แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไพบูลย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไพบูลย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คดีพระธัมมชโย สรุปแล้ว เกิดจากการรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ? หรือไม่?????
ถ้ากล่าวถึงกรณีของพระธัมมชโย ตอนนี้รู้สึกจะโด่งดังไปทั่วไทยและไปทั่วโลกไปแล้ว กระแสได้โหมโรงโดยผู้มีอำนาจหลายคนถึงกับออกตัวแรงคาดการณ์


จะใช้กองทัพตำรวจมาบุกจับและจับท่านสึก


หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถึงไม่ยอมมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตนเองซักที ซึ่งหลายคนก็เห็นด้วยและบางส่วนยังเฉยๆ วันนี้จึงขอพาไขความลับ แฉความจริงให้รู้กันไป ซักที ขอเรียกแผนนี้เรียก “แผนจับสึกถอดผ้าเหลือง” ณ จุดนี้

ถ้าจะให้รู้ความจริงของแผนนี้ต้องย้อนไม่เมื่อประมาณต้นปีคือ เดือนกุมภาพันธ์ 2559
แผนจับสึกเริ่มต้นออกมาโดยกลุ่มนายไพบูลย์ นิติตะวัน นายมโน เลาหวณิช  และหลวงปู่พุทธอิสระ

ดันดีเอสไอให้เข้าไปตรวจสอบพระลิขิตเรียกร้องให้สำนักพุทธและมหาเถรสมาคมตรวจสอบเพื่อให้พระธัมมชโยปาราชิกหรือสึก จากคดียักยอกเงินและที่ดิน แต่แผนไม่สำเร็จเพราะเรื่องได้พิจาณาจบไปนานแล้วและยืนยันว่าพระธัมมชโยไม่ผิด แต่ทางกลุ่มนายไพบูลย์ไม่พอใจการพิจารณาคิดว่าสมเด็จช่วงมีส่วนช่วยให้พระธัมมชโยพ้นผิด
ขณะที่ผิดหวังกับแผนแรกก็ไป

แผนสองคือต้องการเอาผิดสมเด็จช่วง
หรือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยเอาคดียัดรถเก่าที่ตีข่าวเป็นรถหรูให้ท่านด่างพร้อย เพื่อยื้อไม่ให้ท่านขึ้นเป็นสังฆราช โดยตัวละครตัวคือ กลุ่มนายไพบูลย์ นิติตะวัน นายมโน เลาหวณิช ประสานงานกับดีเอสไอ โดยร้ายที่สุดถึงกับมีข่าวจะแจ้งจับสมเด็จฯกันเลยทีเดียว โชคดีที่คดีตอนนี้ได้จบไปแล้ว คือท่านไม่มีความผิด ท่านเป็นเพียงผู้รับบริจาค ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดแม้แต่น้อย แต่แปลกไหมรถหรูมีทั้งประเทศ 7 พันคันแต่ดันโดนที่ท่านรูปเดียว แต่
อย่างไรก็จบไปด้วยดีแล้ว แต่ตอนนี้เหมือนมีใครสักคนกำลังดองเรื่องท่านไว้ ไม่นำชื่อท่านไปทูลเกล้าฯ
เมื่อแผนดูท่าไม่ง่าย เลยกลับมาลุยพระธัมมชโยต่อตอนนี้หาช่องกฎหมายยัดคดีฟอกเงินและรับของโจรให้ อาศัยช่องกฎหมายไทยที่เป็นระบบกล่าวหา
คดีนี้ก็เหมือนกัน ท่านธัมมชโยเป็นเพียงผู้รับบริจาค ไม่รู้เห็นเงินเลยซักบาทแต่มากล่าวหาลอยๆ ถ้างั้นพระในประเทศไทย ผิดหมด หากมีโจรซักคนมาทอดผ้าป่า ทอดกฐินที่วัด แค่นี้ยังไม่เข้าใจกันหรือ? ยิ่งเรื่องฟอกเงินเหรอ ยิ่งไม่เข้าใหญ่ เพราะถ้าเข้าข่ายฟอกเงินต้องเป็นลักษณะการค้า แต่นี้เช็คแต่ละใบมีเส้นทางการเงินชัดเจนคือเอาไปจ่ายค่าสร้างศาสนาสถานหมด
และจริงๆ แล้วเงินหมื่นล้าน วัดธรรมกายรับมาแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ คือ 8 ร้อย และทางลูกศิษย์ก็ได้รวบรวมคืนหมดแล้วแต่หน่วยงานอื่นที่รับเงินไป ไม่เห็นมีใครมาช่วยเยียวยา แต่ดีเอสไอเหมือนไม่เคยไปติดตามแต่มุ่งเจาะจงที่วัดธรรมกายเป็นหลัก แม้ทางสหกรณ์ได้ถอนฟ้องแล้วไม่ติดใจ
แต่แผนก็ยังเดินต่อ ซึ่งนายธรรมนูญคนที่ฟ้องคงเป็นกลุ่มเดียวกันกับนายไพบูลย์ นั่นเอง มาถึงนี้มันสื่ออะไรได้เยอะ แล้วคดีนี้มีเงื่อนงำอะไร ที่บอกว่ามี
การกลั่นแกล้งตั้งแต่ต้น

1. มีหมายเรียกหลุดไปถึงสื่อหนังสือพิมพ์ออนไลน์ก่อนที่จะถึงพระธัมมชโย อันนี้ถือว่าเป็นจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่รัฐเลย แต่หลุดไปอย่างนี้เข้าข่ายมี
ความผิดหรือไม่

2. ตรงนี้อ่านกันให้ดีๆเรียงตัวเลย ตามกฎหมายตามหมายเรียกเพื่อแจ้งข้อกล่าวหานั้น พนักงานสอบสอบมีอำนาจจะแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ แต่อัยการขจรศักดิ์ คนเดียวเท่านั้นยืนยันว่าหลวงพ่อต้องออกไปที่ดีเอสไอหรือศาลเท่านั้น ทั้งที่ตนและดีเอสไอรู้ดีที่สุดว่าพระธัมมชโยป่วย ไม่สามารถออกนอกวัดได้
จากภาพที่มาเห็นด้วยตาเมื่อปี 2558

3. ทางคณะศิษย์เองได้ขอร้องทางดีเอสไอหลายครั้งให้มาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด ถึงกับบอกว่าจะขอเอารถไปรับเชิญมาได้ไหม แต่ไม่มีใครยอมมา สุดท้ายหมายจับก็ออกมา จึงตั้งข้อสงสัยว่ามีความตั้งใจออกหมายจับตามแผนหรือไม่ เพื่อให้พระธัมมชโยมีความผิด เพื่อให้จับสึกง่ายๆ
4. แผนนี้ก็ได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนโดยคนกลุ่มเดิมคือกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการปิดถนนแจ้งวัฒนะนั่นเอง
และแผนก็ได้ขับเคลื่อนสู่การออกหมายจับสำเร็จเมื่อวันที่17 พฤษภาคม 59 แล้วก็ตามคาดมีการบุกเพื่อเข้ามาตรวจค้นเพื่อจับตัวเจ้าอาวาสโดยครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน แต่โชคดีที่ครั้งนั้น ท่านรองอธิบดีดีเอสไอยังมีความเมตตา เห็นแต่มวลชนที่เป็นลูกศิษย์วัด และหวั่นมือที่สาม ยอมถอยกำลัง แต่ใครที่ไปด้วยวันนั้นกลับไม่พอใจ ครั้งนี้เลยอาสามาจัดการกับพระธัมมชโยแทน ท่านนั้นคือพลตำรวจเอกศรีวราห์ รองผู้กำกับการตำรวจแห่งชาติ
ซึ่งจากนั้นมาท่านได้วางแผนเป็นอย่างดี ด้วยแผนไปหาความผิดของพระธัมมชโย ตามวัดสาขาต่างๆ เพื่อไล่ล่าและแจ้งความผิดให้ เพื่อจะได้เอาคดีมาเป็นของตำรวจ ตนจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างสะดวก บุกไปทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก ทั้งสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ไปในทุกที ที่รู้ว่าพระของวัดพระธรรมกายอยู่ แม้ท้องที่นายังไป สุดท้ายได้คดีสมใจในสองคดี และก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาเหมือนเดิม เพื่อออกหมายจับ ทั้งโคราชและจังหวัดเลย เพราะรู้ดีว่า พระธัมมชโย ไปรับทราบข้อกล่าวหาไม่ได้อยู่แล้วเพราะป่วย รวมทั้งจะได้กล่าวหาว่าท่านเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย เพื่อจะเป็นข้ออ้างในการบุกวัดได้อย่างสมใจ หมายจับจึงออกมาได้ดั่งใจตามคาด
ท่ามกลางกระแสที่อัยการเลื่อนสั่งฟ้องถึง 5ครั้ง เหตุง่ายๆ คือ หลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งได้
กระแสหมายจับที่สองและสามของตำรวจก็มาโหมกระแสให้แรงขึ้น จนเป็นกระแสให้อัยการออกมาแถลงข่าวโดยมีคำสั่ง “ควรสั่งฟ้อง” แต่ถูกสื่อตีตราว่า “สั่งฟ้อง” เป็นเหตุให้กระชับการออกคำสั่งบุกของผู้มีอำนาจให้เร็วขึ้น จะเห็นได้ว่ากระบวนการนี้ไม่ใช่ เป็นการปกติแต่ย่อมมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี ซึ่งการเข้าไปร่วมอาจถึงตายได้เพียงข้ามคืน
ผ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงเข้าใจความเป็นไปถึงตอนนี้ ที่สื่อกำลังโหมกระแสอย่างหนักอยู่ที่ดีเอสไอและตำรวจได้ประสานกันมาบุกเข้าวัดพระธรรมกายในครั้งนี้ ก็เพื่อจับพระธัมมชโย สึกตามแผน ถอดผ้าเหลือง ล้มวัด ตามแผนที่วางไว้แล้วนั่นเอง
มาถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงกระจ่างในความเป็นเป็นของคดีวัดพระธรรมกาย และสรุปได้เองว่า แท้จริงคดีนี้ เกิดจากการรังแกของเจ้าหน้าที่รัฐ? หรือไม่หรือมีใบสั่ง? การเสี่ยงเข้าไปในกระบวนการอาจถึงตาย แม้เพียงข้ามคืน


แหล่งข่าวอ้างอิง
"พระพุทธะอิสระ" จี้ มส.รับผิดชอบฝืนพระลิขิต
http://www.nationtv.tv/main/content/social/378445304/
“ไพบูลย์” ยื่นหนังสือเร่ง”ดีเอสไอ”ให้ตรวจสอบกรณีรถหรูสมเด็จช่วง อ้างเพื่อตัดข้อครหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมยื่นหนังสือให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินตีความกฎหมายสงฆ์
http://www.matichon.co.th/news/4383
“ไพบูลย์ นิติตะวัน” เปิดเช็คสมเด็จช่วง 1ล้าน จ่ายภรรยาเจ้าของอู่รถหรู
https://www.pptvthailand.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/35082

https://www.youtube.com/watch?v=aSj7AsPdJH8&feature=youtu.be
   “อัยการ”สั่งฟ้องต้องจับ“ธัมมชโย”ทันที..!!
http://www.komchadluek.net/news/politic/249781ผ่า

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559


เมื่อ 2 ผู้ต้องหายื่นหนังสือต่อหน้า DSI
ความยุติธรรมที่พึ่งได้?????
รายชื่อผู้ต้องหา จำนวน 38 ราย
ลำดับที่ 30.นายไพบูลย์ นิติตะวัน

ข้อหา ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ
หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ
หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่อง

ในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง
ติดตามอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่
http://www.dsi.go.th/view.aspx?tid=t0000092
พระสุวิทย์ วัดอ้อน้อย

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 57 ศาลอาญาอนุมัติหมายจับแกนนำ กปปส. รวม 43 คน ผู้ต้องหาคดีกบฏ และความผิดอื่น รวม 8 ข้อหา

โดยมีชื่อของพระสุวิทย์รวมอยู่ด้วย
ติดตามอ่านข่าวเพิ่มได้ที่
http://www.thairath.co.th/content/401775
http://www.komchadluek.net/news/detail/178369
http://news.sanook.com/1429569/


วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สุวิทย์ อิสระ วัดอ้อน้อย และนายไพบูลย์ นิติตะวัน
ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการกดดันให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนีนั้น
เป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏ จากการ shut down กรุงเทพฯ ดีเอสไอได้ส่งฟ้องแล้ว
อัยการก็ได้พิจารณาสั่งฟ้องแล้ว ขั้นตอนล่วงเลยจนจะเป็นจำเลยขึ้นศาลแล้ว
แต่ทั้ง 2 คนได้ ร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุด สั่งให้สอบเพิ่มเติม

คดีนี้เวลาล่วงเลยมากว่า 2 ปีแล้ว  ทำไมข่าวจึงเงียบสนิท!!!!

ทั้งที่เป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงถึงขนาดเป็นกบฏต่อแผ่นดิน
ยึดสถานที่ราชการนานหลายเดือน
ปิดเมืองหลวงของประเทศ สร้างความเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดิน
และความสามัคคีของคนในชาติอย่างใหญ่หลวง
ดีเอสไอได้ออกหมายเรียก หมายจับ หมายค้นนำตัวทั้งคู่มาสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อส่งให้อัยการ

สั่งคดีขึ้นสู่ศาลโดยเร็วหรือไม่
คำถามนี้ให้ใครตอบดี?????

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฟังสื่อมวลชนวิเคราะห์ข่าว ... ทำไมคณะศิษย์พระเทพญาณมหามุนี ขอให้รอเวลาที่บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม?
จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ที่มีตัวแทนคณะศิษย์ได้แถลงข้อความแสดงจุดยืนตอนหนึ่งว่า "คณะศิษย์เห็นพ้องต้องกันว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการมอบตัว ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ คือเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เพราะการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ย่อมทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม"

เกี่ยวกับประเด็นนี้ พิธีกรรายการ "Tonight Thailand" แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า
"สิ่งที่ทางศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายพูดมันไม่ใช่เรื่องน่าขัน มันคือการสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังขาดความเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐอย่างรุนแรงมากๆ และตราบใดที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐได้ รัฐบาลยากที่จะปกครองเข้าด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการใช้กำลัง ซึ่งมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ .. มาตรา 44 ก็คือการใช้กำลังในเชิงนิตินัยไม่ใช่เชิงพฤตินัยนั่นเอง"


ขณะที่ศิษย์วัดพระธรรมกายบางท่านโพสมุมมองส่วนตัวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่คณะศิษย์สามารถเชื่อมั่นและพึ่งพาได้ ทั้งนี้ โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์และกระบวนการที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้
(1) การที่ รมว. ยุติธรรมพูดว่า จับได้ต้องสึกสถานเดียว ยังไม่ทันพิสูจน์ความจริงก็โดนจับสึกแล้ว แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(2) การที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน พูดในรายการถามตรงๆ ว่า จับได้ต้องใช้ พรบ.สงฆ์ มาตรา 30 คือจับสึกอย่างเดียว เพราะถ้าจับสึกไม่ได้ คุณไพบูลย์ก็อยู่ไม่ได้ แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(3) การที่ดีเอสไอเชิญทั้งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และนายมโน เลาหวาณิชย์ ไปเป็นที่ปรึกษาวางแผนจับสึก ซึ่งทั้งสองประกาศตนเป็นคู่ปรปักษ์กับวัดพระธรรมกายออกสื่ออย่างชัดเจน แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(4) การที่ดีเอสไอนัดเจรจากับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แต่แล้วกลับไปออกรายการทีวีว่า มติการเจรจาไม่มีผลต่อการตัดสินใจของดีเอสไอ แบบนี้จะประชุมทำไม แบบนี้หลอกใช้พระให้มาจับสึกไปติดคุกใช่หรือไม่
(5) พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครห้ามปราม แต่อีกฝ่ายหนึ่ง นอนป่วยเฉยๆ อยู่ในวัด ต้องยกกองกำลังมาจับสึกติดคุกให้ได้ ... แบบนี้มันยุติธรรมไหม ?


(7) ระบบกฎหมายที่ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องตัวเองแม้กระทั่งยามเจ็บป่วยแบบนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน(6) กระบวนการยุติธรรมแบบนี้ มีแต่กับดักอันตราย ไม่ต่างอะไรจากเขียนคำสั่งพิพากษาประหารชีวิตไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีผู้ต้องหาด้วยซ้ำไป



วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ประธาน นปช. แฉปูมหลังชีวิต "มโน" มีแต่ความขัดแย้ง เต็มไปด้วยปัญหา ไม่มีวัดให้อยู่ ต้องห่มเหลือง
อยู่อพาร์ทเม้นท์ ก่อนลาสิกขา ย้ายมาเข้าแก๊ง 3 พ. จึงเดินงานด้วยอคติ เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับ "พระธัมมชโย" สงสัยดีเอสไอทำหน้าที่อย่างไร เชื่อพวกคนอคติ ใช้ข้อมูลฝ่ายปฏิปักษ์มาจัดการ จึงแสดงถึงเจตนาไม่สุจริต เชื่อข่าว

ปล่อยเงิน 2 พันล้าน มาจากฝ่ายตรงข้ามวัดพระธรรมกาย สร้างข้อหาบีบให้คสช. ทำตามความต้องการของฝ่ายปฏิปักษ์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 31 พ.ค. โดยเชื่อว่า การปล่อยข่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกรับเงิน 2,000 ล้านบาท แลกกับการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เป็นการใช้แหล่งข่าวสร้างวิชามารบีบบังคับให้จัดการกับพระธัมมชโยตามความต้องการของฝ่ายตัวเอง จึงสร้างข้อกล่าวหามาผูกมัดเอาไว้ แต่ข่าวเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับพระธัมมชโยเลย

นายจตุพร กล่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ประกาศจะเล่นงานคนปล่อยข่าวทำลาย คสช. ให้ได้ แต่ รมว.ยุติธรรม คงไม่สามารถรู้ได้ว่า เป็นใคร กลุ่มไหน ดังนั้น ถ้าใช้สติอย่างมีเหตุผล จำแนกแยกแยะว่า ข่าวปล่อยเรียกรับเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ทำให้ใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์แล้ว ย่อมมองเห็นทางได้ชัดเจนว่า มาจากกลุ่มคนที่ต้องการเล่นงานพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายนั่นเอง

"พล.อ.ไพบูลย์ หรือ ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ถ้าลองคิดกันช้าๆ ว่า ใครได้ประโยชน์การปล่อยข่าวเช่นนี้ ถ้ามาจากศิษย์พระธรรมกายแล้ว ตนเชื่อว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากข่าวนี้เลย ยกเว้นเป็นศิษย์วัดที่ออกไปแล้วมีปัญหากับวัด การปล่อยข่าวว่า คสช. เรียกเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากปล่อยข่าวเพื่อบีบให้ คสช.จัดการกับพระธัมมชโย เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามตามความต้องการของคนพวกนี้ จึงต้องถูกข้อกล่าวหาค้ำคออยู่แล้วว่า เพราะเงิน 2,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ เป็นวิชามารชั้นประถม เพียงยืมมือสื่อมวลชนให้ตั้งคำถาม แล้วกลายเป็นประเด็นมัดรัฐมนตรี คสช. เอาไว้ ดังนั้น การประเมินทางการข่าวที่ออกมานั้น แค่มีสติว่า ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ใครที่พอจะเสี้ยมได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่สลับซับซ้อนเลย คนที่ต้องการเล่นงานวัดพระธรรมกายนั่นละที่ปล่อยข่าวออกมาบีบ คสช. เพื่อให้เกิดการพะวาพะวงกับการถูกข้อหาว่า ไปรับเงิน 2,000 ล้านมา พล.อ.ไพบูลย์ จึงไม่อาจไปแจ้งความใครได้ เพราะเป็นข่าวปล่อยที่ต้องการให้เกิดการดำเนินการทางเดียว"

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ (31 พ.ค.) พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัด อ้อน้อย นครปฐม จะไปวัดชนะสงคราม เพื่อยื่นหนังสือต่อเจ้าคณะภาค 1 ให้จัดการกับพระธัมมชโย
แล้วอาจไปดีเอสไอแจ้งความดำเนินคดีตนข้อหาดูหมิ่นพนักงาน แต่หลังจากแจ้งความแล้ว ตนจะพิจารณาเนื้อหาคำร้องก่อน และตั้งใจว่า จะดำเนินคดีกลับเช่นกัน พร้อมกับไปตามทวงการดำเนินคดี 9 ข้อหาในชั้นอัยการสูงสุดด้วยที่ยังไม่ส่งฟ้องไปศาลอาญา ดังนั้น พุทธะอิสระต้องเจอคนอย่างตนจึงเหมาะสมกันที่สุด
ส่วนนายมโน  เลาหวณิช ที่ไปเคลื่อนไหวร่วมกับแก๊ง 3 พ. ประกอบด้วย พุทธะอิสระ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จึงกลายเป็นขบวการที่มุ่งเล่นงานพระธัมมชโยอยู่ในขณะนี้
นายมโน  มีปูมหลังชีวิตอันน่าสงสัยอย่างยิ่ง เรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วมาบวชเป็นพระ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระธัมมชโยออกทุนให้ นอกจากนี้ ยังมีการทำนายว่า คนนี้จะนำความเดือดร้อนมาสู่หมู่คณะ
ในช่วงวัดพระธรรมกายอยู่ระหว่างการสร้างวัดใหม่ๆ นายมโนได้รับการสนับสนุนให้ไปศึกษาต่างประเทศ โดยวัดได้ระดมทุนส่งให้ เพื่อหวังจะได้เผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่เมื่อไปปกป้องผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมที่สหรัฐ แล้ว จึงมีแนวทางสวนทาง และขัดแย้งกับวัดพระธรรมกาย จากนั้นจึงลาออกจากวัดปี 2537 แล้วไปอยู่วัดราชโอรสาราม วัดนางชี และวัดนากปรก ทุกวัดที่ไปอยู่ล้วนเกิดความขัดแย้ง แล้วก็เปลี่ยนวัดไปเรื่อย กระทั่งต้องไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ แล้วลาสิกขาออกมาอยู่ทางโลก

นายจตุพร กล่าวว่า นายมโน ได้ไปทำงานที่พรรคชาติไทยอยู่พักหนึ่ง แล้วไปอยู่ นสพ.ผู้จัดการ แล้วหายหน้าไปพักใหญ่ กระทั่งมาอยู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และต่อมาได้รู้จักกับนายไพบูลย์ จนเคลื่อนไหวร่วมกับแก๊ง 3 พ. ดังนั้น ประวัติของนายมโนจึงน่าสนใจมาก เพราะไม่อาจไปอยู่วัดที่ไหนได้เลย และเขาคิดอะไร ก่อนจะลาสิกขา จึงไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ในสถานภาพของสงฆ์ ซึ่งคนเช่นนี้หรือ อ้างว่า มาปฏิรูปพุทธศาสนา ทั้งที่มีปัญหากับวัดอื่นหมด จนไม่มีวัดให้อยู่ แล้วไปอยู่อพาร์ทเม้นท์
ในสังคมไทยนั้น คนปฏิบัติดีมักจะไม่ทำอะไรใคร ส่วนใหญ่จะนั่งแผ่เมตตาให้ สำหรับพุทธะอิสระแล้ว ตั้งแต่นำผ้าอนามัย กางเกงยีสต์ เสือยึดไปถวายสังฆทานสมเด็จช่วงแล้ว ตนจึงเห็นว่า คนนี้มากไป ไม่นับถือเป็นพระ และเมื่อดีเอสไอมารับฟังอะไรจากคนพวกนี้แล้ว ย่อมดำเนินการผิดมาแต่ต้น เพราะไปหารือกับคู่ปฏิปักษ์เพื่อไปจัดการกับปฏิปักษ์ การทำเช่นนี้ไม่ใช่วิธีการของหน่วยงานรัฐเลย โดยเอาข้อมูลจากพวกที่มีความอคติและต้องการการล้มสมเด็จช่วง มาเป็นแนวทางทำงานจึงแสดงถึงการไม่ใช้หลักการทางกฎหมายตามที่ประกาศไว้
เมื่อดีเอสไอรับข้อรับเสนอให้สมเด็จช่วงนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปจับกุมพระธัมมชโยนั้น ย่อมแสดงว่า ใช้วิธีการที่ผิด โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนว่า อย่าดึงสมเด็จช่วงมาเกี่ยวข้อง เพราะการปกครองสงฆ์มีขั้นตอนอยู่แล้ว จึงต้องไปหาเจ้าคณะภาค ดังนั้น การทำงานของดีเอสไอจึงสร้างความคลางแคลงใจให้ประชาชนอย่างมาก
สิ่งน่าสนใจอยู่ที่ พุทธะอิสระถูกคำสั่งศาลให้จ่ายเงินค่าเสียหายกับดีเอสไอในข้อหาพาพวกไปปิดล้อม นอกจากนี้ยังถูกดีเอสไอสอบสวน และส่งสำนวนข้อหาให้อัยการฟ้องศาลดำเนินคดีถึง 9 ข้อหา มีโทษประหารชีวิต ตนจึงสงสัยว่า แล้วดีเอสไอไปฟังความเห็นคนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าดีเอสไอไม่โหมข่าวเตรียมกำลังพล 2,350 นาย ใช้เฮลิคอปเตอร์ เพื่อบุกวัดพระธรรมกายแล้ว ความตึงเครียดย่อมไม่เกิด เพราะการดำเนินการกับความเชื่อทางศาสนานั้นลึกล้ำกว่าความเชื่อทางการเมือง เมื่อยิ่งมีข่าวใช้กำลังพลรวบตัวแล้ว ศิษย์จึงหาทางป้องกันตามแต่ใครจะคิดได้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จึงเข้าใจได้ถูกต้องแล้วว่า ควรหลีกเลี่ยงการปะทะ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องและมีเจตนาไม่สุจริต
ถ้าดีเอสไอทำอย่างตรงไปตรงมา และไม่นำเอาพวกที่เป็นปฏิปักษ์ มีอคติไปร่วมประชุมหารือด้วยแล้ว ความรู้สึกไม่พอใจจะเกิดขึ้นน้อยกว่านี้ แต่การนำนายมโน ไปอธิบายภาพพื้นที่วัดพระธรรมกาย และพุทธะอิสระก็ต้องทำทุกวิถีทาง แต่การดำเนินการแต่ละเรื่องนั้นล้วนมีปัญหากับคณะสงฆ์ทั้งนั้น ด้วยการเสนอปฏิรูปพุทธศาสนา ด้วยการยึดทรัพย์ และยกเลิกสมณศักดิ์ ซึ่งจะทำให้พระมีความเท่ากันหมด และยังมีสมณศักดิ์เสมอกันกับพุทธะอิสระด้วย
"ดีเอสไอ ไปอยู่กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะคนพวกนี้มาเรียกร้องให้ทำเรื่องต่างๆ ขณะเดียวกันบางเรื่องยังไปเชื่ออีก ทั้งที่จริงแล้ว นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ไพบูลย์ ลองไปด้วยพิจารณาคดีอื่นด้วยว่า การแจ้งข้อกล่าวหาจำเป็นต้องมาสถานทีใดสถานที่หนึ่งหรือไม่ แต่กรณีนี้เมื่อรู้ว่า มีความละเอียด อ่อนไหว แต่กลับไปสร้างความเจ็บแค้นให้กับคน ทั้งๆที่ทางวัดพระธรรมกายยินดีให้เข้ามาแจ้งความ ให้พาแพทย์มาตรวจด้วย หากเขากีดกันไม่ให้แพทย์มาตรวจแล้ว จึงน่าเป็นที่สงสัย และไปทะเลาะกับคน 6 ล้านคน ทำไม"
นายจตุพร กล่าวว่า อัตราโทษของพระธัมมชโยเทียบไม่ได้กับพุทธะอิสระที่มีคดีและมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลย แต่ดีเอสไอกลับปล่อยวางเฉยไม่ดำเนินการ แล้วให้เคลื่อนไหวไปทั่ว ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีเจตนาน่าสงสัย และเมื่อเตรียมการณ์ใช้กำลังพล โดรน และเฮลิคอปเตอร์ไปบุกวัดด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย และไม่จบลงอย่างง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ยึดกฎหมายแล้ว ดีเอสไอควรเอาตามกฎหมายเป็นที่ตั้ง อย่ากระทำการให้เกิดเจตนาคลางแคลงใจ เมื่อดีเอสไอปฏิบัติกับพุทธะอิสระอย่างไร ก็ควรปฏิบัติต่อพุทธะอิสระอย่างนั้น หากดำเนินการด้วยความแตกต่างกันแล้ว ย่อมเป็นหลักคิดที่เกิดปัญหาของดีเอสไอ แต่ควรดำเนินการด้วยใจสุจริต อย่าคิดหักหลังกัน อย่าลับล่วงพราง เรื่องจะจบลงแบบง่ายดาย ไม่มีต้องรับความเสียหายใหญ่หลวงในภายหลัง
ขอบคุณเเหล่งข่าว I see news

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

11 พฤษภาคม  เวลา 13.00 น. ตัวแทนคณะศิษย์วัดพระธรรมกายในนามกองทุนเฉพาะกิจลูกศิษย์วัดพระธรรมกายฯ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์คลองจั่นเครดิตยูเนี่ยน จำกัด
เดินทางไปยื่นหนังสือแก่คณะกรรมการฟื้นฟูกิจการสหกรณ์คลองจั่น โดยมีนายเผด็จ มุ่งธัญญา เป็นผู้มารับหนังสือ เพื่อให้กรรมการได้พิจารณายับยั้งบทบาทของนายธรรมนูญ อัตโชติ ในการแสดงตนเป็นสมาชิกสหกรณ์และอ้างตนเป็นประธานชมรมฟื้นฟูกิจการสหกรณ์ แต่บทบาทเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายธรรมนูญ อัตโชติได้ร่วมแถลงการกดดัน DSI กรณีการฟ้องร้องพระเทพญานมหามุนี พร้อมกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน และนพ.มโน เลาหวนิช ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านวัดพระธรรมกาย และอาจมีแนวโน้มการแอบแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพพจน์ในการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์โดยภาพรวม เพราะความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

นอกจากนี้คณะศิษย์และกองทุนเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือเยียวยาฯ อาจจะต้องเพิ่มประเด็นเพื่อพิจารณาการระงับการช่วยเหลือแก่สหกรณ์ และอาจจะเพิ่มมาตรการต่างๆ เพราะได้รับผลกระทบจากการที่นายธรรมนูญ ออกไปฟ้องร้องต่อ DSI ออกให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน และออกไปหาแนวร่วมโจมตีวัดพระธรรมกาย ทำให้คณะศิษย์รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งในการกระทำของนายธรรมนูญและพรรคพวก


อีกด้านหนึ่ง กลุ่มสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นผู้รักสันติ ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านบทบาทของนายธรรมนูญ อัตโชติด้วยเช่นกัน โดยต้องการให้กรรมการมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการออกแถลงการตักเตือนหรือจะกำหนดขอบเขตในฐานะสมาชิกสหกรณ์ซึ่งจะต้องดำเนินอยู่ในครรลองที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะหากนายธรรมนูญทำอย่างนี้แล้ว เจ้าภาพกองทุนเยียวยาเกิดยุติการช่วยเหลือความเสียหายก็จะเกิดขึ้นแก่สหกรณ์โดยภาพรวม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร็วๆ นี้จะมีการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์เพิ่มเติม และในเดือนสิงหาคมรัฐบาลอาจอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเยียวยากิจการสหกรณ์กว่า 10,000 ล้านบาท ดังนั้นการรักษาเครดิตสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้บทบาทของสมาชิกสหกรณ์ที่จะต้องมีความสำนึกต่อสิทธิมนุษยชน ไม่เข้าไปก้าวก่ายทำลายเกียรติของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้และเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์
อย่างไรก็ตาม นายเผด็จได้ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆแล้วสหกรณ์ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับนายธรรมนูญ พร้อมกับชวนให้สมาชิกยกมือเห็นด้วย และให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า สหกรณ์มีสมาชิกมากมายเป็นหมื่นคน ไม่สามารถแนะนำตักเตือนได้หมด พร้อมทั้งรับรู้รับทราบและรู้สึกขอบคุณต่อลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ได้มอบเงินเยียวยาให้ ซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนแรกที่ได้รับมาจากการเยียวยา

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่นายไพบูลย์แถลงไปว่า เงินเยียวยานี้ไม่ได้ให้จริงและอาจจะต้องคืนเงิน ทางสหกรณ์ก็ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อตกลงกัน ในกรณีว่าถ้าหากพิสูจน์ได้จริงๆ ว่าเงินที่ถวายให้พระเทพญานมหามุนีนั้น คุณศุภชัย ได้ทำเรื่องคืนเงินแก่สหกรณ์ไปแล้วเท่านั้น

พราะฉะนั้นกว่าจะสามารถดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมจนเสร็จสิ้น ถึงตอนนั้นสหกรณ์ก็น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาฟื้นฟูองค์การจนได้กำไรและน่าจะมีศักยภาพคืนเงินได้ ดังนั้นเงินที่คณะศิษย์ให้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินกิจกรรมวางแผนพัฒนาฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้อีกไม่กี่เดือนทางสหกรณ์ก็จะได้รับเงินกู้จากรัฐบาล 10,000 ล้านบาท ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้สหกรณ์ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดี


ความจริงจากปาก ประกิต" ปธ.กรรมการบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์คลองจั่น ชัดๆว่านายมนูญก็สมาชิกสหกรณ์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์จะออกมาพูดอะไรได้ เเต่สถานภาพก็คือเพียงสมาชิก เเต่ที่น่าสงสัย นายไพบูลย์เป็นใคร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางสหกรณ์โดยสิ้นเชิง เเต่เดือดร้อน ออกนอกหน้าจนน่าสงสัย ยิ่งนายมโน ไปออกรายการทีวี ให้สัมภาษณ์ คุณเป็นใคร?วันนี้สังคมควรหันกลับมาศึกษากรณี เจ้าทุกข์ไม่เดือดร้อน ไม่เรียกร้อง ผู้ถูกกล่าวหา ให้ความร่วมมือทุกอย่าง เเต่คนกลางที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เดือดร้อน โวยวาย เร่งรัดDSI กลายกระเเสท๊อคออฟเดอะทาวน์ ในตอนนี้ โดย DSI ก็ออกมาเเสดงท่าทีเหมือน คดีนี้เป็นคดีร้ายเเรง  ระดับประเทศ เเสดงท่าทีว่าผู้ถูกกล่าวหา เสมือนเป็นฆาตกรร้ายเเรง ทั้งๆที่ตัวอย่างก็เห็นชัดๆว่า เป็นเพียงคดีเงินบริจาค อย่างถูกต้อง มีชื่อผู้บริจาค เเละผู้รับ ก็คือเจ้าอาวาสวัด เงินที่ได้รับบริจาค ก็ใช้ในการสร้างวัด เเละบริหารการทำงานของวัด จะขอหลักฐานพยานตัวบุคคล หรือเอกสารตรวจสอบทางบัญชี ค่าใช้จ่ายก็ยังจะเป็นเหตุ เป็นผล
      
หรืองานนี้จะไม่ใช่เเค่งานตามเงินบริจาค เพราะหากจะล้างหนี้ของสหกรณ์ฯจริงๆ ควรต้องไปตามเจ้าหนี้ใหญ่รายอื่นๆที่ยังตามไม่ได้อีกหลายราย หรือปรับระบบการผ่อนผันชำระหนี้ สร้างความเชื่อใจให้กับสมาชิกใหม่ ซึ่งทางสหกรณ์ฯเองก็ได้เเถลงนโยบายการฟื้นฟูเเก่สมาชิกไปเเล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งก็เป็นธรรมดาของกิจการที่มีปัญหาเเละกำลังจะฟื้นฟูกิจการ เเต่วิธีการเร่งรัดมุ่งมาประเด็นจะยึดเงินบริจาคจากวัด เเล้วจะเเก้ปัญหาให้สมาชิกได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นการสร้างกระเเสการฟื้นฟูกิจการที่ถูกจุดหรือเปล่า

หากเอาเงินบริจาคกลับมาทั้งหมด คิดหรือว่า ความเดือดร้อนทั้งหลายทั้งปวงจะยุติได้ ในเมื่อเงินที่บริจาคมา เเทบจะไม่ 10% ของเงินที่หายไป เรื่องนี้ควรกลับมาคิดกันอีกที


วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2559


นานนับเป็นเดือนที่เราได้เห็นบทบาทของประธานคณะกรรมการปฏิรูปเเนวทางเเละมาตราการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนามาเคลื่อนไหวทางสังคม กรณีตีเเผ่การทำงานของ มหาเถระสมาคม  คัดค้านการขึ้นครองตำเเหน่งสังฆราช ของสมเด็จช่วงฯ หรือเเม้กระทั่งการโยงใยไปถึงกรณีธรรมกาย เเต่เบื้องหลังของคนที่เปิดโปงคนอื่น ก็มีอีกฉากที่เเอบซ่อนไว้ ด้วยคล้ายๆกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ จะเป็นประเภท จับเเพะชนแกะ จนในที่สุดก็เจอคอกเเพะกับเเกะในบ้านตัวเองหรือเปล่า น่าคิด?

เมื่อย้อนไปในอดีตไม่นาน จะพบว่า เคยดำรงตำเเหน่ง “ที่ปรึกษาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน”ที่เเต่งตั้งโดย หญิงเป็ด จารุวรรณ เมณฑกา  ซึ่งถูกปปช.ชี้มูลความผิดในการจัดงานสัมมนาดัมมี่ ขึ้นมาเพื่อเบิกงบประมาณเดินทางไปงาน “กฐิน” อันเป็นงานพระเพณีสำคัญของพุทธศาสนา

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายไพบูลย์ นิติตะวัน
 เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง ส.ว.สรรหา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 

ระบุว่า นายไพบูลย์ มีทรัพย์สินรวม 43,973,999.75    บาท
 เป็นเงินฝาก                                    224,199.65        บาท
 เงินลงทุน                                  27,499,800.00         บาท
 เงินให้กู้ยืม                                 15,000,000.00         บาท 
ทรัพย์สินอื่น                                     250,000.00         บาท


ด้านภรรยา คือ นางวินา นิติตะวัน มีทรัพย์สินรวม 32,023,175.42 บาท
 เป็นเงินฝาก                                     3,550,320.43    บาท
 เงินลงทุน                                        7,839,860.00    บาท
 เงินให้กู้ยืม                                    16,909,224.01    บาท 
โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 227/354 อาคารคันทรีคอมเพล็กซ์ซีซั่น ชั้น 12 ถนนสรรพาวุธ แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ มูลค่า 2,523,770.98    บาท 
และทรัพย์สินอื่น                              1,200,000.00    บาท 
และมีหนี้สิน                                     1,573,791.46    บาท
รวมมีทรัพย์สินมากว่าหนี้สิน           73,423,836.61    บาท 


ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ รายละเอียดเดียวกับ “เงินให้กู้ยืม” ที่ 
นายไพบูลย์ นิติตะวัน แจ้งเอาไว้ว่า
 “เงินให้กู้ยืม” จำนวน 15,000,000.00 บาท
 และในส่วนของนางวินา นิติตะวัน ภรรยา แจ้งเอาไว้ว่า
 เงินให้กู้ยืมจำนวน 16,909,224.01 บาทนั้น 
ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเอาไว้ว่า เป็นการให้กู้ยืมกับ
1. บจ.สกายแลนด์พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งอยู่ที่ 227/354 ถ.สรรพาวุธ บางนา กทม. เมื่อปี 2550 จำนวน      15,000,000.00 บาท 
2. บจ.สกายแลนด์พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งอยู่ที่ 227/354 ถ.สรรพาวุธ บางนา กทม. เมื่อปี 2550 จำนวน 13,207,825.21 บาท 
 3. บจ.ตะวันเอ็นที ตั้งอยู่ที่ 223/80 ถ.สรรพาวุธ บางนา กทม. เมื่อปี 2546  จำนวน 3,701,398.80 บาท

ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลบริษัท สกายแลนด์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และบริษัท ตะวันเอ็นที จำกัด พบว่า
บริษัท สกายแลนด์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 
ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2539 ทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 227/354 ถนนสรรพาวุธ บางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ดำเนินกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกรรมการบริษัท ประกอบด้วย 1.นายไพบูลย์ นิติตะวัน , 2.นางวินา นิติตะวัน , 3.นางพิชญา ทวียนต์ชัย , 4.นางสาววศินา นิติตะวัน และ 5.นายเสกสรร พลการ

เช่นเดียวกับบริษัท ตะวันเอ็นที จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539  ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท 223/80 อาคารคันทรี่ ชั้น 16 ถนนสรรพาวุธ บางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ดำเนินกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมี 1.นางวินา นิติตะวัน ,  2.นางสาววศินา นิติตะวัน และ 3.นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ร่วมเป็นกรรมการบริษัท

ซึ่ง “ปริศนา” ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทตัวเองและบริษัทของครอบครัวตัวเอง 30 กว่าล้านบาทเหล่านี้
 ล้วนแต่มีความน่าสนใจ….เพียงแต่ “องค์กรตรวจสอบ” ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 
“ไม่ต้องการทำความกระจ่าง” ให้เกิดขึ้นกับประชาชนและสังคมเท่านั้น ? ใช่หรือไม่?


ขอบคุณ https://www.hereandthere.today/?p=1738




จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget