แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัยการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัยการ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559


ถ้าหากมีการนำคดีสหกรณ์ไปสร้างเป็น
ภาพยนตร์แนวสืบสวน โดยตัวละครเอก
เป็น "นักสืบเอกชน" แล้วล่ะก็
เรื่องนี้จะต้องทำการสืบสวนพฤติกรรม
ของแต่ละกลุ่มด้วยประเด็นข้อสงสัยเหล่านี้
ขั้นแรก - พระเอกต้องสืบจากกลุ่มสหกรณ์ก่อน
ประเด็นที่ต้องสืบสวนหาความจริงคือ
1. ทำไมสหกรณ์ถึงไม่ทวงเงิน 400 กว่าล้าน
คืนจากดีเอสไอ ทั้งที่เป็นเงินของสหกรณ์โดยตรง
และเป็นเงินที่ต้องได้คืนเต็มจำนวนจากการขายทรัพย์สิน
ของกลางผ่านดีเอสไอ และสหกรณ์เองก็กำลัง
ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายคืนสมาชิกอยู่ในขณะนี้ ?

2. ถ้าสหกรณ์ไม่กล้าทวงเงินคืน ทำไมดีเอสไอ
จึงไม่เป็นฝ่ายคืนเงิน 400 กว่าล้านเอง
ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าสหกรณ์กำลังประสบปัญหา 
และสมาชิกสหกรณ์กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก  ?

3. เงินสหกรณ์ 13,000 ล้าน ถูกมอบให้กับบุคคล 32 ราย
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายมีเพียง 10 %
และศิษย์วัดได้ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือจบไปแล้ว
ประเด็นที่น่าสงสัยก็คือ
3.1) ทำไมสมาชิกสหกรณ์ถึงมุ่งสนใจเฉพาะเงิน 10 %
ที่ได้รับการเยียวยาแล้ว และไกล่เกลี่ยกันได้แล้ว
เหตุใดมาเสียเวลาทวงถามเงินกับกลุ่มคน
ที่ไม่ได้ติดหนี้สหกรณ์แม้แต่บาทเดียว
3.2) ทำไมสมาชิกสหกรณ์ไม่สนใจเงินอีก 90 %
ที่อยู่ในมือของบุคคลอีก 30 กว่าราย
ซึ่งมีมูลค่าโดยรวมสูงถึง 12,000 ล้านบาท
และไม่เคยตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยา
สมาชิกสหกรณ์เลยแม้แต่บาทเดียว
--------------------------

ขั้นสอง - พระเอกต้องสืบจากกลุ่มดีเอสไอ
เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีคนยักยอกเงินสหกรณ์มาบริจาคให้วัด
ซึ่งถ้าตรวจสอบเส้นทางเงินแล้วพบว่า
หลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
เป็นเพียงผู้รับบริจาคเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้นำเงินออกมาจากสหกรณ์
ไม่รู้ที่มาของเงิน และรับบริจาคอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ 
ตามหลักก็ควรจะกันไว้เป็นพยาน
ประเด็นที่ต้องสืบสวนก็คือ
1. ทำไมดีเอสไอถึงตั้งข้อหาว่าหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
ว่าสมรู้ร่วมคิดกับผู้บริจาคทำการฟอกเงินและรับของโจร
ทั้งๆ ที่เส้นทางการเงินมีหลักฐานเพียงแค่เป็นผู้รับบริจาคเท่านั้น ?
2. ทำไมดีเอสไอถึงต้องสร้างสถานการณ์หลายอย่าง
จนไปสู่การออกหมายจับ เพื่อนำตัวหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย
มาไว้ในอำนาจรัฐให้ได้ ทั้งที่ท่านกำลังป่วยหนัก
และไม่มีพฤติกรรมหลบหนี ?

3. ทำไมเมื่อมีผู้รู้กฎหมายระดับประเทศหลายคน
ทั้งที่เป็นรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ทนายอาวุโส

ทนายสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่ง อดีต ผบ.ตร.
ออกมาช่วยกันทักท้วงว่า การสอบสวนของดีเอสไอ
ทำผิดระเบียบหลายอย่าง ทั้งการตั้งคดีซ้ำซ้อน
การตั้งข้อหาโดยหลักฐานไม่ครบองค์ประกอบข้อหา
และลัดขั้นตอนการสอบสวนหลายอย่าง แต่ดีเอสไอก็ไม่ฟัง
และยังดึงดันจะต้องนำตัวหลวงพ่อมาฟ้องศาลให้ได้ ?

4. ทำไมเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการไปแล้ว
แต่กลับยังดำเนินการสอบสวนต่อไปอีก
ทั้งๆ ที่เป็นการ
ทำผิดระเบียบถึงขั้นก้าวกายแทรกแซงอำนาจอัยการหลายอย่าง
ตั้งแต่ขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ข้อ 66, 32 
ขัดต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และความเห็นคณะกรรมการ
กฤษฎีกา 2 เรื่อง (เรื่องเสร็จที่ 415/2548 และ 944/2547)
และขัดต่อ ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) แม้มีอดีต ผบ.ตร
ทักท้วงว่าคดีอยู่ในมืออัยการแล้ว ดีเอสไอควรอยู่เฉยๆ
แต่ก็ไม่ฟัง ยังดึงดันจะสอบสวนต่อไปให้ได้ ?

5. ทำไมเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
จำนวน 32 แฟ้ม 1 หมื่นหน้า ให้กับอัยการได้เพียงไม่กี่วัน 
อัยการกลับมีคำสั่งลงมาว่า ให้ดีเอสไอไปทำเส้นทางการเงินมาใหม่
ใช่เป็นเพราะว่าหลักฐานการทำความผิดไม่มีใช่หรือไม่
ใช่เป็นเพราะว่าเส้นทางการเงินไม่เข้าองค์ประกอบข้อหาหรือไม่

6. ถ้าหากสำนวนสอบสวนของดีเอสไอยังไม่เรียบร้อยแบบนี้
ทำไมถึงต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการ ทำไมถึงต้องรีบนำตัว
หลวงพ่อวัดพระธรรมกายมาฟ้องศาลให้ได้ ?

7. แนวทางการทำคดีของดีเอสไอตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
จะช่วยให้สหกรณ์รอดพ้นจากภาวะล้มละลายได้หรือไม่
เพราะยังไม่สามารถตามเงินมาคืนสหกรณ์ได้แม้แต่บาทเดียว
ขณะที่คดีก็ใกล้จะหมดอายุความไปทุกปี หากมิใช่เพราะ
กองทุนเยียวยาศิษย์วัดมาต่อท่อน้ำเลี้ยงไว้ สหกรณ์คงล้มไปแล้ว
---------------------------------
ขั้นสาม - พระเอกจะต้องมาสืบจากกลุ่มวัดพระธรรมกาย
1. เส้นทางการเงินทั้งหมดของวัดพระธรรมกาย
มีส่วนเข้าไปพัวพันกับธุรกรรมการเงินของสหกรณ์หรือไม่ ?

2. เงินบริจาคที่เข้าไปยังวัดพระธรรมกาย ถูกนำไปบริหารจัดการ
อย่างไร ถูกใช้จ่ายออกไปอย่างไร มีผลลัพธ์ใดเกิดขึ้นบ้าง ?

3. ความหวาดระแวงระหว่างศิษย์วัดพระธรรมกายกับดีเอสไอ
เริ่มต้นจากที่จุดใด ทวีความรุนแรงข้นได้อย่างไร และปัญหาใด
ที่ทำให้หมดความไว้วางใจต่อดีเอสไอและกระบวนการยุติธรรม ?

4. ทำไมศิษย์วัดต้องตั้งกองทุนต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กับสหกรณ์
เพราะในเมื่อไม่มีหลักฐานว่าทำธุรกรรมร่วมกัน และไม่มีหลักฐาน
ว่านำเงินออกมาจากสหกรณ์
การปล่อยให้สหกรณ์ล้มละลาย
ไปก่อนคดีหมดอายุความ จะไม่เป็นการง่ายกว่าหรือ
เพราะขาดสภาพคล่องถึง 13,000 ล้าน
หากสหกรณ์ไม่มีแหล่งเงินกู้
ที่วงเงินระดับเดียวกันนี้ ก็ยากจะเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืน ?
แต่ทำไมศิษย์วัดนี้กับยังช่วยเหลือ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังจะโดนฟ้อง ?

5. ทำไมวัดพระธรรมกายที่มีศิษย์มากมายถึง 4-5 ล้านคน
เมื่อถูกดีเอสไอรุกหนักขนาดนี้กลับเลือกตั้งรับอย่างใจเย็น
ขณะที่ดีเอสไอก็เปิดช่องโหว่มากมายขนาดนี้
กลับเลือกที่จะไม่ฟ้องกลับ เลือกที่จะปล่อยให้ดีเอสไอ
ตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดได้ตามใจชอบ 
ซึ่งถ้าเป็นองค์กรอื่นป่านนี้ฟ้องสกัดจนเละตุ้มเป๊ะไปแล้ว
เพราะเหตุใดวัดพระธรรมกายจึงเลือกแนวทางสงบ สันติ อหิงสา
ในการต่อสู้กับวิธีการใช้กฎหมายของดีเอสไอ

---------------------------------------
ถ้าหากเรื่องนี้ถูกทำเป็นภาพยนตร์ออกมา คงเป็นมหากาพย์
ที่สนุกสนานซับซ้อนซ่อนเงื่อน เต็มไปด้วยตัวละครลับมากมาย
และพระเอกก็ต้องเก่งโคตรๆ
ถึงเข้าไปสืบคดีในกลุ่มสหกรณ์
กลุ่มดีเอสไอ กลุ่มวัดพระธรรมกาย โดยไม่ถูกจับพิรุธได้
หรือถูกจับตัวเข้าคุกในข้อหาบุกรุกในยามวิกาลไปเสียก่อน (จบ)

---------------------------------

๓๐ มิถุนายน ๒๕๙

๒๐.๕๖ น.
ปล. หนังฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ จะหาทุนสร้างได้ไหมเนี่ย
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


















วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559







ระหว่างเดินทางไปพบอัยการ
ขณะที่นั่งในรถตู้อยู่บนทางด่วน มีรถนักข่าวช่องต่างๆขับมาประกบ
พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะถ่ายภาพเข้ามาในรถ
คนขับรถของนักข่าว  นักข่าวเเละตากล้อง ทำหน้าที่กันอย่างเอาเป็นตาย
ไม่กลัวอุบัติเหตุเลย
หรือว่าเขาอยากให้เกิดอุบัติเหตุ  เพื่อจะได้มีข่าวพิเศษเพิ่มขึ้นมาก็ไม่รู้
เเต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเเล้ว ใครกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ คงไม่มีเเน่นอน
ดังนั้นเราต้องระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจะเป็นการดีที่สุด
นั่งรถไปมองเห็นหลวงพ่อเเล้ว รู้สึกเหนื่อยกาย  เหนื่อยใจ เเทนท่านอย่างมาก
อยากให้วันนี้ผ่านไปเร็วๆ
รถขับมาถึงด้านหน้าตึกศาล ทำไมต้องมาที่นี่ก่อนก็ไม่รู้
ทั้งนักข่าว  ตากล้อง หนังสือพิมพ์ ตากล้องโทรทัศน์ทุกช่อง
ต่างก็ระดมถ่ายภาพกันอุตลุด

ทุกคนมองมาที่หลวงพ่อใครต่อใครรู้สึกกันอย่างไรบ้างไม่รู้
เเต่พอมองจากจุดหลวงพ่อไปยังทุกคน  ผมรู้สึกสงสาร
ถ้ามองในเเง่ดีก็เป็นภาพที่เเปลกตา
เเปลกอย่างบอกไม่ถูก
อยากบันทึกภาพถ่ายรูปนี้เก็บไว้ดู
ดูรูปคนที่เเย่งๆกัน ดูเเล้วยิ่งเกิดความสงสาร

ว่าเเล้วก็สามารถถ่ายภาพนี้ได้สำเร็จ
เจอพี่จำปียืนอยู่ใกล้ๆพี่เขามีกล้องติดมาด้วยพอดี
เลยขอยืมกล้องป๊อกเเป๊กของพี่เขาเเล้วถ่ายสวนกลับไปยังกลุ่มนักข่าว

เเชะ!เเชะ!  ได้มา 2 เเชะ เเต่เเล้วก็เกือบมีเรื่อง
เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำศาลรีบกรูกันเข้ามายังตัวผม เเล้วตะคอกถามผมว่า

"คุณเป็นใคร?"
"เข้าห้ามถ่ายภาพในนี้"



ขอบคุณ  บันทึกอุปัฏฐาก
               โค้ก อลงกรณ์  สถาปิตานนท์


บันทึกวันไปศาล ได้บันทึกสั้นๆไว้เพียงเเค่นี้
บ่งให้เห็นถึงความห่วงใย กังวล ปนความไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่จะเข้าใจได้
คงเป็นใครสักคน ที่เป็นลูกที่รักเเละดูเเลพ่อเเม่ มาเป็นอย่างดี
เเล้ววันหนึ่งก็มีใครสักคน พยายามจะทำร้าย พ่อเเม่ที่ป่วยเเละชราของเรา
ไม่ว่าทางร่างกาย หรือจิตใจ
หัวใจคนเป็นลูกที่ไม่ทางต่อสู้ ได้เเต่เฝ้าท่าน ติดตามอย่างใกล้ชิด
เเละคอยให้วันเวลาที่เลวร้าย สับสนนี้ผ่านไปโดยไว
พี่โค้ก ไม่ได้มีตำเเหน่งใดๆ ทางโลก
เป็นเพียงอดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้ามาทางธรรม
เนื่องจากเกิดความศรัทธาในพุทธศาสนาที่ทางบ้านได้พาเข้าวัดตั้งเเต่เล็กๆ
จนเมื่อจบภารกิจการเรียนทางโลก เเละการทำงานได้ซักพัก
ก็ได้ขออนุญาตทางบ้าน มาอยู่ในเส้นทางทางธรรม
ที่ตัวเองทำเเล้วมีความสุข
เเละด้วยความเมตตา จากพระผู้ใหญ่ที่เห็นความตั้งใจในการฝึกตัว
จึงได้รับมอบหมายให้มาดูเเลอุปัฏฐาก หลวงพ่อเจ้าอาวาสที่กำลังป่วย
นานนับสิบๆปีที่พี่โค้ก ทำหน้าที่ดูเเลผู้ป่วยที่ไม่ยอมป่วย
ยังคงทำงานหนัก เเละคงจะหนักกว่าคนปกติหลายๆคนด้วยซ้ำ
บันทึกของพี่โค้ก จึงถือเป็นพยานหลักฐานได้เป็นอย่างดี
ถึงชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ต่างๆ ลักษณะอุปนิสัย วิธีปฏิบัติตัวของหลวงพ่อได้เป็นอย่างดี
เเละเชื่อว่า ถ้ายิ่งใกล้ยิ่งเห็นข้อบกพร่อง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
คนที่มีการศึกษาสูง ฐานะดี รูปสมบัติพร้อมอย่างพี่โค้ก
คงไม่อยู่มาจนถึงวันนี้
บันทึกวันนี้ คงจบที่ความรู้สึกที่ไม่อยากบันทึกเหตุการณ์ที่ศาล
เเต่อีกวัน เราจะได้เห็นเหตุการณ์หลังจากไปศาล


ที่ใครๆอยากจะรู้ ว่าทำไม
จึงไม่ควรให้หลวงพ่อไปรายงานตัว



วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559





จันทร์ที่ 4 ตุลาคม 2542
วันนี้หลวงพ่อเขียนบอกว่า
  • ตื่นมาไอทั้งคืน เลยเจ็บอก
  • เเสดงว่ายังดีไม่เต็มที่  เเต่คงดีขึ้น เพราะได้กำลังใจจากทุกคน
           อายุ วัณโณ สุขัง พลัง
                  4 ต.ค.42
         ...................................
ตั้งความหวังไว้ว่า อาการหลวงพ่อจะต้องดีวันดีคืนอย่างเเน่นอน
จึงได้นัดซินเเสให้มาเเมะหลวงพ่อในตอนบ่าย

ก่อนหน้าที่ซินเเสจะเข้ามาเเมะ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาหมอ 3 ท่าน
จากโรงพยาบาลเเห่งหนึ่งเข้ามาพบหลวงพ่อในกุฎิ

ตำรวจไม่ได้พาหมอมารักษา เเต่พามาตรวจ เพราะเขาไม่เชื่อว่าหลวงพ่อป่วย
ทั้งๆที่มีใบรับรองเเพทย์ขออนุญาตเลื่อนการเดินทางที่จะไปพบอัยการออกไปก่อน

เเล้วเขาก็ให้คุณหมอคนที่มีอายุน้อยที่สุดมาจับชีพจร ดูตาหลวงพ่อ
ให้หลวงพ่ออ้าปากเเล้วส่องไฟฉายเข้าไปข้างในปาก ซึ่งได้ทราบภายหลังว่า
คุณหมอท่านนี้เป็นหมอทางโรคผิวหนัง

พอตรวจเสร็จคุณหมอท่านนี้ก็จดข้อความบางอย่างลงในกระดาษ
เเล้วส่งให้หมอที่อวุโสสุด จากนั้นก็มีผลที่สรุปออกมาว่า
หลวงพ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก หลวงพ่อสามารถไปที่อัยการในวันนี้ได้

ไปอัยการได้  นี่มันอะไรกันอีกเเล้ว ผมงง!!!!!

ในเมื่อก็มีใบรับรองเเพทย์จากคุณหมอบรรลือยืนยัน ทำไมเขาไม่เชื่อ
ทั้งๆที่คุณหมอบรรลือซึ่งเป็นเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก โดยตรง
เเละดูเเลรักษาหลวงพ่อมาอย่างต่อเนื่อง
มีทั้งอุปกรณ์การเเพทย์ที่ครบครัน  เเต่ทำไมกลับมาสรุปความเห็น
ของตัวเองจากการตรวจเพียงเเป๊บเดียว  เเล้วก็ตรวจไม่กี่นาที
มีไฟฉายกับไม้กดลิ้นเท่านั้น  เเล้วก็ยังไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทาง หู คอ จมูก อีกด้วย

ทั้งๆที่หลวงพ่อก็ได้เขียนขอร้องให้เลื่อนการไปพบอัยการออกไปก่อน
หลวงพ่อบอกว่าหลวงพ่อไม่สบายจริงๆเเต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนใจ
ยังยืนยันและสรุปเหมือนเดิมว่าหลวงพ่อสามารถไปพบอัยการได้

เมื่อคำขอร้องของหลวงพ่อไม่เป็นผล
ทำไมไม่มีใครเห็นใจ หรือพูดอะไรออกมา ทุกคนต่างเงียบกันหมด
ผมอึดอัดจนรู้สึกทนไม่ไหว เลยหยิบข้อความที่หลวงพ่อเขียนขอร้อง ขึ้นมาอ่านดังๆ
ให้ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ยินกันชัดๆถึง 3 รอบว่า

1.คุณหมอจ๊ะ หลวงพ่อขอความกรุณาเถอะ วันนี้ไปไม่ไหวจริงๆหลวงพ่อทราบดีว่า
เป็นขั้นตอนกฏหมาย หลวงพ่อไม่หนีหรอกจ๊ะ
2.หลวงพ่อรับผิดชอบเองจ๊ะ

เเต่ก็ยังไม่เป็นผล ยังไงเขาก็ต้องเอาหลวงพ่อไปอัยการในวันนี้ให้ได้

ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเราถูกรังเเก  ที่ผ่านมา อาการหลวงพ่อหนักขนาดไหน
คุณหมอ 3 ท่านนี้ก็ไม่รู้ พอมาวันนี้อาการของหลวงพ่อเพิ่งจะดีขึ้นมาหน่อย
ก็มาโดนเเบบนี้ซ้ำอีก ผมรู้สึกเสียใจที่สุด

สุดท้ายหลวงพ่อก็ต้องออกเดินทางไปอัยการ

 
                                             ขอบคุณ บันทึกของพี่โค้ก  อลงกรณ์  สถาปิตานนท์



บันทึกฉบับวันต่อวัน ที่อุปัฏฐาก หลวงพ่อธัมมชโยได้บันทึกเหตุการณ์ไว้
ความน่าทึ่งคือเรื่องที่เกิด หมุนวนซ้ำมาอีก
เเละเป็นการยืนยันจากบุคคลใกล้ชิดเเน่นอนว่า
ท่านป่วยมานานเเล้ว ไม่ได้ออกจากวัดไปไหน
จากอายุหกสิบกว่า จนถึงวันนี้ เจ็ดสิบกว่า
เวลาสิบปีสำหรับคนเเก่ที่ป่วยข้างนอก ทำอะไรได้บ้างเราไม่รู้
เเต่เวลาสิบปีของพระภิกษุรูปนี้
วัย 72 ปีของท่าน ได้สร้างผลงานช่วงป่วยไว้มากมาย
ไม่ใช่เเค่ช่วยระดับหมุนเศรษฐกิจชาติ เเต่สร้างสังคมที่เข้มเเข็ง เปิดโครงการครอบครัวอบอุ่น
เเละที่สำคัญที่สุดในระดับตัวบุคคล ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อสอนการปฏิบัติธรรม
โดยเอาตัวของท่านเอง เป็นทั้งลูกศิษย์ เเละอาจารย์ คือปฏิบัติได้ผลจริง
จึงมาสอนต่อบุคคลอื่นให้ เข้าถึงความสุขภายในอย่างง่ายๆ
มีสิ่งยึดเหนี่ยว ที่พึ่งทางใจ ถูกหลักของศาสนาพุทธ
บุคคลเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง

เเต่ก็วันนี้เช่นกันที่สังคมกำลังสับสน
มองคนดี กับคนชั่ว ผ่านการกระทำของสื่อที่บอกไม่หมด
ความจริงถูกปิดไว้  กลับเอาความพอใจมานำหน้า
เเละผลงานระดับชาติ ที่คิดว่าการล้มล้างพุทธ ทำได้โดยใช้วิธีเดิมๆ

พรุ่งนี้มาติดตามต่อ จะทราบว่าหากเหตุการณ์ยังไม่เปลี่ยน
จะเกิดอะไรขึ้น
หากยังดึงดันเอาคนไม่ผิดไปรับหมายศาล
เเละทำไม? วันนี้คนวัดถึงออกมาคัดค้านการไปดีเอสไอ
เเต่ขอตั้งรับ รอที่วัดเเทน

พรุ่งนี้มาอ่านกัน

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget