แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อลงกรณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อลงกรณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ได้ยินมาอีกเเล้วว่าวัดรวย
ถามตัวเองว่า ถ้าเราจะรวยบ้าง เราจะต้องมีเงินมากเท่าไรถึงเข้าขั้นเรียกว่ารวย?
เเละใครกัน คนอื่น หรือตัวเรา ที่จะเป็นคนชี้ชัดว่า รวยหรือไม่รวย?
ถ้าคนอื่นมาบอกว่าผมรวย นั่นคงเป็นเพราะเขาเอาผม
ไปเทียบกับคนที่ด้อยกว่า จึงมองว่าผมรวย
เเละก็คงเช่นเดียวกัน ถ้าผมจะบอกว่าผมจนมาก ก็คงเป็นเพราะผมเอาตัวเอง
ไปเทียบกับเพื่อนๆที่ทำงานมีเงินเดือนสูงๆ
เเต่ถ้าหากไม่เอาผมไปเทียบกับใคร
เเต่เอามาเทียบกับความจำเป็นที่ผมต้องใช้ในชีวิต

ผมก็คงตอบได้ว่า ผมกำลังพอดีๆ ไม่ได้จน ไม่ได้รวย
ผมลองมาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายประจำของผมว่ามีอะไรบ้าง?
ก็พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลักๆก็มีค่าตัดผม
ซึ่งเดือนหนึ่งอย่างต่ำตัดสองครั้ง

นอกนั้นก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ส่วนที่เหลือก็เก็บทำบุญ
เเต่ถ้าเป็นเพื่อนๆซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากมาย ทั้งเรืองครอบครัว
เรื่องลูก เรื่องค่าใช้จ่ายทางบ้านของพ่อตา เเม่ยาย
ค่าใช้จ่ายงานสังคม จ่ายลูกน้อง
เเละยังต้องจ่ายอะไร ต่ออะไรอีกเยอะเเยะ ซึ่งจำเป็นต้องมีรายรับสูงมากกว่าผมหลายสิบเท่า
เเละเมื่อหักลบ รายรับ-จ่ายเเล้ว
ผมก็ว่าคงเหลือพอๆกัน

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้
เหมือนอย่างจะมาบอกว่า มหาวิทยาลัยรวยกว่าโรงเรียนประถม หรือมัธยมก็คงไม่ได้เช่นกัน
ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยมีรายรับในเเต่ละปีมากกว่าโรงเรียนมากมาย
เเละทำนองเดียวกันที่มองผิวเผินเเล้ว จะสรุปว่าวัดนี้รวย วัดนี้จน ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เเล้วที่ว่าวัดนี้รวย วัดนี้จนนั้น

เรากำลังเอาเนื้อที่ขนาดของวัดมาเทียบ หรือเอาอาคารสิ่งก่อสร้าง
เอาจำนวนคนเข้าวัด เอาปัจจัยที่สาธุชนทำบุญมาเทียบ หรือเอาวัตถุประสงค์ในการสร้างวัดมาเทียบ

เรากำลังเอาอะไรมาเทียบกัน
ถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนในชุมชน หรือในหมู่บ้านก็ต้องทำเเบบหนึ่ง
ถ้าในตำบล ในอำเภอก็อีกเเบบหนึ่งในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง 
ในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

เเละถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนทั้งประเทศ หรือเพื่อเป็นสถานที่เผยเเผ่ธรรมะ
พระพุทธศาสนาให้เเก่คนทั้งโลกก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

จึงไม่ใช่เรื่องที่มองเเค่บางจุดเเล้วก็บอกว่ารวยหรือจน

เหมือนโรงเรียนเหมือนมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้เหมือนกัน
เเต่ต่างก็มีบทบาทเเละหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นอยู่ที่ว่าได้วางบทบาทหน้าที่เอาไว้อย่างไร??
เเล้วสามารถตอบสนองต่อบทบาทของตัวเองได้ไหม???


หรือว่าได้ทำหน้าที่ให้คุ้มค่ากับกำลังงบประมาณที่ใช้ไปหรือเปล่า
Cr: โค้ก อลงกรณ์ บันทึกอุปัฏฐาก


วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559







ระหว่างเดินทางไปพบอัยการ
ขณะที่นั่งในรถตู้อยู่บนทางด่วน มีรถนักข่าวช่องต่างๆขับมาประกบ
พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะถ่ายภาพเข้ามาในรถ
คนขับรถของนักข่าว  นักข่าวเเละตากล้อง ทำหน้าที่กันอย่างเอาเป็นตาย
ไม่กลัวอุบัติเหตุเลย
หรือว่าเขาอยากให้เกิดอุบัติเหตุ  เพื่อจะได้มีข่าวพิเศษเพิ่มขึ้นมาก็ไม่รู้
เเต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเเล้ว ใครกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ คงไม่มีเเน่นอน
ดังนั้นเราต้องระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจะเป็นการดีที่สุด
นั่งรถไปมองเห็นหลวงพ่อเเล้ว รู้สึกเหนื่อยกาย  เหนื่อยใจ เเทนท่านอย่างมาก
อยากให้วันนี้ผ่านไปเร็วๆ
รถขับมาถึงด้านหน้าตึกศาล ทำไมต้องมาที่นี่ก่อนก็ไม่รู้
ทั้งนักข่าว  ตากล้อง หนังสือพิมพ์ ตากล้องโทรทัศน์ทุกช่อง
ต่างก็ระดมถ่ายภาพกันอุตลุด

ทุกคนมองมาที่หลวงพ่อใครต่อใครรู้สึกกันอย่างไรบ้างไม่รู้
เเต่พอมองจากจุดหลวงพ่อไปยังทุกคน  ผมรู้สึกสงสาร
ถ้ามองในเเง่ดีก็เป็นภาพที่เเปลกตา
เเปลกอย่างบอกไม่ถูก
อยากบันทึกภาพถ่ายรูปนี้เก็บไว้ดู
ดูรูปคนที่เเย่งๆกัน ดูเเล้วยิ่งเกิดความสงสาร

ว่าเเล้วก็สามารถถ่ายภาพนี้ได้สำเร็จ
เจอพี่จำปียืนอยู่ใกล้ๆพี่เขามีกล้องติดมาด้วยพอดี
เลยขอยืมกล้องป๊อกเเป๊กของพี่เขาเเล้วถ่ายสวนกลับไปยังกลุ่มนักข่าว

เเชะ!เเชะ!  ได้มา 2 เเชะ เเต่เเล้วก็เกือบมีเรื่อง
เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำศาลรีบกรูกันเข้ามายังตัวผม เเล้วตะคอกถามผมว่า

"คุณเป็นใคร?"
"เข้าห้ามถ่ายภาพในนี้"



ขอบคุณ  บันทึกอุปัฏฐาก
               โค้ก อลงกรณ์  สถาปิตานนท์


บันทึกวันไปศาล ได้บันทึกสั้นๆไว้เพียงเเค่นี้
บ่งให้เห็นถึงความห่วงใย กังวล ปนความไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่จะเข้าใจได้
คงเป็นใครสักคน ที่เป็นลูกที่รักเเละดูเเลพ่อเเม่ มาเป็นอย่างดี
เเล้ววันหนึ่งก็มีใครสักคน พยายามจะทำร้าย พ่อเเม่ที่ป่วยเเละชราของเรา
ไม่ว่าทางร่างกาย หรือจิตใจ
หัวใจคนเป็นลูกที่ไม่ทางต่อสู้ ได้เเต่เฝ้าท่าน ติดตามอย่างใกล้ชิด
เเละคอยให้วันเวลาที่เลวร้าย สับสนนี้ผ่านไปโดยไว
พี่โค้ก ไม่ได้มีตำเเหน่งใดๆ ทางโลก
เป็นเพียงอดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้ามาทางธรรม
เนื่องจากเกิดความศรัทธาในพุทธศาสนาที่ทางบ้านได้พาเข้าวัดตั้งเเต่เล็กๆ
จนเมื่อจบภารกิจการเรียนทางโลก เเละการทำงานได้ซักพัก
ก็ได้ขออนุญาตทางบ้าน มาอยู่ในเส้นทางทางธรรม
ที่ตัวเองทำเเล้วมีความสุข
เเละด้วยความเมตตา จากพระผู้ใหญ่ที่เห็นความตั้งใจในการฝึกตัว
จึงได้รับมอบหมายให้มาดูเเลอุปัฏฐาก หลวงพ่อเจ้าอาวาสที่กำลังป่วย
นานนับสิบๆปีที่พี่โค้ก ทำหน้าที่ดูเเลผู้ป่วยที่ไม่ยอมป่วย
ยังคงทำงานหนัก เเละคงจะหนักกว่าคนปกติหลายๆคนด้วยซ้ำ
บันทึกของพี่โค้ก จึงถือเป็นพยานหลักฐานได้เป็นอย่างดี
ถึงชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ต่างๆ ลักษณะอุปนิสัย วิธีปฏิบัติตัวของหลวงพ่อได้เป็นอย่างดี
เเละเชื่อว่า ถ้ายิ่งใกล้ยิ่งเห็นข้อบกพร่อง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
คนที่มีการศึกษาสูง ฐานะดี รูปสมบัติพร้อมอย่างพี่โค้ก
คงไม่อยู่มาจนถึงวันนี้
บันทึกวันนี้ คงจบที่ความรู้สึกที่ไม่อยากบันทึกเหตุการณ์ที่ศาล
เเต่อีกวัน เราจะได้เห็นเหตุการณ์หลังจากไปศาล


ที่ใครๆอยากจะรู้ ว่าทำไม
จึงไม่ควรให้หลวงพ่อไปรายงานตัว



วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึก่อนวันเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เสียงลมที่มาก่อนคลื่นยักษ์จะม้วนตัว
เสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2542
เกิดเหตุขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ เช้านี้ๆอยู่หลวงพ่อก็ไม่มีเสียง
ท่านพยายามพูด เเม้เสียงที่ออกมาจะเบามากเหมือนเสียงกระซิบ
ก็ถือว่ายังโชคดีที่ยังพอได้ยินบ้าง เเต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการเดาความหมายอย่างมาก
มื้อเช้า หลวงพ่อฉันเเค่ข้าวต้มกับไข่เค็ม
ส่วนมื้อเพล หลวงพ่อฉันข้าวต้มไป 2 ช้อน
หลังจากที่ปิดไฟในกุฏิเเล้ว กลางคืนหลวงพ่อลุกขึ้นมาเปิดไฟ เเล้วให้ติดต่อพี่หมอบุ๊งเพื่อขอยา
พี่หมอบุ๊งจัดยาให้ 2 เม็ด

เมื่อไม่มีเสียงพูดออกมา  หลวงพ่อจึงใช้การเขียนเเทน
เเล้วหลวงพ่อก็ให้โค้กช่วยประสานงานในเรื่องต่างๆตามที่หลวงพ่อเขียน

ได้รับใช้หลวงพ่อช่วงนี้รู้สึกดีใจมากเป็นพิเศษ
เลยคิดต่อไปว่า หากมีงานอะไรที่ผมพอจัดการทำได้ในเบื้องต้น
ก็อยากทำให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะไปถึงหลวงพ่อ
หรืองานอะไรของหลวงพ่อที่พอจะเเบ่งเบามาได้ อยากเเบ่งมาอีก


ยิ่งวันนี้เมื่อได้ยินหลวงพ่อพูดกับหลวงพ่อทัตตะเเล้ว
ยิ่งอยากช่วยเหลืองานหลวงพ่อ
ให้มากขึ้นกว่าเดิมไปอีก
หลวงพ่อพูดกับหลวงพ่อทัตตะว่า

ไม่อยากได้อะไร


อยากทำที่พึ่งภายใน


เเล้วหลวงพ่อก็เขียนที่หน้าซองที่ท่านทำบุญประจำวันด้วยลายมือว่า

"ถ้าหลวงพ่อตายไปตอนนี้
ก็ขอให้ทำงานเผยเเผ่วิชชาธรรมกายต่อไป
ส่วนสมบัติอันพึงมีเกิดขึ้น
ขอมอบให้เป็นกองทุนการเผยเเผ่วิชชาธรรมกาย
     พระราชภาวนาวิสุทธิ์
      2 ตุลาคม 2542"

พอได้อ่านเเล้วบอกความรู้สึกไม่ถูกเลยว่าเป็นอย่างไร รู้เเต่ว่าหลวงพ่อท่านไม่ประมาท
ผมบอกตัวเองว่านี่ท่านไม่ได้สั่งเสีย
หลวงพ่อกำลังสั่งดี เหมือนเมื่อตอนสายๆท่านเขียนสั่งดีมาหนหนึ่งเเล้วว่า

ถ้าหลวงพ่อตายไป
ก็ให้ดำเนินงานต่อไป อย่ายอมเเพ้

พระราชภาวนาวิสุทธิ์
2 ต.ค.42



จากบันทึกอุปัฏฐาก
โค้ก อลงกรณ์ สถาปิตานนท์


วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559




วันนี้วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2559
ตรงกันกับวันที่ 13 เเต่คนละเดือน เมื่อปี 2542
ผ่านมาเนิ่นนาน เหตุการณ์เเละความทรงจำของคนก็เเตกกระจาย
หรือรวบรวมเพิ่มขึ้นมาตามวันเวลา
เเต่เป็นที่น่าเเปลกใจว่าเหตุการณ์หนึ่ง
ยังเป็นเหตุการณ์เดิม สถานการณ์คุ้นๆ
เหมือนบันทึกอุปัฏฐากหลวงพ่อธัมมชโย ในวันนี้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน
คุ้นจริงๆสถานการณ์เเละคำพูดนี้

จันทร์ที่ 13  กันยายน  2542
คำในใจวันนี้มีเเต่คำว่า "เงียบ"
ดอกไม้ ใบไม้ ในอาคาร  เเละทุกสิ่งทุกอย่างต่างหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว
ลำธารก็อยู่เฉยๆ ไม่ไหลรินสดชื่น เหมือนวันก่อนๆ
อาหาร ถาดอาหาร  หลังหลวงพ่อฉันเสร็จ  ก็ดูซึมเศร้า ไม่ร่าเริง
นกน้อยยังหยุดบินไปมา  เเละไม่ส่งเสียง จิ๊บ! จิ๊บ ! ให้ฟัง
ปลากรายก็ไม่ฮุบฟองอากาศ บุ๋ง !บุ๋ง ! ให้เห็น
โลกนี้เป็นอะไรไปหมดเเล้ว

ขนาดสิ่งเเวดล้อมรอบๆตัว  ยังเป็นไปได้ขนาดนี้
เเล้วบรรยากาศของทุกคนจะเป็นอย่างไง
อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก  ไม่อยากคาดเดา
เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด  คงช่วยหล่อหลอมให้โค้กได้โตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ ได้มอง  ได้คิดอะไรอีกเยอะ
ผมมีความฝันเล็กๆว่า  พายุร้ายคงจะจบในเร็ววัน  เเละทุกอย่างจะดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ
ในเมื่อบรรยากาศภายนอกเป็นอย่างนี้  เราต้องนั่งธรรมะให้มากกว่าเดิม
เพื่อรักษาบรรยากาศภายในไว้ไม่ให้เปลี่ยนไป


เขาเอาผิดหลวงพ่อไม่ได้
เขาก็จะเอาชีวิต

มีคำเตือนมาอีกเเล้ว
ตอนนี้ต้องดูเเลหลวงพ่อให้ดีๆ


จาก บันทึกอุปัฏฐาก 2542
โค้ก  อลงกรณ์ สถาปิตานนท์
อุปัฏฐาก พระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)





วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559







              จากบันทึกของอุปัฏฐากผู้ใกล้ชิดพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)ได้บันทึกไว้
              ถึงเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีก่อน จะเห็นว่ารูปเเบบการหาความผิดคล้ายๆเเบบเดิม
              เเม้จะมีข่าว เจ้าทุกข์ออกมายืนยันไม่เอาผิด เเถมยังขอบคุณที่วัดพระธรรมกาย
              ช่วยเยียวยา หลังเปิดประชุมชี้เเจงสมาชิกเรื่องเเผนฟื้นฟูกิจการ
              เเม้ข่าวของผู้ถูกกล่าวหา คือตัวหลวงพ่อท่านเอง ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาซักกี่ปี
             ก็ยังคงทำงานเพื่อพระศาสนา มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่า สุขภาพทั้งกายเเละใจ
             จะถูกบีบคั้นขนาดไหน คนๆหนึ่งหากเริ่มต้นทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยมือเปล่า
             สร้างสาธารณประโยชน์คือวัด เพื่อการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กับประเทศที่ได้ชื่อว่า
             เป็นเมืองพุทธ เเต่ตกอยู่ในสถานการณ์ มีวัดร้างเพิ่มขึ้นทุกวัน จำนวนพระ เณร

ที่บวชระยะยาว ลดน้อยลงไปทุกที อีกทั้งเหตุการณ์ฆ่า ทำลาย พระสงฆ์ในภาคใต้
ที่ได้ยินกันบ่อยๆยังไม่ลดน้อยลง เเละงานฟื้นฟูโครงการปลูกฝังหลักศีลธรรมในเยาวชนไทยที่กำลังเห็นรูปร่างขึ้นทุกปี
ฟื้นฟูภาพการตักบาตร ให้คนกลับมาตื่นตัวกับการทำบุญ มีกำลังใจฝ่าด่าน
ภัยเศรษฐกิจในปัจจุบัน เเละหนุนให้เศรษฐกิจของชาติหมุนเวียนผ่านโครงการต่างๆโดยที่ไม่ได้รับงบสนับสนุนจากภาครัฐใดๆ นอกจากเงินบริจาค เเละศรัทธาของคนทั้งในเเละต่างประเทศ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นมาง่ายๆ ผ่านการลองผิดลองถูก ภายใต้ผู้นำที่เข้มเเข็งอย่างหลวงพ่อธัมมชโย
ภาพการรวมสงฆ์ทั่วประเทศจึงได้ปรากฎให้เราได้เห็นในยุคนี้เเต่ภาพความขัดเเย้ง
ปมเงินบริจาคที่ถูกโยงให้เกิดกระเเสสังคมไปในทางลบ ณ ปัจจุบันกำลังเกิดขึ้น เพื่อประสงค์สิ่งใด
คืนความถูกต้องให้กับใคร หรือสาเหตุจริงๆคืออะไร
ใครอยู่เบื้องหลัง เเละเหตุไร จึงมีกลุ่มต่างๆออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ท่าน
เเม้กระทั่งคนที่รับใช้ใกล้ชิดท่านที่สุด เเม้ไม่ได้ออกมาเรียกร้อง ให้สัมภาษณ์สื่อใดๆ
เเต่คำบอกเล่าผ่านตัวอักษร คงจะเข้าใจความรู้สึกของคนๆหนึ่งที่อยากถามสังคมในวันนี้ได้ เเม้จะผ่านมาเเล้ว 17ปี

จันทร์ที่ 23 สิงหาคม 2542

 
งานบุญใหญ่ผ่านไปเเล้ว หวังว่าจะมีเหตุการณ์ดีๆเกิดขึ้น โดยไม่นึกเฉลียวใจเลยว่า
เหตุการณ์ร้ายๆกำลังคอยซุ่ม จ้องเล่นงานเราอยู่
เย็นนี้มีข่าวด่วน มีหมายจับหลวงพ่อ พอทุกคนรู้ข่าวว่ามีการออกหมายจับหลวงพ่อ
 ต่างก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ผู้นำบุญทุกคนเดินทางมุ่งหน้ามาที่วัด
 ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นพนักงานของศูนย์บริการข่าวสาร
บอกให้ผมเช็คข้อมูลว่าจริงไหม?
โทรมาบอกผมว่าทุกคนกำลังเดินทางมาที่วัด
โทรถามรายละเอียดเป็นระยะๆ
มีบางคนแจ้งว่า ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เขาเป็นห่วงหลวงพ่อ
 จึงได้ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางหมดแล้ว
ผมถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น?หลวงพ่อยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
อยู่ๆก็ออกหมายจับ
สถานการณ์แบบนี้ ไม่น่าไว้วางใจ  รู้สึกว่าหลวงพ่อไม่ค่อยปลอดภัยเสียแล้ว
และเหมือนมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่  เพราะตามปกติควรจะมีหมายเรียกออกมาก่อน 
แล้วค่อยออกหมายจับ

นี่ออกหมายจับเลย

จับแล้วก็ต้องประกันตัว  ถ้าหากเขาไม่ให้มีการประกันตัว

เขาก็ต้องพาหลวงพ่อเข้าคุกแล้วตามกฎพระจะเข้าไปในนั้นไม่ได้

เขาก็ต้องจับหลวงพ่อสึกเสียก่อน
ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมาก
ที่อยู่ๆจะมาจับเข้าคุก จับสึก ทั้งๆที่หลวงพ่อมีความตั้งใจมาบวช
มีแต่ทำนุบำรุงพระศาสนา และท่านยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนไม่เข้าใจ

ถ้าหากเหตุการณ์ร้ายแรง  และความไม่ยุติธรรมจะเกิดขึ้น
ยังไงหลวงพ่อก็ได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่าจะขอตายในผ้าเหลือง
และคิดว่าสาธุชนทุกคนก็คงไม่มีใครยอม
...........................................................
ค่ำนี้ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยจากอาการบ้านหมุน และความดันต่ำ
มีคนบอกว่าอาการนี้ต้องพักให้มากพอ  จึงจะดีขึ้น
แต่สถานการณ์น่าเป็นห่วงเช่นนี้ แม้อยากพัก
แต่ก็ยังพักไม่ได้ เพราะเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า
จะมีการบุกจับหลวงพ่อหรือไม่
..............................................................
4ทุ่มกว่า ผมรีบปั่นจักรยานไปเอาย่ามของหลวงพ่อที่กุฏิคุณยาย
สังเกตุ 2 ข้างทาง ผมเห็นหลวงพี่ยืนดูแลความปลอดภัยกันอยู่
เพราะเป็นห่วงหลวงพ่อ เห็นแล้วหดหู่ใจ รู้สึกสงสาร
หลวงพี่ทุกรูปที่ต้องลำบาก  อดหลับอดนอนกันอย่างนี้
ชีวิตผมในคืนนี้ ถ้าเปรียบเป็นเครื่องยนต์ ก็เหมือนกำลังขับเคลื่อนผ่านคืนแห่งความมืดมิด
โดยที่ไม่รู้ว่า จะไปรุ่งเช้าที่ไหน
ระหว่างทางที่มืดมนนี้ มีแต่ความหิว เพลีย เหนื่อย เมื่อย ง่วงและวิตกกังวล

......................................................
ตี 3 กว่าแล้ว ผมยังฟุ้งซ่าน คิดมาก ทั้งที่เหนื่อยและเพลียมาก
อยากนอน แต่ทำไมนอนไม่หลับ มีบางอย่างในหัวยังคงวิ่งๆอยู่
เลยตัดสินใจ ลุกขึ้นมาหยิบสมุดบันทึก
แล้วก็เขียนๆๆๆๆๆๆลงไป
ภาพที่ผมเห็นในตอนหัวค่ำ เป็นภาพที่ผมไม่มีวันลืม
ผมเห็นสาธุชนขวักไขว่ทั้งสองข้างทางภายในวัด เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังช่วยกันโบกรถจัดเส้นทางจราจร
เห็นบางคนพูดไมโครโฟนเสียงดัง
ผมเห็นไฟทุกดวงในวัดเปิดส่องสว่าง ได้ยินเสียงสาธุชนสวดมนต์ทำวัตรเย็น
บริเวณฟุตบาทข้างถนน ผมเห็นสาธุชนกลุ่มใหญ่ออกมานั่งกันเป็นแถวยาว

เด็กตัวเล็กๆก็ตามพ่อแม่มาด้วย
ทุกคนต่างก็หอบหิ้วลูกหลานพากันมาหมดทั้งบ้าน
แทนที่ทุกคนจะได้นอนหลับอยู่ที่บ้านอย่างสบายๆแต่กลับยอมมาลำบากอย่างนี้
เป็นภาพที่เห็นแล้วตื้นตันในในความสามัคคีของทุกคน
เป็นความรักที่มีต่อหลวงพ่อ
ทุกคนคงงงๆเหมือนผม  ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ได้แต่รู้อย่างเดียวว่า หลวงพ่อกำลังอยู่ในอันตราย

และทุกคนก็คงมีความคิดเหมือนกันหมดว่า

เราไม่อยากสูญเสียหลวงพ่อไป
ที่ผ่านมา  มีผู้ไม่หวังดีพยายามตีศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อให้แตก
จึงกล่าวร้ายหลวงพ่อต่างๆนานา  แต่ทุกคนที่เข้าวัดมาปฏิบัติธรรมรู้ดีว่า
หลวงพ่อไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา ทำให้ศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ
นอกจากจะตีไม่แตกแล้ว ยังกลับมั่นคงและเหนียวแน่นมากขึ้น

เวลานี้ผมอยากให้มีใครสักคนมาช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจสักหน่อยว่า

หลวงพ่อผิดอะไร?

ในเมื่อผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิด
ได้เห็นสิ่งที่หลวงพ่อคิด   สิ่งที่หลวงพ่อทำ

หลวงพ่อทำงานให้กับส่วนรวม  ทำนุบำรุงพระศาสนา ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดิน
ให้กับโลก แล้วทำไมหลวงพ่อต้องมาเจออย่างนี้

อยู่ๆก็จะมาจับหลวงพ่อ เป็นสิ่งตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมเลย

เป็นสิ่งที่ผมและทุกคนไม่เข้าใจ

โค้ก อลงกรณ์  สถาปิตานนท์

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget