วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ได้ยินมาอีกเเล้วว่าวัดรวย
ถามตัวเองว่า ถ้าเราจะรวยบ้าง เราจะต้องมีเงินมากเท่าไรถึงเข้าขั้นเรียกว่ารวย?
เเละใครกัน คนอื่น หรือตัวเรา ที่จะเป็นคนชี้ชัดว่า รวยหรือไม่รวย?
ถ้าคนอื่นมาบอกว่าผมรวย นั่นคงเป็นเพราะเขาเอาผม
ไปเทียบกับคนที่ด้อยกว่า จึงมองว่าผมรวย
เเละก็คงเช่นเดียวกัน ถ้าผมจะบอกว่าผมจนมาก ก็คงเป็นเพราะผมเอาตัวเอง
ไปเทียบกับเพื่อนๆที่ทำงานมีเงินเดือนสูงๆ
เเต่ถ้าหากไม่เอาผมไปเทียบกับใคร
เเต่เอามาเทียบกับความจำเป็นที่ผมต้องใช้ในชีวิต

ผมก็คงตอบได้ว่า ผมกำลังพอดีๆ ไม่ได้จน ไม่ได้รวย
ผมลองมาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายประจำของผมว่ามีอะไรบ้าง?
ก็พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลักๆก็มีค่าตัดผม
ซึ่งเดือนหนึ่งอย่างต่ำตัดสองครั้ง

นอกนั้นก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ส่วนที่เหลือก็เก็บทำบุญ
เเต่ถ้าเป็นเพื่อนๆซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากมาย ทั้งเรืองครอบครัว
เรื่องลูก เรื่องค่าใช้จ่ายทางบ้านของพ่อตา เเม่ยาย
ค่าใช้จ่ายงานสังคม จ่ายลูกน้อง
เเละยังต้องจ่ายอะไร ต่ออะไรอีกเยอะเเยะ ซึ่งจำเป็นต้องมีรายรับสูงมากกว่าผมหลายสิบเท่า
เเละเมื่อหักลบ รายรับ-จ่ายเเล้ว
ผมก็ว่าคงเหลือพอๆกัน

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้
เหมือนอย่างจะมาบอกว่า มหาวิทยาลัยรวยกว่าโรงเรียนประถม หรือมัธยมก็คงไม่ได้เช่นกัน
ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยมีรายรับในเเต่ละปีมากกว่าโรงเรียนมากมาย
เเละทำนองเดียวกันที่มองผิวเผินเเล้ว จะสรุปว่าวัดนี้รวย วัดนี้จน ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เเล้วที่ว่าวัดนี้รวย วัดนี้จนนั้น

เรากำลังเอาเนื้อที่ขนาดของวัดมาเทียบ หรือเอาอาคารสิ่งก่อสร้าง
เอาจำนวนคนเข้าวัด เอาปัจจัยที่สาธุชนทำบุญมาเทียบ หรือเอาวัตถุประสงค์ในการสร้างวัดมาเทียบ

เรากำลังเอาอะไรมาเทียบกัน
ถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนในชุมชน หรือในหมู่บ้านก็ต้องทำเเบบหนึ่ง
ถ้าในตำบล ในอำเภอก็อีกเเบบหนึ่งในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง 
ในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

เเละถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนทั้งประเทศ หรือเพื่อเป็นสถานที่เผยเเผ่ธรรมะ
พระพุทธศาสนาให้เเก่คนทั้งโลกก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

จึงไม่ใช่เรื่องที่มองเเค่บางจุดเเล้วก็บอกว่ารวยหรือจน

เหมือนโรงเรียนเหมือนมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้เหมือนกัน
เเต่ต่างก็มีบทบาทเเละหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นอยู่ที่ว่าได้วางบทบาทหน้าที่เอาไว้อย่างไร??
เเล้วสามารถตอบสนองต่อบทบาทของตัวเองได้ไหม???


หรือว่าได้ทำหน้าที่ให้คุ้มค่ากับกำลังงบประมาณที่ใช้ไปหรือเปล่า
Cr: โค้ก อลงกรณ์ บันทึกอุปัฏฐาก


วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559


ไม่นึกไม่ฝัน จะได้อยู่ในยุคสองเเผ่นดิน เนื่องจากตั้งเเต่เด็ก จนโต หรือจนเเก่ เชื่อว่าหลายๆคนคงจะจดจำ
เเละชินตา กับภาพ พระเจ้าอยู่หัว จนไม่นึกว่าจะมีวันนี้ที่่

                              "ไม่มีพระเจ้าอยู่หัว"


ภาพของประชาชน ไม่ว่า
คนไทย  ที่ร่วมถวายความไว้อาลัยอย่างเนืองเเน่น ทั่วประเทศขณะนี้ ทำให้ย้อนคิดถึงละครเรื่องหนึ่ง
ที่สร้างมากี่ครั้ง ก็ตราตรึงใจ มีความเป็นไทย ที่บรรยาย เเสดงเอกลักษณ์ออกมาได้อย่างงดงาม ทั้งที่เป็นตัวอักษร
หรือ การเคลื่อนไหวบนเเผ่นฟิล์ม ในจอภาพยนต์ หรือจอโทรทัศน์ ไม่ใช่
เเค่สะท้อนความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีตได้อย่างชัดเจน
เเต่ยังเล่าเหตุการณ์ของเเผ่นดินในยุคต่างๆ ได้ถึง 4 สมัย
นวนิยายเเละละคร"สี่แผ่นดิน"

ได้บรรยายายความรู้สึกของ "พลอย" ในเหตุการณ์สิ้นในหลวง ครั้งหนึ่งได้อย่างเข้าใจ อย่างเเจ่มเเจ้ง ว่า
คนไทยนั้นเเต่ไหนมา ล้วนผูกพันธ์ กับพระเจ้าอยู่หัว  อย่างเเนบเเน่น ความรักของคนไทย
กับพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ความรัก เเบบผู้ปกครอง กับ ผู้ถูกปกครอง เเต่
เป็นความรัก เเบบ พ่อ กับ ลูก
เมื่อวันหนึ่ง ไม่มีพระเจ้าอยู่หัว ความรู้สึกของคนทั้งประเทศ จึงเป็นดั่ง
ลูกที่พ่อจากไป
ลองอ่านท่อนหนึ่งของบทประพันธ์นี้ดู เเล้วจะเข้าใจ เเละอาจจะชื่นชม ความเเข็งเเกร่งของ เเม่พลอย
ที่ทนได้อย่างไร กับการเปลี่ยนเเปลง ถึงสี่เเผ่นดิน เพราะเราๆ เเค่ เเผ่นดินเดียวใจคนไทยเราตอนนี้
ก็เเทบจะสลายเเล้ว
"วันนั้นอากาศมืดครึ้มไปทั่ว ไม่มีแสงแดด ทำให้ดูครึ้ม เยือกเย็น ลมเหนือที่เริ่มจะพัดในเดือนตุลาคมหยุดนิ่ง ในวันนั้นแม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่กระดิก เสียงนกเล็กๆ ที่เคยร้องอยู่ตามพุ่มไม้ก็เงียบหายไป ธรรมชาติทั่วทั้งกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะแสดงความโศกสลดในความวิปโยคอันยิ่งใหญ่... 
...พลอยใจหายวาบต้องทรุดตัวลงนั่งที่กระไดตึก นึกสังหรณ์ใจขึ้นมาทันทีว่า ยายเทียบมิได้พูดข่าวลือเหลวไหล แต่ใจนั้นยังไม่ยอมเชื่อ เพราะถ้าประชวรหนักหนาก็คงจะรู้เรื่องมาก่อน แต่พลอยได้ข่าวประชวรมาเพียงห้าหกวันเท่านั้น จริงอยู่คุณเปรมหายไปทั้งคืนคงจะต้องมีเหตุสำคัญในวัง แต่บางทีพระอาการประชวรจะหนักขึ้นเท่านั้นเอง เห็นจะไม่ใช่สวรรคต พลอยพยายามหลอกตัวเองว่า พระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จสวรรคต เพราะยังไม่สามารถจะเชื่อได้ว่าจะเสด็จสวรรคตได้อย่างไร" 



.........“ภายหลังจากที่คุณเปรมกลับมาเล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวประชวรไม่เสด็จออก พลอยนึกแน่ใจว่าเป็นการ ประชวรตามปกติเพราะไม่มีใครพูดถึงอาการประชวรนี้เลย หลังจากได้ทราบข่าวประชวรราวๆ ห้าวัน 
รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ยายเทียบกลับจากตลาดตอนสายเดินร้องไห้โฮๆ เข้ามาในบ้านบอกว่า เขาพูดกันในตลาดว่า ในหลวงสวรรคตเสียแล้ว วันนี้คนร้องไห้กันทั้งตลาดไม่มี ใครทำมาค้าขายกันเลย
แต่เรื่องพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตนั้น พลอยไม่เคยนึกถึงเลยและถึง แม้ว่าจะนึกถึงก็เห็นว่าตัวนั้นบาปกรรมอย่างหนักทีเดียว แต่ถ้ายายเทียบไม่เหลวไหลและข่าวนี้เป็นความจริงก็เท่ากับว่าหลัก หรือแกนของโลก มนุษย์ที่พลอยรู้จักนั้นสลายลง อีกครู่หนึ่งก็มีเสียงคนร้องไห้มาจากครัว และเสียงคนร้องไห้มาจากเรือนคุณนุ้ย... คุณเปรมก็ร้องไห้ คำตอบเท่านั้นพอแล้วสำหรับพลอย พลอยก้มลงกราบพระบรมรูป แล้วก็ซบหน้าลงกับตักคุณเปรม ร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่น้อยกว่าเมื่อครั้งเจ้าคุณพ่อตาย แต่ในใจของพลอยนั้น รู้สึกว่าคราวนี้เป็นความสูญเสียที่มาก กว่าแรงกว่าและจะมีผลไกลกว่าเป็นหนักหนา
พลอยรีบแต่งกายเข้าเครื่องไว้ทุกข์ อย่างน้อยที่สุดที่ตนจะทำได้ในวันนี้ ก็คือไปคอยเฝ้าถวายบังคมพระบรมศพตามข้างถนนหนทางยังดีกว่านั่งอยู่ที่บ้านโดยไม่มีจิตใจจะทำอะไรถูกตลอดทางที่พลอยผ่าน มีแต่ชาวบ้านแต่งกายไว้ทุกข์นุ่งดำ ทุกคนมีใบหน้าอันเศร้าหมองส่วนมากถือดอกไม้ธูปเทียนในมือ บางคนเดินร้องไห้ดังๆ บางคนก็เช็ดน้ำตา ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปคอยกระบวนพระบรมศพ
พระบรมโกศประดิษฐานอยู่บนพระยานมาศสามลำคาน กั้นกางด้วยพระมหาเศวตฉัตรแลดูสูงทะมึน มีเสียงร้องไห้ดังระงมด้วย
ความรู้สึกจากหัวใจ ทุกคนก้มลงกราบถวายบังคม พลอยนั่งใจเต้นระทึก พลอยก้มลงกราบถวายบังคมและเมื่อเงยหน้าขึ้น ตาก็พอดีไปจับอยู่ที่ใบหน้าทหารคนหนึ่งที่ยืนรายทาง ทหารคนนั้นยืนถือปืนกลับปลายกระบอกลง ก้มหน้าไม่มีกระดิก แต่สิ่งที่เข้ามาปลดปล่อยความรู้สึกของพลอยให้ปะทุออกมาทั้งหมดก็คือ บนใบหน้าของทหารคนนั้นมีทางน้ำตาเป็นทางยาวไหลอาบแก้ม พลอยเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น แต่เพราะทหารคนนั้น พลอยก็ปล่อยโฮออกมาอย่างหมดอับอาย”


ความตอนหนึ่งจาก "สี่แผ่นดิน" - ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชาวไทยน้อมส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
สู่สวรรคาลัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยถึง 70 ปี โดยทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทย ซึ่งพร้อมใจกันถวายพระสมัญญานามให้ทรงเป็นมหาราช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สามในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับการศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อยังทรงพระเยาว์ และต่อมาทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระเชษฐา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 โดยได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้ฟื้นฟูสถานะและความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ ให้กลับมามีบทบาทนำในสังคมไทยอีกครั้ง
ผ่านการเสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชนแม้ในถิ่นทุรกันดาร และทรงงานพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรผู้ยากไร้ โดยมีพระราชดำริจัดทำโครงการหลวงกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและกองทัพ ทั้งยังทรงเป็นผู้วางแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นแนวคิดที่ต้านทานกระแสทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นผู้คลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทยหลายครั้ง
ทั้งในเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาและขบวนการนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ซึ่งทรงโปรดให้

พลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และพลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลทหารเข้าเฝ้าและมีพระราชดำรัสต่อทั้งสองฝ่าย
ซึ่งนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งของพลเอกสุจินดาในเวลาต่อมา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปิดรับคำวิจารณ์จากสาธารณชน โดยในพระราชดำรัสเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ได้ แม้จะมีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ก็ตาม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557 จนในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เสด็จสวรรคต เมื่อเวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชย์สมบัติได้ 70 ปี


cr. https://goo.gl/OjwEUS
...............

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เจ้าหน้าที่ DSI พัวพันคดีขายที่ดิน"ศุภชัย" 477 ล.ชิงลาออกแล้ว และถูกแจ้งหลายข้อหา


 กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 1,822 ไร่ ขายให้กับบริษัท พิษณุโลก เอทานอล จำกัด วงเงินกว่า 477 ล้านบาท โดยระบุว่า เป็นการขายเพื่อชดใช้คืนให้กับสหกรณ์ฯ แต่พบว่ามีการคืนเงินให้สหกรณ์ฯแค่ 100 ล้านบาท

ปปง. ระบุว่า กรณีนี้อาจมีผู้บริหารระดับสูงในดีเอสไอและ ปปง. เข้าไปเกี่ยวข้อง ได้รับส่วนแบ่งในการขายที่ดินดังกล่าว
เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ ปรากฏชื่อของนายกิตติก้อง คณาจันทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ศูนย์ปราบปรามการฟอกเงินความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ
โดยปัจจุบันนายกิตติก้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกกรณีหนึ่ง คือ การสอบปากคำพยานโดยไม่มีอัยการเข้าร่วม ซึ่งคณะกรรมการฯได้สรุปผลสอบแล้วนั้น
ล่าสุด นายกิตติก้อง ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากดีเอสไอแล้วประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้(สำนักข่าวอิศรา)
DSI ตรวจสอบแต่ประชาชน แต่คนของตัวเอง กลับปล่อยให้มีผลประโยชน์ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคดีนี้ แบบนี้จะให้ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร เมื่อเจ้าหน้าที่ ทำผิดเสียเอง 

ส่วนเรื่องนี้ !!

ใครจะรับผิดชอบ
แต่ที่ชัดมาก คือ ตายใน DSI

 

หมดสิ้นแล้วความยุติธรรม ..................
นี่หากนพ.เหรียญทอง(ผอ.รพ.มงกุฏวัฒนะ) ไม่ออกมาปกป้องทีมแพทย์ ก็คงไม่รู้ว่าจนท.DSI มีการรายงานข้อมูลเท็จ(โกหก) แล้วคดีอื่นๆที่ผ่านมา ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน จะเป็นอย่างไร

เชื่อถือได้แค่ใหน? ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องแบบนี้ จะเกิดขึ้นในหน่วยงาน ที่มีความน่าเชื่อถือระดับประเทศสังกัดก.ยุติธรรม
เมื่อหน่วยงานของก.ยุติธรรมในวันนี้ เต็มไปด้วยจนท.ที่พร้อมจะโกหก หลอกลวง ไปวันๆ แบบนี้ ประชาชน คงจะหวังพึ่งใครและเชื่อใจใครในหน่วยงานนี้ไม่ได้แล้ว เพราะอาจถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา และกลายเป็นแพะได้ทุกเมื่อ ตราบใดที่จนท.ชุดนี้ยังอยู่ เป็นไปได้ยาก ที่จะได้รับความยุติธรรม


เจ้าหน้าที่ DSI คดีขายที่ดิน"ศุภชัย"ชิงลาออก ส่วนเรื่อง"ธวัชชัย" ใครจะรับผิดชอบค่ะ??



วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559



เมื่อประมาณปี ๒๕๑๐ เป็นช่วงเวลาที่กลุ่มปัญญาชนของชาติ กำลังมุ่งที่จะเปลี่ยนเเปลงประเทศ โดยการฝักใฝ่สนใจในลักธิคอมมิวนิสต์กันเป็นจำนวนมาก มีการชุมนุมเรื่องการเมืองเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บ้านเมืองไม่สงบสุข ส่วนประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม  เขมร ลาว เเละพม่า ล้วนเเต่ตกอยู่ในอำนาจของลักธิมิจฉาทิฏฐิดังกล่าว มีสงครามภายในประเทศกันอย่างรุนเเรง ผู้คนล้มตายมากมาย
         เเต่หากในช่วงเวลาเดียวกัน ก็มีการก่อกำเนิดเด็กหนุ่มสาว ที่สนใจเรื่องศาสนาอย่างหมู่คณะที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวัดปากน้ำภาษีเจริญ มีคุณยายอาจารย์เเม่ชีจันทร์  ขนนกยูง( คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) สมัยนั้นเป็นผู้ฝึกฝน อบรม เเละสอนสมาธิ จนเด็กหนุ่มผู้นำกลุ่ม ได้เกิดปัญญาจากการนั่งสมาธิ ได้ตั้งสัตยาธิษฐานเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณยายในปีนั้น ขออยู่เป็นโสด ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งใจปฏิบัติธรรม เเละช่วยงานพระศาสนาไปจนตลอดชีวิต  เเละหลังจากนั้นในเเต่ละปีทุกวันคล้ายวันเกิดของท่าน ก็จะมีสมาชิกในกลุ่มค่อยๆทยอย ตั้งสัตยาธิษฐานตาม จนรวบรวมหมู่คณะได้จำนวนหนึ่ง ถึงได้มีการคิดถึง การบวช เเละการสร้างวัดเพื่อรองรับงานพระพุทธศาสนาตามมา
        บ้านธรรมประสิทธิ์ ที่พักของคุณยายอาจารย์ ถือเป็นจุดเริ่มต้น ของหมู่คณะก่อนที่จะมาเป็นวัดพระธรรมกาย ในเวลาต่อมา ถือเป็นบ้านเเห่งความทรงจำสำหรับบุคคลรุ่นบุกเบิกที่เคยไป ได้เห็นความ ไม่มี ก่อนที่จะมี ได้เห็นการค่อยๆสร้าง วัด สร้างคน สร้างทีม ระดมทุน จากจุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ได้เห็นความฉลาดเฉลียว ปฏิภาณไหวพริบ ของผู้นำ จนถึงลูกทีม ที่ร่วมกันฝันฝ่าทุกปัญหาเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา จนถึงทุกวันนี้ที่หลายคนในยุคนั้นได้สิ้นอายุขัยไปตามกาลเวลา หรือที่ยังคงอยู่ก็ล้วนเเต่เป็นวัยบั้นปลายชีวิต เเต่ก็ยังคงจำได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยกันเเละกันในหมู่คณะในสมัยนั้นได้ดี โดยเฉพาะเรื่องราวประทับใจ ระหว่างหลวงพ่อเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระเทพญาณมหามุนี เเละรองเจ้าอาวาส คือ พระภาวนาวิริยคุณ ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็น รุ่นพี่ที่เรียนจบพึ่งเข้าทำงาน กับรุ่นน้องสถาบันเดียวกันที่ยังเรียนอยู่ คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เเต่รักในการปฎิบัติธรรม ต้องมาปฏิบัติธรรมกับหมู่คณะไม่เคยขาด ซึ่งอุบาสิกาถวิล วัติรางกูล หรือป้าหวิน ได้พบเห็นเเละบันทึกเหตุการณ์ช่วงนั้นไว้ว่า

     มีอยู่เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งสมาธิกันเงียบกริบ ป้ายังกำหนดใจอะไรไม่ได้ พอหูได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่พื้นกระดาน ใจของป้าก็คิดเป็นห่วงกระเป๋าสตางค์ของบรรดาชาย  เกรงจะมีใครเเอบขึ้นบันไดมาหยิบเอาไปหมด เวลานั้นป้าไม่เข้าใจว่า ทำไมเวลานั่งสมาธิ ผู้ชายทุกคนจะต้องหยิบเอากระเป๋าสตางค์  ออกมาจากกางเกงเอาไว้ข้างตัว ป้าคิดเอาเองว่า
"เค้าคงปล่อยวาง ไม่ยึดติดในสมบัติอะไรกระมัง เลยเอาทรัพย์สินเงินทองออกมาวางทิ้งซะ"


ภายหลังจึงทราบว่า เพราะมีกระเป๋าสตางค์อยู่ในกางเกง กระเป๋าจะค้ำตัว ทำให้กางเกงตึง นั่งไม่สบาย เเต่การนั่งสบายของฝ่ายชาย ทำให้ป้ารู้สึกไม่สบาย เป็นห่วงเป็นใยกระเป๋าพวกนั้น
     พอนึกห่วง ก็หรี่ตาดู ว่าอะไรมาทำเสียงเหมือนคนเคลื่อนไหว ป้าเห็นหลวงพ่อรองเจ้าอาวาสของเรา ท่านกำลังคลานมาทางด้านหลังของคนอื่นๆที่นั่งสมาธิล้อมเกือบเป็นรูปวงกลม  ป้ามองตาม จนในที่สุดก็เห็นคลานไปที่กระเป๋าสตางค์ของหลวงพ่อเจ้าอาวาส หยิบขึ้นมาเปิด ป้าหรี่ตาจ้องมองเป๋งเลย  เปิดกระเป๋าคนอื่นทำไม ป้าเห็นเปิดเเล้วทำท่าเหมือนนับดูเงิน ขณะเดียวกัน ก็ดึงกระเป๋าสตางค์ตัวเองออกมาจากกางเกง หยิบธนบัตรออกมานับปึกหนึ่ง ใส่ลงในกระเป๋าของอีกฝ่าย ป้าถอนใจอย่างโล่งอก รู้สึกตื้นตันจนน้ำตาซึม นึกไป
"สงสัยซะใหญ่โต ที่เเท้คุณเด็ดก็ห่วงน้องจะไม่มีเงินใช้ กำลังเรียนปีสุดท้าย ต้องใช้จ่ายมาก ส่วนคุณเด็ดเรียนจบเเล้ว มีงานทำรายได้ดี จึงเอามาเเอบเเบ่งให้ใช้ ถ้าให้ซึ่งๆหน้า ฝ่ายน้องก็คงไม่ยอมรับ คงบอกคอเป็นเอ็นว่า มีเเล้ว มีเเล้ว ทั้งที่มีบาทเดียวก็ได้ว่ามีเเล้วนั่นเอง"


   นับเเต่วันนั้นมา ป้าจะได้ยินคนคลานเคลื่อนไหว ขณะนั่งสมาธิอีกกี่ครั้ง ก็ไม่กังวลห่วงใย
จนต้องลืมตาดูอีกเลย
ทำให้ความทรงจำของป้าเกี่ยวกับบ้านธรรมประสิทธิ์ ล้วนเเต่เป็นความทรงจำที่มีความอบอุ่น เป็นความทรงจำในอดีตที่ไม่มีวันย้อนกลับมาเกิดใหม่ได้อีก เเละให้ข้อคิดตามที่ป้าได้บันทึกไว้ว่า
คนมีความทุกข์ จะเป็นทุกข์เเง่ใดก็ตาม จะขวนขวายสนใจ เเละเอาจริงต่อการศึกษาเล่าเรียน  ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนา ตรงข้ามกับคนที่มีความสุข มีความสมบูรณ์พรั่งพร้อม ในโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มักเป็นผู้ประมาทมัวเมา มองไม่เห็นคุณค่าของคำสอน เเละมักถือว่า ไม่ต้องสนใจ  ไม่ต้องทำตาม ชีวิตก็สุขสบายดีเเล้ว ไม่รู้ความจริงว่า ที่ตนสุขสบายอยู่นั้น เพราะผลของกรรมดี ที่ทำไว้ในอดีตค้ำจุนอยู่ เมื่อใดบุญนั้นหมดลง กรรมชั่วอื่นๆที่ค้างอยู่ก็คงตามมาให้ผลเเทน เมื่อนั้นก็ต้องพบกับความวิบัติเเน่นอน....

 จากหนังสือ จากความทรงจำ เรื่องกำเนิดวัดพระธรรมกาย
 โดยอุบาสิกาถวิล วัติรางกูล
หมายเหตุ ชื่อเรียก"คุณเด็ด" มาจากนามเดิมก่อนบวชของพระภาวนาวิริยคุณ คือ นายเผด็จ ผ่องสวัสดิ์

คำวินิจฉัยของศาลปกครองถึงวัดพระธรรมกาย!!
หลายวันก่อน ศาลปกครองสั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ในมูลฐานความผิดที่ไม่ตักเตือนคณะกรรมการบริหารสหกรณ์ ปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิกจนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง



จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองนี้ ยืนยันชัดเจนว่า
1. คดีนี้ผู้เสียหายคือสมาชิกสหกรณ์ ไม่ใช่แผ่นดินเป็นผู้เสียหาย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดิน
2. คดีสหกรณ์เป็นปัญหาที่เกิดจากการบริหารภายในสหกรณ์ ไม่ใช่ปัญหาจากภายนอกสหกรณ์
3. เมื่อเป็นปัญหาการบริหารสหกรณ์ สมาชิกต้องร้องเรียนปัญหาสหกรณ์กับศาลปกครอง ไม่ใช่ไปร้องเรียนกับ ปปง. หรือดีเอสไอ
4. ปัญหาการขาดสภาพคล่องของสหกรณ์นั้น วัดพระธรรมกายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว
เพราะวัดพระธรรมกายมิใช่ผู้บริหารสหกรณ์ ไม่มีอำนาจในการอนุมัติเงินกู้ของสหกรณ์ ให้แก่สมาชิกรายใดแม้แต่คนเดียว
5. การบริจาคของคุณศุภชัยนั้น เป็นการบริจาคโดยส่วนตัว และวัดพระธรรมกายก็ไม่ทราบความเป็นมาของเงิน เพราะถือว่าเป็นสิทธิของผู้บริจาคที่ไม่จำเป็นต้อง บอกเส้นทางการเงินของตัวเองให้ผู้อื่นทราบ
6. คุณศุภชัยได้บริจาคเงินไปหลายที่ ส่วนที่บริจาคมายังวัดพระธรรมกายนั้น เป็นเงินไม่ถึง 10 % ของวงเงินทั้งหมด และระหว่างลูกศิษย์วัดกับสหกรณ์ ก็ได้มีการตั้งกองทุนช่วยเหลือกันไปแล้ว ตามยอดการบริจาคเข้ามาของคุณศุภชัย
7. การตั้งกองทุนช่วยเหลือกันครั้งนี้ ศิษย์วัดพระธรรมกายกับสหกรณ์ ได้ทำสัญญาช่วยเหลือกัน จนครบตามจำนวนเงินที่มีการบริจาคมา ซึ่งการช่วยเหลือนี้ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่สมาชิก และประคับประคองมิให้สหกรณ์ต้องล้มละลาย
8. วัดพระธรรมกายกับสหกรณ์ไม่ได้ อยู่ในฐานะลูกหนี้กับเจ้าหนี้ที่ต้องชดใช้หนี้สินกัน ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ก่อความเสียหายกับผู้เสียหาย ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายต่อกัน เพราะวัดพระธรรมกายไม่เคยกู้เงินจากสหกรณ์ และสหกรณ์ก็ไม่เคยปล่อยกู้ให้วัดพระธรรมกาย ดังนั้น ปัญหาที่สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง จึงไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากวัดพระธรรมกาย


9. การที่ประเทศชาติจะเกิดความเสียหายได้ ก็ต่อเมื่อสหกรณ์ล้มละลาย เมื่อนั้นถึงจะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน แต่ถึงกระนั้นถ้าหากสหกรณ์ล้มละลายจริงๆ สาเหตุการล้มละลายก็มิได้เกิดจากวัดพระธรรมกาย แต่เกิดจากปัญหาการบริหารสหกรณ์อยู่ดี ไม่ว่าคิดจากมุมไหน ความเสียหายของสหกรณ์ จึงไม่ได้เกิดจากวัดพระธรรมกาย
10. ตลอด 2 ปี มานี้ เมื่อสหกรณ์ มีปัญหาขาดสภาพคล่องเกิดขึ้น ศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นเพียงคนกลุ่มเดียว ที่ตั้งกองทุนช่วยเหลือสหกรณ์ไม่ให้ล้มละลาย ขณะที่บุคคลอื่นซึ่งรับเงินสหกรณ์ไปกว่า 90 % ของวงเงินทั้งหมด ไม่เคยยื่นมือมาช่วยเหลือสหกรณ์แม้แต่บาทเดียว
11. ตลอด 2 ปีมานี้ ที่สหกรณ์ไม่ล้มละลายนั้น ก็เพราะวัดพระธรรมกายให้การช่วยเหลือมาโดยตลอด
วัดพระธรรมกายจึงอยู่ในฐานะผู้ช่วยเหลือสหกรณ์ ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ก่อความเสียหายให้สหกรณ์ เมื่อประมวลลำดับขั้นตอนอย่างนี้แล้ว 
 บวกกับคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา เพราะเป็นปัญหาการบริหารสหกรณ์ และวัดพระธรรมกายไม่ใช่ผู้สร้างความเสียหายให้สหกรณ์

คำถาม
1. ทำไมดีเอสไอจึงตีความว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน และกลับมาตั้งข้อหา ผู้ที่ช่วยเหลือสหกรณ์ไม่ให้ล้มละลาย ว่าเป็นผู้สร้างความเสียหายให้สหกรณ์
2. ทำไมดีเอสไอถึงไม่แนะนำนายธรรมนูญ ผู้มาร้องทุกข์ ให้ดำเนินการร้องทุกข์กับศาลปกครอง เหมือนอย่างกับที่สมาชิกรายอื่นทำ แต่กลับอาศัยเหตุนี้ เป็นข้ออ้างมาดำเนินคดีกับหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
3. การกระทำของดีเอสไอที่ผ่านมานั้นขัดแย้ง กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองหรือไม่ ในกรณีที่ไปตีความคดีแพ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ทั้งที่ประเทศยังไม่ได้ตกอยู่ในฐานะผู้เสียหาย เพราะสหกรณ์ยังมิได้ล้มละลาย
4. กรณีที่เช็ค 878 ฉบับนั้น มีผู้รับเช็คไป 30 กว่ากลุ่ม มีเช็คเพียง 20 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย และได้หาทางออกร่วมกับสหกรณ์ จนช่วยเหลือสหกรณ์พ้นภาวะล้มละลายได้แล้ว ทำไมดีเอสไอไม่ไปตามไล่บี้เช็คอีก 858 ฉบับ แต่กลับเจาะจงไล่บี้เฉพาะวัดพระธรรมกาย เหตุใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้มีความเสมอภาคต่อกัน
5. วัดพระธรรมกายเป็นเพียงคนกลุ่มเดียว ที่ช่วยเหลือสหกรณ์ไม่ให้ล้มละลาย การมาไล่บี้ผู้ที่ไม่ได้ก่อความเสียหายให้สหกรณ์เช่นนี้ ถือว่าเป็นการจงใจกลั่นแกล้งประชาชนที่ไม่มีความผิด ให้กลายเป็นผู้มีความผิดหรือไม่ ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ?
6. หากการทำงานของดีเอสไอ ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่วัดพระธรรมกายตลอด 7 เดือนนี้ 
ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ???
1) ดีเอสไอ
2) รมว.ยุติธรรม หรือว่าใคร
อ่านเเล้วช่วยกันเเชร์ความจริง

cr : Ptt Cnkr
ขอบคุณเเหล่งข้อมูล:http://specialcasestudy.blogspot.de/2016/08/blog-post_26.html

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ศาสนาทุกศาสนามีประวัติศาสตร์ยาวนานมาเป็นพันๆ ปี
ทุกศาสนาต่างมีสัญลักษณ์อันเป็นศูนย์กลางของแต่ละศาสนา

หินดำศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ
คือสัญลักษณ์อันเป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิมทั่วโลก
เสาโอบิลิสแห่งนครวาติกัน
คือสัญลักษณ์อันเป็นศูนย์กลางของชาวคริสตจักรทั่วโลก
พระเจดีย์ทุกรูปทรงในศาสนาพุทธ
ที่ปรากฏในทุกประเทศเมืองพุทธ
คือสัญลักษณ์อันเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธในแต่ละท้องถิ่น
ที่ชาวพุทธทุกประเทศให้ความเคารพเสมอกัน
พระมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นเจดีย์ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน
แต่ถอดแบบอัตลักษณ์ทางศิลปะ
มาจากเจดีย์ทรงบาตรคว่ำในสมัยโบราณ
ผสานเข้ากับแนวคิดพุทธปรัชญาของเจดีย์บุโรพุทโธ
ก่อกำเนิดเป็นเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ
ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 1 ล้านองค์
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก
ถ้าหาก "ทนายโซเชียล" ตีความว่า
การใช้ร่างกายตนเอง ล้อเลียน "พระเจดีย์ที่ถอดอัตลักษณ์

มาจากลายเส้นทรงบาตรคว่ำ ผสานแนวคิดเจดีย์บุโรพุทโธ

ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 1 ล้านองค์" 

เป็นการกระทำที่ไม่มีความผิด
ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า
หากในกรณีเดียวนี้
1) เป็นการใช้ร่างกายล้อเลียน "หินดำศักดิ์สิทธิ์แห่งนครเมกกะ"
อันเป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิม จะมีความผิดหรือไม่ ?
2) เป็นการใช้ร่างกายล้อเลียน "เสาโอบิลิสแห่งวาติกัน"
อันเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ จะมีความผิดด้วยหรือไม่ ?
3) จริงอยู่ การตีความกฎหมาย
อยู่ที่มุมมองของนักกฎหมายแต่ละคน
แต่การมองข้ามประเด็นเรื่อง
การเคารพสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา
ซึ่งเป็นพื้นฐานสากลของรัฐธรรมนูญทั่วโลก
ก็ถือว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อความแตกแยกใช่หรือไม่
4) การล้อเลียนสัญลักษณ์ของแต่ละศาสนานั้น
ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเข้าข่าย
เป็นปรปักษ์ต่อหน้าที่พลเมือง
และขัดต่อความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
อันเป็นพื้นฐานสากลของรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
5) ยิ่งถ้าพระเจดีย์นั้นมีหลักฐานโบราณคดี
ปรากฏอยู่ในหลายประเทศ ซึ่งสามารถยืนยัน
ได้ว่าเป็นการก่อสร้างที่ตรงตามอัตลักษณ์
ของเจดีย์ทรงบาตรคว่ำ และพุทธปรัชญา
ของพระพุทธเจ้า 1 ล้านองค์
ที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ด้วยแล้ว
เจดีย์นั้นถึงจะเป็นการสร้างขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน
ก็ต้องถือว่าสร้างถูกต้องตามพุทธปรัชญาสากลด้วยใช่หรือไม่
7) ถ้าหากเจดีย์นั้น เคยใช้เป็นที่ประชุมสงฆ์
และตัวแทนชาวพุทธจาก 97 องค์กรพุทธ
ใน 40 ประเทศทั่วโลก มาเกือบ 20 ปีด้วยแล้ว
ก็ต้องถือว่าพระมหาธรรมกายเจดีย์แห่งนี้
ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลจากพยานบุคคล
ที่เป็นตัวแทนองค์กรพุทธทั่วโลกด้วยใช่หรือไม่
8) เมื่อมีการพิสูจน์ได้จริงทั้ง
- หลักฐานโบราณคดีในประวัติศาสตร์
- พุทธปรัชญาของการสร้างเจดีย์ที่มีอยู่จริง
- พยานบุคคลที่เป็นตัวแทนองค์กรชาวพุทธทั่วโลก
ก็เท่ากับว่าพระมหาธรรมกายเจดีย์
มีคุณสมบัติตรงตามพระเจดีย์อันเป็นสัญลักษณ์
ของชาวพุทธอย่างถูกต้องใช่หรือไม่
9) จากหลักการเหตุผลที่กล่าวมา
การใช้ร่างกายล้อเลียนสัญลักษณ์ทางศาสนา
- ถือเป็นความผิดอาญาได้หรือไม่
- ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาของผู้อื่นได้หรือไม่

- ถือเป็นความผิดที่ขัดแย้งต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามได้หรือไม่
- ถือเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของ
รัฐธรรมนูญได้หรือไม่

- ถือเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของหลักกฎหมายปกครองได้หรือไม่

ตอบหน่อยอยากรู้?????
------------------------------------
๔ สิงหาคม ๒๕๕๙
๒๓.๐๘ น.
ปล. ข้อมูลกฎหมายปกครองอ้างอิงจาก  https://www.facebook.com/DroitAdministrative/posts/560430797306168
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget