วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559





ประธานสงฆ์องค์กรพุทธประเทศอินเดีย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมแก่หลวงพ่อธัมมชโย ต่อ ฯพณฯประยุทธ์
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ กงสุลไทยมุมไบ ประเทศอินเดีย พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์กรพุทธแห่งชาติ บันดันธัมมัง ประเทศอินเดีย

จดหมายเปิดผนึกแปลเป็นไทย
วันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๕๙
ถึง
สถานกงสุลไทย
ชั้น ๑๒ อาหารเอ็กเพรสทาวเวอร์
บานิสเตอร์ ราชินี พาเทล มาร์ก
นาริมัน พอนท์
มุมไบ ๔๐๐๐๒๑

ขอความยุติธรรมในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
กรมการสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) ได้ให้ข้อมูลที่ผิดมากมายเกี่ยวกับการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อมูลผิดโดยเจตนานี้ได้ถูกส่งต่อไปยังสื่อท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้อ่านหลายคนเกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังกรณีนี้
ข้อเท็จจริง คือ
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ขณะดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ได้บริจาคเงินให้แก่วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีเพื่อใช้ในการสร้างศาสนสถานและเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของวัด ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีคนศรัทธากว่าล้านคนและมีพระสงฆ์ สามเณรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
การบริจาคครั้งนั้นล่วงมากว่า ๔ ปีแล้ว ซึ่งไม่มีหลักฐานการกระทำผิด และนายศุภชัยก็ยังได้บริจาคให้แก่วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย การกุศล และหน่วยราชการอื่นๆ อีกด้วย
เงินที่บริจาคให้วัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโยได้ทำอย่างเปิดเผย ไม่มีการจงใจปกปิด ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเจตนาฟอกเงินใดๆ การสั่งจ่ายเช็คเข้าออกล้วนดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่การเงินของวัด
การกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนีว่ารับของโจรและฟอกเงินนั้น ควรมีหลักฐานยืนยันว่าท่านตั้งใจสมคบกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ในการยักยอกเงินไว้สำหรับใช้ส่วนตัว ไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏและนายศุภชัยเองก็ได้แถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้ด้วย ข้อมูลนี้เป็นที่รู้กันดีในคณะผู้สอบสวนดีเอสไอ แต่เขาก็ยังพยายามที่จะเชื่อมโยงท่านเจ้าอาวาสในคดีนี้ เพราะเหตุใด
เมื่อทางวัดทราบถึงเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนียน ลูกศิษย์ได้ช่วยกันตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาเท่ากับจำนวนเงินที่นายศุภชัยบริจาคมา เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่สมาชิกด้วยกันอัดฉีดเงินเข้าไปในกระแสเงินสดของสหกรณ์ฯ
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทางสหกรณ์ฯได้ออกมาแถลงการณ์ถอนฟ้องคดีความทั้งทางเพ่งและอาญา และกล่าวขอบคุณลูกศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนีสำหรับความเมตตา
ข่าวบิดเบือนได้ถูกตีพิมพ์ตามสื่อต่างๆ กล่าวหาว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขณะที่ทางวัดมีลูกศิษย์มากมายทั้งต่างอายุ ต่างเพศ ภูมิภาค อาชีพการงานและต่างมุมมองทางการเมือง วัดมุ่งเน้นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่มีความประสงค์ที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองเลย
หลวงพ่อธัมมชโยได้อุทิศตนมาตลอด ๔๗ ปี เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการทำสมาธิในแบบธรรมกาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มีความศรัทธาจำนวนกว่าล้านทั้งในประเทศไทยและ ๘๐ สาขาใน ๓๓ ประเทศทั่วโลก ในชีวิตที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์
หลวงพ่อธัมมชโยได้สนับสนุนเงินหลายพันล้านบาทให้แก่การกุศลมากมาย เช่น กองทุนช่วยเหลือครูใต้กว่า ๓๐,๐๐๐ คน จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและอาหารสำหรับงานอุปสมบทหมู่กว่า ๑๐,๐๐๐ รูป สองครั้งต่อปีในเมืองและตามหมู่บ้านต่างๆทั่วไทย และยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พายุ และสึนามิ
สิ่งก่อสร้างต่างๆ อันประณีตในวัดพระธรรมกายถูกสร้างจากเงินบริจาคของญาติโยมโดยไม่ใช้เงินรัฐเลย และสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะอยู่เป็นสมบัติของชาติและพระพุทธศาสนาต่อไปสำหรับลูกหลานในอนาคต
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตอนนี้อายุ ๗๒ ปี เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น เส้นเลือดดำอุดตันและมีแผลติดเชื้อที่ขาซึ่งทีมแพทย์ก็ได้ออกมายืนยัน แต่ดีเอสไอไม่สนใจในสุขภาพของเจ้าอาวาสและไม่คิดจะตรวจอาการของท่านเลย กลับมีความพยายามในการออกหมายจับหลวงพ่อธัมมชโยได้ถูกศาลสั่งยกคำร้องในวันที่ ๒๖ เมษายน กระนั้น ดีเอสไอก็ยังประกาศเรียกเจ้าอาวาสเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอีกในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
จากหลักฐานที่ชัดเจน พระเทพญาณมหามุนีไม่ทราบถึงที่มาของเงินบริจาคของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ซึ่งบริจาคก่อนจะเป็นคดีความ และการระดมทุนเพื่อเยียวยาสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นนั้น จึงมีคำถามว่าทำไมดีเอสไอถึงยืนหยัดที่จะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่วัดพระธรรมกายและการสถาปนาพุทธศาสนาในพระเทศไทย

ขอแสดงความขอบใจ

พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ
ประธานองค์กรฯ
เอกสารแนบถึง พลเอก ประยุทธ จันโอชา
ทำเนียบรัฐบาล, ถนนพิษณุโลก 1, ดุสิต, กรุงเทพ ๑๐๓๐๐

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเมื่อชีวิตตกร่อง เผชิญกับชะตากรรมที่ไม่ดีมาบีบคั้นชีวิต เราต้องยอมรับให้วิบากนั้นย่ำยี่เรา เพราะความเชื่อว่า "เกิดมาใช้กรรม" แต่ความเป็นจริง เราสามารถต่อสู้กับวิบากกรรมนั้นได้ ด้วยการลุกมาสร้างความดี เอาความจริง ความดี พลังใจที่มีความหวังมาสู้ โดยไม่สร้างวิบากกรรมไม่ดีเพิ่ม เพราะเราปรารถนาที่จะมีชีวิตต่อไป เพื่อจะใช้เวลาไว้สั่งสมบุญ สร้างบารมีให้ได้มากที่สุด

ประเด็นคำถามที่ว่า "ทำไมไม่ปล่อยให้หลวงพ่อ (หลวงพ่อธัมมชโย) ของคุณใช้กรรม?"

Somchay Jaiyim ถาม: ท่านเป็นพระ ทำไมท่านไม่ถือว่านี่คือบ่วงกรรมบ้างล่ะครับ อย่าไปถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งสิครับ ท่านสอนฆราวาสว่า ทุกคนเกิดมาก็ต้องใช้กรรมหรือรับบุญแต่ชาติที่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าเนื่อสุกรมีพิษแต่ชาวบ้านเอามาถวายท่านยังต้องฉันท์ แล้วเหตุใดทำไมหลวงพ่อของท่านไม่ไปสู้กันทางกฎหมายล่ะครับ ถ้าศาลตัดสินว่าหลวงพ่อของท่านบริสุทธิ์จริง ผมว่าน่าจะมีคนศัทธาเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายนะครับ แล้วอย่าไปอ้างเรื่องความไม่ยุติธรรมเลยครับมันจะดูเป็นการแก้ตัวมากกว่า อ้อ...ยังมีอีกเรื่องครับท่าน ถ้าจะพูดถึงบาป บุญ คุณ โทษ ผมว่าคนเขาไม่ค่อยกลัวกันหรอกครับเพราะถ้ากลัวจริงก็คงจะไม่มี เณรคำ เณรแอ พระยันตระ และอีกมากที่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ .... ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะครับท่าน...
พระเรืองศักดิ์ เตชวโร ตอบ: 
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคุณโยมที่ใช้คำสุภาพในการสอบถาม

สมมุติว่าพ่อแม่ของคุณโยมเป็นคนดี ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ซึ่งคุณโยมรู้ดีเพราะอยู่กับท่านมานาน 
แล้ววันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามยัดเยียดความผิดให้ท่าน เพราะผลประโยชน์อะไรบางอย่างของผู้บงการ ซ้ำยังประโคมข่าวกดดันจนผู้คนหลงเชื่อว่าพ่อแม่ของคุณโยมมีความผิดจริง
คุณโยมรู้ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ พ่อแม่ของคุณโยมคงจะต้องติดคุกจนตายโดยไม่มีความผิดอะไร คุณโยมจะปล่อยให้เป็นไปตามกรรม หรือจะพยายามหาทางช่วยท่าน

หลวงพี่คิดว่าคนที่มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เขาจะต้องพยายามหาทางช่วยท่านอย่างแน่นอน แม้จะไม่มีอำนาจอิทธิพลที่จะไปสู้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ตาม 

เมื่อเสียงน้อยๆ ของคุณโยม 

พยายามตะโกนบอกทุกๆ คนว่า พ่อแม่ของคุณโยมเป็นผู้บริสุทธิ์ และวิงวอนขอร้องว่าอย่ากลั่นแกล้งใส่ร้ายท่านเลย 

แต่เสียงมากมายตอบกลับมาว่า 

ไอ้คนชั่ว อย่ามาแก้ตัว ถ้ามั่นใจว่าไม่มีความผิดก็ไปมอบตัวสิ กฎหมายยุติธรรมนะ
พร้อมกับกล่าวหาเรื่องอื่นๆที่ไม่จริง พวกนี้มันโกงแม้แต่พี่น้อง คนยากจนมันก็ไม่เว้น บ้านรถมันหรูหรา โกงมาทั้งนั้น พร้อมคำหยาบและถ้อยคำเสียดสีต่างๆนานา...


คุณโยมจะรู้สึกอย่างไร

พ่อแม่ของคุณโยมเป็นชาวพุทธ เชื่อมั่นในเรื่องกฎแห่งกรรม ท่านสอนคุณโยมว่า อย่าไปสร้างบาปกรรมใหม่ อย่าไปว่าร้ายทำลายเขา ต้องให้อภัยเขาจะได้ไม่ผูกเวรกัน
คุณโยมต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณโยม โดยไม่ไปทำร้ายเขา แม้ว่าเขาจะมีเจตนาทำร้ายพ่อแม่ของคุณโยมให้ย่อยยับก็ตาม

คุณโยมเหลือทางสู้อยู่นิดเดียว คุณโยมจะสู้หรือไม่???


สำหรับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโยสอนและให้กำลังใจพวกเราให้สร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพื่อไปตัดรอนบาปกรรมเก่าที่เคยผิดพลาดทำมาในอดีต และห้ามเราสร้างบาปอกุศลใหม่เพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เราพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้เข้าถึงพระนิพพานในที่สุด

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าวัดกันมาหลายปี เรารู้จักพระพ่อของเราดี... ดีกว่าสื่อทั้งหลายที่ออกข่าวให้ร้ายท่าน และดีกว่าคนที่อ่านแต่ข่าวแล้วมาว่าร้ายท่าน

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อพระพ่อของเรา พวกเราจึงพร้อมที่จะปกป้องพระพ่อของเราด้วยชีวิต แต่ไม่ได้คิดที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามให้พินาศเหมือนกับที่เขาคิดจะทำกับพระพ่อของเราเลย ขอมนุษย์และเทวดาทั้งหลายโปรดรับทราบด้วยเทอญ



Cr Mali_smile1978

ยกฟ้อง ปิดฉากคดีพระธัมมชโย สหกรณ์ฯคลองจั่น
ฟังสดๆ จากปาก #ประธาน (คุณเผด็จ) และ #รองประธาน (คุณประกิจ) 
#สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ออกมาประกาศว่า 

"ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจไม่ติดใจเรื่องคดีกับวัดพระธรรมกาย
โดยทำหนังสือไปที่ #ปปง. และ #DSI ว่า...

"ผมเชื่อว่า เงินที่ทางวัดพระธรรมกาย รับ(บริจาค)ไป เป็นเงินบริสุทธิ์"

"แถมผมยังทำหนังสือขอบคุณศิษยานุศิษย์ด้วยที่เขาช่วยสหกรณ์ ผมพอใจแล้ว ผมได้เงินแล้ว"


"ถือว่าเราปิดเรื่องกับวัดพระธรรมกายเลย ทั้งแพ่งและอาญา ทนายเราถอนฟ้องท่าน #ธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย เพราะเราถือว่าเราได้เงิน(ช่วยเหลือ) จากเงินบริจาคที่ทางวัดได้ไไป(ที่เราถือว่าเป็นเงินบริสุทธิ์) 
"เราได้แล้ว เราถือว่าจบ และเราต้องขอบคุณทางศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายด้วย" 

เรื่องคดีใดกับสหกรณ์ก็ปิดเเละจบแล้ว 

DSI กำลังทำร้ายดิสเครดิตตัวเอง ผู้มีปัญญาโปรดพิจารณา

https://www.youtube.com/watch?v=8M7OyULfWJs&feature=youtu.be&app=desktop

 #หลุด คำสั่ง ห้าม อบต ทั่วประเทศ ช่วยเหลือวัด แต่ทำไมสนับสนุนสร้างมัสยิดได้?

     น่าสงสัยว่า วันนี้ ไทยเรายังเป็นเมืองพุทธ อยู่หรือไม่ ทำไม รัฐ จึงออกคำสั่ง กดขี่ ชาวพุทธได้แบบนี้ โดยที่ จ่ายงบสนับสนุน อีก ศาสนาหนึ่งอย่างมากมาย ออกหน้าออกตา ?

มีกรณีการออกคำสั่ง และการดำเนินการของรัฐที่ ดูจ้องโจมตี คณะสงฆ์ พระสงฆ์ ในหลายกรณี ตั้งแต่
1. พยายามเอาผิด สมเด็จพระมหารัฐมังคลาจารย์ ในกรณี รถโบราณ ในพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นของส่วนกลาง ไม่เห็นว่าจะมีเจตนา เอามาใช้สอยเป็นการส่วนตัว และ แม้จะเอามาใช้สอย ก็ใช้งานไม่ได้ เพราะเป็นรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ด้วยซ้ำ


2 กรณี ขับไล่ พระป่า ออกจาก สำนักสงฆ์เล็กๆในป่าทั่วประเทศ ทั้งๆที่ท่าน ช่วยดูแล รักษาป่า ช่วยปลูกป่า ท่านเป็นพระป่า ท่านรักป่า มากกว่าพวกนายทุนลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ก็ไป
ไล่ท่านออกจากป่า แต่กลับ อนุญาติการก่อสร้าง
มัสยิดกลางขนาดใหญ่ โดยมุสลิม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติใน จังหวัดภูเก็ตได้
กรณีนี้มีเงินอุดหนุนจากครม.  หน่วยงานราชการ มีผวจ.ไปสำรวจพื้นที่ให้ด้วยซ้ำ
3 กรณีปิด วิทยุ พระพุทธศานาแห่งชาติ ของ หลวงตาพระมหาบัว

     จากกรณีทั้งหมดนี้ พอจะสรุปได้ว่า นอกจาก คสช ไม่ส่งเสริม พระพุทธศาสนา แล้ว ยังทำการเหยียบย่ำ พระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายธรรมยุติ และ มหานิกาย เรียกว่า พระภิกษุสงฆ์เดือดร้อน แทบจะทั้งแผ่นดิน อาจจะมียกเว้น ก็แค่ วัดแถวๆนครปฐม อยู่วัดเดียวเท่านั้น  

หรือจะมีใครเถียงบ้างว่าไม่จริง??????อ่านดู


"พิมลธรรมโมเดล!!"    ที่หาเรื่องพระจับปลดจีวรเอาขังไว้สักสิบปีแล้วค่อยบอกว่า อุ้ย ไม่มีความผิด ไม่มีคนฟ้อง
คดีนี้คุ้นๆ หาโจทย์ไม่เจอ หาคนกล่าวหาไม่พบ  เอาถูกใจนาย ไม่เอาตังค์ วนกลับมาอีกครั้งในสังคมไทย
พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
เมื่อศิษย์ตถาคตต้องผจญกับมารน้อยใหญ่จนเกือบเพลี่ยงพล้ำ แต่ด้วยจิตมุ่งมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นจึงหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง นั่นคือเรื่องราวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เมื่อ 60 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มบุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ พยายามกำจัดพ้นร่มกาสาวพัสตร์ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายภัยตัวเองลงในที่สุด

 "พระพิมลธรรม" เดิมชื่อ "อาจ ดวงมาลา" เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2446 ณ ต.บ้านโต้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อยมาจนอายุย่างเข้า 18 ปี จึงย้ายเข้ามาศึกษาพระธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่ออายุครบจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อาสโภ" สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค และได้เป็นครูสอนที่สำนักวัดมหาธาตุนาน 7 ปี ก่อนจะถูกส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

 ระหว่างทำงานฟื้นฟูพระศาสนาอยู่ที่เมืองกรุงเก่าเป็นเวลานานถึง 16 ปี ระหว่างปี 2475-2491 มีผลงานสำคัญๆ มากมาย ในขณะที่ทางโลกเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ในทางธรรมก็เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันเกิดจากแนวทางการทำงานของพระพิมลธรรม ที่ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของพระเถระชั้นผู้ใหญ่และคณะสังฆมนตรีบางรูป

รุนแรงถึงขั้นฝ่ายตรงข้ามยืมมือรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซง เพื่อกำจัดพระพิมลธรรมพ้นจากวงการสงฆ์

 เหตุแห่งความขัดแย้งเกิดขึ้นขณะพระพิมลธรรมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ได้สร้างสรรค์งานด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสงฆ์อย่างรุนแรง เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เช่น การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อต่างประเทศ และฟื้นฟูวิปัสสนาธุระด้วยการตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุฯเป็นแห่งแรก
 แต่งานที่ท้าทายคนยุคนั้นและมหาเถรสมาคม คือ การอนุญาตให้คอมมิวนิสต์สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ การเป็นประธานนำคณะพระสังคีติการกไทยไปร่วมประชุมกระทำฉัฏฐสังคายนาพระไตรปิฎก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า การนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ตลอดจนทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรรมจากต่างประเทศ (Moral Re-Armament : MRA) โดยไม่ยึดถือศาสนาไหนของใครว่าเป็นสำคัญ

 แม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเงียบไว้ ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพียงแค่แสดงออกถึงการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ กระนั้นก็เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงสังฆนายกและคณะสังฆมนตรีชุดใหม่ โดยปราศจากชื่อพระพิมลธรรม

 หลังจากนั้นไม่นาน พระพิมลธรรมก็ถูกกล่าวหาว่า "เสพเมถุนทางเวจมรรคกับศิษย์วัด" และ "ทำอัชฌาจารปล่อยสุกกะ"
ทางการตำรวจสันติบาลโดยรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พร้อมผู้กำกับการตำรวจสันติบาล นำพยานในฐานะผู้เสียหาย 5 คน มาให้คำยืนยันต่อหน้ากรรมการสงฆ์ เวลาต่อมาคณะกรรมการสงฆ์ลงความเห็นว่า พระพิมลธรรมต้องศีลวิบัติขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว ไม่สมควรครองเพศบรรพชิตอีกต่อไป แต่พระพิมลฯ ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนพ้นข้อกล่าวหา


 ทว่าเรื่องยังไม่ยุติลงเพียงแค่นั้น เที่ยงครึ่ง วันที่ 20 เมษายน 2505 พ.ต.อ.เอื้อ เอมมะปาน พ.ต.ต.สุพันธ์ แรมวัลย์ พร้อมด้วยผู้กำกับการตำรวจนครบาล ตำรวจและทหารได้บุกเข้าล้อมจับพระพิมลธรรมถึงกุฏิ ตั้งข้อกล่าวหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต คุมตัวไปสอบสวน ณ สันติบาลกอง 1 และภายในวันเดียวกันนั้นมีบันทึกคำสั่งจากสมเด็จสังฆนายกให้สึกพระพิมลธรรมจากสมณเพศ
เพื่อสะดวกต่อการสืบสวนคดีและเพื่อรักษาความปลอดภัยแห่งชาติและพระพุทธศาสนาไว้


 นับตั้งแต่นั้นพระพิมลธรรมต้องจำพรรษาอยู่ในห้องขังตำรวจสันติบาลกอง 1 และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเขียนหนังสือแสดงความจำนงที่จะยังครองเพศบรรพชิตใจความว่า...

 "ถึงแม้ว่าจะมีผู้มีใจโหดร้ายทารุณแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้แก่กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย"

 สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่นี้ ผู้คุมและผู้ถูกคุมขังเรียกว่า "สันติปาลาราม" สภาวะของพระพิมลธรรมเต็มไปด้วยความสงบเป็นปกติอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หวั่นไหวหรือทุกข์ร้อนใจใดๆ ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา

 เวลาล่วงผ่านไป 5 ปี วันที่ 30 สิงหาคม 2509 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ศาลทหารกรุงเทพได้นัดให้โจทก์และจำเลยมาฟังคำพิพากษาตัดสินคดี ก่อนจะพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวพระพิมลธรรมพ้นข้อหา กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของสถาบันสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้

 หลังจากจำพรรษาอยู่ที่สันติปาลาราม 5 พรรษา และพ้นข้อกล่าวหาออกมาในปี 2509 ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้แก่พระพิมลธรรม ด้วยการเรียกร้องให้กลับคืนสู่ตำแหน่งกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523


กลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ดังเดิม ในวันที่ 5 ตุลาคม 2524 รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรม จนถึงวันได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งกลับคืน นานถึง 21 ปี



Cr. คมชัดลึก  : พลิกแฟ้มคดีดัง!!


วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

ปูด! 'บิ๊กดีเอสไอ' ได้รับส่วนแบ่งการขายที่ดิน 'ศุภชัย' 477 ล้าน ชดใช้หนี้คดียักยอกทรัพย์สินสหกรณ์คลองจั่นฯ เผยมีการตั้ง กก.สอบฯแล้ว ผ่านมา ปีกว่า ยังไม่คืบหน้า
 PIC dsisupachai 21 4 59 1
จากกรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อปลายปี 2556 คณะกรรมการประสานงานในการดำเนินคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายที่มีตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้เรียกตัวนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ให้ขายทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1,822 ไร่ ให้กับบริษัท พิษณุโลกเอทานอล จำกัด วงเงินกว่า 477 ล้านบาท เพื่อชดใช้ในคดียักยอกทรัพย์สินสหกรณ์ฯ โดยให้ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. ที่ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาด พ.ศ.2544 โดยอนุโลมนั้น


ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้รับการยืนยันข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงาน ปปง. ถึงกรณีนี้ว่า ที่ดินดังกล่าวของนายศุภชัย จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ ปปง. พบว่า นายศุภชัยใช้เงินที่ได้จากการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ฯนำไปซื้อ โดยมีที่ดินใน จ.นครราชสีมา และ จ.ปทุมธานี ก่อนที่ดีเอสไอจะตรวจสอบพบ และอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ กระทั่งผู้เสียหายจำนวนหนึ่งเข้าร้องต่อดีเอสไอให้ดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย โดยให้นำที่ดินดังกล่าวไปขายเพื่อชดใช้หนี้

แหล่งข่าวระบุอีกว่า ในช่วงปี 2556 ปปง. และดีเอสไอ ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่ายในการยักยอกทรัพย์สินของนายศุภชัยกับพวกคืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว ซึ่งก็พบยอดมูลค่ากว่าเสียหายประมาณหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีในการขายที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นที่ดินที่นายศุภชัยยักยอกทรัพย์สินสหกรณ์ฯไปซื้อ กลับให้บริษัท พิษณุโลกเอทานอล จำกัด เป็นผู้ออกแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายให้บุคคลต่าง ๆ แต่คืนสหกรณ์ฯแค่ 100 ล้านบาท รวมถึงนายศุภชัยยังได้เงินคืนจากการขายที่ดินถึง 249 ล้านบาทด้วย แต่เมื่อตรวจสอบแคชเชียร์เช็คกลับปรากฏชื่อของนายณฐพร โตประยูร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (นายศรีราชา วงศารยางกูร) ได้รับเงินดังกล่าวด้วย 60 ล้านบาท และไม่มีแคชเชียร์เช็คให้กับนายศุภชัยแต่อย่างใด ซึ่งในส่วนนี้ไม่ทราบว่ามีการตกลงขายกันอย่างไร ทั้งที่หาก ปปง. ต้องการจะตรวจสอบจริง ๆ ก็สามารถเชิญบริษัท พิษณุโลกเอทานอล จำกัด มาให้ถ้อยคำ และตรวจสอบการสั่งจ่ายเงินดังกล่าวได้
แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า กรณีนี้มีเงื่อนงำบางอย่างที่น่าสงสัย เนื่องจาก ปปง. ให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปดำเนินการขายที่ดินเอง ทั้งที่ตามระเบียบ ปปง. แล้ว จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขายทอดตลาด เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ และมีการประมูลเพื่อเสนอราคาซื้อที่ดิน ทำให้มีการพูดกันทั้งใน ปปง. และดีเอสไอว่า อาจมีผู้บริหารระดับสูงบางรายในดีเอสไอได้รับผลประโยชน์หรือส่วนแบ่งในการขายที่ดินครั้งนี้ด้วย
ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากดีเอสไอแจ้งว่า กรณีนี้ น.ส.สุวณา สุวรรณจูฑะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ (ปัจจุบันเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการขายที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่ผ่านมาปีเศษ เรื่องได้เงียบหายไป และยังไม่มีรายงานความคืบหน้าในการตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณฐพร โตประยูร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (นายศรีราชา วงศารยางกูร) ปรากฎชื่อได้รับแคชเชียร์เช็ค วงเงิน 60 ล้านบาท จากการขายที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายในคดียักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ฯกว่าหมื่นล้านบาท

ขณะที่นายณฐพร ให้สัมภาษณ์กรณีนี้ว่า ได้รับเช็คดังกล่าวรวมวงเงิน 60 ล้านบาทจริง โดยเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการขายที่ดิน มีลักษณะเป็นเหมือนค่านายหน้า

ส่วนนายศรีราชา ได้เรียกนายณฐพรเข้ามาชี้แจงกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้ปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา เนื่องจากนายณฐพรไม่ได้ทำอะไรผิด 
  
กรณีข่าวนี้มีการวิเคราะห์ข่าวตามหลักความเป็นจริงจะพบว่า

1. คดีนี้ไม่มีเจ้าทุกข์แล้ว  เพราะสหกรณ์กับศิษย์วัดพระธรรมกายไกล่เกลี่ยกันได้แล้ว และสหกรณ์ขอถอนฟ้องไปแล้ว แต่  DSI ก็ยังพยายามจะทำคดีคต่อ ขอถามว่า DSI ใช้กฎหมายข้อใดในการออกหมายเรียกและตั้งข้อกล่าวหาในคดีที่ไม่มีเจ้าทุกข์ ทำแบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่

2. DSI ปปง. และที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่เป็นคนกลางสืบสวนคดี แต่ทำไมปฏิบัติตนลงไปเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเจ้าหนี้คือสหกรณ์เสียเอง เพราะว่า

2.1) คดีของสหกรณ์ยังไม่จบ ทำไมถึงนำทรัพย์สินของผู้ต้องหาที่อายัดไว้ไปงุบงิบขาย ถ้าหากคดีพลิกขึ้นมาว่าไม่ได้ทำความผิดจะทำยังไง ทำแบบนี้ถูกกฎหมายหรือไม่
http://www.isranews.org/investigative/investigate-news-person/item/46395-ppng_46395dddmm.html


2.2) ขายได้เงินมาแล้ว 477 ล้าน ทำไมไม่คืนให้สหกรณ์ทั้งหมด กลับมาหักหัวคิวไว้ 249 ล้าน จ่ายค่านายหน้า 60 ล้าน แบ่งให้สหกรณ์ 100 ล้าน ทำแบบนี้ถูกกฎหมายหรือไม่

http://www.isranews.org/isranews-news/item/46268-supachai.html

2.3) สหกรณ์กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินที่ขาดสภาพคล่อง ทำไม DSI ไม่ให้สหกรณ์เป็นผู้ขายทรัพย์สินเอง จะได้ไม่ต้องจ่ายค่านายหน้าและค่าคนกลาง DSI ทำกับทรัพย์สินผู้ต้องหาแบบนี้ถูกกฎหมายหรือไม่ เป็นการซ้ำเติมสหกรณ์ให้แย่ลงไปอีกหรือไม่

ขอถามว่าการที่ DSI ลงไปเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคดีสหกรณ์เสียเอง เป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่

3. ในเมื่อ  DSI ปปง. และที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้รักษามาตรฐานการใช้กฎหมายของบ้านเมือง กลายเป็นผู้ร่วมกันทำคดีของสหกรณ์แบบมีเงื่อมงำ ผิดขั้นตอน ไม่โปร่งใส และมีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีเช่นนี้ จะให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและวิธีใช้กฎหมายของ  DSI ได้ยังไง

4. การที่ DSI กำลังพยายามดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ทั้งที่คดีนี้ไม่มีเจ้าทุกข์ ถือว่าไม่เป็นธรรมกับลูกศิษย์วัดพระธรรมกายนับล้านคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก

-------------------------------------------------

๒๒ เมษายน ๒๕๕๙

๑๓.๐๙ น.

Cr.Ptreetep

สงฆ์ 500 รูป 16 จังหวัด ทำพิธีประกาศอุกเขปนียกรรม ไม่ร่วมสังฆกรรม ‘พุทธะอิสระ’





เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ลานโพธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ผู้สื่อขาวรายงานว่า คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ประกอบด้วย จ.นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และลพบุรี จำนวน 500 รูป

ทำพิธีอุกเขปนียกรรม พระสุวิทย์ ธีรมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม  มีความผิดตามพระวินัยข้อ 200โดยมี ก่อวิวาทะ ระราน กล่าวหา ใส่ร้าย ยกตนข่มท่านต่อพระสงฆ์ คณะสงฆ์ พระมหาเถระ พระเถระ และพระสังฆาธิการทั่วสังฆมณฑลเป็นภิกษุพาล ก้าวล่วง จ้วงจาบ ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์จึงประกาศกระทำอุกเขปนียกรรม และขอคณะสงฆ์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งหลายจงอย่าได้สังเสวนา คบหาสมาคม ร่วมสังฆกรรม ให้การต้อนรับพระพุทธะอิสระ

http://www.matichon.co.th/news/114697

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget