วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข่าวด่วน !!!! ตร.แจ้งจับรักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
ฐานให้ที่พักพิงหลวงพ่อธัมมชโยและเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฎิบัติตามหน้าที่  วันนี้ทางตำรวจได้แจ้งความที่สภอ.คลองหลวงให้ดำเนินคดีรักษาการณ์เจ้าอาวาสฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ช่วยเหลือให้พักพิงหลวงพ่อตามป.อาญา157และ189

ตลกไหมครับ ????
เมื่อวาน.ดีเอสไอ.ส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจา
วันนี้ตำรวจแจ้งจับ

หลอกว่าจะรักแล้วกลับทำร้ายเหมือนหนังน้ำเน่าไม่มีผิด
มีอำนาจอยู่ในมือจะทำอะไรก็ได้ไม่ต้องคิดถึงผิดถูก ส่วนทางวัดแทนที่จะตอบกลับเรื่องหลวงพ่อให้ชัดเจนแต่เป็นเตมีย์ใบ้ ไม่ตอบกลับหนังสือของตำรวจซะงั้น ก็เลยถูกหวยเป็นคดี
เวลานี้เป็นสงครามกฏหมาย

เห็นทางวัดเอาพระมาเจรจากับทางดีเอสไอเห็นแล้วก็พูดไม่ออก แพ้ตั้งแต่เปรียบมวยตำรวจแจ้ง157ได้ไง พระไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานนะ..เจ้าพนักงานต้องแต่งตั้งโดยรัฐ แต่นี้แต่งตั้งตามพ.ร.บ.สงฆ์ มันเวอร์เกินไปจริง
เป็นคดีแล้ววัดจะเป็นเตมีย์ใบ้อีกไหม

เป็นคดีต้องแก้ทางกฏหมายนะ อย่าใช้วิธีเงียบเฉยมันจะบานปลาย

เชื่อว่าอีกไม่กี่วันหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่1จะส่งด่วนจี๋ไปถึงแน่นอน ถ้าไปตามหมายก็ต้องพิมพ์10นิ้วในฐานะผู้ต้องหา ถ้าไม่ไปเกิน3ครั้ง หมายจับออกมาแน่นอน
เหนื่อยและสงสารพระมากแต่ทำใจในระบบวัด
ไอ้ความหวังลมๆแล้งๆคงจะเลิกคิดได้แล้ว
เอาความจริงเข้าสู้ดีกว่า
จากไม่ผิดกลายเป็นผิด
จากผิดคนเดียวกลายเป็นหลายคนแล้ว
ไม่ได้รังแกกันจริงๆครับ เชื่อทนายเถอะ

ทนายนิทัศน์ ประเสริฐเนติกุล
เสาร์3ธค59 14.59น......

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559


ข่าวว่าทางตำรวจขีดเส้นตายให้ส่งมอบตัวหลวงพ่อธัมมชโยภายในเที่ยงคืนนี้
เรามาดูอำนาจในการค้นกัน
ตามป.วิอาญา ม. ๙๖  บัญญัติไว้ว่า" การค้นในที่รโหฐานต้องทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้ "
๑. เมื่อลงมือค้นแล้วแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้
๒. ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งหรือซึ่งมีกฏหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้
๓.การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญ จะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมตำรวจ หรือข้าหลวงประจำจังหวัดฯ


ดังนั้นหลวงพ่อไม่ใช่ผู้ดุร้าย หลวงพ่อเป็นพระชราแถมอาพาธ
และไม่ได้เป็นผู้ร้ายสำคัญอะไร ความผิดที่ถูกกล่าวหา เป็นคดีความผิดเล็กน้อย ไม่ใช่ปล้น ฆ่า ค้ายา ฯ แต่อย่างใด
หลวงพ่อนอนป่วยอยู่ในวัด จึงไม่มีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง เพราะหลวงพ่อไม่ใช่กำลังจะหนีออกไปต่างประเทศ   ส่วนกฏหมายอื่นให้ค้นได้ ในกรณีหลวงพ่อนี้ไม่มีกฏหมายอื่นแน่นอน
ดังนั้นจึงสรุปได้เลยว่า ตำรวจไม่สามารถใช้ ม. ๙๖ ลักไก่มาค้นวัดในเวลากลางคืนได้  นอกจากตำรวจจะกล้าบ้าบิ่น อ้างมาตรานี้มาใช้แบบน้ำขุ่นๆมั่วๆ เพราะตามหลักการใช้กำลังจำนวนมาก บุกเข้าไปในสถานที่ที่มีคนที่เห็นต่างเฝ้าวัดจำนวนมาก นั้นเท่ากับเป็นการฆาตกรรมหมู่เลยนะ
เพราะในเวลากลางคืน ต่างคนต่างกลัว เห็นเป็นยิง แทนที่จะจับหลวงพ่อ กลายเป็นจับปืนฆ่าศิษย์หลวงพ่อแทน  

ทนายจึงค้านหัวชนฝาเลยครับ  อย่าทำให้น้ำตานองแผ่นดิน เดี๋ยวชาวพุทธทั้งประเทศทนไม่ได้  อะไรอะไรก็อาจเกิดขึั้นได้
ถ้าเป็นดังเส้นตายที่ทางตำรวจขีดไว้  น่าจะมีการเข้าตรวจค้นวัดในเวลาเช้า อาจเป็นเช้าใดเช้าหนึ่งในเร็วๆวันนี้    แต่ทนายก็ยังคงสงสัยอยู่ดี ตำรวจจะทำไปทำไมกัน ทำไปมีคนตายแน่นอน
ศาสนาอื่น เราเห็นบ่อยๆ ยอมตายเพื่อศาสนา  แต่ศาสนาพุทธเรายังไม่เคยเห็นเป็นข่าว 
หรือว่าอยากจะทำให้ศาสนาพุทธของเรา ดัง
ข้ามโลก
โดยพุทธฆ่าล้างพุทธ ในวัดพุทธ โดยชาวพุทธ
คิดแล้วเศร้าครับ

ทนายนิทัศน์  ประเสริฐเนติกุล ทนายผู้พิทักษ์ศาสนา
พุธ ๓๐ พย ๕๙  ๑๘.๓๖ น.

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทำไมถึงมีคนจะจับสึกและสั่งฆ่า
หลวงพ่อธัมมชโย  และจะปิดวัดพระธรรมกาย ??

มีคนถามมาทางหลังไมค์มากมาย
ทั้งๆ ที่ได้เคยเขียนเรื่องนี้อธิบายหลายครั้งแล้ว คนจำนวนมากก็ยังไม่ได้อ่าน

จึงขอเอามาเขียนใหม่
ไม่ว่ากันนะ ถ้ารำคาญเขียนอะไรซ้ำซาก
ก็ไม่ต้องอ่านคะ หรือจะเลิกเป็นเพื่อนก็ไม่ว่ากัน

สาเหตุของเรื่องทั้งหมด เกิดจาก มันมีคนหลายกลุ่ม  ที่ต้องการสึกหลวงพ่อธัมมชโย และปิดวัดพระธรรมกาย
1) กลุ่มพวกผู้มีอำนาจหลายกลุ่ม นี่สำคัญที่สุด
ในการจะล้มวัดพระธรรมกาย สาเหตุเพราะ


1.1  มันเป็นเรื่องเริ่มต้นนานมาแล้วตั้งแต่วัดพระธรรมกาย
เริ่มดังมีคนเข้าวัดมากผู้มีอำนาจกลุ่มนี้เริ่มกลัวว่า

วัดนี้จะใหญ่โต มีคนขึ้นมาก จะมีอิทธิพล
จนไม่สามารถควบคุมได้ คนจะรักหลวงพ่อธัมมชโยมากกว่า


1.2 มาขอให้หลวงพ่อธัมมชโย เปลี่ยนจากการเป็นพระมหานิกาย
มาเป็นพระธรรมยุติ ไม่สำเร็จ ท่านไม่ยอมเปลี่ยนเด็ดขาด
1.3 มาไถเงินวัดพระธรรมกายไม่ได้ดั่งใจ
ปี2542 ที่มีเรื่องดังของวัดครั้งแรก ก็เพราะ มาไถเงิน
ครั้งแรกขอ500ล้าน ต่อไปให้ส่งให้ใช้เดือนละ100ล้าน
วัดปฎิเสธ จึงไม่พอใจมาก และมีมาขอเรื่อยๆ


1.4  ที่ดินของวัดพระธรรมกายที่พิจิตร
มีสายแร่ทองคำ ที่ต่อมาจากเมืองแร่ทองคำพิจิตร ชึ่งเป็นอุปสรรคในการขยายเหมืองแร่อย่างมาก ขอชื้อก็ขายไม่ได้ เพราะเป็นที่ของวัด เป็นธรณีสงฆ์


1.5 ต้องการจับสึกหลวงพ่อธัมมชโย
เพื่อจะเอาไปอ้างขัดขวางไม่ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ขึ้นเป็นสังฆราช หาว่าเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อธัมมชโย รับเงินหลวงพ่อธัมมชโย ทั้งนี้เพื่อจะเอาพระของฉัน ชึ่งเป็นพระธรรมยุติ ขึ้นมาเป็นแทน พระมหานิกายและจะเอาไปล้ม
มหาเถรสมาคม โดยอ้างว่าหย่อนยาน
ไม่สึกหลวงพ่อธัมมชโยตามพระลิขิตของสังฆราช
และรับเงินหลวงพ่อธัมมชโยในการแต่งตั้งยศ

เพราะมีแผนจะเข้าควบคุมคณะสงฆ์ทั้งประเทศ
โดยจะตั้งสภาคุณธรรม ขึ้นมาปกครองแทนมหาเถรสมาคม


1.5 ต้องการสมบัติของวัดพระธรรมกาย
ตาโตอยากได้มาก โดยเฉพาะ พระทองคำองค์ละตัน 8 องค์
เงินทั้งหมดของวัด และที่ดินที่ลูกศิษย์ถวายให้หลวงพ่อธัมมชโย
ชึ่งมีมหาศาล


2)กลุ่มศาสนาอื่นๆ ชึ่งอยู่เบื้องหลังเป็นคนจ่ายเงิน
ค่าดำเนินการล้มวัดนี้ทั้งหมด
กลุ่มนี้รู้ว่า ถ้าล้มวัดพระธรรมกายได้
การจะล้มศาสนาพุทธจากประเทศไทย
นั้นง่ายเหมือนปลอกกล้วย


3)กลุ่มนักการเมืองผสมโรง
นักการเมืองพรรคหนึ่งเคยมาขอให้วัดพระธรรมกายเป็นฐานเสียงเพราะวัดนี้มีลูกศิษย์หลายล้านคนทั่วประเทศ
แต่วัดปฎิเสธ ไม่เล่นการเมืองจึงถูกอาฆาต

และพรรคนี้กลัวว่าวัดพระธรรมกายจะไปเป็นฐานเสียง
ของพรรค ตรงกันข้าม พวกเขาจึงส่งคนออกมากล่าวหาใส่ร้าย
วัดพระธรรมกายทุกๆอย่าง

พวกเขาต้องการให้ล้มวัดนี้ลงปิดวัดเสีย
จึงออกข่าวว่า วัดพระธรรมกายต้องการแยกตัวเองเป็นอิสระ

วัดนี้ซ่องสุมกำลังคนและอาวุธไว้ในวัด
พระในวัดเป็นพระปลอม เป็นพวกคนอีกฝ่ายปลอมตัวมาบวช
เพื่อรอทำการสารพัดที่จะใส่ร้ายหลวงพ่อธัมมชโยและ
วัดพระธรรมกาย

นักการเมืองบางคน ปี2542 มาไถเงินวัดนี้ ค่าจะยุติเรื่องทั้งหมดที่เล่นงานหลวงพ่อธัมมชโย ถึง 5,000 ล้านบาท แต่วัดปฎิเสธ

‍4) กลุ่มสื่อต่างๆ ที่ไม่พอใจ วัดพระธรรมกาย
เพราะมาไถเงินจากวัดไม่ได้

เมื่อปี2542 มีสื่อหลายสื่อ เดินเข้าวัดมาขอไถเงินค่าปิดปากไม่ลง
ข่าวมากมาย แต่วัดไม่ยอมจ่าย

คราวนี้วัดจึงถูกรุมใส่ร้ายป้ายสีจากเกือบทุกสื่อ
และสื่อได้แก้แค้น ขณะเดียวกันสื่อก็รับเงินจากผู้มีอำนาจ
และต่างศาสนาด้วย


5)พระด้วยกันที่อิจฉาวัดพระธรรมกายโดยเฉพาะพระที่มีตำแหน่งใหญ่โต
อิจฉาเพราะวัดพระธรรมกายใหญ่และมีคนศรัทธามากกว่าวัดตัวเอง
และบางองค์โกรธที่ตัวเองทำพระขาย ขายไม่ออกเพราะ
คนมารุมทำบุญกับวัดพระธรรมกายหมด

จึงร่วมให้ร้าย วัดพระธรรมกายมาตลอดเวลา

6)ศิษย์เนรคุณ ที่วัดส่งไปเรียนปริญญาเอกที่เมืองนอกถึงสองประเทศ ด้วยเงินของวัดและศิษย์วัดพระธรรมกาย

แต่กลับมาสนองคุณอย่างเลวทราม
เพราะโกรธที่ ขอบริหารวัดคนเดียว
ให้หลวงพ่อวางมือให้ตัวเองบริหาร

เมื่อไม่ได้จึงออกจากวัดนี้ไปเอง ไปถูกไล่ออกจากวัดอื่นๆถึง4วัด
แล้วสุดท้ายขอกลับมาอยู่วัดพระธรรมกายใหม่ ทางวัดไม่รับกลับ


7)กลุ่มคนกินผัก โกรธเพราะมาขอความร่วมมือจากวัดนี้ให้
ล้มมหาเถรสมาคม แต่วัดพระธรรมกายไม่เอาด้วย
นี่คือความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจะ
จับสึกหลวงพ่อธัมมชโย และล้มวัดพระธรรมกาย

ตามคำสั่งที่ขัดไม่ได้
ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ ฉันก็เขียนตามที่รู้มาและบางอย่างก็ร่วมอยูในเหตุการณ์ด้วย
แต่โปรดจำไว้ด้วยนะ คนที่มีศีล ไม่ว่าศีล5,8,10,227ข้อ เขาจะไม่โกหกเพราะเขารู้ว่ามันบาปขนาดไหน ผลที่จะได้รับเมื่อตายไปแล้ว
ต้องไปลงนรกขุมที่4รุนแรงกว่าไปฆ่าคนตาย

คนหัวดำ สื่อต่างๆ นักการเมือง คนต่างศาสนาและกลุ่มผู้มีอำนาจ
ไม่มีศีล ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ
รู้แต่จะเอา จะเอา ทำตามใจตนเอง
ทำได้ทุกอย่าง เลวสุดๆ
โกหกใส่ร้ายเป็นไฟ
จะเชื่อใครก็ตามใจนะ ไม่ว่ากัน

ฝูงผึ้งย่อมอยู่ในกลุ่มผึ้ง ดูดแต่น้ำหวาน
ของสะอาดหอมหวลเป็นอาหาร
ฝูงแมลงวันย่อมอยู่ในกลุ่มแมลงวัน
เฝ้าดูดดมกินแต่ของสกปรก
กินขี้เป็นอาหาร


Cr.Siriporn Suksuthipunth

ได้ยินมาอีกเเล้วว่าวัดรวย
ถามตัวเองว่า ถ้าเราจะรวยบ้าง เราจะต้องมีเงินมากเท่าไรถึงเข้าขั้นเรียกว่ารวย?
เเละใครกัน คนอื่น หรือตัวเรา ที่จะเป็นคนชี้ชัดว่า รวยหรือไม่รวย?
ถ้าคนอื่นมาบอกว่าผมรวย นั่นคงเป็นเพราะเขาเอาผม
ไปเทียบกับคนที่ด้อยกว่า จึงมองว่าผมรวย
เเละก็คงเช่นเดียวกัน ถ้าผมจะบอกว่าผมจนมาก ก็คงเป็นเพราะผมเอาตัวเอง
ไปเทียบกับเพื่อนๆที่ทำงานมีเงินเดือนสูงๆ
เเต่ถ้าหากไม่เอาผมไปเทียบกับใคร
เเต่เอามาเทียบกับความจำเป็นที่ผมต้องใช้ในชีวิต

ผมก็คงตอบได้ว่า ผมกำลังพอดีๆ ไม่ได้จน ไม่ได้รวย
ผมลองมาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายประจำของผมว่ามีอะไรบ้าง?
ก็พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลักๆก็มีค่าตัดผม
ซึ่งเดือนหนึ่งอย่างต่ำตัดสองครั้ง

นอกนั้นก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ส่วนที่เหลือก็เก็บทำบุญ
เเต่ถ้าเป็นเพื่อนๆซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากมาย ทั้งเรืองครอบครัว
เรื่องลูก เรื่องค่าใช้จ่ายทางบ้านของพ่อตา เเม่ยาย
ค่าใช้จ่ายงานสังคม จ่ายลูกน้อง
เเละยังต้องจ่ายอะไร ต่ออะไรอีกเยอะเเยะ ซึ่งจำเป็นต้องมีรายรับสูงมากกว่าผมหลายสิบเท่า
เเละเมื่อหักลบ รายรับ-จ่ายเเล้ว
ผมก็ว่าคงเหลือพอๆกัน

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้
เหมือนอย่างจะมาบอกว่า มหาวิทยาลัยรวยกว่าโรงเรียนประถม หรือมัธยมก็คงไม่ได้เช่นกัน
ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยมีรายรับในเเต่ละปีมากกว่าโรงเรียนมากมาย
เเละทำนองเดียวกันที่มองผิวเผินเเล้ว จะสรุปว่าวัดนี้รวย วัดนี้จน ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เเล้วที่ว่าวัดนี้รวย วัดนี้จนนั้น

เรากำลังเอาเนื้อที่ขนาดของวัดมาเทียบ หรือเอาอาคารสิ่งก่อสร้าง
เอาจำนวนคนเข้าวัด เอาปัจจัยที่สาธุชนทำบุญมาเทียบ หรือเอาวัตถุประสงค์ในการสร้างวัดมาเทียบ

เรากำลังเอาอะไรมาเทียบกัน
ถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนในชุมชน หรือในหมู่บ้านก็ต้องทำเเบบหนึ่ง
ถ้าในตำบล ในอำเภอก็อีกเเบบหนึ่งในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง 
ในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

เเละถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนทั้งประเทศ หรือเพื่อเป็นสถานที่เผยเเผ่ธรรมะ
พระพุทธศาสนาให้เเก่คนทั้งโลกก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

จึงไม่ใช่เรื่องที่มองเเค่บางจุดเเล้วก็บอกว่ารวยหรือจน

เหมือนโรงเรียนเหมือนมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้เหมือนกัน
เเต่ต่างก็มีบทบาทเเละหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นอยู่ที่ว่าได้วางบทบาทหน้าที่เอาไว้อย่างไร??
เเล้วสามารถตอบสนองต่อบทบาทของตัวเองได้ไหม???


หรือว่าได้ทำหน้าที่ให้คุ้มค่ากับกำลังงบประมาณที่ใช้ไปหรือเปล่า
Cr: โค้ก อลงกรณ์ บันทึกอุปัฏฐาก


วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559


ไม่นึกไม่ฝัน จะได้อยู่ในยุคสองเเผ่นดิน เนื่องจากตั้งเเต่เด็ก จนโต หรือจนเเก่ เชื่อว่าหลายๆคนคงจะจดจำ
เเละชินตา กับภาพ พระเจ้าอยู่หัว จนไม่นึกว่าจะมีวันนี้ที่่

                              "ไม่มีพระเจ้าอยู่หัว"


ภาพของประชาชน ไม่ว่า
คนไทย  ที่ร่วมถวายความไว้อาลัยอย่างเนืองเเน่น ทั่วประเทศขณะนี้ ทำให้ย้อนคิดถึงละครเรื่องหนึ่ง
ที่สร้างมากี่ครั้ง ก็ตราตรึงใจ มีความเป็นไทย ที่บรรยาย เเสดงเอกลักษณ์ออกมาได้อย่างงดงาม ทั้งที่เป็นตัวอักษร
หรือ การเคลื่อนไหวบนเเผ่นฟิล์ม ในจอภาพยนต์ หรือจอโทรทัศน์ ไม่ใช่
เเค่สะท้อนความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน
เเต่ยังเล่าเหตุการณ์ของเเผ่นดินในยุคต่างๆ ได้ถึง 4 สมัย
นวนิยายเเละละคร"สี่แผ่นดิน"

ได้บรรยายายความรู้สึกของ "พลอย" ในเหตุการณ์สิ้นในหลวง ครั้งหนึ่งได้อย่างเข้าใจ อย่างเเจ่มเเจ้ง ว่า
คนไทยนั้นเเต่ไหนมา ล้วนผูกพันธ์ กับพระเจ้าอยู่หัว  อย่างเเนบเเน่น ความรักของคนไทย
กับพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ความรัก เเบบผู้ปกครอง กับ ผู้ถูกปกครอง เเต่
เป็นความรัก เเบบ พ่อ กับ ลูก
เมื่อวันหนึ่ง ไม่มีพระเจ้าอยู่หัว ความรู้สึกของคนทั้งประเทศ จึงเป็นดั่ง
ลูกที่พ่อจากไป
ลองอ่านท่อนหนึ่งของบทประพันธ์นี้ดู เเล้วจะเข้าใจ เเละอาจจะชื่นชม ความเเข็งเเกร่งของ เเม่พลอย
ที่ทนได้อย่างไร กับการเปลี่ยนเเปลง ถึงสี่เเผ่นดิน เพราะเราๆ เเค่ เเผ่นดินเดียวใจคนไทยเราตอนนี้
ก็เเทบจะสลายเเล้ว
"วันนั้นอากาศมืดครึ้มไปทั่ว ไม่มีแสงแดด ทำให้ดูครึ้ม เยือกเย็น ลมเหนือที่เริ่มจะพัดในเดือนตุลาคมหยุดนิ่ง ในวันนั้นแม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่กระดิก เสียงนกเล็กๆ ที่เคยร้องอยู่ตามพุ่มไม้ก็เงียบหายไป ธรรมชาติทั่วทั้งกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะแสดงความโศกสลดในความวิปโยคอันยิ่งใหญ่... 
...พลอยใจหายวาบต้องทรุดตัวลงนั่งที่กระไดตึก นึกสังหรณ์ใจขึ้นมาทันทีว่า ยายเทียบมิได้พูดข่าวลือเหลวไหล แต่ใจนั้นยังไม่ยอมเชื่อ เพราะถ้าประชวรหนักหนาก็คงจะรู้เรื่องมาก่อน แต่พลอยได้ข่าวประชวรมาเพียงห้าหกวันเท่านั้น จริงอยู่คุณเปรมหายไปทั้งคืนคงจะต้องมีเหตุสำคัญในวัง แต่บางทีพระอาการประชวรจะหนักขึ้นเท่านั้นเอง เห็นจะไม่ใช่สวรรคต พลอยพยายามหลอกตัวเองว่า พระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จสวรรคต เพราะยังไม่สามารถจะเชื่อได้ว่าจะเสด็จสวรรคตได้อย่างไร" 



.........“ภายหลังจากที่คุณเปรมกลับมาเล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวประชวรไม่เสด็จออก พลอยนึกแน่ใจว่าเป็นการ ประชวรตามปกติเพราะไม่มีใครพูดถึงอาการประชวรนี้เลย หลังจากได้ทราบข่าวประชวรราวๆ ห้าวัน 
รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ยายเทียบกลับจากตลาดตอนสายเดินร้องไห้โฮๆ เข้ามาในบ้านบอกว่า เขาพูดกันในตลาดว่า ในหลวงสวรรคตเสียแล้ว วันนี้คนร้องไห้กันทั้งตลาดไม่มี ใครทำมาค้าขายกันเลย
แต่เรื่องพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตนั้น พลอยไม่เคยนึกถึงเลยและถึง แม้ว่าจะนึกถึงก็เห็นว่าตัวนั้นบาปกรรมอย่างหนักทีเดียว แต่ถ้ายายเทียบไม่เหลวไหลและข่าวนี้เป็นความจริงก็เท่ากับว่าหลัก หรือแกนของโลก มนุษย์ที่พลอยรู้จักนั้นสลายลง อีกครู่หนึ่งก็มีเสียงคนร้องไห้มาจากครัว และเสียงคนร้องไห้มาจากเรือนคุณนุ้ย... คุณเปรมก็ร้องไห้ คำตอบเท่านั้นพอแล้วสำหรับพลอย พลอยก้มลงกราบพระบรมรูป แล้วก็ซบหน้าลงกับตักคุณเปรม ร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่น้อยกว่าเมื่อครั้งเจ้าคุณพ่อตาย แต่ในใจของพลอยนั้น รู้สึกว่าคราวนี้เป็นความสูญเสียที่มาก กว่าแรงกว่าและจะมีผลไกลกว่าเป็นหนักหนา
พลอยรีบแต่งกายเข้าเครื่องไว้ทุกข์ อย่างน้อยที่สุดที่ตนจะทำได้ในวันนี้ ก็คือไปคอยเฝ้าถวายบังคมพระบรมศพตามข้างถนนหนทางยังดีกว่านั่งอยู่ที่บ้านโดยไม่มีจิตใจจะทำอะไรถูกตลอดทางที่พลอยผ่าน มีแต่ชาวบ้านแต่งกายไว้ทุกข์นุ่งดำ ทุกคนมีใบหน้าอันเศร้าหมองส่วนมากถือดอกไม้ธูปเทียนในมือ บางคนเดินร้องไห้ดังๆ บางคนก็เช็ดน้ำตา ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปคอยกระบวนพระบรมศพ
พระบรมโกศประดิษฐานอยู่บนพระยานมาศสามลำคาน กั้นกางด้วยพระมหาเศวตฉัตรแลดูสูงทะมึน มีเสียงร้องไห้ดังระงมด้วย
ความรู้สึกจากหัวใจ ทุกคนก้มลงกราบถวายบังคม พลอยนั่งใจเต้นระทึก พลอยก้มลงกราบถวายบังคมและเมื่อเงยหน้าขึ้น ตาก็พอดีไปจับอยู่ที่ใบหน้าทหารคนหนึ่งที่ยืนรายทาง ทหารคนนั้นยืนถือปืนกลับปลายกระบอกลง ก้มหน้าไม่มีกระดิก แต่สิ่งที่เข้ามาปลดปล่อยความรู้สึกของพลอยให้ปะทุออกมาทั้งหมดก็คือ บนใบหน้าของทหารคนนั้นมีทางน้ำตาเป็นทางยาวไหลอาบแก้ม พลอยเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น แต่เพราะทหารคนนั้น พลอยก็ปล่อยโฮออกมาอย่างหมดอับอาย”


ความตอนหนึ่งจาก "สี่แผ่นดิน" - ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชาวไทยน้อมส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
สู่สวรรคาลัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยถึง 70 ปี โดยทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทย ซึ่งพร้อมใจกันถวายพระสมัญญานามให้ทรงเป็นมหาราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สามในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับการศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อยังทรงพระเยาว์ และต่อมาทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระเชษฐา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 โดยได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้ฟื้นฟูสถานะและความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ ให้กลับมามีบทบาทนำในสังคมไทยอีกครั้ง
ผ่านการเสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชนแม้ในถิ่นทุรกันดาร และทรงงานพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรผู้ยากไร้ โดยมีพระราชดำริจัดทำโครงการหลวงกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและกองทัพ ทั้งยังทรงเป็นผู้วางแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวคิดที่ต้านทานกระแสทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้คลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทยหลายครั้ง
ทั้งในเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาและขบวนการนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งทรงโปรดให้

พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลทหารเข้าเฝ้าและมีพระราชดำรัสต่อทั้งสองฝ่าย
ซึ่งนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งของพลเอกสุจินดาในเวลาต่อมา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปิดรับคำวิจารณ์จากสาธารณชน โดยในพระราชดำรัสเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ได้ แม้จะมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ก็ตาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557 จนในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เสด็จสวรรคต เมื่อเวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชย์สมบัติได้ 70 ปี


cr. https://goo.gl/OjwEUS
...............

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เจ้าหน้าที่ DSI พัวพันคดีขายที่ดิน"ศุภชัย" 477 ล.ชิงลาออกแล้ว และถูกแจ้งหลายข้อหา


 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 1,822 ไร่ ขายให้กับบริษัท พิษณุโลก เอทานอล จำกัด วงเงินกว่า 477 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นการขายเพื่อชดใช้คืนให้กับสหกรณ์ฯ แต่พบว่ามีการคืนเงินให้สหกรณ์ฯแค่ 100 ล้านบาท

ปปง. ระบุว่า กรณีนี้อาจมีผู้บริหารระดับสูงในดีเอสไอและ ปปง. เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้รับส่วนแบ่งในการขายที่ดินดังกล่าว
เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ ปรากฏชื่อของนายกิตติก้อง คณาจันทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ศูนย์ปราบปรามการฟอกเงินความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ
โดยปัจจุบันนายกิตติก้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกกรณีหนึ่ง คือ การสอบปากคำพยานโดยไม่มีอัยการเข้าร่วม ซึ่งคณะกรรมการฯได้สรุปผลสอบแล้วนั้น
ล่าสุด นายกิตติก้อง ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากดีเอสไอแล้วประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้(สำนักข่าวอิศรา)
DSI ตรวจสอบแต่ประชาชน แต่คนของตัวเอง กลับปล่อยให้มีผลประโยชน์ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคดีนี้ แบบนี้จะให้ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร เมื่อเจ้าหน้าที่ ทำผิดเสียเอง 

ส่วนเรื่องนี้ !!

ใครจะรับผิดชอบ
แต่ที่ชัดมาก คือ ตายใน DSI

 

หมดสิ้นแล้วความยุติธรรม ..................
นี่หากนพ.เหรียญทอง(ผอ.รพ.มงกุฏวัฒนะ) ไม่ออกมาปกป้องทีมแพทย์ ก็คงไม่รู้ว่าจนท.DSI มีการรายงานข้อมูลเท็จ(โกหก) แล้วคดีอื่นๆที่ผ่านมา ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน จะเป็นอย่างไร

เชื่อถือได้แค่ใหน? ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องแบบนี้ จะเกิดขึ้นในหน่วยงาน ที่มีความน่าเชื่อถือระดับประเทศสังกัดก.ยุติธรรม
เมื่อหน่วยงานของก.ยุติธรรมในวันนี้ เต็มไปด้วยจนท.ที่พร้อมจะโกหก หลอกลวง ไปวันๆ แบบนี้ ประชาชน คงจะหวังพึ่งใครและเชื่อใจใครในหน่วยงานนี้ไม่ได้แล้ว เพราะอาจถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา และกลายเป็นแพะได้ทุกเมื่อ ตราบใดที่จนท.ชุดนี้ยังอยู่ เป็นไปได้ยาก ที่จะได้รับความยุติธรรม


เจ้าหน้าที่ DSI คดีขายที่ดิน"ศุภชัย"ชิงลาออก ส่วนเรื่อง"ธวัชชัย" ใครจะรับผิดชอบค่ะ??



จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget