วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559







              จากบันทึกของอุปัฏฐากผู้ใกล้ชิดพระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)ได้บันทึกไว้
              ถึงเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีก่อน จะเห็นว่ารูปเเบบการหาความผิดคล้ายๆเเบบเดิม
              เเม้จะมีข่าว เจ้าทุกข์ออกมายืนยันไม่เอาผิด เเถมยังขอบคุณที่วัดพระธรรมกาย
              ช่วยเยียวยา หลังเปิดประชุมชี้เเจงสมาชิกเรื่องเเผนฟื้นฟูกิจการ
              เเม้ข่าวของผู้ถูกกล่าวหา คือตัวหลวงพ่อท่านเอง ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาซักกี่ปี
             ก็ยังคงทำงานเพื่อพระศาสนา มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่า สุขภาพทั้งกายเเละใจ
             จะถูกบีบคั้นขนาดไหน คนๆหนึ่งหากเริ่มต้นทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยมือเปล่า
             สร้างสาธารณประโยชน์คือวัด เพื่อการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กับประเทศที่ได้ชื่อว่า
             เป็นเมืองพุทธ เเต่ตกอยู่ในสถานการณ์ มีวัดร้างเพิ่มขึ้นทุกวัน จำนวนพระ เณร

ที่บวชระยะยาว ลดน้อยลงไปทุกที อีกทั้งเหตุการณ์ฆ่า ทำลาย พระสงฆ์ในภาคใต้
ที่ได้ยินกันบ่อยๆยังไม่ลดน้อยลง เเละงานฟื้นฟูโครงการปลูกฝังหลักศีลธรรมในเยาวชนไทยที่กำลังเห็นรูปร่างขึ้นทุกปี
ฟื้นฟูภาพการตักบาตร ให้คนกลับมาตื่นตัวกับการทำบุญ มีกำลังใจฝ่าด่าน
ภัยเศรษฐกิจในปัจจุบัน เเละหนุนให้เศรษฐกิจของชาติหมุนเวียนผ่านโครงการต่างๆโดยที่ไม่ได้รับงบสนับสนุนจากภาครัฐใดๆ นอกจากเงินบริจาค เเละศรัทธาของคนทั้งในเเละต่างประเทศ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำขึ้นมาง่ายๆ ผ่านการลองผิดลองถูก ภายใต้ผู้นำที่เข้มเเข็งอย่างหลวงพ่อธัมมชโย
ภาพการรวมสงฆ์ทั่วประเทศจึงได้ปรากฎให้เราได้เห็นในยุคนี้เเต่ภาพความขัดเเย้ง
ปมเงินบริจาคที่ถูกโยงให้เกิดกระเเสสังคมไปในทางลบ ณ ปัจจุบันกำลังเกิดขึ้น เพื่อประสงค์สิ่งใด
คืนความถูกต้องให้กับใคร หรือสาเหตุจริงๆคืออะไร
ใครอยู่เบื้องหลัง เเละเหตุไร จึงมีกลุ่มต่างๆออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ท่าน
เเม้กระทั่งคนที่รับใช้ใกล้ชิดท่านที่สุด เเม้ไม่ได้ออกมาเรียกร้อง ให้สัมภาษณ์สื่อใดๆ
เเต่คำบอกเล่าผ่านตัวอักษร คงจะเข้าใจความรู้สึกของคนๆหนึ่งที่อยากถามสังคมในวันนี้ได้ เเม้จะผ่านมาเเล้ว 17ปี

จันทร์ที่ 23 สิงหาคม 2542

 
งานบุญใหญ่ผ่านไปเเล้ว หวังว่าจะมีเหตุการณ์ดีๆเกิดขึ้น โดยไม่นึกเฉลียวใจเลยว่า
เหตุการณ์ร้ายๆกำลังคอยซุ่ม จ้องเล่นงานเราอยู่
เย็นนี้มีข่าวด่วน มีหมายจับหลวงพ่อ พอทุกคนรู้ข่าวว่ามีการออกหมายจับหลวงพ่อ
 ต่างก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ผู้นำบุญทุกคนเดินทางมุ่งหน้ามาที่วัด
 ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นพนักงานของศูนย์บริการข่าวสาร
บอกให้ผมเช็คข้อมูลว่าจริงไหม?
โทรมาบอกผมว่าทุกคนกำลังเดินทางมาที่วัด
โทรถามรายละเอียดเป็นระยะๆ
มีบางคนแจ้งว่า ต้องเดินทางไปต่างประเทศ เขาเป็นห่วงหลวงพ่อ
 จึงได้ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางหมดแล้ว
ผมถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น?หลวงพ่อยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
อยู่ๆก็ออกหมายจับ
สถานการณ์แบบนี้ ไม่น่าไว้วางใจ  รู้สึกว่าหลวงพ่อไม่ค่อยปลอดภัยเสียแล้ว
และเหมือนมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่  เพราะตามปกติควรจะมีหมายเรียกออกมาก่อน 
แล้วค่อยออกหมายจับ

นี่ออกหมายจับเลย

จับแล้วก็ต้องประกันตัว  ถ้าหากเขาไม่ให้มีการประกันตัว

เขาก็ต้องพาหลวงพ่อเข้าคุกแล้วตามกฎพระจะเข้าไปในนั้นไม่ได้

เขาก็ต้องจับหลวงพ่อสึกเสียก่อน
ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมาก
ที่อยู่ๆจะมาจับเข้าคุก จับสึก ทั้งๆที่หลวงพ่อมีความตั้งใจมาบวช
มีแต่ทำนุบำรุงพระศาสนา และท่านยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่ทุกคนไม่เข้าใจ

ถ้าหากเหตุการณ์ร้ายแรง  และความไม่ยุติธรรมจะเกิดขึ้น
ยังไงหลวงพ่อก็ได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่าจะขอตายในผ้าเหลือง
และคิดว่าสาธุชนทุกคนก็คงไม่มีใครยอม
...........................................................
ค่ำนี้ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยจากอาการบ้านหมุน และความดันต่ำ
มีคนบอกว่าอาการนี้ต้องพักให้มากพอ  จึงจะดีขึ้น
แต่สถานการณ์น่าเป็นห่วงเช่นนี้ แม้อยากพัก
แต่ก็ยังพักไม่ได้ เพราะเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า
จะมีการบุกจับหลวงพ่อหรือไม่
..............................................................
4ทุ่มกว่า ผมรีบปั่นจักรยานไปเอาย่ามของหลวงพ่อที่กุฏิคุณยาย
สังเกตุ 2 ข้างทาง ผมเห็นหลวงพี่ยืนดูแลความปลอดภัยกันอยู่
เพราะเป็นห่วงหลวงพ่อ เห็นแล้วหดหู่ใจ รู้สึกสงสาร
หลวงพี่ทุกรูปที่ต้องลำบาก  อดหลับอดนอนกันอย่างนี้
ชีวิตผมในคืนนี้ ถ้าเปรียบเป็นเครื่องยนต์ ก็เหมือนกำลังขับเคลื่อนผ่านคืนแห่งความมืดมิด
โดยที่ไม่รู้ว่า จะไปรุ่งเช้าที่ไหน
ระหว่างทางที่มืดมนนี้ มีแต่ความหิว เพลีย เหนื่อย เมื่อย ง่วงและวิตกกังวล

......................................................
ตี 3 กว่าแล้ว ผมยังฟุ้งซ่าน คิดมาก ทั้งที่เหนื่อยและเพลียมาก
อยากนอน แต่ทำไมนอนไม่หลับ มีบางอย่างในหัวยังคงวิ่งๆอยู่
เลยตัดสินใจ ลุกขึ้นมาหยิบสมุดบันทึก
แล้วก็เขียนๆๆๆๆๆๆลงไป
ภาพที่ผมเห็นในตอนหัวค่ำ เป็นภาพที่ผมไม่มีวันลืม
ผมเห็นสาธุชนขวักไขว่ทั้งสองข้างทางภายในวัด เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังช่วยกันโบกรถจัดเส้นทางจราจร
เห็นบางคนพูดไมโครโฟนเสียงดัง
ผมเห็นไฟทุกดวงในวัดเปิดส่องสว่าง ได้ยินเสียงสาธุชนสวดมนต์ทำวัตรเย็น
บริเวณฟุตบาทข้างถนน ผมเห็นสาธุชนกลุ่มใหญ่ออกมานั่งกันเป็นแถวยาว

เด็กตัวเล็กๆก็ตามพ่อแม่มาด้วย
ทุกคนต่างก็หอบหิ้วลูกหลานพากันมาหมดทั้งบ้าน
แทนที่ทุกคนจะได้นอนหลับอยู่ที่บ้านอย่างสบายๆแต่กลับยอมมาลำบากอย่างนี้
เป็นภาพที่เห็นแล้วตื้นตันในในความสามัคคีของทุกคน
เป็นความรักที่มีต่อหลวงพ่อ
ทุกคนคงงงๆเหมือนผม  ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ได้แต่รู้อย่างเดียวว่า หลวงพ่อกำลังอยู่ในอันตราย

และทุกคนก็คงมีความคิดเหมือนกันหมดว่า

เราไม่อยากสูญเสียหลวงพ่อไป
ที่ผ่านมา  มีผู้ไม่หวังดีพยายามตีศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อให้แตก
จึงกล่าวร้ายหลวงพ่อต่างๆนานา  แต่ทุกคนที่เข้าวัดมาปฏิบัติธรรมรู้ดีว่า
หลวงพ่อไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา ทำให้ศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ
นอกจากจะตีไม่แตกแล้ว ยังกลับมั่นคงและเหนียวแน่นมากขึ้น

เวลานี้ผมอยากให้มีใครสักคนมาช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจสักหน่อยว่า

หลวงพ่อผิดอะไร?

ในเมื่อผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิด
ได้เห็นสิ่งที่หลวงพ่อคิด   สิ่งที่หลวงพ่อทำ

หลวงพ่อทำงานให้กับส่วนรวม  ทำนุบำรุงพระศาสนา ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดิน
ให้กับโลก แล้วทำไมหลวงพ่อต้องมาเจออย่างนี้

อยู่ๆก็จะมาจับหลวงพ่อ เป็นสิ่งตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมเลย

เป็นสิ่งที่ผมและทุกคนไม่เข้าใจ

โค้ก อลงกรณ์  สถาปิตานนท์

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

11 พฤษภาคม  เวลา 13.00 น. ตัวแทนคณะศิษย์วัดพระธรรมกายในนามกองทุนเฉพาะกิจลูกศิษย์วัดพระธรรมกายฯ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์คลองจั่นเครดิตยูเนี่ยน จำกัด
เดินทางไปยื่นหนังสือแก่คณะกรรมการฟื้นฟูกิจการสหกรณ์คลองจั่น โดยมีนายเผด็จ มุ่งธัญญา เป็นผู้มารับหนังสือ เพื่อให้กรรมการได้พิจารณายับยั้งบทบาทของนายธรรมนูญ อัตโชติ ในการแสดงตนเป็นสมาชิกสหกรณ์และอ้างตนเป็นประธานชมรมฟื้นฟูกิจการสหกรณ์ แต่บทบาทเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายธรรมนูญ อัตโชติได้ร่วมแถลงการกดดัน DSI กรณีการฟ้องร้องพระเทพญานมหามุนี พร้อมกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน และนพ.มโน เลาหวนิช ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านวัดพระธรรมกาย และอาจมีแนวโน้มการแอบแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพพจน์ในการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์โดยภาพรวม เพราะความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

นอกจากนี้คณะศิษย์และกองทุนเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือเยียวยาฯ อาจจะต้องเพิ่มประเด็นเพื่อพิจารณาการระงับการช่วยเหลือแก่สหกรณ์ และอาจจะเพิ่มมาตรการต่างๆ เพราะได้รับผลกระทบจากการที่นายธรรมนูญ ออกไปฟ้องร้องต่อ DSI ออกให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน และออกไปหาแนวร่วมโจมตีวัดพระธรรมกาย ทำให้คณะศิษย์รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งในการกระทำของนายธรรมนูญและพรรคพวก


อีกด้านหนึ่ง กลุ่มสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นผู้รักสันติ ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านบทบาทของนายธรรมนูญ อัตโชติด้วยเช่นกัน โดยต้องการให้กรรมการมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการออกแถลงการตักเตือนหรือจะกำหนดขอบเขตในฐานะสมาชิกสหกรณ์ซึ่งจะต้องดำเนินอยู่ในครรลองที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะหากนายธรรมนูญทำอย่างนี้แล้ว เจ้าภาพกองทุนเยียวยาเกิดยุติการช่วยเหลือความเสียหายก็จะเกิดขึ้นแก่สหกรณ์โดยภาพรวม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร็วๆ นี้จะมีการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์เพิ่มเติม และในเดือนสิงหาคมรัฐบาลอาจอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเยียวยากิจการสหกรณ์กว่า 10,000 ล้านบาท ดังนั้นการรักษาเครดิตสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้บทบาทของสมาชิกสหกรณ์ที่จะต้องมีความสำนึกต่อสิทธิมนุษยชน ไม่เข้าไปก้าวก่ายทำลายเกียรติของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้และเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์
อย่างไรก็ตาม นายเผด็จได้ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆแล้วสหกรณ์ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับนายธรรมนูญ พร้อมกับชวนให้สมาชิกยกมือเห็นด้วย และให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า สหกรณ์มีสมาชิกมากมายเป็นหมื่นคน ไม่สามารถแนะนำตักเตือนได้หมด พร้อมทั้งรับรู้รับทราบและรู้สึกขอบคุณต่อลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ที่ได้มอบเงินเยียวยาให้ ซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนแรกที่ได้รับมาจากการเยียวยา

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่นายไพบูลย์แถลงไปว่า เงินเยียวยานี้ไม่ได้ให้จริงและอาจจะต้องคืนเงิน ทางสหกรณ์ก็ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อตกลงกัน ในกรณีว่าถ้าหากพิสูจน์ได้จริงๆ ว่าเงินที่ถวายให้พระเทพญานมหามุนีนั้น คุณศุภชัย ได้ทำเรื่องคืนเงินแก่สหกรณ์ไปแล้วเท่านั้น

พราะฉะนั้นกว่าจะสามารถดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมจนเสร็จสิ้น ถึงตอนนั้นสหกรณ์ก็น่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาฟื้นฟูองค์การจนได้กำไรและน่าจะมีศักยภาพคืนเงินได้ ดังนั้นเงินที่คณะศิษย์ให้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินกิจกรรมวางแผนพัฒนาฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้อีกไม่กี่เดือนทางสหกรณ์ก็จะได้รับเงินกู้จากรัฐบาล 10,000 ล้านบาท ที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้สหกรณ์ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดี


ความจริงจากปาก ประกิต" ปธ.กรรมการบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์คลองจั่น ชัดๆว่านายมนูญก็สมาชิกสหกรณ์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์จะออกมาพูดอะไรได้ เเต่สถานภาพก็คือเพียงสมาชิก เเต่ที่น่าสงสัย นายไพบูลย์เป็นใคร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางสหกรณ์โดยสิ้นเชิง เเต่เดือดร้อน ออกนอกหน้าจนน่าสงสัย ยิ่งนายมโน ไปออกรายการทีวี ให้สัมภาษณ์ คุณเป็นใคร?วันนี้สังคมควรหันกลับมาศึกษากรณี เจ้าทุกข์ไม่เดือดร้อน ไม่เรียกร้อง ผู้ถูกกล่าวหา ให้ความร่วมมือทุกอย่าง เเต่คนกลางที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เดือดร้อน โวยวาย เร่งรัดDSI กลายกระเเสท๊อคออฟเดอะทาวน์ ในตอนนี้ โดย DSI ก็ออกมาเเสดงท่าทีเหมือน คดีนี้เป็นคดีร้ายเเรง  ระดับประเทศ เเสดงท่าทีว่าผู้ถูกกล่าวหา เสมือนเป็นฆาตกรร้ายเเรง ทั้งๆที่ตัวอย่างก็เห็นชัดๆว่า เป็นเพียงคดีเงินบริจาค อย่างถูกต้อง มีชื่อผู้บริจาค เเละผู้รับ ก็คือเจ้าอาวาสวัด เงินที่ได้รับบริจาค ก็ใช้ในการสร้างวัด เเละบริหารการทำงานของวัด จะขอหลักฐานพยานตัวบุคคล หรือเอกสารตรวจสอบทางบัญชี ค่าใช้จ่ายก็ยังจะเป็นเหตุ เป็นผล
      
หรืองานนี้จะไม่ใช่เเค่งานตามเงินบริจาค เพราะหากจะล้างหนี้ของสหกรณ์ฯจริงๆ ควรต้องไปตามเจ้าหนี้ใหญ่รายอื่นๆที่ยังตามไม่ได้อีกหลายราย หรือปรับระบบการผ่อนผันชำระหนี้ สร้างความเชื่อใจให้กับสมาชิกใหม่ ซึ่งทางสหกรณ์ฯเองก็ได้เเถลงนโยบายการฟื้นฟูเเก่สมาชิกไปเเล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ซึ่งก็เป็นธรรมดาของกิจการที่มีปัญหาเเละกำลังจะฟื้นฟูกิจการ เเต่วิธีการเร่งรัดมุ่งมาประเด็นจะยึดเงินบริจาคจากวัด เเล้วจะเเก้ปัญหาให้สมาชิกได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นการสร้างกระเเสการฟื้นฟูกิจการที่ถูกจุดหรือเปล่า

หากเอาเงินบริจาคกลับมาทั้งหมด คิดหรือว่า ความเดือดร้อนทั้งหลายทั้งปวงจะยุติได้ ในเมื่อเงินที่บริจาคมา เเทบจะไม่ 10% ของเงินที่หายไป เรื่องนี้ควรกลับมาคิดกันอีกที


เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอวดอุตริฯหรือไม่ ในกรณีที่มาบอกว่า สตีฟ จอบส์ หรือคนนั้น คนนี้ ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ?

🌏 เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอวดอุตริฯหรือไม่ ในกรณีที่มาบอกว่า สตีฟ จอบส์ หรือคนนั้น คนนี้ ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ชาติที่เเล้วเป็นอะไร หรือไปทำกรรมอะไรมา ?

หากผู้อ่านเกลียดวัดพระธรรมกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มาอ่านจั่วหัวเรื่องนี้ ก็คงมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า "เจ้าอาวาสวัดนี้ อวดอุตริฯจริง" ซึ่งไหนๆ ก็คิดว่าจริงแล้ว ก็อยากให้อ่านต่ออีกนิด โดยผู้เขียนก็ไม่ได้หวังจะให้ผู้อ่านเปลี่ยนใจอะไรหรอก แต่อยากให้ผู้อ่านมีข้อมูลอีกด้านว่า เจ้าอาวาสท่านอวดอุตริฯจริงๆ หรือเป็นเพราะเราหลงเชื่อตามๆ กันมาโดยที่ไม่ได้ศึกษาจริงจังกันแน่

         แล้วอีกอย่างก่อนจะกล่าวหา หรือหลงเชื่ออะไรใคร ปกติของผู้มีปัญญา เขาจะทำความเข้าใจศึกษาข้อมูลในสิ่งนั้นอย่างถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ!!!

ดังนั้น ก่อนจะกล่าวหาว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย อวดอุตริฯ หรือ make เรื่องมั่วๆ มาหลอกคน ก็อยากจะถามผู้อ่านว่าเข้าใจคำว่า "อวดอุตริมนุสธรรม" มากแค่ไหน ? คำนี้หมายถึงอะไร ? มีความหมายครอบคลุมแค่ไหน ?

คำว่า "อวดอุตริมนุสธรรม" พูดง่ายๆ ก็คือ การกระทำของพระที่อวดอ้างคุณความดีหรือคุณวิเศษของตน ถ้าตัวท่านมีคุณวิเศษอย่างนั้นจริงๆ ก็ถือเป็นอาบัติเบา ที่เรียกว่า "อาบัติปาจิตตีย์"  แต่ถ้าท่านไม่มีคุณวิเศษอย่างนั้นจริงๆ  ก็เป็นอาบัติหนักถึงขั้น "ปาราชิก"

เหมือนคนเอาทรัพย์สมบัติมาอวดว่าตัวเองมั่งมี ถ้าเป็นของตัวเองจริง คนอื่นก็แค่หมั่นไส้ แต่ถ้าสมบัติที่เอามาโอ้อวดนั้นไม่ใช่ของตัวเอง อันนี้แหละเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอาจไปขโมยหรือปล้นเขามา อย่างนี้ตำรวจก็จะจับ
 
         แต่ถ้าพระผู้มีคุณวิเศษนั้นจริงๆ แล้วใช้คุณวิเศษ เช่น ใช้ความทรงอภิญญามาเทศน์สอน เพื่อประโยชน์แห่งการพ้นทุกข์ของญาติโยม โดยมิได้มีเจตนาเพื่อโอ้อวดตนเลย ก็ไม่ถือว่าอวดอุตริฯ  เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม โดยการระลึกชาติแล้วเอามาสอน  โดยตรัสว่า คนนั้น คนนี้ ตายแล้วไปไหน อดีตชาติทำกรรมอะไรมา จะต้องแก้ไขปรับปรุงตัวอย่างไร ซึ่งอย่างนี้ถือว่าไม่เป็นการอวดอุตริฯ แต่อย่างใด !!!

หรือกรณีของพระโมคัลลานะที่เหาะไปดูวิมานบนสวรรค์แล้วเอามาทูลถามพระพุทธเจ้า ก็ไม่ถือว่าอวดอุตริฯ เช่นกัน

หรืออย่างในยุคใกล้ๆ นี้ เช่น หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ท่านใช้สิ่งที่ได้จากการทำสมาธิขั้นสูง อธิบายนรกสวรรค์ และช่วยมนุษย์ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือเอาบุญไปช่วยมนุษย์ที่ตายไปแล้ว  ก็ไม่ถือเป็นการอวดอุตริฯ เช่นกัน



มาถึงกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หากคุณลองปลอมตัวเข้ามาเป็นสาวกวัดนี้ คุณจะพบว่า ท่านไม่เคยพูดโอ้อวดตัวถึงความทรงอภิญญาใดๆ ของท่านเลย แถมเวลาจะเทศน์สอนยังพูดทุกครั้งแถมย้ำว่า หลับตา ฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาวหนึ่งที   แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา...ให้พอเป็นความรู้ติดแข้งติดขา   ถ้าจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร

แถมไม่เคยมีสักครั้งที่ท่านจะกล่าวอ้างตัวเองว่า ท่านนั่งสมาธิไปดูด้วยตัวเอง    หรือใช้ญาณทัสสนะของท่านไประลึกชาติ   เพื่อดูเรื่องราวในอดีตหรือดูการไปเกิดมาเกิดของใคร    เพราะฉะนั้น การเล่าเรื่องในลักษณะนี้   จึงไม่ใช่การอวดอุตริมนุสธรรม  แต่มีจุดประสงค์มุ่งเน้นสอนคนให้นรู้และเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรม  

จากพฤติกรรมของท่านจะเห็นว่า นอกจากไม่อวดอุตริฯ แล้ว  ต้องบอกว่า ท่านยังถ่อมตัวด้วยซ้ำ เพราะลองคิดดูเถอะ  หากคนๆ หนึ่ง ตั้งแต่อายุ 19 ปี ก็นั่งสมาธิทั้งวี่ทั้งวันกับแม่ชีที่สำเร็จวิชชาที่เป็นศิษย์เอกของหลวงปู่วัดปากน้ำมาตลอด (คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง)  และพอเรียนจบปริญญาตรี ก็บวช และนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้านับเวลาถึงตอนนี้ก็นั่งสมาธิมายาวนานถึง 54 ปี โดยไม่ขาดแม้แต่เพียงวันเดียว แถมนั่งที..ก็ไม่ใช่นั่งแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง เพราะปกติท่านนั่งครึ่งค่อนวันหรือทั้งวัน




      ตรงจุดนี้ อยากให้ทำใจเป็นกลางๆ แล้วลองคิดดูเถอะว่า ท่านนั่งสมาธิเยอะขนาดนี้ จะไม่บรรลุธรรมะอะไรบ้างเลยรึ ?  และที่มากไปกว่านั้นท่านยังอ่านพระไตรปิฎกจนหมด สวดปาฏิโมกข์ได้ทั้งแบบสวดไปและสวดย้อนกลับอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ดูหนังสือเลย ซึ่งพระอย่างนี้จะไม่มีคุณวิเศษอันใดเลยรึ ? 

 
แต่แม้จะเล่าความจริงขนาดนี้ คนที่เกลียดวัดพระธรรมกายก็คงไม่เชื่ออยู่ดี แต่ไหนๆ ก็อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ก็อยากให้อ่านต่ออีกนิด เพราะกำลังเข้าประเด็นที่สงสัยกันมาก คือ เรื่องชีวิตหลังความตาย เรื่องการระลึกชาติ เรื่องตายแล้วไปไหน ?

อันที่จริงแล้ว..เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหลือวิสัยของเหล่าผู้มีรู้มีญาณที่ทรงอภิญญา    หรือผู้ที่บรรลุวิชชา 3 ที่สามารถกำหนดรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรมด้วยการใช้ จุตูปปาตญาณ

อีกทั้งจากประวัติและเรื่องราวที่มีบันทึกของพระสายกรรมฐาน  พระวิปัสสนาจารย์   หรือบรรดาพระเกจิผู้มีรู้มีญาณชื่อดังในยุคปัจจุบันหลายๆ รูปท่านก็สามารถระลึกชาติ และล่วงรู้การไปเกิดมาเกิดของสัตว์ทั้งหลายได้ เช่น  หลวงปู่ชอบ  หลวงปู่บุดดา  ฯลฯ  
 
 


โดยเฉพาะในพระไตรปิฎก ก็ระบุไว้ชัดหลายเเห่ง เช่น นางวิสาขา ละสังขารจากโลกมนุษย์แล้วไปเกิดเป็นมเหสีของผู้ปกครองสวรรค์ชั้นนิมมานรดี (พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 26 ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถร-เถรีคาถา)   http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=26&A=1507&Z=1579


หรือ โตเทยยพราหมณ์ ตายแล้วไปเกิดเป็นสุนัขในบ้านตนเอง (พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 13  มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์)

เพียงแต่เรื่องราวเหล่านี้   อาจเป็นเรื่องเหลือวิสัยของปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปที่จะตรองตามด้วยการฟังและการอ่านให้เข้าใจได้    เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรู้แจ้งเห็นจริงได้ด้วยตนเองว่าสามารถทำได้จริงและมีจริงๆ   ขอเพียงแค่เราปฏิบัติจริงจังอย่างถูกวิธี    ตั้งใจนั่งสมาธิ เราก็สามารถไปรู้ไปเห็นเรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวของเราเองได้ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา  

 เพราะฉะนั้น การที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้นำเรื่องราวชีวิตหลังความตายของสตีฟ จอบส์ มาเล่า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ ซึ่งก็สุดแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน   เราคงไม่สามารถไปห้ามความคิดของใครได้   เพราะตราบใดที่เรายังไม่เคยคิดที่จะพิสูจน์จริงๆ ด้วยการลงมือปฏิบัติธรรมให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเองก็คงยากที่จะเข้าใจ ดังนั้นเราควรจะพิสูจน์สิ่งนี้ด้วยตัวเองดีกว่า คือ ลองนั่งสมาธิจนได้อภิญญาญาณ แล้วก็นั่งไปดูว่าสตีฟ จอบส์ ตายไปแล้วไปอยู่ไหน เพื่อดูสิว่า..จะเหมือนกับที่เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายท่านเล่าไหม แล้วค่อยมาคุยกันต่อในเรื่องนี้ดีกว่า


ขอบคุณ ธัน ธนวรรธ http://hot-answer.blogspot.de/2016/05/blog-post_10.html


วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ยุติธรรม !!!

ทำไมไม่ให้หลวงพ่อธัมมชโยไปพบเจ้าหน้าที่
เพราะมันไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม !!!
แต่เป็นกระบวนการทำลายหลวงพ่อ

ของเจ้าหน้าที่ ที่รับใช้ผู้บงการเบื้องหลัง
ที่ต้องการผลประโยชน์วัดใหญ่
ข้อมูลชี้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่ โดยทุจริต

- เจ้าหน้าที่ทำคดีสหกรณ์ปี 2556 
ส่งเรื่องให้อัยการเพื่อฟ้องหลวงพ่อ

- อัยการพิจารณาแล้วไม่ฟ้องหลวงพ่อตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการ
(หลักฐานชัดเจนว่า หลวงพ่อรับบริจาคโดยเปิดเผยจึงไม่ใช่   การรับของโจร เงินนั้นใช้สร้างศาสนสถานแล้วจึงไม่ใช่การฟอกเงิน)

- เจ้าหน้าที่หมกเม็ดทำคดีใหม่ปี 2559 ซ้ำซ้อนกับคดีเดิมซึ่งผิดหลักกม. 
(ปชช.ไม่มีความรู้ทางกม. ฟังข่าวนึกว่าเป็นคดีใหม่)

- เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาที่อัยการเคยพิจารณาแล้วว่า หลวงพ่อไม่ผิด (คราวนี้ไม่ยอมส่งเรื่องให้อัยการตามขั้นตอน)

- เจ้าหน้าที่เร่งคดีแบบละเมิดสิทธิ์และลัดขั้นตอน โดยพยายามออกหมายเรียกและหมายจับ และออกข่าวทุกวันข่มขู่ให้ไปพบ

ทำไม ?? เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรีบ และไม่ยอมทำตามขั้นตอน เหมือนกลัวเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก่อนที่ตนเองจะทำตามใบสั่งของผู้บงการได้สำเร็จ

นี่คือกับดักที่เจ้าหน้าที่วางไว้หรือไม่ !!!
บังคับให้หลวงพ่อ มาพบเพื่อจับสึกขังคุกก่อน แล้วค่อยเข้ากระบวนการพิจารณาคดี อีกหลายปี พอศาลตัดสินว่าไม่ผิด ก็ไม่มีหลวงพ่อและวัดแล้ว หรืออาจจะเสียชีวิตเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดเหมือนรายอื่นๆก็ไม่รู้


ขอเชิญชาวไทยผู้มีใจเป็นธรรม
ร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมให้หลวงพ่อ 
เพราะท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ 
และทำแต่ความดีมาตลอดชีวิต

......แชร์ต่อไป.....
cr:Pompom  Lisa

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


DSIรวบ"อ๊อด89"ลอบนำเข้า เครื่องยนต์เบนซ์สมเด็จช่วง 
DSIรวบ"อ๊อด89"ลอบนำเข้า เครื่องยนต์เบนซ์สมเด็จช่วง"ดีเอสไอ" รวบ "อ๊อด 89" ผู้นำเข้าเครื่องยนต์รถเบนซ์สมเด็จช่วง คาบ้านพักย่านประชาชื่น หลังถูกออกหมายจับกระทำผิดพ.ร.บ.ศุลกากร คาดฝากขัง 27 เม.ย.นี้วันอังคารที่ 26 เมษายน 2559 เวลา 10:30 น.
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการครอบครองรถยนต์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ "สมเด็จช่วง" เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่อันมีเหตุสงสัยว่าอาจมีการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรืออาจเป็นการได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรืออาจเกี่ยวเนื่องและเกี่ยวพันกับกรณีขบวนการนำเข้ารถยนต์ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจดประกอบเป็นรถยนต์จากอุปกรณ์ชิ้นส่วนเก่าเป็นคดีพิเศษตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษนั้นซึ่งการสอบสวนทราบว่าเป็นการนำเข้าโครงรถยนต์จากหจก.ซี.ที.ออโตพาร์ท และการนำเข้าเครื่องยนต์จากบริษัทคาร์โก้ คาร์ จำกัด โดยมีผู้นำเข้าคือ "หจก.อ๊อด89 เอ็นเตอร์ไพร์ส" มีนายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์ หรือ "อ๊อด 89" เป็นเจ้าของหรือตัวการ
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ตามหมายจับที่717/2558 ลงวันที่ 8 เม.ย. 2559 เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี และเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2559 เวลาประมาณ 17.00 น. ศูนย์สืบสวนและสะกดรอยของดีเอสไอ สามารถจับกุมนายเกษมศักดิ์ หรือ "อ๊อด 89" ได้บริเวณที่พักส่วนตัวแถบประชาชื่นและนำตัวส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีทั้งนี้ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนดีเอสไอและอัยการ ได้ร่วมกันแจ้งข้อหาฐานร่วมกันลักลอบหนีศุลกากร,ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใดๆซึ่งของหนีภาษีศุลกากร อันเป็นความผิดตามมาตรา 27, 27 ทวิ แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร 2469 จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน ดังนั้น พนักงานสอบสวนจะขยายผลการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปด้านพ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 48 ชั่วโมง ดังนั้นขณะนี้นายเกษมศักดิ์จึงยังถูกควบคุมของดีเอสไอ และจะครบกำหนดต้องฝากขังในวันที่ 27เม.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะพิจารณาขออำนาจศาลฝากขังหรือขออนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ต้องหามีเหตุอันควรที่เป็นเหตุให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่.“

เเหล่งข่าว: http://www.dailynews.co.th/crime/393956



สมเด็จช่วงฯพ้นมลทินแล้ว!!!
......................................................................
เมื่อจับกุมผู้กระทำความผิดได้ตามกฏหมาย
ก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะเป็นอุปสรรค
ต่อการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
องค์ที่ 20 แห่งราชอาณาจักรไทย



วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ขมวดปมพิรุธค่านายหน้าขายที่ดิน ‘ศุภชัย’ ก่อน ‘ณฐพร’ ที่ปรึกษา ปธ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นหนังสือลาออก พบทำที่ บ.อินเตอร์อลายฯ คำนวณชัดถ้าขายที่ดินได้เกิน 300 ล้าน ได้ค่านายหน้า 60 ล้าน ทำไมทำทีหลังสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน

มีพิรุธหลายประการในการขายที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 1,822 ไร่ ให้กับบริษัท พิษณุโลกเอทานอล จำกัด วงเงินกว่า 477 ล้านบาท ที่คณะกรรมการประสานเพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายที่มีตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการที่อาจขัดต่อระเบียบ ปปง. ว่าด้วยการขายทรัพย์สินทอดตลาดฯ เนื่องจากปล่อยให้ดีเอสไอกับนายศุภชัยดำเนินการขายที่ดินโดยตรง ไม่ผ่านคณะกรรมการขายทอดตลอด ไม่ประกาศให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อให้เกิดการประมูลแข่งขันราคา

โดยเฉพาะประเด็นการจ่ายค่านายหน้าให้กับนายณฐพร โตประยูร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (นายศรีราชา วงศารยางกูร) จำนวน 60 ล้านบาท โดยนายณฐพร ระบุว่า มีกลุ่มนายหน้าเข้ามาติดต่อกับบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายของตัวเอง เมือขายที่ดินได้ จึงโอนเงินให้กับกลุ่มนายหน้า 40 ล้านบาท เอาเข้าบัญชีตัวเอง 15 ล้านบาท และให้ผู้ร่วมงาน 5 ล้านบาท

ขณะที่นายณฐพร ระบุว่า ไม่ทราบรายละเอียดว่ากลุ่มนายหน้าที่เข้ามาติดต่อเป็นใครบ้าง ?

(อ่านประกอบ : พูดอย่างลูกผู้ชาย! ‘กุนซือ’ปธ.ผู้ตรวจฯเคลียร์ปมค่านายหน้าที่ดิน‘ศุภชัย’)
อย่างไรก็ดี สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบสัญญานายหน้าค้าที่ดิน ทำสัญญาขึ้นที่ 315/3 ซอยนนทบุรี 35 ถนนสนามบินน้ำ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (ที่ตั้งบริษัท อินเตอร์อลายแอนซ์กฎหมายธุรกิจ จำกัด มีนายณฐพรเป็นเจ้าของบริษัท) ลงวันที่ 7 ม.ค. 2557

โดยในสัญญาดังกล่าว ระบุชัดเจนว่า บริษัท อินเตอร์อลายฯ เป็นนายหน้า

สำหรับเนื้อหาสำคัญในสัญญาดังกล่าวคือ ผู้ให้สัญญาเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ก จำนวน 36 แปลง โดยผู้ให้สัญญา (นายศุภชัย) มีความประสงค์จะทำการขายทรัพย์สินดังกล่าว

โดยผู้ให้สัญญาตกลงให้นายหน้าเป็นผู้ดำเนินการติดต่อขายทรัพย์สินดังกล่าว เพื่อให้ผู้ให้สัญญาได้เข้าทำสัญญากับผู้ซื้อทรัพย์สินจนเสร็จการ และนายหน้าตกลงรับทำการเป็นนายหน้าในการขายทรัพย์สินดังกล่าว

นอกจากนี้ในกรณีผู้ให้สัญญาสามารถขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ เนื่องจากผลแห่งการที่นายหน้าได้ทำการชี้ช่องหรือได้จัดการให้ได้ขายในราคาไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมจ่ายค่านายหน้าให้แก่นายหน้าเป็นเงิน 60 ล้านบาท
ในกรณีที่นายหน้าสามารถชี้ช่องหรือจัดการให้ผู้ให้สัญญาขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่ผู้ซื้อในราคาที่สูงกว่าที่กำหนดไว้ (300 ล้านบาท) ผู้ให้สัญญาตกลงให้จำนวนเงินส่วนที่เกินเป็นของนายหน้า แต่กรณีนี้นายหน้าจะต้องมีภาระหน้าที่ในการเสียค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าฤชาธรรมเนียม ภาษีอากร ค่าภาษีเงินได้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ทางราชการเรียกเก็บในส่วนของจำนวนที่เกินด้วยตนเองทั้งสิ้น

กรณีที่นายหน้าไม่สามารถทำการชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้ซื้อมาทำการซื้อขายทรัพย์สินกับผู้ให้สัญญาได้ ผู้ให้สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้โดยทันที ทั้งนี้สัญญาฉบับนี้ให้มีผลบังคับถึงวันที่ 31 ม.ค. 2557 (ดูเอกสารประกอบ)



ทั้งนี้ในสัญญานายหน้าค้าที่ดินดังกล่าว มีข้อสังเกตว่า

หนึ่ง ในสัญญาดังกล่าวมีการระบุว่า กรณีผู้ให้สัญญาสามารถขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ เนื่องจากผลแห่งการที่นายหน้าได้ทำการชี้ช่องหรือได้จัดการให้ได้ขายในราคาไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ผู้ให้สัญญาตกลงยินยอมจ่ายค่านายหน้าให้แก่นายหน้าเป็นเงิน 60 ล้านบาท

ตรงนี้บริษัท อินเตอร์อลายฯ ใช้วิธีการคำนวณค่านายหน้าอย่างไร จึงได้รับเงินถึง 60 ล้านบาท หรือว่าจะทราบมาก่อนอยู่แล้วว่าจะมีการขายที่ดินดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านี้ในการประชุมคณะกรรมการประสานเพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายที่มีตัวแทนดีเอสไอ ตัวแทน ปปง. นายศุภชัย แถลงต่อที่ประชุมว่า สามารถหาคนมาซื้อที่ดินดังกล่าวได้แล้ว และนำสัญญาจะซื้อจะขายมาโชว์กลางวงประชุมด้วย

สอง นายศุภชัย แถลงต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานฯ ไว้แล้วว่า ติดต่อผู้มาซื้อที่ดินได้อยู่แล้ว พร้อมกับมีสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว นั่นหมายความว่า นายศุภชัยได้ติดต่อกับผู้ซื้อที่ดินด้วยตัวเองไว้อยู่ก่อนแล้ว ทำไมถึงมีการให้นายหน้าเข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีนี้ได้

ขณะที่นายหน้าที่เข้ามาติดต่อกรณีดังกล่าว รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ นายณฐพร และนายศุภชัยหรือไม่  ทำไมถึงจำไม่ได้ว่ากลุ่มนายหน้าจากไหนเป็นผู้เข้ามาติดต่อผ่านบริษัทฯเพื่อจะซื้อที่ดิน เพราะนายณฐพรให้สัมภาษณ์เองว่า เป็นผู้เซ็นเอกสารรายละเอียดต่าง ๆ ดังนั้นจำไม่ได้จริง ๆ หรือไม่อยากบอกกันแน่

สาม ในสัญญาดังกล่าว มีการลงนามไว้อยู่แค่ 4 คน โดยนายศุภชัย ลงนามในส่วนผู้ให้สัญญา นายณฐพร ลงนามในส่วนนายหน้า และมีพยานลงนามคนหนึ่ง ยังขาดพยานอีกคนหนึ่ง ที่ไม่ได้ลงชื่อ (ดูเอกสารประกอบด้านบน)
สี่ ค่านายหน้าจำนวน 60 ล้านบาท แพงเกินไปหรือไม่ เพราะปกติในวงการขายที่ดินนั้น จะได้ค่านายหน้าไม่เกิน 3% แต่กรณีนี้ได้ค่านายหน้าถึง 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% จากวงเงินทั้งหมด 477 ล้านบาท 
ห้า ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน พบว่า มีการเซ็นสัญญากันเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 โดยระบุมูลค่าของที่ดินไปแล้วคือกว่า 477 ล้านบาท แต่ในสัญญานายหน้าที่ดินฉบับนี้ ทำเมื่อ ม.ค. 2557 หรือช้ากว่าประมาณ 1 เดือน แต่กลับประมาณการที่ดินคือไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ทำไมถึงไม่ระบุมูลค่าตามสัญญาจะซื้อจะขาย
หรืออาจเป็นไปได้ว่า สัญญาฉบับดังกล่าวมีการทำขึ้นทีหลังจากปรากฏเป็นข่าวหรือไม่ อย่างไร ?
ในการโอนค่านายหน้าจำนวน 60 ล้านบาท นายณฐพร ระบุว่า มีการโอนเงินให้กับกลุ่มนายหน้าที่มาติดต่อจำนวน 40 ล้านบาท และผู้ร่วมงาน 5 ล้านบาท ส่วนตัวเองได้ 15 ล้านบาท ทำไมในส่วนนี้ถึงไม่ระบุรายชื่อคนที่ต้องจ่ายค่านายหน้าให้ชัดเจน แต่กลับมาแบ่งเงินกันทีหลัง

หรืออาจมีการนำเงินส่วนนี้ไปกระจายแบ่งให้กลุ่มบุคคลหรือผู้บริหารระดับสูงที่อาจอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้หรือไม่ ?
นอกจากนี้นายณฐพร ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า กลุ่มนายหน้าติดต่อในนามบริษัท แต่เมื่อมีการโอนเงินกลับโอนเข้าบัญชีส่วนตัวนายณฐพร การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีหรือไม่ และนายณฐพร ได้แจ้งแสดงในแบบแสดงภาษีรายได้บุคคลธรรมดา (ภงด. 91) หรือไม่
ทั้งหมดคือเงื่อนปมที่น่าสงสัยในการทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าว ซึ่งแหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงาน ปปง. ระบุว่า มีผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวข้องด้วย ขณะที่ดีเอสไอได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมากกว่าปีเศษแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ?

เเหล่งอ้างอิง:สำนักข่าวอิศรา






จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget