DSI มาตามไล่บี้กับพวกธรรมกายที่เดียวอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆ ที่เงินคุณศุภชัยบริจาคให้พวกธรรมกายก็แค่ 600 กว่าล้าน  แล้วทำไม..ก้อนเงินที่เหลือจำนวนมหาศาล 11,000 กว่าล้าน ไม่ไปไล่บี้แบบอย่างเอาเป็นเอาตายแบบนี้บ้าง ?  เหมือนคุณทำแบงค์พันหายไป และก็ทำเหรียญบาทหาย 1 เหรียญ  แต่กลับเอาแรงทั้งหมดมาตามหาแต่เหรียญบาท แปลกจริงๆ !!


2. เงินสหกรณ์หลายพันล้าน ถูกบริจาคไปตั้งหลายองค์กร เช่น สภากาชาด 30 ล้านบาท ฯลฯ แต่ DSI มาตามเงินคืนที่วัดพระธรรมกายที่เดียว แถมยังยัดข้อหายักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน รับของโจรให้อีกด้วย ทำไมไม่ตั้งข้อหารับของโจรกับองค์กรอื่นบ้าง ?  ทำไมเจาะจงแต่วัดพระธรรมกายที่เดียวเท่านั้น ?



3. เงินที่บริจาคให้วัดนั้น วัดไม่สามารถคืนให้ได้ เพราะถ้าคืนก็ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ลูกศิษย์วัดก็แสดงความมีน้ำใจต่อสหกรณ์ ด้วยการตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือให้ 600 กว่าล้าน เพื่อช่วยสมาชิกอีก 5 หมื่นคน เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อน ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือก็ได้ แต่ทำไมยังตามจิก ตามจี้ ไล่บี้เขาอีก ?


4.ในเมื่อเจ้าทุกข์ (คือสหกรณ์) แจ้งไปทาง DSI และอัยการให้ถอนฟ้องส่วนของวัดพระธรรมกายแล้ว ทำไมถึงยังดึงดันจะดำเนินคดีกับพวกธรรมกายให้ได้  ทั้งที่คู่กรณีตกลงไกล่เกลี่ยกันเองได้แล้ว ?



5. คดีเงินสหกรณ์ที่หายไปเป็นพันล้านนั้น ถูกแบ่งย่อยเป็นหลายร้อยคดี ต่างกรรมต่างวาระกัน พวกพระธรรมกายเป็นเพียง 1 ใน หลายร้อยคดีเท่านั้น หนำซ้ำยังจัดเป็นคดีที่อยู่เกือบลำดับสุดท้าย ทำไมถึงมาเร่งทำคดีของวัดพระธรรมกายก่อนเพื่อน ?


6. การตั้งข้อหาฟอกเงินกับรับของโจร มีโทษร้ายแรงถึงขั้นยึดทรัพย์ทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย ขณะที่ศาสนสมบัติทั้งหมดของวัดพระธรรมกายได้มาจากการบริจาคของประชาชนตลอด 47 ปี การรีบร้อนตั้งข้อหาโดยขาดหลักฐานและพยาน แล้วรีบร้อนรวบลัดขั้นตอนของลำดับคดี เพื่อจะอ้างอำนาจ
ศาลมาใช้อายัดศาสนสมบัติทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย ถามว่าเป็นธรรมกับประชาชนเป็นล้านคนที่ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นมาหรือไม่ ?

      สงสัยเหมือนกันป่าวววววว.....คร้าบบบพี่น้อง...??????????????

 cr: นายตดหอม

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget