วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลายคนคงรู้จักชื่อ ‘เหมียว-วรัตดา ภัทโรดม’ กรรมการบริหารบริษัท Amity Consulting Co.,Ltd. จากรายการโทรทัศน์ และผ่านหนังสือที่เธอเขียนเรื่องราวชีวิตของเธอเองซึ่งได้สอดแทรกแนวทางในการดำเนินชีวิตที่คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสนใจและขอบคุณเธอผู้นี้อยู่บ่อยครั้ง เธอได้ปฏิบัติธรรมและนำหลักการปฏิบัตินั้นมาสอดคล้องกับวิธีการคิดและใช้ชีวิตในแต่ละวัน จนเรียกได้ว่า เธอเป็นอีกหนึ่งคนที่สามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ
       


       วรัตดาอธิบายหลักการคิดหลังจากการปฏิบัติธรรมว่า ตอนที่ครอบครัวมีปัญหาเลิกรากันไป เธอร้องไห้เพียงวันเดียวเท่านั้น เพราะมีอุเบกขาและใช้วิธีนั่งสมาธิเพื่อทำจิตใจให้สงบ
      
       
“ ในช่วงนั้นพี่มาหาคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กัลยาณมิตรของพี่ท่านหนึ่งที่บ้านพระอาทิตย์ คุณสนธิสอนเรื่องการรักษาใจ ซึ่งคุณสนธิอธิบายว่า รักษาใจคือรักษาใจให้มีความสุข คุณสนธิสอนว่า ตอนที่มีความสุข ถ้าเราไม่รักษาใจให้อยู่อุเบกขา รู้ว่าความสุขนี่อนิจจัง เวลามันทุกข์ มันทุกข์นะ พี่จึงล้มแล้วลุกเร็ว ซึ่งถ้าเราปฏิบัติไปสัก 10-20 ปีอาจจะไม่ล้มก็ได้นะ พี่เชื่อว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะปฏิบัติธรรมทำให้คนดีขึ้น ถ้าไม่มีธรรมะอาจจะจมปรัก ช้ำใจอยู่นาน แต่ความที่เรายอมรับความจริง ธรรมะจัดสรรให้เรื่องมันเกิดและมันจบได้เร็วมาก เจอกัน รักกัน นอกใจ เลิกกัน ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก ซึ่งพี่เชื่อว่ามันเป็นกรรมของพี่ที่พี่ใช้ไปแล้ว ไม่มีการต่อยอด ”

ทั้งนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมักมีเหตุผลเสมอ การปฏิบัติธรรมไม่ได้วัดว่าอาจารย์ท่านไหนดี เพราะทุกคนสอนธรรมะหมด แต่เราต้องวัดว่าจริตนี้กับเรานั้นเข้ากันไหม ซึ่งคำว่า ถูกในที่นี้คือ ทุกๆวันของเรารู้สึกดีขึ้น ทุกวันเจอเหตุการณ์เดิมที่เคยโมโหแล้ววันหนึ่งเคยโกรธ 10 ก็ลดลงเหลือ 5 นาที อารมณ์โกรธเริ่มลดลงเรื่อยๆ มันคือความสำเร็จ  “วิธีวัดว่าคนปฏิบัติได้ดีหรือมีความก้าวหน้าหรือไม่นั้น จะดูจากการที่คนล้มลงไปแล้วกลับขึ้นมาเร็วแค่ไหน จำนวนล้มลดน้อยหรือไม่ ซึ่งคำว่าล้มนั้นคือการเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขมากไป เราติดอยู่กับคำว่าทุกข์ สุข มากไปหรือเปล่า ถ้าเราอยู่ตรงกลาง ทุกข์เดี๋ยวเดียวก็กลับมา สุขเดี๋ยวเดียวก็กลับมา ซึ่งจะกลับมาอย่างไรนั้น เราต้องมีปัญญาที่จะทำให้รู้ว่า ทุกอย่างมันอนิจจัง”....

บทสัมภาษณ์ข้างล่างนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งน้อยนิด 
ของบทเรียนชีวิตที่เธอค้นพบคำตอบว่า
จุดสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่ผู้หญิงเกินครึ่งในโลกนี้อยากไปถึงจุดนั้น
ทำไมยังสร้างความสุขให้เราจริงๆไม่ได้
ความสำเร็จเเบบไหนที่คนเราจับต้องได้จริงๆ
เเละที่สำคัญที่สุด การเเก้ปัญหาเเบบไหนที่จะเรียกได้ว่าตรงเป้า
                                  เริ่มที่ไหน ถ้าไม่ใช่ที่ใจเราเอง


  เเหล่งข้อมูล อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่     http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000039363&Page=ALL

วันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ลงมติแล้ว 'พ.ท.-พ.ต.' 2ข้าราชการ ดีเอสไอ ผิดวินัยร้ายแรง รับเงิน40ล้านจาก 'ศุภชัย' อดีตปธ.สหกรณ์คลองจั่น ส่งปปง.อายัดทรัพย์
5 พ.ค.60 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยผลการสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการดีเอสไอ 2 ราย คือ พ.ต.หญิง นาตยา มุตตามระ อดีตเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ และ พ.ท.อมร มุตตามระ อดีตเจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ ที่เกี่ยวข้องกับการรับเช็คจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด จำนวน 40 ล้านบาท ว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ได้มีความเห็นให้บุคคลทั้ง 2 ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างการสอบสวน

และได้เรียกบุคคลดังกล่าวนำหลักฐานเพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่หลักฐานฟังไม่ขึ้น ดังนั้น คณะกรรมการฯจึงลงมติว่า มีความผิดวินัยร้ายแรงจริง ขั้นตอนต่อไปอยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.กพ.) กระทรวงยุติธรรมพิจารณาต่อไป
โดยโทษจะมีตั้งแต่ปลดออกจนถึงไล่ออก ส่วนจำนวนเงิน 40 ล้านบาท พบว่านำไปซื้อคอนโดมิเนียม ซึ่งดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้ ปปง.มีคำสั่งยึดอายัด เพื่อส่งคืนทรัพย์สินให้กับสหกรณ์คลองจั่นฯต่อไป
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีดังกล่าวสืบ เนื่องจากนายศุภชัยนำที่ดินของสหกรณ์ฯไปขายได้เงินมากว่า 400 ล้านบาท แต่นำเงินค่าขายที่ดินส่งคืนให้กับสหกรณ์ฯ เพียง 100 ล้านบาท ส่วนอีกจำนวน 300 ล้านบาท ได้ถูกกระจายไปยังกลุ่มคนรวม 14 ราย ซึ่งดีเอสไอ ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหากับนายศุภชัยไปแล้ว ภายในเดือนพ.ค.60 นี้จะส่งสำนวนให้อัยการทำความเห็นสั่งฟ้องในความผิดฐานฟอกเงินอีก 1 คดี
ในส่วนของข้าราชการดีเอสไอที่มีชื่อรับเช็ค 40 ล้านบาทนั้น ได้สอบสวนจนพบหลักฐานความผิดและส่งเรื่องให้ ปปง.ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของ ปปง.ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากการสั่งจ่ายเช็ค 787 ฉบับ ในคดีฟอกเงินจากการยักยอกทรัพย์สหกรณ์คลองจั่น ระหว่างการดำเนินคดีในปี 2556 นายศุภชัยได้ขอให้ดีเอสไอและ ปปง.ถอนอายัดของกลางที่ดินเพื่อนำที่ดินไปขาย นำเงินส่งมอบเพื่อเสริมสภาพคล่องให้สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด โดยที่ดินจำนวน 1,838 ไร่ ถูกนำไปขายให้กับ บริษัทพิษณุโลก เอทานอล จำกัด ราคา 477 ล้านบาท แต่มีการหักค่านายหน้าในการขายที่ดินไว้จำนวนหนึ่ง ขณะที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ได้รับเงินคืนเพียง 100 ล้านบาท โดยนายศุภชัย และกลุ่มนายหน้าถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงิน

เเหล่งข้อมูล   http://www.naewna.com/local/268815

วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560


ปัจจุบันนี้ เดินไปทางไหนก็เห็นธุรกิจเสริมความงาม ลดความอ้วน ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด โดยเฉพาะจากสถิติปัจจุบัน พบว่าอัตราเด็กไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคอ้วน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากการวิจัยในประเทศไทยปี พ.ศ.2539 เเละ 2544 เด็กไทยวัยก่อนเรียนเเละวัยเรียนมีความชุกของโรคอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 เเละ 15.5 ตามลำดับภายในระยะเวลา 5 ปี เเละตัวหมอเองเคยทำการวิจัยพบว่าเด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นของโรงเรียนเอกชนเเห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเป็นโรคอ้วนมากถึงร้อยละ 25..


          
          ความอ้วนกลายเป็นโรคร้ายที่น่ากลัว จนจุดประกายธุรกิจได้อีกหลายตัว ไม่ว่าจะธุรกิจยาลดความอ้วน ,สถานที่ออกกำลังในร่มที่ทันสมัย เเต่ค่าใช้จ่ายเเพงเว่อร์ อย่างฟิตเนส
ซึ่งก็พลอยทำให้คนที่รูปร่างดีหลายๆคนได้อาชีพใหม่ โดยการเป็นพรีเซนเตอร์อาหารลดความอ้วน หรือเทรนเนอร์ออกกำลังกาย ได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งๆที่ความเป็นจริง ความอ้วน ไม่ใช่โรคที่มีเชื้อโรคอันตราย เเต่เป็นต้นเหตุ ของโรคที่เกิดจากเชื้อโรคตามมาได้อีกหลายโรค เมื่อความอ้วนมาเยือน เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระดูก ฯลฯ ดังนั้น ความอ้วนจึงกลายเป็นโรคร้ายไปด้วย
      วิธีลดความอ้วนจริงๆไม่ต้องใช้ตัวยา หรือกรรมวิธีพิศดารอะไรเลย หากรู้จักสาเหตุ เเละเเก้ไขที่สาเหตุนั้นจริงๆ เช่น รู้ตัวว่าเกิดจากนิสัยกิน ก็ต้องเเก้ที่นิสัยกิน เป็นไม่กิน หรือเลือกกิน ให้ปริมาณเข้า มันสมดุลกับปริมาณออก เเละคงอยู่ในร่างกาย การรู้จักตัวเองนี้ ว่าอะไรเหมาะ ไม่เหมาะ เเละเเค่ไหน ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า การประมาณ ซึ่งในสมัยพุทธกาลก็ไม่ใช่ว่า โรคนี้จะไม่เคยมีมาก่อน เคยเกิดขึ้นเเละเป็นปัญหามาเเล้ว เเละพระพุทธองค์ได้ตรัสวิธีเเก้ปัญหามา ซึ่งผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปี วิธีนี้ก็ยังล้ำสมัย เอามาใช้ได้ถึงปัจจุบัน วันนี้จึงจะนำเสนอวิธีไดเอ็ท หรือลดความอ้วนโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เผื่อจะมีใครนำไปใช้ได้            
   
เหตุของการที่พระพุทธองค์ตรัสเรื่องวิธีการไดเอ็ทนี้ เกิดจาก ในสมัยนั้น มีพระเจ้าเเผ่นดินพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระองค์ได้อุปถัมภ์ เเละอุปัฏฐาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ มีนามว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์มักจะมาเข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพอยู่เสมอ เเต่เนื่องจากทรงมีพระวรกายที่อ้วนมาก อันเกิดจากสาเหตุที่ทรงเสวยพระกระยาหารจุเกินไป ครั้งละจำนวนมากๆ  ด้วยพระวรกายที่อ้วนนี้เองทำให้พระองค์ไปไหนมาไหนได้ไม่สะดวก จะลุก นั่ง ทำอะไรก็ลำบาก ด้วยทรงเหนื่อย หอบ อึดอัด อุ้ยอ้ายไปหมด จนวันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงสังเกตเห็นความอุ้ยอ้ายนั้น จึงได้ตรัสพระคาถาบทหนึ่ง เพื่อเตือนสติว่า
บุคคลผู้มีสติอยู่เสมอ รู้ประมาณในอาหารที่ได้มา
จะมีเวทนาเบาบาง เเก่ช้า มีอายุยืนนาน
(สุตตันต.เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อ ๓๖๕ หน้า ๑๑๖ )

   พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ฟัง จึงให้พระราชนัดดา(หลาน) ของพระองค์คอยว่าคาถานี้ทุกครั้งที่ พระองค์กำลังจะเสวยพระกระยาหาร เพื่อเป็นการเตือนสติให้รู้จักประมาณในการกิน ซึ่งต่อมาพระองค์ก็สามารถลดความอ้วนได้สำเร็จเพราะพระคาถานี้เอง
  จะเห็นได้ว่า วิธีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ในการสอน เเม้เรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับสุขภาพนี้ ทำได้จริง ผู้อ่านเองก็สามารถนำวิธีเเบบพระเจ้าปเสนทิโกศลไปใช้ได้เช่นกัน เเม้จะไม่ใช่เเค่เรื่องกิน เเต่เป็นการใช้ชีวิตทั่วไป
หากเรารู้จักประมาณตน ประเมินกำลัง ทั้งกาย เเละกำลังความคิด เราก็จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำอยู่ เเละมีความสุขในสิ่งที่เป็นอยู่ เเล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ มีสุขภาพที่ดี ทั้งกายเเละใจ

เเหล่งอ้างอิง : http://www.truelife.com/old/detail/700769#sthash.Qa1dJ13X.dpuf  (รศ.นพ.สังคม                     จงพิพัฒน์วณิชย์)

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ฮีโร่ในใจ มีชีวิตจริงอยู่รอบตัวเรา มองให้เห็น เเละดูเเลคนรอบข้างให้เป็น เเละเราจะเห็นคนเหล่านั้น ฮีโร่ตัวจริง
แรงบันดาลใจของ เจ็ท ลี จากซูเปอร์สตาร์ มาเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เขาพบบนเกาะมัลดีฟส์นี่เอง ที่คลื่นยักษ์สึนามิกลืนทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด

ด้วยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด เจ็ท ลี รีบหนีขึ้นฝั่งสุดชีวิตพร้อมกับภรรยาและลูกๆ แต่พอรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง เขาได้พบความจริงว่า ลูกและภรรยาที่เขาทั้งอุ้มทั้งจูงจากฝั่งนั้นหลุดไปจากมือทั้งสองข้างของเขา และตัวเขาเองก็ลอยไปติดอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง มองไม่เห็นลูก มองไม่เห็นภรรยา แล้วก็หมดสติไป ตื่นมาอีกครั้ง เขาเดินเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ตามชายหาด คลื่นสึนามิถอยกลับไปที่ใต้น้ำ เขามองเห็นความตายเกลื่อนหาดไปหมด

ขณะที่เขาร้องห่มร้องไห้เหมือนจะเป็นบ้าจะเป็นหลังอยู่นั้น ก็มีชาวบ้าน สองสามคนอุ้มลูกสองคนและก็จูงภรรยาเขามา

“คุณ ลูกคุณใช่ไหม”

เจ็ท ลี หันไปมอง วิ่งไปกอด พ่อ แม่ ลูก โถมกอดกันกลม ร้องห่มร้องไห้ ดีใจที่ผ่านนาทีชีวิตมา อยู่รอดปลอดภัยกันตรงนี้ เมื่อเสียงร้องไห้ด้วยความดีอกดีใจสิ้นสุดลงแล้ว เขาหันไปมองผู้ที่นำภรรยาและลูกมาส่ง หายไปไหนก็ไม่รู้ เดินตามหาจนทั่วชายหาดก็ไม่เจอ ถามใครก็ไม่มีคนเห็น
เขาทรุดลงนั่งในสภาพเปียกมะลอกมะแลก แล้วถามตัวเองว่า ไหนล่ะพระเอกตัวจริง เขาแสดงภาพยนตร์มาสี่สิบปีของชีวิต ทุกเรื่องเขาฝันอย่างเดียวว่า ต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องเป็นฮีโร่ แล้วพอเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ฮีโร่ในหนังคนนั้นไม่สามารถช่วยได้แม้กระทั่งเมียและลูกสุดที่รักของตัวเอง อย่าว่าแต่ลูกและเมียเลย ตัวเองก็ช่วยตัวเองไม่ได้ เขานั่งแล้วก็ร้องไห้อยู่ตรงนั้น ท่ามกลางความมึนงงสงสัยของลูกและภรรยา
เขาใช้เวลาตามหาคนที่ช่วยเหลือครอบครัวเขาไม่พบ กลับมาถึงบ้านเกิด
เจ็ทลีนั่งถามตัวเองอยู่อีกครึ่งปี เขาถามว่า การเป็นพระเอกในหนังแทบไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากช่วยให้ตัวเขาเองมีชื่อเสียงฟุ้งกระจายไปทั่วโลก และก็ได้เป็นพระเอกอย่างดีก็แค่บนแผ่นฟิล์ม

ครึ่งปีที่หยุดการแสดงไปนั้น เขาได้บทสรุปว่า คนที่ช่วยเขา แท้ที่จริงไม่ใช่คนมีชื่อเสียง ไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ แต่เป็นคนเล็กคนน้อย คือชาวบ้านธรรมดาๆ สามัญที่สุดนี่แหละ ชาวบ้านธรรมดาๆ สามัญที่สุด แต่มีใจอันประเสริฐเลิศล้ำที่ช่วยเสร็จแล้วไม่รับแม้แต่คำขอบคุณ คนเช่นนั้นต่างหากคือพระเอกตัวจริง
เพื่อที่จะแสดงความขอบคุณชาวบ้านกลุ่มนั้นเขาต้องทำอะไรสักอย่าง ในที่สุดจึงตัดสินใจตั้งมูลนิธิ Jet Li One Foundation หรือมูลนิธิหนึ่งหยวน
เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลชาวโลกมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบัน เจ็ท ลี เล่นหนังเป็นงานอดิเรกและเดินสายช่วยชาวโลกเป็นงานหลัก
เห็นไหมว่า เราทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤติ ใครช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรได้ขอให้ช่วยทันที เห็นปัญหาอยู่ตรงไหน เห็นเพื่อนมนุษย์ตกทุกข์ได้ยากอยู่ตรงไหน เห็นโลกกำลังมีวิกฤติอย่างไร ขอเพียงแค่หัวใจเราไม่เย็นชา อยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้ปัญหาเหล่านั้นมันคลี่คลาย
แค่นั้นประกายแห่งความเป็นฮีโร่ หรือพูดตามหลักศาสนาพุทธคือพระโพธิสัตว์ก็เกิดขึ้นแล้ว
       ปกติมนุษย์จะมีความรัก ความต้องการเริ่มจากตัวเอง ให้ รับ เอา ที่ตัวเองเป็นหลัก ก่อนที่จะเเบ่งปันขยาย ขอบเขตให้คนรอบตัว จนขยายกว้างออกไปยังสังคมที่อยู่ จนถึง ทวีป หรือทั้งโลก ซึ่งกว่าการให้ จะขยายไปครอบคลุมถึงคน เเละสิ่งที่มีชีวิตทั้งโลกได้ หัวใจผู้นั้นจะต้องเปิดกว้าง ไร้อคติใดๆ อย่างที่เรียกว่า เป็นการให้เเบบวงกลม คือไร้ ขอบมุม ออกจากศูนย์กลางทุกทิศทุกทางในระดับที่เท่ากัน ไม่มีความสัมพันธ์ของการรู้จัก ไม่รู้จัก เงื่อนไขใดๆ ไม่สนใจที่มา ที่ไป เเละที่จะไป ที่จะได้ในอนาคตเบื้องหน้า บุคคลใดที่จะคิด เเละทำได้อย่างนี้จริงๆ นั้นน้อยมาก เพราะมนุษย์นั้นมีพื้นฐานลึกๆคือการเห็นเเก่ตัวเอง ดูตัวอย่างง่ายๆ จาก เด็กทารกที่เกิดใหม่ สัญญาณการเริ่มชีวิตก็เกิดจากความเสียสละ การเจ็บปวดของผู้ให้กำเนิด เพื่อให้ลูกได้ชีวิต เเละเมื่อเกิดมามือก็กำ เพื่อต้องการไขว่คว้าให้ตัวเอง จากสภาพที่ไม่มีอะไรเลยก็เรียกร้อง อาหาร เครื่องนุ่มห่ม การดูเเล เเล้วค่อยๆสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตลอดจนสิ้นอายุขัย ดังนั้นเมื่อพื้นฐานคือการรับก่อน ให้ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย ในสังคม เเละบางสังคมก็ทวีความรุนเเรงขึ้น จนต้องมองหา "ฮีโร่" จนเกิดกระเเสการรอคอย"ฮีโร่"  โดยลืมนึกไปว่าคนธรรมดาๆอย่างเราๆก็สามารถเป็น"ฮีโร่" ได้ ขอเพียงมีความตั้งใจ เเละทำจริง ดังเรื่องในพุทธกาล ก็มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้กำเนิดฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมา เเละสามารถพาผู้คนมากมาย พ้นจากความทุกข์ได้ ดังเรื่อชายหนุ่ม ชาวบ้านธรรมดาที่กลายมาเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ
      
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม เเต่เดิมท่านก็เป็นมนุษย์ปถุชนธรรมดา เวียนว่ายตายเกิดอยู่ภพโน้น ภพนี้ไปตามกรรมที่ทำไว้ จนกระทั่งถึงชาติหนึ่งห่างจากเวลานี้ 20 อสงไขยเเสนมหากัป พระองค์เกิดเป็นคนยากจนอยู่กับมารดา มีอาชีพหาของป่า ตัดฟืน เเบกเข้าไปขายในเมือง
      วันหนึ่งขณะที่ขายฟืนหมดเเล้ว พักผ่อนอยู่ที่ท่าเรือ เห็นลูกเรือลงจากเรือพากันกลับบ้าน ดูเเล้วมีรายได้ดีกว่าตน จึงไปขอสมัครทำงานในเรือกับเจ้าของเรือ โดยขอพาเอามารดาไปกับตนด้วย เจ้าของเรือเต็มใจรับเข้าทำงาน
       ในการเดินทางคราวนั้น เรืออับปางเพราะพายุ ชายตัดฟืนให้มารดาเกาะ
บ่าตนเองพากันเกาะไม้กระดานว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ในขณะนั้นเองได้เห็นเพื่อนร่วมทางทั้งหลายจมหายไปต่อหน้าทีละคนสองคน จึงรู้สึกสลดสังเวชใจในความทุกข์ทั้งของตนเอง เเละเหล่าเพื่อนๆในครั้งนี้เป็นที่สุด มองเห็นปรุโปร่งถึงความทุกข์ของผู้คน เเละสรรพสัตว์หมดทั้งโลกว่าล้วนเเต่มีทุกข์ภัยไปต่างๆกัน ทุกข์จากเรื่องทำมาหากิน ทุกข์จากการเจ็บไข้ได้ป่วย ทุกข์จากความพลัดพราก ฯลฯ
      เวลานั้นจึงมีความคิดอยากช่วยเพื่อนมนุษย์เเละสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ที่เกิดขึ้น เเม้จะไม่รู้หนทางเลย ก็จะพยายามเเสวงหา เมื่อคิดดังนี้ผู้คิดย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์เเล้ว
      ต่อจากนั้นก็เวียนว่ายตายเกิดลองผิดลองถูกสร้างความดีเเบบต่างๆ ตามลำพังเรื่อยมาเป็นเวลาถึง 7 อสงไขยกัป ได้บำเพ็ญบุญกุศลในยุคสมัยที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงเเสนสองหมื่นห้าพันพระองค์ จึงมีความองอาจกล้าหาญเต็มที่ เปล่งวาจาเเสดงความปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งบ้างในอนาคต ต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ได้เกิดพบ หลังจากลั่นวาจาเเล้ว พระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งสิบอย่างยิ่งยวดตลอดมาอีก 9 อสงไขย จนบารมีทั้งสิบ เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ หากพระองค์ทรงตัดใจออกจากวัฏฏสงสาร ปฏิบัติตามคำตรัสสอนของพระพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งที่ทรงได้พบในเวลานั้น พระองค์จะทรงสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานทันที
    เเต่เนื่องจากทรงต้องการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ด้วยทรงมีพระมหากรุณาในสรรพสัตว์ ต้องการช่วยสรรพชีวิตให้พ้นจากกรงขังของการเวียนว่ายตายเกิด จึงไม่ยอมเป็นพระอรหันตสาวกในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด
  
ได้ทรงสร้างบารมีเพิ่มเติมเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นต่อมาอีก 4 อสงไขยกับหนึ่งเเสนมหากัป (1มหากัป เท่ากับเวลาตั้งเเต่จักรวาลถูกทำลายเเละตั้งขึ้นจนถูกทำลายอีกครั้ง หรือเทียบ 256 อันตรกัป) จึงทรงสามารถตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เเละทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้บรรลุมรรคผลนิพพานตามเป็นจำนวนมาก
     จากตัวอย่างฮีโร่ ในปัจจุบันที่ เจอเหตุการณ์พลิกผันในชีวิตจนเกิดความตั้งใจมองเห็นความทุกข์ในชีวิต เเละเริ่มช่วยเหลือคนไปทั่วโลก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เรียกว่าหัวใจพระโพธิสัตว์ กับอีกเรื่องราวของฮีโร่ ในอดีต ที่เริ่มต้นด้วยสถานการณ์พบเจอความทุกข์จากการ เวียนว่ายตายเกิด พลัดพราก เเล้วอยากหาหนทางไม่ใช่เฉพาะตัวเองรอด เเต่ชี้ทางนำพาให้คนอื่นรอดไปด้วย ซึ่งก็ผ่านระยะเวลาการลงมือทำเองด้วยมาอย่างยาวนาน เป็นตัวอย่างจริงๆที่ได้รับการบันทึกไว้ในพระไตรปิฏก หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นเเรงบันดาลใจ ทำให้กำเนิดฮีโร่ ในสังคมขึ้นมาอีกหลายคนๆ เพราะในปัจจุบัน เราถึงยุค ตามหาฮีโร่กันจริงๆ....
   

เเหล่งข้อมูล:  อุบาสิกาถวิล (บุญทรง)วัติรางกูล ต้องเป็นให้ได้(ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า) หน้า 53-54


วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

คนมากราบไหว้บูชามหาธรรมกายเจดีย์รุ่นหลังๆเขาจะเห็นเเต่องค์พระธรรมกายประจำตัวที่อยู่บนเจดีย์ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งก่อสร้างที่อยู่ใต้ดินนั้นประณีตขนาดไหน กว่าจะสร้างขึ้นมาเป็นพระมหาธรรมกายเจดีย์ให้ได้เห็นกันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย
      วัดพระธรรมกายโดนโจมตีช่วงปี พ.ศ. 2541 มีคนบอกว่า พระธรรมกายประจำตัวที่ให้ร่วมบุญองค์ละหมื่นบาทนั้นเเพง คนพูดนี้เขาพูดเเบบคนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้คุณค่าถึงสิ่งที่เรากำลังทำ
      หลวงพ่อท่านเลยบอกว่าต่อไปนี้ใครจะร่วมบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวจะต้องร่วมบุญองค์ละ 15,000 บาท จากนั้นมาทุกคนต้องร่วมบุญเพิ่มจากองค์ละ 10,000 เป็น 15,000 บาท ซึ่งองค์พระธรรมกายประจำตัวของเรานั้น
ต้องตากเเดดตากฝนเป็นพันปี โลหะที่ใช้ไม่ใช่ทองเหลืองเเบบทั่วๆไป เป็นทองสัมฤทธิ์ไม่ใช่ทองสัมฤทธิ์ธรรมดา เป็นทองสัมฤทธิ์เเบบซิลิคอนด้วย
      จากเเนวคิดการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ หลวงพ่อท่านบอกให้อยู่เป็น 1,000 ปี เพราะฉะนั้นไม่เปิดให้ใครเข้าไปภายในเจดีย์ พอบรรจุองค์พระธรรมกายประจำตัวเสร็จ ทุกอย่างก็เสร็จหมด จะไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอยดูเเลรักษาเจดีย์ เพราะฉะนั้นมหาธรรมกายเจดีย์ของเราต้องไม่ใช่เจดีย์ตายๆเเต่เป็นมหาเจดีย์ที่หายใจได้
      มหาธรรมกายเจดีย์ทำความสะอาดด้วยตัวของตัวเอง เมื่อฝนตกลงมาจะ
ชะล้างฝุ่นที่เป็นองค์พระบนโดม เเละที่เชิงลาดของมหาธรรมกายเจดีย์ ข้างในเจดีย์มีช่องอยู่ ช่องชั้นข้างบนเเละชั้นข้างล่างใต้โดมจะเป็นชั้นๆให้อากาศถ่ายเทได้ หมายถึงอะไร เวลาเเดดส่องมา องค์เจดีย์จะร้อนมาก คนอยู่ไม่ได้ เอามือเเตะไม่ได้ อุณหภูมิประมาณสัก 76 องศาพอร้อนจัด อากาศที่อยู่ข้างในก็จะขยายตัว ลอยตัวขึ้นมา อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นมาจะดูดอากาศเย็นที่อยู่ข้างล่างให้เข้าไปตามช่องที่เรากำหนดไว้ นี่คือการให้เจดีย์หายใจ เป็นหลักการเดียวกันกับหลักของกาลักน้ำ ซึ่งเกิดจากน้ำที่อยู่สูงกับน้ำที่อยู่ที่ต่ำเเล้วเรามีท่อต่อมันจะดูดจากข้างบนลงมาข้างล่างได้ เช่นเดียวกันอุณหภูมิสูงมันจะดูดอุณหภูมิต่ำขึ้นมา เราเรียกเทอร์โมไซฟอน(Thermosiphon)
       การที่มหาธรรมกายเจดีย์หายใจได้ จะทำให้อากาศถูกดึงออกไปเกิดการถ่ายเทอากาศ เลยทำให้ไม่อับ เเล้วเราไม่ต้องมีอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีไฟฟ้า เเต่ระหว่างที่เราต้องทำงานจะมีสายไฟชั่วคราว เมื่อใดก็ตามที่การก่อสร้างเสร็จหมด เราจะปิดเจดีย์ ระบบไฟฟ้าไม่มีความจำเป็นเลย เเละทุกอย่างจะอยู่ต่อไปเป็นเวลาอย่างน้อย 1,000 ปี....


เหล่งอ้างอิง    เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ                      สโตร์หน้าวัด The Store Story

ในปัจจุบัน เทรนด์การออกกำลังกายกำลังเป็นที่นิยม ในสังคมยุคใหม่ พอๆกับการระบาดวงกว้างของสื่อโซเชียล อาจจะเป็นการง่ายในการติดต่อใคร จากห้องเล็กๆ สู่โลกกว้าง โดยมีทั้งคนรู้จัก เเละก็ไม่รู้จัก คนยุคใหม่กำลังเสพติดสื่อ จนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรค ที่ในอดีตไม่เคยมีมาก่อน ยา เเละการรักษา ก็ไม่เคยอยู่ในบทเรียนของเเพทย์สมัยก่อน วิวัฒนาการพัฒนาโรคภัยไข้เจ็บเราไปตามยุคสมัย จนไม่รู้ว่า ที่กำลัง เดิน ยืน นั่ง อ่านกันอยู่นี้
คุณเเน่ใจเหรอว่าคุณกำลังป่วย หรือไม่ป่วยอยู่?
การเดินไปหาหมอ รักษา กินยารักษาสารพัดโรค เเละมีปริมาณมากขึ้น ตามเเต่เครื่องมือทันสมัยทางการเเพทย์จะบ่งบอกว่า เราเริ่มป่วยเป็นอะไร เเละมีเเนวโน้มจะเป็นอะไรต่อไป กินยา รักษาโรคหนึ่ง บางทีก็ต้องเพิ่มยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียงของการรักษายาตัวเเรก เหมือนเป็นวัฎจักรที่คนในสังคมยุคใหม่ เริ่มคุ้นเคย จนหลงลืมไปว่า บางทีการรักษา ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ต้องไปหาหมอ เพียงเเต่ปรับนิสัยในการใช้ชีวิตที่สุ่มเสี่ยงของเราลง ก็จะเป็นการรักษาตัวเองให้ป่วยช้าลงไปในตัว เเละหากลองสังเกต จะพบว่า คนในสมัยก่อนที่ยังไม่มีสังคมที่เจริญ มีเทคโนโลยีมากมายอย่างนี้ ไม่มีโรงพยาบาลใหญ่ๆ ยาเเพงๆ เเต่ทำไมเขาอายุยืน เเข็งเเรงกว่าคนในปัจจุบัน มีโรคร้ายเเรงไม่กี่โรค ที่ถึงเเม้จะรักษาไม่หาย ก็ไม่ต้องทรมาน กับการระโยงระยาง ยื้อเป็นเวลานานๆให้เป็นที่หดหู่เเก่ผู้พบเห็น เเละผู้เฝ้า
เเละหากย้อนไปนานกว่านั้นอีกเป็นพันๆปี ในสมัยพุทธกาลที่คนอายุกันเกินร้อยกว่าปีเป็นปกติ เขาดูเเล รักษาตัวเองอย่างไร
        เมื่อลองศึกษาเคล็ดการรักษาสุขภาพ เมื่อยามเจ็บป่วยของพระพุทธองค์ จะพบความลับของโอสถเทวดาอยู่ตัวหนึ่ง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในส่วนหนึ่งของ พระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหามกุฏูราชวิทยาลัย เล่ม 19 หน้า 384 ถึงยาเทวดาที่ชื่อว่า น้ำมูตรเน่า
       
น้ำมูตรเน่า  ก็คือน้ำมูตรหรือน้ำปัสสาวะ เเม้ออกจากร่างกายใหม่ๆก็เรียกว่า น้ำมูตรเน่า ทั้งนี้เพราะออกมาจากร่างกายที่มีการเน่าเปื่อยผุพังอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เเม้ปัสสาวะที่ยังอุ่นๆอยู่ก็ชื่อว่าเน่าเเล้ว
ประโยชน์ของการดื่มปัสสาวะ
1.ใช้ลดไข้
        ขณะที่คนไข้กำลังมีไข้ขึ้นสูง จะรู้สึกไม่สบายตัว เเละอาจเกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ มีความจำเป็นจะต้องรีบลดไข้ลง โดยทั่วไปใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาเช็ดตัวสักครู่ ไข้ก็จะลดลง เพราะถ้าใช้น้ำอุ่นการดึงความร้อนออกจากภายในร่างกายไม่ดี เเละถ้าใช้น้ำเย็นจะทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนังหดตัว การระบายความร้อนออกก็ไม่ดี วิธีนี้เป็นการลดไข้จากภายนอก
        พระธุดงค์นิยมลดไข้จากภายใน คือ ดื่มน้ำปัสสาวะตนเอง เนื่องจาก
ปัสสาวะเป็นสิ่งที่ร่างกายขับออกไปเเล้ว เมื่อดื่มกลับเข้าไปอีก ร่างกายก็จะรีบไล่ตะเพิดให้ขับปัสสาวะออกโดยเร็ว ยิ่งตะเพิดออกได้เร็วเท่าไหร่ ความร้อนภายในก็ถูกดึงออกมาเร็วเท่านั้น ทำให้สามารถลดไข้ ลดความร้อนภายในลงได้ฮวบฮาบทีเดียว ในกรณีอยู่ลำพังคนเดียวไม่มีใครมาเช็ดตัวให้ การดื่มน้ำปัสสาวะจึงเป็นวิธีลดไข้ที่ดีที่สุด
       ปัสสาวะที่จะใช้ดื่มนั่น โดยทั่วไปปล่อยทิ้งไว้สักครู่ ให้เย็นเเล้วจึงดื่ม ปริมาณที่จะดื่ม ใครดื่มเต็มที่ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ส่วนจะดื่มกี่ครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าไข้ลดลงได้มากน้อยเท่าไหร่เเล้ว ถ้ายังลดไม่พอใจ ก็ดื่มเข้าไปอีก 1-2 เที่ยวติดต่อกันก็ได้ ไม่มีอันตรายใดๆ

2.ใช้รักษาโรค
        เมื่อพระภิกษุอาพาธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ใช้น้ำมูตรเน่าหรือปัสสาวะตนเองบำบัดรักษา เป็นวิธีการรักษาความเจ็บไข้ด้วยตัวเองนานกว่า 2,500 มาเเล้ว ทุกวันนี้ก็ยังทันสมัยอยู่
        ทำไม?ถึงให้ใช้ปัสสาวะของตัวเอง ตามธรรมดา เมื่อมีอะไรเเปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ร่างกายก็จะสร้างเม็ดเลือดขาว เสมือนทหารที่ฝึกดีเเล้ว เพื่อต่อสู้กับสิ่งเเปลกปลอมด้วยการสร้างสารชนิดหนึ่งออกมาเสมือนอาวุธชีวภาค เนื่องจากมีขนาดเล็กมากๆ สารเหล่านี้จึงผ่านกระบวนการกรองออกมาปนกับปัสสาวะได้ ดังนั้นเมื่อเราดื่มปัสสาวะกลับเข้าไปอีกครั้ง
หนึ่ง ก็มีผลทำนองเดียวกับการให้เซรุ่ม เป็นการเพิ่มอาวุธชีวภาคที่ถูกสร้างขึ้นมา เฉพาะเจาะจงให้กับทหารต่อสู้กับสื่งเเปลกปลอมนั้นๆ จนกระทั่งมันลดจำนวนเหลือน้อยร่างกายก็ฟื้นจากโรคได้โดยเร็ว
       อีกทั้งเป็นเสมือนการฉีดวัคซีน หรือการปลูกฝี คือ การนำเชื้อโรคปริมาณน้อย เเละเพียงพอต่อการสร้างภูมิต้านทานมาฉีดเข้าไปในร่างกาย ทหารในร่างกายก็จะออกมาทำงาน สร้างอาวุธชีวภาคที่เฉพาะกับเชื้อโรคชนิดนี้ เมื่อเชื้อโรคปริมาณน้อยนี้หมดไป เเต่อาวุธชีวิภาพภายในร่างกายไม่ได้หมดตาม ยังคงเตรียมพร้อมที่จะใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดนี้หากเข้ามาในร่างกายอีก ดังนั้น เมื่อเราดื่มปัสสาวะกลับเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง สิ่งเเปลกปลอมที่ปนมากับปัสสาวะ ก็จะเป็นตัวไปกระตุ้นให้ทหารผลิตอาวุธชีวภาคที่เฉพาะเจาะจงกับสิ่งเเปลกปลอมนั้นๆ เเละพร้อมที่จะใช้ต่อสู้ เมื่อสิ่งเเปลกปลอมนั้นๆกลับเข้ามาในร่างกายอีก
การดื่มน้ำมูตรเน่า จึงสมดังพุทธพจน์ที่ว่า
อตฺตา หิ อตฺตตโน นาโถ
ตนเเลเป็นที่พึ่งเเห่งตน

เเหล่งข้อมูล    สุขภาพนักสร้างบารมี


วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560



พระมหาธรรมกายเจดีย์เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและก็มีพระพุทธปฏิมากรแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้านพระองค์ 
นกล่าวว่าร้ายพระเจดีย์ก็เท่ากับเป็นการกล่าวว่าร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า !!!

ซึ่งกรรมจากการว่าร้ายนั้นหนักมาก แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ก็ทรงเคยผิดพลาดในเรื่องนี้มา จึงเอามาเทศน์สอนสรรพสัตว์ซึ่งเรื่องมีอยู่ว่า...

ในชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นนักเลงชื่อว่า “มุนาฬิ” ท่านได้ด่าพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า “ท่านเป็นพระทุศีล ห่มจีวรหลอกชาวบ้าน ไม่ยอมทํามาหากิน มัวแต่เที่ยวเดินขออาหารจากชาวบ้าน โดยไม่มีความละอายแก่ใจ”

ด้วยกรรมนี้ทําให้ “มุนาฬิ” ตกนรกหมกไหม้ทนทุกข์ทรมานหลายพันปีนรก จนมาในภพชาติสุดท้าย แม้พระองค์จะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ก็ยังหนีกรรมนั้นไม่พ้น ทําให้พวกเดียรถีย์อิจฉาริษยาคิดหาอุบายวางแผนใส่ร้าย โดยส่งปริพาชิกาที่ชื่อ “สุนทรี” เดินเข้าออกในวัดพระเชตวันอยู่ 2-3 วัน ทําทีว่าไปพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากนั้นเดียรถีย์จึงจ้างโจรให้ไปฆ่านาง แล้วนําศพโยนทิ้งไว้หลังพระคันธกุฎี พร้อมกับทําแผนชั่วใส่ความพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นคนฆ่านาง ทําให้มีคนหลงเชื่อมากมาย แล้วพากันด่าว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยคําหยาบคาย

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พระองค์ยังถูก “นางจิญจมาณวิกา” กล่าวตู่ว่าได้นอนในพระคันธกุฎีร่วมกับพระพุทธองค์จนนางตั้งครรภ์ทําให้ชาวบ้านบางส่วนหลงเชื่อ 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะภพในอดีต พระองค์เคยกล่าวตู่พระอรหันต์องค์หนึ่งที่ชื่อ “นันทะ” ด้วยบาปกรรมนี้พระองค์จึงต้องตกนรกเสวยทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนานถึงหนึ่งหมื่นปีนรก จนเมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ยังถูกกล่าวตู่มากมาย แม้ภพชาติที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว กรรมก็ยังตามส่งผลให้พระองค์ถูกนางจิญจมาณวิกากล่าวตู่ด้วยถ้อยคําที่ไม่เป็นจริงต่อหน้าสาธารณชน

จะเห็นว่า การว่าร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์เพียงองค์เดียว ยังต้องได้รับวิบากกรรมแสนสาหัสมาทุกภพทุกชาติ ดังนั้นก็ลองคิดดูละกันว่า..การกล่าวว่าพุทธปฏิมากร ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 1 ล้านพระองค์ จะต้องได้รับวิบากกรรมมากถึงขนาดไหน..!!!


ชาวพุทธทั่วไปเขาปฏิบัติอย่างไรเพื่อเป็นการเคารพพระเจดีย์ ?

ในประเทศเมียนมาถือว่าเป็นประเทศที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสูงมาก เมื่อคนในประเทศนี้เดินเข้าสู่ลานพระเจดีย์หรือแม้แต่เข้าเขตวัด ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าเพื่อแสดงความเคารพ ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตเพียงใดก็ต้องปฏิบัติตาม

ครั้นเมื่อคราวที่อังกฤษมาบุกยึดประเทศเมียนมาเป็นอาณานิคม ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษต้องการเข้าเยี่ยมชมมหาเจดีย์ชเวดากองโดยจะใส่รองเท้าเข้าไป เพราะนับถือคนละศาสนา อีกทั้งยังถือว่าตนคือผู้มีอํานาจปกครอง

ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไปเท่านั้น ชาวเมียนมานับหมื่นคนก็มารวมตัวกันที่ลานพระมหาเจดีย์ชเวดากอง แม้จะไม่มีอํานาจห้ามปรามข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษ ไม่มีอาวุธใดจะไปต่อสู้ แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันนอนทอดร่างเรียงต่อๆ กันจนเต็มลานพระมหาเจดีย์ โดยยอมให้รองเท้าของข้าหลวงชาวอังกฤษเหยียบย่ำลงบนร่างกายของตนดีกว่าจะยอมให้รองเท้ากระทบถูกลานพระเจดีย์

ด้วยพลังศรัทธาอันเปี่ยมล้นของชาวเมียนมาเช่นนี้ ทําให้ข้าหลวงใหญ่ชาวอังกฤษถึงกับสะท้าน และยอมถอดรองเท้าเข้าลานพระเจดีย์

จะเห็นว่า..ความเคารพของชาวเมียนมามีมากขนาดนี้ ดังนั้นพุทธศาสนิกชนชาวไทยก็ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะหากเราศึกษาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 32 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 24 ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 1 เรื่องปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระจะพบว่า..การบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์จะมีพระชมน์ชีพอยู่ หรือปรินิพพานไปแล้ว หากจิตเลื่อมใสเสมอกัน บุญย่อมเท่ากัน  ดังคำกล่าวในพระไตรปิฏกว่า...

“หากผู้ใดพึงบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นําสัตว์โลก ยังดํารงพระชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็ดี เมื่อจิตที่เลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน เพราะฉะนั้น ท่านจงสร้างสถูปบูชาพระธาตุของพระชินเจ้าเถิด”...


Cr. ร.ลิ่วเฉลิมวงศ์
สำนักสื่อธรรมะ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget