วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


อย่าเอาวิธีทำลายล้างทางการเมืองมาทำลายคณะสงฆ์

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ  ภาษีเจริญ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2468  ปัจจุบันอายุ  91 ปี  บวชมาแล้ว 77 ปี สำเร็จการศึกษาเปรียญธรรม  9 ประโยค เป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก  เคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนคณะสงฆ์ไทยไปร่วมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 ที่ประเทศพม่าตั้งแต่มีอายุได้ 30 ปี  เมื่อปีพ.ศ. 2498  

เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีปกติเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน  แม้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแล้ว  เมื่อพบกับพระภิกษุที่มีพรรษามากกว่าก็จะเคารพกราบไหว้

เจ้าประคุณสมเด็จฯ  เป็นผู้มีเมตตาสูงต่อชนทุกชั้น พบง่าย  ประชาชนทุกคนสามารถไปพบท่านได้ทุกวันที่อาคารประชาสัมพันธ์ วัดปากน้ำ  ท่านจะนั่งที่พื้นสนทนาธรรมกับญาติโยมอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว  ใครจะนิมนต์ท่านไปทำบุญบ้าน  จะพาลูกมาบวชพระ  ฯลฯ  ท่านจะเปิดสมุดนัดดู  ถ้ายังว่างก็จะรับนิมนต์โดยไม่เลือกฐานะยากดีมีจนเลย

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ลงนำพระภิกษุสามเณรสวดมนต์ทำวัตรนั่งสมาธิ ให้โอวาทพระภิกษุ  ลงรับสังฆทานด้วยตนเองทุกวันมาตลอดกว่า 50 ปี

ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามของเจ้าประคุณสมเด็จฯ และบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทำให้มีประชาชนมาจองเป็นประธานกฐินล่วงหน้าของวัดปากน้ำ    ภาษีเจริญ  เต็มไปจนถึงปี พ.ศ.3096 จองล่วงหน้าไปกว่า 500 ปี เป็นอัศจรรย์วัดเดียวในโลก

วัดใดที่ทำงานพระศาสนาแล้วติดขัดด้วยงบประมาณ  เมื่อมาหาเจ้าประคุณสมเด็จฯ  ท่านก็จะเมตตาให้ความช่วยเหลือเป็นปกติ  จนเป็นที่รับรู้กันทั่วสังฆมณฑล

แม้สมเด็จพระญาณสังวรฯ  สมเด็จพระสังฆราชก็เคยทรงมอบหมาย
ให้ท่านช่วยจัดหาทุนสร้าง
มหาวิหารพระไตรปิฎกหินอ่อน ที่พุทธมณฑล  เมื่อปี 2532 มูลค่า  200 ล้านบาท 

 สร้างหอสมุดพระพุทธศาสนา มหาสิรินาถ ที่พุทธ   มณฑล  ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ  ทรง
พระชนมพรรษา  60 ปี  เมื่อปี พ.ศ. 2535  มูลค่า  200  ล้านบาท

สร้างอาคารหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ  ให้แก่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มจร.ที่วังน้อย มูลค่า  75  ล้านบาท




สร้างเจดีย์มหารัชมงคล  ที่วัดปากน้ำ  ความสูง  80  เมตร  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในพระราชวโรกาสพระชนมพรรษา 80 พรรษา  เมื่อวันที่
5 ธันวาคม พ.ศ.2550  มูลค่า  300 ล้านบาท
และยังบริจาคสาธารณกุศลอื่นอีกมากมาย  รวมมูลค่ากว่าพันล้านบาท

เจ้าประคุณสมเด็จฯได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในพระบรม
มหาราชวัง ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วร่วมร้อยครั้ง

ด้วยศีลาจารวัตรที่งดงาม  คุณูปการมากมายที่มีต่อพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงสถาปนาท่านขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538 

            เมื่อสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์  ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง  มหาเถรสมาคมจึงได้ประชุมเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559 มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

            ในระหว่างนี้เอง ได้มีกลุ่มบุคคลที่เคยเป็นแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมือง  สร้างความแตกแยกร้าวฉานในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งจนถึงปัจจุบัน  ได้ออกมาเคลื่อนไหวแทรกแซงกระบวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชของคณะสงฆ์  ใช้วิธีการทางการเมืองที่สกปรก  สร้างประเด็นโจมตีให้ร้ายคณะสงฆ์และเจ้าประคุณสมเด็จฯอย่างหนักหน่วง

            วิญญูชนพิจารณาแล้วก็จะเห็นชัดเจนว่า  ข้อกล่าวหาเหล่านั้นไร้สาระโดยสิ้นเชิง  อาทิ

1.โจมตีว่ามหาเถรสมาคมแอบประชุมลับ  ไม่โปร่งใส  ทั้งที่ความจริงการประชุมของมหาเถรสมาคมในการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชนั้น          มีขึ้นในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2559  ก่อนหน้าที่กลุ่มแกนนำทางการเมืองจะไปยื่นเรื่องคัดค้านที่ สนช.

การประชุมมส.ในวันนั้น  เจ้าประคุณสมเด็จพระมหามังคลาจารย์ไม่เข้าประชุมเพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย  ผู้ที่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อที่ประชุมก็คือ  สมเด็จพระวันรัต  วัดบวรนิเวศ  เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ  และกรรมการ มส.ทุกรูปมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

2. มีการนำเสนอข่าวว่าสมเด็จฯวัดสัมพันธวงศ์  และสมเด็จฯวัดสุทัศน์ไม่เข้าประชุม  เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า  มีสมเด็จรูปอื่นๆไม่เห็นด้วย ทั้งที่ความจริงเจ้าประคุณสมเด็จฯทั้ง 2 รูป  อาพาธเดินไม่ได้  ไม่ได้เข้าประชุม มส.มาหลายปีแล้ว  กรรมการ มส.ท่านอื่นๆที่เหลือเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน  ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย

3.  ประโคมข่าวว่าจะแจ้งความดำเนินคดีมหาเถรสมาคมในข้อหาผิดมาตรา 157 เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  เพราะไม่จัดการกับพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ธัมมชโย ภิกขุ) ตามพระลิขิตพระสังฆราช โดยตั้งใจจะข่มขู่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และกรรมการ มส.รูปอื่นๆ

โครงสร้างของมหาเถรสมาคมนั้นประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานกรรมการ สมเด็จพระราชาคณะ ฝ่ายมหานิกาย และฝ่ายธรรมยุติ ฝ่ายละ 4 รูป รวม 8 รูป พระราชาคณะจากทั้ง 2 นิกายที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งอีก 12 รูป รวม 21 รูป สมเด็จพระสังฆราชทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการมหาเถรสมาคม   สมเด็จพระสังฆราชจึงสามารถบังคับบัญชามหาเถรสมาคมได้อย่างเต็มที่  อย่างกรณีสมเด็จพระญาณสังวรฯนั้น  มีกรรมการ มส. ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งเอง  12  รูป สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติ  ซึ่งพระองค์ทรงเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติอยู่ด้วยอีก 4 รูป รวมพระองค์เองเป็น 17 รูปจาก 21 รูป

เหตุเรื่องนี้เกิดเมื่อ พ.ศ.2542 ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

หากจะมีผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับมหาเถรสมาคมแล้ว  ก็เท่ากับแจ้งความดำเนินคดีกับสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง  ทั้งที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว  ถวายพระเพลิง  เก็บอัฐิไปแล้ว  ก็ยังโหดร้ายถึงขนาดจะไปขุดอัฐิของพระองค์ขึ้นมาดำเนินคดีอีก ด้วยข้อหาไม่ทำตามพระลิขิตของตนเอง  เป็นเรื่องแปลก

4. สร้างวาทกรรมว่าครอบครองรถหรูที่ไม่ได้เสียภาษี ความจริงคือ มีผู้นำรถโบราณที่เก่าจนวิ่งบนถนนไม่ได้แล้วมาถวาย  เจ้าประคุณสมเด็จฯจึงให้นำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนที่สนใจมาศึกษาลักษณะรถโบราณ  ท่านไม่ได้ครอบครองไว้เป็นของส่วนตัว  เจ้าประคุณสมเด็จมีความเป็นอยู่ส่วนตัวที่สมถะเรียบง่าย  ใกล้ชิดประชาชน  เป็นที่รักของทุกคน

5. ใส่ร้ายป้ายสีว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์รับรถเบนซ์และปัจจัย  5  ล้านบาทในวันเกิดทุกปีจากพระเทพญาณมหามุนี   (ธัมมชโย  ภิกขุ) 

คนมีสติปัญญาฟังแล้วจะรู้ทันทีว่าเป็นเรื่องเท็จ  เพราะเจ้าประคุณสมเด็จฯ  ท่านบริจาคเงินเพื่องานสาธารณกุศลเป็นพันๆล้านบาท  และตัวท่านเองก็อายุ  91  ปีแล้ว  เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมา

รับสินบนเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ให้ตนมัวหมอง

6. วัดพระธรรมกายติดสินบนโดยเอารูปหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำทองคำ  น้ำหนัก  1 ตัน  มาถวายให้วัดปากน้ำ

วัดพระธรรมกายหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำทองคำทั้งหมด 8 องค์  ได้ถวายแด่วัดต่างๆที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยทำกิจสำคัญในชีวิตของท่านโดยไม่เลือกว่าจะเป็นวัดเล็กหรือวัดใหญ่  และไปช่วยสร้างโบสถ์  ศาลา  วิหาร  เพื่อเป็นที่ประดิษฐานแก่วัดเหล่านั้นด้วย  เช่น  วัดสองพี่น้อง  ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำบวช  วัดโบสถ์บน  วัดบางปลา  รวมถึงวัดปากน้ำซึ่งเป็นที่ๆหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นเจ้าอาวาสเผยแผ่ธรรม  จนตลอดอายุขัยของท่าน

เจ้าประคุณสมเด็จฯท่านทำแต่คุณงามความดี  เป็นปูชนียะที่พระภิกษุมหานิกายทั่วประเทศให้ความเคารพอย่างสูง  พระมหาเถระฝ่ายธรรมยุติในมหาเถรสมาคมก็ให้การยอมรับทั้งสิ้น  แม้คณะสงฆ์ในต่างประเทศก็ให้การยกย่องอย่างสูง  ได้รับสมณศักดิ์จากคณะสงฆ์ทั้งศรีลังกา เมียนม่าร์ บังคลาเทศ

การสร้างเรื่อง ใช้วิธีการทำลายล้างทางการเมืองใส่ร้ายป้ายสีพระมหาเถระอายุ 91 ปี ผู้บวชมาแล้ว 77 พรรษา ทำแต่ความดีมาตลอดชีวิต เป็นความชั่วร้ายมาก  และจะนำความแตกแยกมาสู่การคณะสงฆ์  เป็นการกระทำสังฆเภท  ซึ่งเป็นอนันตริยกรรมที่บาปหนักที่สุด บาปยิ่งกว่าฆ่าพ่อฆ่าแม่  จะสร้างความแตกแยกในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งจนถึงแก่น  และจะไม่เหลือสถาบันใดๆในสังคมให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยอีกเลย

ขอให้สื่อและชาวไทยทุกคนตื่นรู้  อย่าให้กลุ่มคนเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องมือทำลายการคณะสงฆ์อีกต่อไป

สมเด็จพระสังฆราชเป็นตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์  ไม่ได้ปกครองฆราวาส  ให้เป็นเรื่องของคณะสงฆ์ดำเนินการตามกฎหมายและพระธรรมวินัยเถิด

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเจ้าประคุณสมเด็จฯแล้ว ถ้าผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ถูกกลั่นแกล้งได้  โดยมติ มส. 17 : 0 ไม่มีความหมาย  ไม่ได้รับการยอมรับ ต่อไปพระทุกรูปในประเทศไทยจะถูกแกล้งได้หมด  หาคดียัดความผิดให้ก็ต้องกลัวตัวสั่นหมดแล้ว



วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วิเคราะห์ สิ่งที่ DSI กำลังทำ
เรื่องรับของโจรนี่พยายามเอาผิดหลวงพ่อธัมมชโย
ให้ได้เลยนะครับ ทั้งที่ท่านก็รับของอย่างเปิดเผย
ไม่ได้ถามอะไรเลยว่าได้ตังมาจากไหน และไม่ได้เห็นแม้ปัจจัยที่ถวายก็ยังจะหาเรื่องให้ไม่รู้จบพยายามยัดข้อหาจริงๆ


เคยมีคดีที่ 27/2559 ซึ่งตั้งข้อหารับของโจร 
และฟอกเงินนั้น  มีการสอบสวนอยู่ในคดีที่
146/2556  แล้ว จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน
  ขัดต่อหลักกฎหมายที่ว่า
“กรรมเดียวจะดำเนินคดีซ้ำซ้อนไม่ได้ ”
คือคดีเดิม เคยตัดสินไปแล้วว่าไม่ผิดน่ะครับ
แต่คงไม่ถูกใจบางคน เลยตั้งข้อหาเดิมยัดให้ใหม่อีกที
ดูสิครับ หมาป่าจะกินแกะ คือจะเอาให้ได้
ขอขอบคุณบทความของท่านนี้นะครับ
แสนดีเลยเอามาแปลงเป็นกลอนให้ข้อคิด
เผื่อให้ใครที่มีดวงปัญญาได้ลองตรองดูว่าจริงไหม
และผู้ที่มีอำนาจตามตำแหน่งยุติธรรม(มั้ง) ทำถูกไหม
"บิ๊กต๊อก" มั่นใจ คดี “ธัมมชโย”
"ดีเอสไอ" ทำหน้าที่ดีที่สุด
ขอให้เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

___________
อาตมาบอกกับคุณ ต๊อก ตรงนี้ไว้เลยว่า
ต่อให้ ดีเอสไอ ขยัน หรือ
ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ยังไงก็ตาม
ถ้ากระดุมเม็ดแรก ติดผิด กระดุมเม็ดถัดไป
ถึงติดดี ติดสวย ติดแบบเร็วฟ้าผ่า
ก็ยังได้ชื่อว่า ติดกระดุมผิด
___________
กระดุมเม็ดแรก คือ ความเป็นคู่กรณี
ระหว่าง ผู้เสียหาย กับ กับผู้สร้างความเสียหาย
___________
แต่ ผู้รับบริจาค เกี่ยวอะไรด้วย
หลวงพ่อธัมมชโย ไม่ได้สั่งให้ใครไปเป็นโจร
เพื่อเอาเงินมาให้ท่าน
___________

ท่านไม่รู้ล่วงหน้าว่า จะมีใครเอาเงินมาบริจาคเท่าไหร่
จนกว่า เงินนั้นจะเดินทางมาถึง
ตามกำลังศรัทธาของผู้บริจาค
___________
คดีความที่อัยการ บอกว่า
ไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อธัมมชโย
แต่ทำไม ดีเอสไอ ต้องเอามาโยงกัน
___________
โดยทำให้ สหกรณ์ เป็น ผู้เสียหาย
แล้ว ทำให้คนรับบริจาค กลายเป็นจำเลย
แล้ว โจร กับ ผู้รับบริจาคอย่างบริสุทธิ์ใจ
ถูกทำให้กลายเป็นพรรคพวกเดียวกันได้ยังไง
นี่คือธง ที่ดีเอสไอ วางไว้ใช่หรือไม่ ?
___________
ถ้าเงินรับบริจาค อยู่ในมือพระ แล้วพระต้องถูกยัดเยียดคดีว่า
เป็นการ รับเป็นโจร
___________
ถ้าอย่างนั้น การที่พระเอาเงินไปซื้อวัสดุก่อสร้าง
ร้านวัสดุก่อสร้างก็เป็นการ รับของโจร
___________
ถ้าเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้าง เอาเงินก้อนนั้น
ไปทำอย่างอื่นต่อ เช่น
ไปซื้อ ข้าวผัดกะเพรา
แม่ค้าผัดกะเพรา ก็ต้อง รับของโจร
___________
ถ้าวันใด วันหนึ่ง แม้ค้าผัดกระเพรา ไปซื้อโอเลี้ยง
ที่เมีย หรือ พ่อ แม่ ของดีเอสไอ คนใดคนหนึ่ง
ซึ่งเปิดร้านขายน้ำหวานอยู่
___________
พอแม่ค้าผัดกะเพราะยื่นเงินก้อนนั้นให้
เมีย หรือ พ่อ แม่ ของดีเอสไอ คนนั้น
ก็ต้องเป็นผู้ รับของโจร
___________
ถ้าเพียงผู้รับเงิน จากวงจร การรับส่ง
ต่อๆ กันไป
ซึ่งผู้รับ ไม่รู้ที่มา
แต่รับแล้ว ดีเอสไปบอกว่า มีเจตนา รับของโจร
ดีเอสไอ ใช้อวัยวะส่วนไหนมาคิดแบบนี้ได้ ?
___________
ถ้ารับส่งกันไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ที่มาของเงิน
เท่ากับมีเจตนา สมรู้ร่วมคิด ฟอกเงิน หรือรับของโจร
คนทั้งโลก ก็มีโอกาสรับของโจร
ไม่เว้นแม้สักรายเดียว
มึน งง กับดีเอสไอ ประเทศนี้จริงๆ
ฝากคุณต๊อก ตรวจสอบความเป็นธรรมให้พระสงฆ์ด้วย
___________
นิยตชโย ภิกขุ
๒๙ เม.ย ๕๙






ประธานสงฆ์องค์กรพุทธประเทศอินเดีย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมแก่หลวงพ่อธัมมชโย ต่อ ฯพณฯประยุทธ์
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ กงสุลไทยมุมไบ ประเทศอินเดีย พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์กรพุทธแห่งชาติ บันดันธัมมัง ประเทศอินเดีย

จดหมายเปิดผนึกแปลเป็นไทย
วันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๕๙
ถึง
สถานกงสุลไทย
ชั้น ๑๒ อาหารเอ็กเพรสทาวเวอร์
บานิสเตอร์ ราชินี พาเทล มาร์ก
นาริมัน พอนท์
มุมไบ ๔๐๐๐๒๑

ขอความยุติธรรมในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
กรมการสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) ได้ให้ข้อมูลที่ผิดมากมายเกี่ยวกับการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อมูลผิดโดยเจตนานี้ได้ถูกส่งต่อไปยังสื่อท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้อ่านหลายคนเกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังกรณีนี้
ข้อเท็จจริง คือ
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ขณะดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ได้บริจาคเงินให้แก่วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีเพื่อใช้ในการสร้างศาสนสถานและเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของวัด ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีคนศรัทธากว่าล้านคนและมีพระสงฆ์ สามเณรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
การบริจาคครั้งนั้นล่วงมากว่า ๔ ปีแล้ว ซึ่งไม่มีหลักฐานการกระทำผิด และนายศุภชัยก็ยังได้บริจาคให้แก่วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย การกุศล และหน่วยราชการอื่นๆ อีกด้วย
เงินที่บริจาคให้วัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโยได้ทำอย่างเปิดเผย ไม่มีการจงใจปกปิด ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเจตนาฟอกเงินใดๆ การสั่งจ่ายเช็คเข้าออกล้วนดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่การเงินของวัด
การกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนีว่ารับของโจรและฟอกเงินนั้น ควรมีหลักฐานยืนยันว่าท่านตั้งใจสมคบกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ในการยักยอกเงินไว้สำหรับใช้ส่วนตัว ไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏและนายศุภชัยเองก็ได้แถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้ด้วย ข้อมูลนี้เป็นที่รู้กันดีในคณะผู้สอบสวนดีเอสไอ แต่เขาก็ยังพยายามที่จะเชื่อมโยงท่านเจ้าอาวาสในคดีนี้ เพราะเหตุใด
เมื่อทางวัดทราบถึงเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนียน ลูกศิษย์ได้ช่วยกันตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาเท่ากับจำนวนเงินที่นายศุภชัยบริจาคมา เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่สมาชิกด้วยกันอัดฉีดเงินเข้าไปในกระแสเงินสดของสหกรณ์ฯ
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทางสหกรณ์ฯได้ออกมาแถลงการณ์ถอนฟ้องคดีความทั้งทางเพ่งและอาญา และกล่าวขอบคุณลูกศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนีสำหรับความเมตตา
ข่าวบิดเบือนได้ถูกตีพิมพ์ตามสื่อต่างๆ กล่าวหาว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขณะที่ทางวัดมีลูกศิษย์มากมายทั้งต่างอายุ ต่างเพศ ภูมิภาค อาชีพการงานและต่างมุมมองทางการเมือง วัดมุ่งเน้นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่มีความประสงค์ที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองเลย
หลวงพ่อธัมมชโยได้อุทิศตนมาตลอด ๔๗ ปี เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการทำสมาธิในแบบธรรมกาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มีความศรัทธาจำนวนกว่าล้านทั้งในประเทศไทยและ ๘๐ สาขาใน ๓๓ ประเทศทั่วโลก ในชีวิตที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์
หลวงพ่อธัมมชโยได้สนับสนุนเงินหลายพันล้านบาทให้แก่การกุศลมากมาย เช่น กองทุนช่วยเหลือครูใต้กว่า ๓๐,๐๐๐ คน จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและอาหารสำหรับงานอุปสมบทหมู่กว่า ๑๐,๐๐๐ รูป สองครั้งต่อปีในเมืองและตามหมู่บ้านต่างๆทั่วไทย และยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พายุ และสึนามิ
สิ่งก่อสร้างต่างๆ อันประณีตในวัดพระธรรมกายถูกสร้างจากเงินบริจาคของญาติโยมโดยไม่ใช้เงินรัฐเลย และสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะอยู่เป็นสมบัติของชาติและพระพุทธศาสนาต่อไปสำหรับลูกหลานในอนาคต
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตอนนี้อายุ ๗๒ ปี เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น เส้นเลือดดำอุดตันและมีแผลติดเชื้อที่ขาซึ่งทีมแพทย์ก็ได้ออกมายืนยัน แต่ดีเอสไอไม่สนใจในสุขภาพของเจ้าอาวาสและไม่คิดจะตรวจอาการของท่านเลย กลับมีความพยายามในการออกหมายจับหลวงพ่อธัมมชโยได้ถูกศาลสั่งยกคำร้องในวันที่ ๒๖ เมษายน กระนั้น ดีเอสไอก็ยังประกาศเรียกเจ้าอาวาสเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอีกในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
จากหลักฐานที่ชัดเจน พระเทพญาณมหามุนีไม่ทราบถึงที่มาของเงินบริจาคของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ซึ่งบริจาคก่อนจะเป็นคดีความ และการระดมทุนเพื่อเยียวยาสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นนั้น จึงมีคำถามว่าทำไมดีเอสไอถึงยืนหยัดที่จะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่วัดพระธรรมกายและการสถาปนาพุทธศาสนาในพระเทศไทย

ขอแสดงความขอบใจ

พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ
ประธานองค์กรฯ
เอกสารแนบถึง พลเอก ประยุทธ จันโอชา
ทำเนียบรัฐบาล, ถนนพิษณุโลก 1, ดุสิต, กรุงเทพ ๑๐๓๐๐

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเมื่อชีวิตตกร่อง เผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ดีมาบีบคั้นชีวิต เราต้องยอมรับให้วิบากนั้นย่ำยี่เรา เพราะความเชื่อว่า "เกิดมาใช้กรรม" แต่ความเป็นจริง เราสามารถต่อสู้กับวิบากกรรมนั้นได้ ด้วยการลุกมาสร้างความดี เอาความจริง ความดี พลังใจที่มีความหวังมาสู้ โดยไม่สร้างวิบากกรรมไม่ดีเพิ่ม เพราะเราปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อไป เพื่อจะใช้เวลาไว้สั่งสมบุญ สร้างบารมีให้ได้มากที่สุด

ประเด็นคำถามที่ว่า "ทำไมไม่ปล่อยให้หลวงพ่อ (หลวงพ่อธัมมชโย) ของคุณใช้กรรม?"

Somchay Jaiyim ถาม: ท่านเป็นพระ ทำไมท่านไม่ถือว่านี่คือบ่วงกรรมบ้างล่ะครับ อย่าไปถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งสิครับ ท่านสอนฆราวาสว่า ทุกคนเกิดมาก็ต้องใช้กรรมหรือรับบุญแต่ชาติที่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าเนื่อสุกรมีพิษแต่ชาวบ้านเอามาถวายท่านยังต้องฉันท์ แล้วเหตุใดทำไมหลวงพ่อของท่านไม่ไปสู้กันทางกฎหมายล่ะครับ ถ้าศาลตัดสินว่าหลวงพ่อของท่านบริสุทธิ์จริง ผมว่าน่าจะมีคนศัทธาเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายนะครับ แล้วอย่าไปอ้างเรื่องความไม่ยุติธรรมเลยครับมันจะดูเป็นการแก้ตัวมากกว่า อ้อ...ยังมีอีกเรื่องครับท่าน ถ้าจะพูดถึงบาป บุญ คุณ โทษ ผมว่าคนเขาไม่ค่อยกลัวกันหรอกครับเพราะถ้ากลัวจริงก็คงจะไม่มี เณรคำ เณรแอ พระยันตระ และอีกมากที่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ .... ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะครับท่าน...
พระเรืองศักดิ์ เตชวโร ตอบ: 
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคุณโยมที่ใช้คำสุภาพในการสอบถาม

สมมุติว่าพ่อแม่ของคุณโยมเป็นคนดี ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ซึ่งคุณโยมรู้ดีเพราะอยู่กับท่านมานาน 
แล้ววันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามยัดเยียดความผิดให้ท่าน เพราะผลประโยชน์อะไรบางอย่างของผู้บงการ ซ้ำยังประโคมข่าวกดดันจนผู้คนหลงเชื่อว่าพ่อแม่ของคุณโยมมีความผิดจริง
คุณโยมรู้ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ พ่อแม่ของคุณโยมคงจะต้องติดคุกจนตายโดยไม่มีความผิดอะไร คุณโยมจะปล่อยให้เป็นไปตามกรรม หรือจะพยายามหาทางช่วยท่าน

หลวงพี่คิดว่าคนที่มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เขาจะต้องพยายามหาทางช่วยท่านอย่างแน่นอน แม้จะไม่มีอำนาจอิทธิพลที่จะไปสู้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ตาม 

เมื่อเสียงน้อยๆ ของคุณโยม 

พยายามตะโกนบอกทุกๆ คนว่า พ่อแม่ของคุณโยมเป็นผู้บริสุทธิ์ และวิงวอนขอร้องว่าอย่ากลั่นแกล้งใส่ร้ายท่านเลย 

แต่เสียงมากมายตอบกลับมาว่า 

ไอ้คนชั่ว อย่ามาแก้ตัว ถ้ามั่นใจว่าไม่มีความผิดก็ไปมอบตัวสิ กฎหมายยุติธรรมนะ
พร้อมกับกล่าวหาเรื่องอื่นๆที่ไม่จริง พวกนี้มันโกงแม้แต่พี่น้อง คนยากจนมันก็ไม่เว้น บ้านรถมันหรูหรา โกงมาทั้งนั้น พร้อมคำหยาบและถ้อยคำเสียดสีต่างๆนานา...


คุณโยมจะรู้สึกอย่างไร

พ่อแม่ของคุณโยมเป็นชาวพุทธ เชื่อมั่นในเรื่องกฎแห่งกรรม ท่านสอนคุณโยมว่า อย่าไปสร้างบาปกรรมใหม่ อย่าไปว่าร้ายทำลายเขา ต้องให้อภัยเขาจะได้ไม่ผูกเวรกัน
คุณโยมต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณโยม โดยไม่ไปทำร้ายเขา แม้ว่าเขาจะมีเจตนาทำร้ายพ่อแม่ของคุณโยมให้ย่อยยับก็ตาม

คุณโยมเหลือทางสู้อยู่นิดเดียว คุณโยมจะสู้หรือไม่???


สำหรับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโยสอนและให้กำลังใจพวกเราให้สร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพื่อไปตัดรอนบาปกรรมเก่าที่เคยผิดพลาดทำมาในอดีต และห้ามเราสร้างบาปอกุศลใหม่เพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เราพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้เข้าถึงพระนิพพานในที่สุด

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าวัดกันมาหลายปี เรารู้จักพระพ่อของเราดี... ดีกว่าสื่อทั้งหลายที่ออกข่าวให้ร้ายท่าน และดีกว่าคนที่อ่านแต่ข่าวแล้วมาว่าร้ายท่าน

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อพระพ่อของเรา พวกเราจึงพร้อมที่จะปกป้องพระพ่อของเราด้วยชีวิต แต่ไม่ได้คิดที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามให้พินาศเหมือนกับที่เขาคิดจะทำกับพระพ่อของเราเลย ขอมนุษย์และเทวดาทั้งหลายโปรดรับทราบด้วยเทอญ



Cr Mali_smile1978

ยกฟ้อง ปิดฉากคดีพระธัมมชโย สหกรณ์ฯคลองจั่น
ฟังสดๆ จากปาก #ประธาน (คุณเผด็จ) และ #รองประธาน (คุณประกิจ) 
#สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ออกมาประกาศว่า 

"ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจไม่ติดใจเรื่องคดีกับวัดพระธรรมกาย
โดยทำหนังสือไปที่ #ปปง. และ #DSI ว่า...

"ผมเชื่อว่า เงินที่ทางวัดพระธรรมกาย รับ(บริจาค)ไป เป็นเงินบริสุทธิ์"

"แถมผมยังทำหนังสือขอบคุณศิษยานุศิษย์ด้วยที่เขาช่วยสหกรณ์ ผมพอใจแล้ว ผมได้เงินแล้ว"


"ถือว่าเราปิดเรื่องกับวัดพระธรรมกายเลย ทั้งแพ่งและอาญา ทนายเราถอนฟ้องท่าน #ธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย เพราะเราถือว่าเราได้เงิน(ช่วยเหลือ) จากเงินบริจาคที่ทางวัดได้ไไป(ที่เราถือว่าเป็นเงินบริสุทธิ์) 
"เราได้แล้ว เราถือว่าจบ และเราต้องขอบคุณทางศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายด้วย" 

เรื่องคดีใดกับสหกรณ์ก็ปิดเเละจบแล้ว 

DSI กำลังทำร้ายดิสเครดิตตัวเอง ผู้มีปัญญาโปรดพิจารณา

https://www.youtube.com/watch?v=8M7OyULfWJs&feature=youtu.be&app=desktop

 #หลุด คำสั่ง ห้าม อบต ทั่วประเทศ ช่วยเหลือวัด แต่ทำไมสนับสนุนสร้างมัสยิดได้?

     น่าสงสัยว่า วันนี้ ไทยเรายังเป็นเมืองพุทธ อยู่หรือไม่ ทำไม รัฐ จึงออกคำสั่ง กดขี่ ชาวพุทธได้แบบนี้ โดยที่ จ่ายงบสนับสนุน อีก ศาสนาหนึ่งอย่างมากมาย ออกหน้าออกตา ?

มีกรณีการออกคำสั่ง และการดำเนินการของรัฐที่ ดูจ้องโจมตี คณะสงฆ์ พระสงฆ์ ในหลายกรณี ตั้งแต่
1. พยายามเอาผิด สมเด็จพระมหารัฐมังคลาจารย์ ในกรณี รถโบราณ ในพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นของส่วนกลาง ไม่เห็นว่าจะมีเจตนา เอามาใช้สอยเป็นการส่วนตัว และ แม้จะเอามาใช้สอย ก็ใช้งานไม่ได้ เพราะเป็นรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ด้วยซ้ำ


2 กรณี ขับไล่ พระป่า ออกจาก สำนักสงฆ์เล็กๆในป่าทั่วประเทศ ทั้งๆที่ท่าน ช่วยดูแล รักษาป่า ช่วยปลูกป่า ท่านเป็นพระป่า ท่านรักป่า มากกว่าพวกนายทุนลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ก็ไป
ไล่ท่านออกจากป่า แต่กลับ อนุญาติการก่อสร้าง
มัสยิดกลางขนาดใหญ่ โดยมุสลิม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติใน จังหวัดภูเก็ตได้
กรณีนี้มีเงินอุดหนุนจากครม.  หน่วยงานราชการ มีผวจ.ไปสำรวจพื้นที่ให้ด้วยซ้ำ
3 กรณีปิด วิทยุ พระพุทธศานาแห่งชาติ ของ หลวงตาพระมหาบัว

     จากกรณีทั้งหมดนี้ พอจะสรุปได้ว่า นอกจาก คสช ไม่ส่งเสริม พระพุทธศาสนา แล้ว ยังทำการเหยียบย่ำ พระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายธรรมยุติ และ มหานิกาย เรียกว่า พระภิกษุสงฆ์เดือดร้อน แทบจะทั้งแผ่นดิน อาจจะมียกเว้น ก็แค่ วัดแถวๆนครปฐม อยู่วัดเดียวเท่านั้น  

หรือจะมีใครเถียงบ้างว่าไม่จริง??????อ่านดู


"พิมลธรรมโมเดล!!"    ที่หาเรื่องพระจับปลดจีวรเอาขังไว้สักสิบปีแล้วค่อยบอกว่า อุ้ย ไม่มีความผิด ไม่มีคนฟ้อง
คดีนี้คุ้นๆ หาโจทย์ไม่เจอ หาคนกล่าวหาไม่พบ  เอาถูกใจนาย ไม่เอาตังค์ วนกลับมาอีกครั้งในสังคมไทย
พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
เมื่อศิษย์ตถาคตต้องผจญกับมารน้อยใหญ่จนเกือบเพลี่ยงพล้ำ แต่ด้วยจิตมุ่งมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นจึงหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง นั่นคือเรื่องราวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เมื่อ 60 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มบุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ พยายามกำจัดพ้นร่มกาสาวพัสตร์ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายภัยตัวเองลงในที่สุด

 "พระพิมลธรรม" เดิมชื่อ "อาจ ดวงมาลา" เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2446 ณ ต.บ้านโต้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อยมาจนอายุย่างเข้า 18 ปี จึงย้ายเข้ามาศึกษาพระธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่ออายุครบจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อาสโภ" สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค และได้เป็นครูสอนที่สำนักวัดมหาธาตุนาน 7 ปี ก่อนจะถูกส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

 ระหว่างทำงานฟื้นฟูพระศาสนาอยู่ที่เมืองกรุงเก่าเป็นเวลานานถึง 16 ปี ระหว่างปี 2475-2491 มีผลงานสำคัญๆ มากมาย ในขณะที่ทางโลกเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ในทางธรรมก็เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันเกิดจากแนวทางการทำงานของพระพิมลธรรม ที่ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของพระเถระชั้นผู้ใหญ่และคณะสังฆมนตรีบางรูป

รุนแรงถึงขั้นฝ่ายตรงข้ามยืมมือรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซง เพื่อกำจัดพระพิมลธรรมพ้นจากวงการสงฆ์

 เหตุแห่งความขัดแย้งเกิดขึ้นขณะพระพิมลธรรมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ได้สร้างสรรค์งานด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสงฆ์อย่างรุนแรง เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เช่น การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อต่างประเทศ และฟื้นฟูวิปัสสนาธุระด้วยการตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุฯเป็นแห่งแรก
 แต่งานที่ท้าทายคนยุคนั้นและมหาเถรสมาคม คือ การอนุญาตให้คอมมิวนิสต์สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ การเป็นประธานนำคณะพระสังคีติการกไทยไปร่วมประชุมกระทำฉัฏฐสังคายนาพระไตรปิฎก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า การนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ตลอดจนทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรรมจากต่างประเทศ (Moral Re-Armament : MRA) โดยไม่ยึดถือศาสนาไหนของใครว่าเป็นสำคัญ

 แม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเงียบไว้ ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพียงแค่แสดงออกถึงการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ กระนั้นก็เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงสังฆนายกและคณะสังฆมนตรีชุดใหม่ โดยปราศจากชื่อพระพิมลธรรม

 หลังจากนั้นไม่นาน พระพิมลธรรมก็ถูกกล่าวหาว่า "เสพเมถุนทางเวจมรรคกับศิษย์วัด" และ "ทำอัชฌาจารปล่อยสุกกะ"
ทางการตำรวจสันติบาลโดยรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พร้อมผู้กำกับการตำรวจสันติบาล นำพยานในฐานะผู้เสียหาย 5 คน มาให้คำยืนยันต่อหน้ากรรมการสงฆ์ เวลาต่อมาคณะกรรมการสงฆ์ลงความเห็นว่า พระพิมลธรรมต้องศีลวิบัติขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว ไม่สมควรครองเพศบรรพชิตอีกต่อไป แต่พระพิมลฯ ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนพ้นข้อกล่าวหา


 ทว่าเรื่องยังไม่ยุติลงเพียงแค่นั้น เที่ยงครึ่ง วันที่ 20 เมษายน 2505 พ.ต.อ.เอื้อ เอมมะปาน พ.ต.ต.สุพันธ์ แรมวัลย์ พร้อมด้วยผู้กำกับการตำรวจนครบาล ตำรวจและทหารได้บุกเข้าล้อมจับพระพิมลธรรมถึงกุฏิ ตั้งข้อกล่าวหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต คุมตัวไปสอบสวน ณ สันติบาลกอง 1 และภายในวันเดียวกันนั้นมีบันทึกคำสั่งจากสมเด็จสังฆนายกให้สึกพระพิมลธรรมจากสมณเพศ
เพื่อสะดวกต่อการสืบสวนคดีและเพื่อรักษาความปลอดภัยแห่งชาติและพระพุทธศาสนาไว้


 นับตั้งแต่นั้นพระพิมลธรรมต้องจำพรรษาอยู่ในห้องขังตำรวจสันติบาลกอง 1 และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเขียนหนังสือแสดงความจำนงที่จะยังครองเพศบรรพชิตใจความว่า...

 "ถึงแม้ว่าจะมีผู้มีใจโหดร้ายทารุณแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้แก่กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย"

 สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่นี้ ผู้คุมและผู้ถูกคุมขังเรียกว่า "สันติปาลาราม" สภาวะของพระพิมลธรรมเต็มไปด้วยความสงบเป็นปกติอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หวั่นไหวหรือทุกข์ร้อนใจใดๆ ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา

 เวลาล่วงผ่านไป 5 ปี วันที่ 30 สิงหาคม 2509 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ศาลทหารกรุงเทพได้นัดให้โจทก์และจำเลยมาฟังคำพิพากษาตัดสินคดี ก่อนจะพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวพระพิมลธรรมพ้นข้อหา กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของสถาบันสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้

 หลังจากจำพรรษาอยู่ที่สันติปาลาราม 5 พรรษา และพ้นข้อกล่าวหาออกมาในปี 2509 ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้แก่พระพิมลธรรม ด้วยการเรียกร้องให้กลับคืนสู่ตำแหน่งกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523


กลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ดังเดิม ในวันที่ 5 ตุลาคม 2524 รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรม จนถึงวันได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งกลับคืน นานถึง 21 ปี



Cr. คมชัดลึก  : พลิกแฟ้มคดีดัง!!


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget