แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ธรรมกายถูกบีบบังคับให้เดินมาถึงจุด  ที่ไม่สามารถถอยได้อีกแล้วการถอยของธรรมกายหมายถึงความจบสิ้นทุกอย่าง ที่ช่วยกันสร้างมาร่วม
ครึ่งศตวรรษ 
แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเจ็บปวดก็คือ
จากคดีเลื่อนลอยที่ไร้เจ้าทุกข์   เพียงคดีเดียว  มาตอนนี้พื้นที่อันกว้างขวาง
ของวัดพระธรรมกายทั้งหมด  แทบไม่พอสำหรับเก็บคดีแล้ว

ถ้าธรรมกายถอยหลังหมายถึงยกวัดทั้งวัดให้เขาไปเรียบร้อยแล้วแต่
ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ  มีสิทธิ์เป็นไปได้สูงมากที่พระทั้งหมดในวัดจะถูกจับสึก

ด้วยข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาแล้วไม่ให้ประ
กันตัวก็ต้องถูกจับสึกโดยไม่ต้องสงสัย
ยิ่งพิจารณา  ก็ยิ่งมองเห็นภาพชัดเจน
เป้าหมายแท้จริง  ไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อแค่รูปเดียว แต่อยู่ที่ทั้งวัดทั้งทรัพย์สิน
และบุคลากร ของวัดทั้งหมด โดยรวมก็หมายถึงพุทธศาสนานั่นเอง

ถ้าเป้าหมายอยู่ที่หลวงพ่อรูปเดียว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายการเข้าไป
แจ้งข้อหากับท่านในวัด ตั้งแต่ตอนต้นคดีก็เข้าสู่กระบวนการเรียบร้อยแล้ว

แต่เพราะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อรูปเดียวจึงเลี่ยงไม่ไป  แจ้งข้อกล่าวหาที่ในวัดเพื่อสร้างเรื่องราวให้บานปลาย
ถ้าพูดถึงการรบ ไม่ได้ต้องการแค่การเด็ดหัวผู้นำ  
แต่ต้องการยึดเมืองและกำจัดประชาชนทุกคนที่อยู่ในเมืองไม่
ให้เหลือเผ่าพันธ์สืบทอดอีกต่อไป
ถ้ามองในมุมนี้จะเห็นภาพชัดเจน
มิได้แค่ต้องการกำจัดวัดพระธรรมกาย
เท่านั้นแต่ต้องการทำลายพุทธศาสนา
ในประเทศไทยด้วย
  แผนสกปรกมาก
การยื้อเรื่องราวให้ใหญ่โตยาวนาน
ก็น่าจะเป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง

เพื่อให้สื่อสีเทามีพื้นที่ข่าว  ในการทำลายศาสนาพุทธ โดยชาวพุทธไม่รู้ตัว
แต่เป้าหมายหลักคงมีเพียง 2 อย่าง
1.ถอนรากถอนโคน  วัดพระธรรมกาย
ด้วยการกำจัดบุคลากรทั้งหมดของวัด
เพื่อบั่นทอนกำลังหลักพุทธศาสนา

2.ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของวัด  เฉพาะ
ทองคำก็ 8ตันแล้วถ้านับรวมทรัพย์สิน
อย่างอื่นอีกไม่รู้กี่แสนล้าน

#ธรรมกายถูกบังคับด้วยเล่ห์เพทุบาย
ให้เดินทางถึงจุดที่ถอยไม่ได้แล้ว   ถ้า
ถอยหมายถึงการสูญสิ้นหมดทุกอย่าง
ทั้งวัดและอิสรภาพ

เเล้วอย่างนี้ ยังจะวางอุเบกขากันอยู่อีกหรือ????



Cr. เรชุงปะ ศิวโมกข์

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


ถ้าหากมีการนำคดีสหกรณ์ไปสร้างเป็น
ภาพยนตร์แนวสืบสวน โดยตัวละครเอก
เป็น "นักสืบเอกชน" แล้วล่ะก็
เรื่องนี้จะต้องทำการสืบสวนพฤติกรรม
ของแต่ละกลุ่มด้วยประเด็นข้อสงสัยเหล่านี้
ขั้นแรก - พระเอกต้องสืบจากกลุ่มสหกรณ์ก่อน
ประเด็นที่ต้องสืบสวนหาความจริงคือ
1. ทำไมสหกรณ์ถึงไม่ทวงเงิน 400 กว่าล้าน
คืนจากดีเอสไอ ทั้งที่เป็นเงินของสหกรณ์โดยตรง
และเป็นเงินที่ต้องได้คืนเต็มจำนวนจากการขายทรัพย์สิน
ของกลางผ่านดีเอสไอ และสหกรณ์เองก็กำลัง
ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายคืนสมาชิกอยู่ในขณะนี้ ?

2. ถ้าสหกรณ์ไม่กล้าทวงเงินคืน ทำไมดีเอสไอ
จึงไม่เป็นฝ่ายคืนเงิน 400 กว่าล้านเอง
ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าสหกรณ์กำลังประสบปัญหา 
และสมาชิกสหกรณ์กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก  ?

3. เงินสหกรณ์ 13,000 ล้าน ถูกมอบให้กับบุคคล 32 ราย
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายมีเพียง 10 %
และศิษย์วัดได้ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือจบไปแล้ว
ประเด็นที่น่าสงสัยก็คือ
3.1) ทำไมสมาชิกสหกรณ์ถึงมุ่งสนใจเฉพาะเงิน 10 %
ที่ได้รับการเยียวยาแล้ว และไกล่เกลี่ยกันได้แล้ว
เหตุใดมาเสียเวลาทวงถามเงินกับกลุ่มคน
ที่ไม่ได้ติดหนี้สหกรณ์แม้แต่บาทเดียว
3.2) ทำไมสมาชิกสหกรณ์ไม่สนใจเงินอีก 90 %
ที่อยู่ในมือของบุคคลอีก 30 กว่าราย
ซึ่งมีมูลค่าโดยรวมสูงถึง 12,000 ล้านบาท
และไม่เคยตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยา
สมาชิกสหกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว
--------------------------

ขั้นสอง - พระเอกต้องสืบจากกลุ่มดีเอสไอ
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีคนยักยอกเงินสหกรณ์มาบริจาคให้วัด
ซึ่งถ้าตรวจสอบเส้นทางเงินแล้วพบว่า
หลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
เป็นเพียงผู้รับบริจาคเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้นำเงินออกมาจากสหกรณ์
ไม่รู้ที่มาของเงิน และรับบริจาคอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ 
ตามหลักก็ควรจะกันไว้เป็นพยาน
ประเด็นที่ต้องสืบสวนก็คือ
1. ทำไมดีเอสไอถึงตั้งข้อหาว่าหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
ว่าสมรู้ร่วมคิดกับผู้บริจาคทำการฟอกเงินและรับของโจร
ทั้งๆ ที่เส้นทางการเงินมีหลักฐานเพียงแค่เป็นผู้รับบริจาคเท่านั้น ?
2. ทำไมดีเอสไอถึงต้องสร้างสถานการณ์หลายอย่าง
จนไปสู่การออกหมายจับ เพื่อนำตัวหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
มาไว้ในอำนาจรัฐให้ได้ ทั้งที่ท่านกำลังป่วยหนัก
และไม่มีพฤติกรรมหลบหนี ?

3. ทำไมเมื่อมีผู้รู้กฎหมายระดับประเทศหลายคน
ทั้งที่เป็นรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ทนายอาวุโส

ทนายสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่ง อดีต ผบ.ตร.
ออกมาช่วยกันทักท้วงว่า การสอบสวนของดีเอสไอ
ทำผิดระเบียบหลายอย่าง ทั้งการตั้งคดีซ้ำซ้อน
การตั้งข้อหาโดยหลักฐานไม่ครบองค์ประกอบข้อหา
และลัดขั้นตอนการสอบสวนหลายอย่าง แต่ดีเอสไอก็ไม่ฟัง
และยังดึงดันจะต้องนำตัวหลวงพ่อมาฟ้องศาลให้ได้ ?

4. ทำไมเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการไปแล้ว
แต่กลับยังดำเนินการสอบสวนต่อไปอีก
ทั้งๆ ที่เป็นการ
ทำผิดระเบียบถึงขั้นก้าวกายแทรกแซงอำนาจอัยการหลายอย่าง
ตั้งแต่ขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ข้อ 66, 32 
ขัดต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และความเห็นคณะกรรมการ
กฤษฎีกา 2 เรื่อง (เรื่องเสร็จที่ 415/2548 และ 944/2547)
และขัดต่อ ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) แม้มีอดีต ผบ.ตร
ทักท้วงว่าคดีอยู่ในมืออัยการแล้ว ดีเอสไอควรอยู่เฉยๆ
แต่ก็ไม่ฟัง ยังดึงดันจะสอบสวนต่อไปให้ได้ ?

5. ทำไมเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
จำนวน 32 แฟ้ม 1 หมื่นหน้า ให้กับอัยการได้เพียงไม่กี่วัน 
อัยการกลับมีคำสั่งลงมาว่า ให้ดีเอสไอไปทำเส้นทางการเงินมาใหม่
ใช่เป็นเพราะว่าหลักฐานการทำความผิดไม่มีใช่หรือไม่
ใช่เป็นเพราะว่าเส้นทางการเงินไม่เข้าองค์ประกอบข้อหาหรือไม่

6. ถ้าหากสำนวนสอบสวนของดีเอสไอยังไม่เรียบร้อยแบบนี้
ทำไมถึงต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการ ทำไมถึงต้องรีบนำตัว
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายมาฟ้องศาลให้ได้ ?

7. แนวทางการทำคดีของดีเอสไอตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
จะช่วยให้สหกรณ์รอดพ้นจากภาวะล้มละลายได้หรือไม่
เพราะยังไม่สามารถตามเงินมาคืนสหกรณ์ได้แม้แต่บาทเดียว
ขณะที่คดีก็ใกล้จะหมดอายุความไปทุกปี หากมิใช่เพราะ
กองทุนเยียวยาศิษย์วัดมาต่อท่อน้ำเลี้ยงไว้ สหกรณ์คงล้มไปแล้ว
---------------------------------
ขั้นสาม - พระเอกจะต้องมาสืบจากกลุ่มวัดพระธรรมกาย
1. เส้นทางการเงินทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย
มีส่วนเข้าไปพัวพันกับธุรกรรมการเงินของสหกรณ์หรือไม่ ?

2. เงินบริจาคที่เข้าไปยังวัดพระธรรมกาย ถูกนำไปบริหารจัดการ
อย่างไร ถูกใช้จ่ายออกไปอย่างไร มีผลลัพธ์ใดเกิดขึ้นบ้าง ?

3. ความหวาดระแวงระหว่างศิษย์วัดพระธรรมกายกับดีเอสไอ
เริ่มต้นจากที่จุดใด ทวีความรุนแรงข้นได้อย่างไร และปัญหาใด
ที่ทำให้หมดความไว้วางใจต่อดีเอสไอและกระบวนการยุติธรรม ?

4. ทำไมศิษย์วัดต้องตั้งกองทุนต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กับสหกรณ์
เพราะในเมื่อไม่มีหลักฐานว่าทำธุรกรรมร่วมกัน และไม่มีหลักฐาน
ว่านำเงินออกมาจากสหกรณ์
การปล่อยให้สหกรณ์ล้มละลาย
ไปก่อนคดีหมดอายุความ จะไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ
เพราะขาดสภาพคล่องถึง 13,000 ล้าน
หากสหกรณ์ไม่มีแหล่งเงินกู้
ที่วงเงินระดับเดียวกันนี้ ก็ยากจะเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืน ?
แต่ทำไมศิษย์วัดนี้กับยังช่วยเหลือ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังจะโดนฟ้อง ?

5. ทำไมวัดพระธรรมกายที่มีศิษย์มากมายถึง 4-5 ล้านคน
เมื่อถูกดีเอสไอรุกหนักขนาดนี้กลับเลือกตั้งรับอย่างใจเย็น
ขณะที่ดีเอสไอก็เปิดช่องโหว่มากมายขนาดนี้
กลับเลือกที่จะไม่ฟ้องกลับ เลือกที่จะปล่อยให้ดีเอสไอ
ตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดได้ตามใจชอบ 
ซึ่งถ้าเป็นองค์กรอื่นป่านนี้ฟ้องสกัดจนเละตุ้มเป๊ะไปแล้ว
เพราะเหตุใดวัดพระธรรมกายจึงเลือกแนวทางสงบ สันติ อหิงสา
ในการต่อสู้กับวิธีการใช้กฎหมายของดีเอสไอ

---------------------------------------
ถ้าหากเรื่องนี้ถูกทำเป็นภาพยนตร์ออกมา คงเป็นมหากาพย์
ที่สนุกสนานซับซ้อนซ่อนเงื่อน เต็มไปด้วยตัวละครลับมากมาย
และพระเอกก็ต้องเก่งโคตรๆ
ถึงเข้าไปสืบคดีในกลุ่มสหกรณ์
กลุ่มดีเอสไอ กลุ่มวัดพระธรรมกาย โดยไม่ถูกจับพิรุธได้
หรือถูกจับตัวเข้าคุกในข้อหาบุกรุกในยามวิกาลไปเสียก่อน (จบ)

---------------------------------

๓๐ มิถุนายน ๒๕๙

๒๐.๕๖ น.
ปล. หนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ จะหาทุนสร้างได้ไหมเนี่ย
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


















วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เห็นเค้าถามกันใน Facebook  line twitter ฯลฯ เวลาวัดแถลงการณ์อะไรก็จะมีคนมาถามว่า ทำไมไม่ไปศาล ไม่ออกมาพิสูจน์ความจริง มีการตั้งคำถามมากมาย

 ถ้าถามว่า อยากให้หลวงพ่อไปพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมไหม??
 
 ตอบว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมยังไม่ยุติธรรม ใครหน้าไหนอยากไปเข้ากระบวนการ ซึ่งความจริงแล้วหลวงพ่อยินดีทำตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ เพียงแต่ตอนนี้ท่านอาพาธอยู่ และป่วยจริงๆ ถ้ากระบวนการยุติธรรมของ DSI เจ้าหน้าที่สืบสวนมีหน้าที่พิสูจน์ความจริง ก็ควรมาที่วัดและพิสูจน์ว่า "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายป่วยจริงไหม"

  แต่เหตุใด DSI มีหน้าที่โดยตรง ไม่มาพิสูจน์ทราบ ตามที่วัดได้ร้องขอไป คิดแต่จะจับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงอย่างเดียว เหตุใดไม่นำหมอมาตรวจว่าป่วยจริงไหม อย่างนี้เรียกว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา

ซึ่งแท้จริงเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายควรได้สิทธิ์ผู้ป่วยตามกฎหมายอาญามาตรา 7/1 แต่กระบวนการยุติธรรมของ DSI  แค่เบื้องต้นก็ไม่อำนวยเรื่องง่ายๆ แค่นี้ให้   นี่หรือจะชื่อว่ายุติธรรม??? แล้วกระบวนการอย่างนี้หรือ ที่จะมาตัดสินเรื่องรับของโจร ฟอกเงิน และจะให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปมอบตัว?? สงสัยถ้าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปได้ติดเชื้อในกระแสเลือดแน่

นี่แค่เรื่องง่ายๆ เบื้องต้น DSI ยังมีตุกติก มีนอกมีใน ซึ่งความจริง คดี 27/2559 DSI ทำผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น ไม่ควรจะมีคดีนี้เกิดขึ้นเลย แต่ DSI ไม่ยอมฟังคำสั่งอัยการ กลับวิ่งไปตั้งคดีใหม่แยกออกมา อย่างนี้ชอบธรรมหรือ ?

ข้อสังเกต กรณีหมายเรียกจากดีเอสไอ วันที่ 29 มีค. 2559
อย่าคิดว่าดีเอสไอทำอะไรลงไปแล้วคนอื่นเขาไม่รู้ ความลับไม่มีในโลก 
 

ทั้งเรื่องการส่งหมายเรียกของ DSI ที่หลุดไปถึงสื่อมวลชนก่อนหมายเรียกจะไปถึงวัด ทั้งออกสื่อประจานเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าเป็นผู้ต้องหา ทำกับพระราชาคณะ ผู้อาพาธประดุจว่ามีความผิดร้ายแรง ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน และอัยการยังไม่สั่งฟ้องด้วยซ้ำ ทำไม DSI เร่งรัดคดีถึงเพียงนี้ ?? นี่มันยุติธรรม หรือยุติธง ?? ตามธงที่ตั้งไว้ ?





 ทำไม DSI 2 มาตรฐาน พุทธอิสระ ปิดล้อม DSI ปิดศูนย์ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ทำร้ายตำรวจทหาร รีดไถเงินเอกชน  ก่อม็อบสร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติอย่างมาก ทำไม DSI ไม่เร่งรัดดำเนินคดีนี้ ทั้งๆที่เป็นคดีที่มีโทษประหารถึง 2 คดี ??? 


นี่เหรอคือความยุติธรรมของ DSI ที่จะให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเข้ากระบวนการ ?? แล้วจะมาอ้างว่าตัวเองผู้รักษากฎหมาย ? แท้จริง DSI คือผู้ใช้กฎหมาย "รังแก" พระชราอาพาธรูปหนึ่ง

ขอให้ผู้ที่ถามว่าทำไมหลวงพ่อไม่เข้ากระบวนการ ได้ลองดูความยุติธงนี้ แล้วถามตัวเองว่าถ้าคุณจะส่งพ่อคุณไปติดเชื้อในกระแสเลือด คุณจะส่งพ่อคุณไปไหม??

ขอบคุณ OLIVIA ARMANDO

อังคารที่ 5 ตุลาคม 2542
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หลวงพ่อถามหลวงพี่ฐานะว่า
ทำไมคุณหมอทั้ง 3 คนถึงบอกว่าหลวงพ่อปกติ ทั้งๆที่อาการของหลวงพ่อเเย่ขนาดนี้


หลวงพี่ฐานะกราบเรียนหลวงพ่อว่า  ตอนที่เดินเข้ามาที่กุฏิหลวงพ่อ
หลวงพี่ฐานะได้ต้อนรับปฏิสันถาร เเละชวนคุณหมอทั้ง 3 ท่านพุโคุยในฐานะที่จบเเพทย์มาเหมือนกัน
เเต่เขาไม่ยอมคุยด้วย พูดเเต่เพียงว่า

ใบรับรองเเพทย์กี่หมอๆมาเจอผม เสร็จทุกราย


อันที่จริงในเรื่องนี้ ผมเองก็สามารถตอบเเทนหลวงพี่ฐานะได้
ผมคิดว่า เขาต้องมีการฟันธงไว้ในใจตั้งเเต่ก่อนมาหาหลวงพ่อ
เเล้วว่า  ต้องเอาหลวงพ่อไปขึ้นศาลให้ได้

เเต่พอหลังจากกลับมาถึงวัดเเล้ว
อาการของหลวงพ่อที่กำลังดีขึ้นก็ทรุดลงไปอีก  ปวดหัว ไข้ขึ้น
ขนาดเจ้าภาพสาธุชนทุกคนก็ยังงงกันไปหมดว่า
หลวงพ่อไม่สบายเเล้วไปที่ศาลได้ไง

เช้านี้หลวงพ่อทัตตะเข้ามาในกุฏิเพื่อเยี่ยมหลวงพ่อ
ท่านถามผมว่าหลวงพ่อเป็นไงบ้าง?

ผมตอบท่านไปว่าหลวงพ่อยังไม่ได้ลุกขึ้นมาฉันอะไรเลยครับ
เเล้วหลวงพ่อทัตตะก็เข้าไปในห้อง  ช่วยประคองหลวงพ่อให้ลุกขึ้นมาฉัน
หลวงพ่อท่านก็พยายามฝืนฉัน เพื่อให้หลวงพ่อทัตตะได้เห็นว่า
หลวงพ่อทัตตะจะได้ไม่ต้องคอยมากังวล เเละเป็นห่วง

ปรากฏว่าหลวงพ่อฝืนฉันไปได้เเค่ 2 คำ เเล้วหลวงพ่อก็อาเจียนออกมา

วันนี้ดูอาการหลวงพ่อเเล้วสรุปกันว่า
ต้องพาหลวงพ่อเข้าโรงพยาบาล เลยรีบเตรียมของใช้ที่จำเป็น
เเล้วออกเดินทางในช่วงบ่าย
ก่อนออกเดินทางหลวงพ่อขอไปเเวะที่กุฏิคุณยายก่อน
พอมาถึงโรงพยาบาล คุณหมอได้เข้ามาตรวจ เเละซักถามอาการของหลวงพ่อ

คุณหมอถามหลวงพ่อว่าเป็นอยางไรบ้าง?















-โดนละอองฝนก่อน
-เเล้วเริ่มไอเล็กๆ
-ต่อมาก็ไอเพิ่มขึ้น
-เเละไม่มีเสียงเลย
-ปวดหัวนิดหน่อย

-ใช้ยาเป็นช่วงๆไม่ค่อยได้ผล
-ตอนกลางคืนไอทั้งคืน,เจ็บหน้าอก
-เเละอาเจียน
-มีไข้สะท้านทั้งวัน,มึนงงมาก
-คราวนี้ถือว่าเป็นหนักที่สุดในชีวิตจ๊ะ!!!!
                                   5 ต.ค. 42

คืนนี้กว่าหลวงพ่อจะหลับได้ก็เป็นเวลา 4 ทุ่มกว่าเกือบ 5 ทุ่ม
คุณหมอให้น้ำเกลือหลวงพ่อทั้งคืน
ที่เเขนของหลวงพ่อมีสายน้ำเกลือเสียบติดไว้ตลอด
ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งเเรกที่ได้เข้ามานอนเฝ้าหลวงพ่อกันในห้อง

พี่ภาวันเลือกทำเลที่พื้นทางเดิน
ที่หลวงพ่อต้องเดินไปเข้าห้องน้ำ
ส่วนผมเลือกพื้นที่ข้างเตียงเลย
เผื่อว่าหลวงพ่อตื่นมาเข้าห้องน้ำจะได้ช่วยประคองท่านได้ทัน
เเละจะได้ช่วยถือสายน้ำเกลือให้ท่านด้วย

คืนนี้ผมเหนื่อยเเละรู้สึกเพลีย
เริ่มมีไข้นิดหน่อยเเต่พอสู้ต่อไปได้
ยังกังวล เเละระเเวงกับฝูงผึ้งนักข่าว
ไม่อยากไปสู้กับเขา
เเละก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้ด้วย

ผมเเละพี่ภาวันตางเพลีย ง่วง ด้วยกันทั้งคู่
เเต่พอหลวงพ่อพลิกตัว เราก็ตื่นกันทันที


                                                             ขอบคุณ  บันทึกอุปัฏฐาก
                                                            โค้ก อลงกรณ์สถาปิตานนท์


ขอบคุณความจริงที่ไม่มีวันตาย
ทำให้เราได้รู้ว่าเรื่องบางเรื่อง คนบางคน ยังดำเนินชีวิตอยู่
เพื่อจะหวนกลับมาใช้วิธีเดิมๆ
เพียงเเต่เปลี่ยนหน้าคนออกโรง....


วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559





จันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2542
วันนี้หลวงพ่อเขียนบอกว่า
  • ตื่นมาไอทั้งคืน เลยเจ็บอก
  • เเสดงว่ายังดีไม่เต็มที่  เเต่คงดีขึ้น เพราะได้กำลังใจจากทุกคน
           อายุ วัณโณ สุขัง พลัง
                  4 ต.ค.42
         ...................................
ตั้งความหวังไว้ว่า อาการหลวงพ่อจะต้องดีวันดีคืนอย่างเเน่นอน
จึงได้นัดซินเเสให้มาเเมะหลวงพ่อในตอนบ่าย

ก่อนหน้าที่ซินเเสจะเข้ามาเเมะ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาหมอ 3 ท่าน
จากโรงพยาบาลเเห่งหนึ่งเข้ามาพบหลวงพ่อในกุฎิ

ตำรวจไม่ได้พาหมอมารักษา เเต่พามาตรวจ เพราะเขาไม่เชื่อว่าหลวงพ่อป่วย
ทั้งๆที่มีใบรับรองเเพทย์ขออนุญาตเลื่อนการเดินทางที่จะไปพบอัยการออกไปก่อน

เเล้วเขาก็ให้คุณหมอคนที่มีอายุน้อยที่สุดมาจับชีพจร ดูตาหลวงพ่อ
ให้หลวงพ่ออ้าปากเเล้วส่องไฟฉายเข้าไปข้างในปาก ซึ่งได้ทราบภายหลังว่า
คุณหมอท่านนี้เป็นหมอทางโรคผิวหนัง

พอตรวจเสร็จคุณหมอท่านนี้ก็จดข้อความบางอย่างลงในกระดาษ
เเล้วส่งให้หมอที่อวุโสสุด จากนั้นก็มีผลที่สรุปออกมาว่า
หลวงพ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก หลวงพ่อสามารถไปที่อัยการในวันนี้ได้

ไปอัยการได้  นี่มันอะไรกันอีกเเล้ว ผมงง!!!!!

ในเมื่อก็มีใบรับรองเเพทย์จากคุณหมอบรรลือยืนยัน ทำไมเขาไม่เชื่อ
ทั้งๆที่คุณหมอบรรลือซึ่งเป็นเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก โดยตรง
เเละดูเเลรักษาหลวงพ่อมาอย่างต่อเนื่อง
มีทั้งอุปกรณ์การเเพทย์ที่ครบครัน  เเต่ทำไมกลับมาสรุปความเห็น
ของตัวเองจากการตรวจเพียงเเป๊บเดียว  เเล้วก็ตรวจไม่กี่นาที
มีไฟฉายกับไม้กดลิ้นเท่านั้น  เเล้วก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทาง หู คอ จมูก อีกด้วย

ทั้งๆที่หลวงพ่อก็ได้เขียนขอร้องให้เลื่อนการไปพบอัยการออกไปก่อน
หลวงพ่อบอกว่าหลวงพ่อไม่สบายจริงๆเเต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนใจ
ยังยืนยันและสรุปเหมือนเดิมว่าหลวงพ่อสามารถไปพบอัยการได้

เมื่อคำขอร้องของหลวงพ่อไม่เป็นผล
ทำไมไม่มีใครเห็นใจ หรือพูดอะไรออกมา ทุกคนต่างเงียบกันหมด
ผมอึดอัดจนรู้สึกทนไม่ไหว เลยหยิบข้อความที่หลวงพ่อเขียนขอร้อง ขึ้นมาอ่านดังๆ
ให้ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ยินกันชัดๆถึง 3 รอบว่า

1.คุณหมอจ๊ะ หลวงพ่อขอความกรุณาเถอะ วันนี้ไปไม่ไหวจริงๆหลวงพ่อทราบดีว่า
เป็นขั้นตอนกฏหมาย หลวงพ่อไม่หนีหรอกจ๊ะ
2.หลวงพ่อรับผิดชอบเองจ๊ะ

เเต่ก็ยังไม่เป็นผล ยังไงเขาก็ต้องเอาหลวงพ่อไปอัยการในวันนี้ให้ได้

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราถูกรังเเก  ที่ผ่านมา อาการหลวงพ่อหนักขนาดไหน
คุณหมอ 3 ท่านนี้ก็ไม่รู้ พอมาวันนี้อาการของหลวงพ่อเพิ่งจะดีขึ้นมาหน่อย
ก็มาโดนเเบบนี้ซ้ำอีก ผมรู้สึกเสียใจที่สุด

สุดท้ายหลวงพ่อก็ต้องออกเดินทางไปอัยการ

 
                                             ขอบคุณ บันทึกของพี่โค้ก  อลงกรณ์  สถาปิตานนท์



บันทึกฉบับวันต่อวัน ที่อุปัฏฐาก หลวงพ่อธัมมชโยได้บันทึกเหตุการณ์ไว้
ความน่าทึ่งคือเรื่องที่เกิด หมุนวนซ้ำมาอีก
เเละเป็นการยืนยันจากบุคคลใกล้ชิดเเน่นอนว่า
ท่านป่วยมานานเเล้ว ไม่ได้ออกจากวัดไปไหน
จากอายุหกสิบกว่า จนถึงวันนี้ เจ็ดสิบกว่า
เวลาสิบปีสำหรับคนเเก่ที่ป่วยข้างนอก ทำอะไรได้บ้างเราไม่รู้
เเต่เวลาสิบปีของพระภิกษุรูปนี้
วัย 72 ปีของท่าน ได้สร้างผลงานช่วงป่วยไว้มากมาย
ไม่ใช่เเค่ช่วยระดับหมุนเศรษฐกิจชาติ เเต่สร้างสังคมที่เข้มเเข็ง เปิดโครงการครอบครัวอบอุ่น
เเละที่สำคัญที่สุดในระดับตัวบุคคล ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อสอนการปฏิบัติธรรม
โดยเอาตัวของท่านเอง เป็นทั้งลูกศิษย์ เเละอาจารย์ คือปฏิบัติได้ผลจริง
จึงมาสอนต่อบุคคลอื่นให้ เข้าถึงความสุขภายในอย่างง่ายๆ
มีสิ่งยึดเหนี่ยว ที่พึ่งทางใจ ถูกหลักของศาสนาพุทธ
บุคคลเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง

เเต่ก็วันนี้เช่นกันที่สังคมกำลังสับสน
มองคนดี กับคนชั่ว ผ่านการกระทำของสื่อที่บอกไม่หมด
ความจริงถูกปิดไว้  กลับเอาความพอใจมานำหน้า
เเละผลงานระดับชาติ ที่คิดว่าการล้มล้างพุทธ ทำได้โดยใช้วิธีเดิมๆ

พรุ่งนี้มาติดตามต่อ จะทราบว่าหากเหตุการณ์ยังไม่เปลี่ยน
จะเกิดอะไรขึ้น
หากยังดึงดันเอาคนไม่ผิดไปรับหมายศาล
เเละทำไม? วันนี้คนวัดถึงออกมาคัดค้านการไปดีเอสไอ
เเต่ขอตั้งรับ รอที่วัดเเทน

พรุ่งนี้มาอ่านกัน

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึก่อนวันเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เสียงลมที่มาก่อนคลื่นยักษ์จะม้วนตัว
เสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2542
เกิดเหตุขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ เช้านี้ๆอยู่หลวงพ่อก็ไม่มีเสียง
ท่านพยายามพูด เเม้เสียงที่ออกมาจะเบามากเหมือนเสียงกระซิบ
ก็ถือว่ายังโชคดีที่ยังพอได้ยินบ้าง เเต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการเดาความหมายอย่างมาก
มื้อเช้า หลวงพ่อฉันเเค่ข้าวต้มกับไข่เค็ม
ส่วนมื้อเพล หลวงพ่อฉันข้าวต้มไป 2 ช้อน
หลังจากที่ปิดไฟในกุฏิเเล้ว กลางคืนหลวงพ่อลุกขึ้นมาเปิดไฟ เเล้วให้ติดต่อพี่หมอบุ๊งเพื่อขอยา
พี่หมอบุ๊งจัดยาให้ 2 เม็ด

เมื่อไม่มีเสียงพูดออกมา  หลวงพ่อจึงใช้การเขียนเเทน
เเล้วหลวงพ่อก็ให้โค้กช่วยประสานงานในเรื่องต่างๆตามที่หลวงพ่อเขียน

ได้รับใช้หลวงพ่อช่วงนี้รู้สึกดีใจมากเป็นพิเศษ
เลยคิดต่อไปว่า หากมีงานอะไรที่ผมพอจัดการทำได้ในเบื้องต้น
ก็อยากทำให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะไปถึงหลวงพ่อ
หรืองานอะไรของหลวงพ่อที่พอจะเเบ่งเบามาได้ อยากเเบ่งมาอีก


ยิ่งวันนี้เมื่อได้ยินหลวงพ่อพูดกับหลวงพ่อทัตตะเเล้ว
ยิ่งอยากช่วยเหลืองานหลวงพ่อ
ให้มากขึ้นกว่าเดิมไปอีก
หลวงพ่อพูดกับหลวงพ่อทัตตะว่า

ไม่อยากได้อะไร


อยากทำที่พึ่งภายใน


เเล้วหลวงพ่อก็เขียนที่หน้าซองที่ท่านทำบุญประจำวันด้วยลายมือว่า

"ถ้าหลวงพ่อตายไปตอนนี้
ก็ขอให้ทำงานเผยเเผ่วิชชาธรรมกายต่อไป
ส่วนสมบัติอันพึงมีเกิดขึ้น
ขอมอบให้เป็นกองทุนการเผยเเผ่วิชชาธรรมกาย
     พระราชภาวนาวิสุทธิ์
      2 ตุลาคม 2542"

พอได้อ่านเเล้วบอกความรู้สึกไม่ถูกเลยว่าเป็นอย่างไร รู้เเต่ว่าหลวงพ่อท่านไม่ประมาท
ผมบอกตัวเองว่านี่ท่านไม่ได้สั่งเสีย
หลวงพ่อกำลังสั่งดี เหมือนเมื่อตอนสายๆท่านเขียนสั่งดีมาหนหนึ่งเเล้วว่า

ถ้าหลวงพ่อตายไป
ก็ให้ดำเนินงานต่อไป อย่ายอมเเพ้

พระราชภาวนาวิสุทธิ์
2 ต.ค.42



จากบันทึกอุปัฏฐาก
โค้ก อลงกรณ์ สถาปิตานนท์


วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559




วันนี้วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2559
ตรงกันกับวันที่ 13 เเต่คนละเดือน เมื่อปี 2542
ผ่านมาเนิ่นนาน เหตุการณ์เเละความทรงจำของคนก็เเตกกระจาย
หรือรวบรวมเพิ่มขึ้นมาตามวันเวลา
เเต่เป็นที่น่าเเปลกใจว่าเหตุการณ์หนึ่ง
ยังเป็นเหตุการณ์เดิม สถานการณ์คุ้นๆ
เหมือนบันทึกอุปัฏฐากหลวงพ่อธัมมชโย ในวันนี้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน
คุ้นจริงๆสถานการณ์เเละคำพูดนี้

จันทร์ที่ 13  กันยายน  2542
คำในใจวันนี้มีเเต่คำว่า "เงียบ"
ดอกไม้ ใบไม้ ในอาคาร  เเละทุกสิ่งทุกอย่างต่างหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว
ลำธารก็อยู่เฉยๆ ไม่ไหลรินสดชื่น เหมือนวันก่อนๆ
อาหาร ถาดอาหาร  หลังหลวงพ่อฉันเสร็จ  ก็ดูซึมเศร้า ไม่ร่าเริง
นกน้อยยังหยุดบินไปมา  เเละไม่ส่งเสียง จิ๊บ! จิ๊บ ! ให้ฟัง
ปลากรายก็ไม่ฮุบฟองอากาศ บุ๋ง !บุ๋ง ! ให้เห็น
โลกนี้เป็นอะไรไปหมดเเล้ว

ขนาดสิ่งเเวดล้อมรอบๆตัว  ยังเป็นไปได้ขนาดนี้
เเล้วบรรยากาศของทุกคนจะเป็นอย่างไง
อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก  ไม่อยากคาดเดา
เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด  คงช่วยหล่อหลอมให้โค้กได้โตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ ได้มอง  ได้คิดอะไรอีกเยอะ
ผมมีความฝันเล็กๆว่า  พายุร้ายคงจะจบในเร็ววัน  เเละทุกอย่างจะดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ
ในเมื่อบรรยากาศภายนอกเป็นอย่างนี้  เราต้องนั่งธรรมะให้มากกว่าเดิม
เพื่อรักษาบรรยากาศภายในไว้ไม่ให้เปลี่ยนไป


เขาเอาผิดหลวงพ่อไม่ได้
เขาก็จะเอาชีวิต

มีคำเตือนมาอีกเเล้ว
ตอนนี้ต้องดูเเลหลวงพ่อให้ดีๆ


จาก บันทึกอุปัฏฐาก 2542
โค้ก  อลงกรณ์ สถาปิตานนท์
อุปัฏฐาก พระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)





วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ยุติธรรม !!!

ทำไมไม่ให้หลวงพ่อธัมมชโยไปพบเจ้าหน้าที่
เพราะมันไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม !!!
แต่เป็นกระบวนการทำลายหลวงพ่อ

ของเจ้าหน้าที่ ที่รับใช้ผู้บงการเบื้องหลัง
ที่ต้องการผลประโยชน์วัดใหญ่
ข้อมูลชี้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่ โดยทุจริต

- เจ้าหน้าที่ทำคดีสหกรณ์ปี 2556 
ส่งเรื่องให้อัยการเพื่อฟ้องหลวงพ่อ

- อัยการพิจารณาแล้วไม่ฟ้องหลวงพ่อตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ
(หลักฐานชัดเจนว่า หลวงพ่อรับบริจาคโดยเปิดเผยจึงไม่ใช่   การรับของโจร เงินนั้นใช้สร้างศาสนสถานแล้วจึงไม่ใช่การฟอกเงิน)

- เจ้าหน้าที่หมกเม็ดทำคดีใหม่ปี 2559 ซ้ำซ้อนกับคดีเดิมซึ่งผิดหลักกม. 
(ปชช.ไม่มีความรู้ทางกม. ฟังข่าวนึกว่าเป็นคดีใหม่)

- เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาที่อัยการเคยพิจารณาแล้วว่า หลวงพ่อไม่ผิด (คราวนี้ไม่ยอมส่งเรื่องให้อัยการตามขั้นตอน)

- เจ้าหน้าที่เร่งคดีแบบละเมิดสิทธิ์และลัดขั้นตอน โดยพยายามออกหมายเรียกและหมายจับ และออกข่าวทุกวันข่มขู่ให้ไปพบ

ทำไม ?? เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรีบ และไม่ยอมทำตามขั้นตอน เหมือนกลัวเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนที่ตนเองจะทำตามใบสั่งของผู้บงการได้สำเร็จ

นี่คือกับดักที่เจ้าหน้าที่วางไว้หรือไม่ !!!
บังคับให้หลวงพ่อ มาพบเพื่อจับสึกขังคุกก่อน แล้วค่อยเข้ากระบวนการพิจารณาคดี อีกหลายปี พอศาลตัดสินว่าไม่ผิด ก็ไม่มีหลวงพ่อและวัดแล้ว หรืออาจจะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดเหมือนรายอื่นๆก็ไม่รู้


ขอเชิญชาวไทยผู้มีใจเป็นธรรม
ร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมให้หลวงพ่อ 
เพราะท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ 
และทำแต่ความดีมาตลอดชีวิต

......แชร์ต่อไป.....
cr:Pompom  Lisa

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเมื่อชีวิตตกร่อง เผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ดีมาบีบคั้นชีวิต เราต้องยอมรับให้วิบากนั้นย่ำยี่เรา เพราะความเชื่อว่า "เกิดมาใช้กรรม" แต่ความเป็นจริง เราสามารถต่อสู้กับวิบากกรรมนั้นได้ ด้วยการลุกมาสร้างความดี เอาความจริง ความดี พลังใจที่มีความหวังมาสู้ โดยไม่สร้างวิบากกรรมไม่ดีเพิ่ม เพราะเราปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อไป เพื่อจะใช้เวลาไว้สั่งสมบุญ สร้างบารมีให้ได้มากที่สุด

ประเด็นคำถามที่ว่า "ทำไมไม่ปล่อยให้หลวงพ่อ (หลวงพ่อธัมมชโย) ของคุณใช้กรรม?"

Somchay Jaiyim ถาม: ท่านเป็นพระ ทำไมท่านไม่ถือว่านี่คือบ่วงกรรมบ้างล่ะครับ อย่าไปถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งสิครับ ท่านสอนฆราวาสว่า ทุกคนเกิดมาก็ต้องใช้กรรมหรือรับบุญแต่ชาติที่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าเนื่อสุกรมีพิษแต่ชาวบ้านเอามาถวายท่านยังต้องฉันท์ แล้วเหตุใดทำไมหลวงพ่อของท่านไม่ไปสู้กันทางกฎหมายล่ะครับ ถ้าศาลตัดสินว่าหลวงพ่อของท่านบริสุทธิ์จริง ผมว่าน่าจะมีคนศัทธาเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายนะครับ แล้วอย่าไปอ้างเรื่องความไม่ยุติธรรมเลยครับมันจะดูเป็นการแก้ตัวมากกว่า อ้อ...ยังมีอีกเรื่องครับท่าน ถ้าจะพูดถึงบาป บุญ คุณ โทษ ผมว่าคนเขาไม่ค่อยกลัวกันหรอกครับเพราะถ้ากลัวจริงก็คงจะไม่มี เณรคำ เณรแอ พระยันตระ และอีกมากที่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ .... ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะครับท่าน...
พระเรืองศักดิ์ เตชวโร ตอบ: 
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคุณโยมที่ใช้คำสุภาพในการสอบถาม

สมมุติว่าพ่อแม่ของคุณโยมเป็นคนดี ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ซึ่งคุณโยมรู้ดีเพราะอยู่กับท่านมานาน 
แล้ววันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามยัดเยียดความผิดให้ท่าน เพราะผลประโยชน์อะไรบางอย่างของผู้บงการ ซ้ำยังประโคมข่าวกดดันจนผู้คนหลงเชื่อว่าพ่อแม่ของคุณโยมมีความผิดจริง
คุณโยมรู้ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ พ่อแม่ของคุณโยมคงจะต้องติดคุกจนตายโดยไม่มีความผิดอะไร คุณโยมจะปล่อยให้เป็นไปตามกรรม หรือจะพยายามหาทางช่วยท่าน

หลวงพี่คิดว่าคนที่มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เขาจะต้องพยายามหาทางช่วยท่านอย่างแน่นอน แม้จะไม่มีอำนาจอิทธิพลที่จะไปสู้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ตาม 

เมื่อเสียงน้อยๆ ของคุณโยม 

พยายามตะโกนบอกทุกๆ คนว่า พ่อแม่ของคุณโยมเป็นผู้บริสุทธิ์ และวิงวอนขอร้องว่าอย่ากลั่นแกล้งใส่ร้ายท่านเลย 

แต่เสียงมากมายตอบกลับมาว่า 

ไอ้คนชั่ว อย่ามาแก้ตัว ถ้ามั่นใจว่าไม่มีความผิดก็ไปมอบตัวสิ กฎหมายยุติธรรมนะ
พร้อมกับกล่าวหาเรื่องอื่นๆที่ไม่จริง พวกนี้มันโกงแม้แต่พี่น้อง คนยากจนมันก็ไม่เว้น บ้านรถมันหรูหรา โกงมาทั้งนั้น พร้อมคำหยาบและถ้อยคำเสียดสีต่างๆนานา...


คุณโยมจะรู้สึกอย่างไร

พ่อแม่ของคุณโยมเป็นชาวพุทธ เชื่อมั่นในเรื่องกฎแห่งกรรม ท่านสอนคุณโยมว่า อย่าไปสร้างบาปกรรมใหม่ อย่าไปว่าร้ายทำลายเขา ต้องให้อภัยเขาจะได้ไม่ผูกเวรกัน
คุณโยมต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณโยม โดยไม่ไปทำร้ายเขา แม้ว่าเขาจะมีเจตนาทำร้ายพ่อแม่ของคุณโยมให้ย่อยยับก็ตาม

คุณโยมเหลือทางสู้อยู่นิดเดียว คุณโยมจะสู้หรือไม่???


สำหรับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโยสอนและให้กำลังใจพวกเราให้สร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพื่อไปตัดรอนบาปกรรมเก่าที่เคยผิดพลาดทำมาในอดีต และห้ามเราสร้างบาปอกุศลใหม่เพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เราพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้เข้าถึงพระนิพพานในที่สุด

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าวัดกันมาหลายปี เรารู้จักพระพ่อของเราดี... ดีกว่าสื่อทั้งหลายที่ออกข่าวให้ร้ายท่าน และดีกว่าคนที่อ่านแต่ข่าวแล้วมาว่าร้ายท่าน

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อพระพ่อของเรา พวกเราจึงพร้อมที่จะปกป้องพระพ่อของเราด้วยชีวิต แต่ไม่ได้คิดที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามให้พินาศเหมือนกับที่เขาคิดจะทำกับพระพ่อของเราเลย ขอมนุษย์และเทวดาทั้งหลายโปรดรับทราบด้วยเทอญ



Cr Mali_smile1978

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget