วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

หมายจับ'พระธัมมชโย'กับความชอบธรรมของดีเอสไอ(DSI) 

การวิพากษ์นี้....มุ่งประเด็นกรณีพระเทพญาณมหามุนี
(พระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย) 

ข้อเขียนนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตจากกรณีที่ศาลอาญา 
ได้ออกหมายจับ ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI)
โดยมีการไต่สวนคำร้องที่เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้ารัฐ
และฝ่ายของตัวแทนผู้ต้องหา คือ พระธัมมชโย 
ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร 

ซึ่งการสอบสวนคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น 
แม้ในส่วนคดีนี้ที่ทางฝ่ายผู้ต้องหามีข้อโต้แย้งหลายประการ 
ตามที่ทราบกันทั่วไปในการแถลงข่าวและขอความเป็นธรรมไปบ้างแล้วนั้น จึงไม่ขอลงรายละเอียดเนื้อหาในคดี 
เพราะอาจจะกระทบต่อรูปคดี ซึ่งผู้เขียนไม่มีความเกี่ยวข้อง 
แต่ในฐานะนักกฎหมายผู้หนึ่งและต่อสู้ในทางสิทธิมนุษยชน จึงขอตั้งข้อสังเกตที่เป็นการจับตาไปยังท่าทีและแนวทางของดีเอสไอ (DSI) ว่าจะดำเนินอย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสม และชอบธรรมเมื่อมี "หมายจับ!"
หากกล่าวถึงเหตุออกหมายจับ ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 66 
ย่อมหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุออกหมายจับ 
ศาลจะออกหมายจับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม 
แม้มีเหตุออกหมายจับศาลก็ไม่อาจจะไม่ออกหมายจับก็ได้ 
ไม่มีกฎหมายมาตราใดบังคับว่า หากมีเหตุออกหมายจับแล้วศาลต้องออกหมายจับ 
หากศาลเห็นว่าบุคคลนั้นไม่หลบหนีอย่างแน่นอน 
ศาลอาจไม่ออกหมายจับก็ได้ แม้จะมีเหตุออกหมายจับก็ตาม 
ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้อง "นัดหมาย" หรือออก "หมายเรียก" บุคคลนั้นต่อไป หากบุคคลนั้นไม่มาตามนัดหรือหมายเรียก 
พนักงานสอบสวนย่อมร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะออกหมายจับตามคำร้องขอครั้งที่สองของพนักงานสอบสวนหรือไม่???


หลวงพ่อธัมมชโย ยืนยันว่าไม่หนี!! แต่ทำไมมีข่าวว่า
 DSI จะนำทัพทหารพร้อมรถถังมาจับพระชราภาพรูปเดียว
เพื่ออะไร!!???

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ศาลอาญาได้ออกหมายจับ แต่ดีเอสไอก็ใช่ว่าจะต้องจับพระธัมมชโย เพราะเหตุว่าพระธัมมชโยไม่มามอบตัวที่ดีเอสไอภายในเจ็ดวัน หรือตามที่ขีดเส้นตายไว้ กระบวนการในทางอาญายังมีหลักการ
เป็นแนวทางปฏิบัติอีก จึงอยู่ที่ว่าดีเอสไอ (DSI) จะใช้อำนาจของตนอย่างไร ทั้งนี้ มีข้อพิจารณาอยู่ว่า

ก.พระธัมมชโย ท่านไม่มาที่ดีเอสไอ (DSI)เพราะเหตุใด 
มีเหตุอันสมควรหรือไม่???

ข. การต้องบังคับจับกุมตามหมายจับ จะกระทำด้วยความเหมาะสมแก่สถานะของพระธัมมชโย(พระภิกษุ) อย่างไร???

ค. หากดีเอสไอ (DSI) เห็นว่าไม่มามอบตัว จะต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปจับกุมในวัดพระธรรมกาย อะไรจะเกิดขึ้น???
อะไรจักเกิดขึ้น...อาจจะมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์แตกร้าว
หรือต้องให้ผู้บริสุทธิ์ล้มตาย!! DSI จึงจะหยุด???

ง. คดีนี้ เป็นเพียงขั้นตอนแรกที่ดีเอสไอ (DSI) จะแจ้งข้อกล่าวหา
เพื่อให้โอกาสแก้ข้อหาได้เต็มที่(ย้ำว่าขั้นตอนแจ้งข้อหา) 
ซึ่งในทางคดี ดีเอสไอควรต้องมีพยานหลักฐานพอสมควร
และสามารถกล่าวหาพระธัมชโยได้อย่างหนักแน่น
ข้อพิจารณาดังกล่าวข้างต้น หากเทียบกับคดีที่มีพระรูปหนึ่งที่ร่วมจัดการชุมนุมทางการเมืองและถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ศาลอาญาได้ออกหมายจับไปแล้ว แต่ยังไม่มีจับกุม 
จนกระทั่งมีกระแสข่าวว่า มีการถอนหมายจับในทางสอบสวน
เมื่อสอบเสร็จแล้วส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษยังได้รับโอกาส
ให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ยังไม่สั่งฟ้องต่อศาลกลับ
ทอดเวลานานนับปีได้ .....
(ทำไมพระอีกรูปนั้นยังเดินลอยหน้าลอยตากร่างในสังคมอยู่ได้ แต่ดีเอสไอ (DSI) ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น!!!??)


แม้ไม่เอ่ยชื่อ!! แต่ทั้งประเทศก็รู้ว่า
พระอีกรูปที่เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่เกรงกลัวใคร
ยังสามารถลอยหน้าลอยตาแบบไม่มีใครกล้าจับได้ เพราะอะไร?
ดีเอสไอและอัยการทำอย่างไร เคยมีการชี้แจงต่อสาธารณชนหรือไม่ ???ดังนั้นด้วยกระบวนการเช่นนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอใช่หรือไม่!!???
แต่อย่างไรก็ตาม กรณีกล่าวหาพระธัมมชโยนี้... 
ย่อมจะเป็นสิ่งที่จะสะท้อนถึงบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอ
ที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม มีรัฐมนตรียุติธรรม
กำกับดูแลทางด้านนโยบาย ด้านอื่นจะมีหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้ 

นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนได้ไม่น้อยในห้วงภาวะการเมืองและอำนาจการปกครองประเทศ
อย่างมีนัยยะหรือไม่ !!???
เพราะผู้คนที่สนใจ อาจมองไปถึงผู้ที่กล่าวโทษตั้งรูปคดีด้วยว่าบุคคลเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร !!!???
ช่างน่าสงสัย!!?? ใครฟ้องพระธัมมชโย
แล้วคู่กรณีอื่นๆ ทำไม DSI ไม่เร่งคดีอย่างนี้เล่า???

สอดรับกับการตั้งข้อรังเกียจของผู้ใดหรือไม่???
ข้อกล่าวหาเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เป็นฐานความผิดชัดแจ้ง
และมีพยานหลักฐานได้มั่นคงเพียงใด???

ในทางการสอบสวนและรูปคดี ที่ผ่านมาไม่เพียงเฉพาะดีเอสไอเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานสอบสวนในคดีทั่วไป จะเป็นคดีดัง 
คดีสะเทือนขวัญ คดีการเมืองก็ตาม การกล่าวหาและการสอบสวน
ที่มี ก็ล้วนแต่เป็นการผลักภาระไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด 

ซึ่งหากต้องสมมุติฐานทางการสอบสวนมาเช่นใดพนักงานอัยการ
ก็ต้องสั่งฟ้องตามพนักงานสอบไป แล้วสุดท้ายภาระทั้งหมด
ในการแก้ต่างต่อสู้คดีก็ตกแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย 
ซึ่งจากคำพิพากษาต่างๆ ในคดีอาญา 
คำวินิจฉัยและเหตุผลประกอบมักปรากฎว่าให้น้ำหนักแก่การทำงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการไม่มีสาเหตุโกรธเคือง ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ต้องหาหรือจำเลยมาก่อน และปฏิบัติหน้าที่ราชการปราศจากอคติใดๆ แล้วท้ายที่สุดพิพากษาลงโทษจำเลย
คดีนี้จึงเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจว่า...
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย จะพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าหรือความถดถอยไปหรือไม่ อย่าได้มองเพียงว่า ผลประโยชน์ที่อาจมีวาระซ่อนเร้นจากความขัดแย้งนี้จะตกที่ผู้ใดหรือไม่ 
แต่อาจต้องมองว่าประชาชนพลเมืองไทยจะต้องเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมไปอีกกี่ปีกี่สมัยกัน

วลีที่ให้ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย 
มิใช่เป็นการใช้กฎหมายตามใจคนใช้ 
แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำให้คนใช้อำนาจตามกฎหมาย
น่าเคารพและเป็นที่ยอมรับได้!!!


Cr.วิญญัติ ชาติมนตรี
23 พ.ค.2559
อ้างอิงจาก : http://www.prachatai.com/journal/2016/05/65923


วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ช่วงนี้เรื่องราวในสังคม คงหนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับพระสงฆ์ ที่ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะดำเนินคดีกับพระผู้ทรงสมณศักดิ์ 1 รูป ผู้ซึ่งนานาอารยประเทศรู้จักกันในนาม พระผู้สนับสนุนและเผยแผ่สันติภาพโลก ในประเทศไทย ท่านคือ พระเทพญาณมหามุนี และคณะลูกศิษยานุศิษย์ เรียกท่านในนาม หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีศูนย์สาขาในประเทศ และต่างประเทศมากมาย 


ท่านได้ทำคุณงามความดีมาตลอดทั้งชีวิต ทั้งสนับสนุนและฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ให้ทั้งลูกศิษย์ลูกหานับล้าน รวมถึงเยาวชน ด้วยโครงการต่างๆ เช่น บวชพระ บวชอุบาสิกาแก้ว เด็กดี V-Star สอบตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า ฯลฯ และสิ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ ท่านเป็นครูสอนสมาธิของโลก เนื่องจากทุกกิจกรรมของวัดพระธรรมกาย จะมาควบคู่กับการทำสมาธิเสมอ 

แต่วันนี้ เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จะมาดำเนินคดีกับท่าน หาทางจับกุม ซึ่งหลายๆคนหลายๆท่าน ตั้งข้อสงสัยว่า ท่านอาจจะหนีคดีความ โดยการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งในความคิดท่านและเหล่าศิษยานุศิษย์แล้ว คือ เป็นไปไม่ได้ ล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะวัดพระธรรมกายดำเนินตามหลักคำสอนของหลวงปู่สด วัดปากน้ำ มาโดยตลอด คือ ไม่สู้ ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป  และทางเหตุผลที่ยืนยันเป็นรูปธรรมได้ชัด คือ หลวงพ่อธัมมชโย ไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศมา 30 ปีแล้ว ดังนั้น จึงไม่มี Passport และ VISA ซึ่งหากใครหลายๆคนเคยเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ต้องรู้ว่าสองสิ่งนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่มี ก็ไม่สามารถที่จะเดินทางออกนอกประเทศได้ 

และหากใครสงสัย ในวันนี้ ก็มีความรู้มาทำให้หายคลางแคลงใจ ว่าการทำ Passport หรือหนังสือเดินทาง และ VISA ของพระภิกษุนั้น หากจะทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย มีขั้นตอนและใช้ระยะเวลามากกว่าเราบุคคลธรรมดาเสียอีก เพราะฉะนั้น อย่าช้า มาดูขั้นตอนกันเลยค่ะ  





1.เตรียมเอกสาร ยื่นคำขออนุญาตฯ กับเลขานุการคณะกรรมการ ศ.ต.ภ. (ศูนย์ควบคุมการไปต่างประเทศของพระภิกษุสามเณร) ดังนี้
1.  แบบขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ
2.  สำเนาทะเบียนบ้าน/วัด
3.  สำเนาใบสุทธิประกอบด้วย สถานะเดิม,หน้าอุปสมบทและหน้าสังกัดวัด,
      หน้าเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี), หน้าใบรับสมณศักดิ์4.    รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 2 ใบ (ติดแบบฟอร์ม 1 ใบ, แนบมา       พร้อมเอกสาร 1 ใบ)
5.    โปรแกรมทัวร์ ของ สังคมทัวร์ ที่พระคุณเจ้าร่วมขบวนทัวร์แสวงบุญ
6.    กรณีพระภิกษุผู้มีพรรษายังไม่พ้น 5 และสามเณร ต้องมี
"หนังสือรับรองว่าจะเป็นผู้ดูแลความประพฤติพระภิกษุ-สามเณรในระหว่างไปต่างประเทศ"

และกรอกรายละเอียดในแบบคำขออนุญาต (มีจำหน่ายที่โรงพิมพ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 
แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพมหานคร) 

โดยได้รับความเห็นชอบจากเจ้าคณะปกครองตามลำดับ ตั้งแต่

เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะภาค

2. ยื่นแบบคำขออนุญาตฯ ที่เลขานุการคณะกรรมการ ศ.ต.ภสำนักงานตั้งอยู่ ณ วัดสังเวชวิศยาราม บางลำพู  กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ในวันที่ 1 และวันที่ 15 ของทุกเดือน
3. คณะกรรมการ ศ.ต.ภ. พิจารณา แล้วส่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการ

4. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีหนังสือแจ้ง กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อออกหนังสือเดินทาง

และค่อยฟังประกาศผลทาง
1. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่วนศาสนวิเทศ2. http://www.sortorpor.org

ขั้นตอนเหล่านี้ แค่ ศ.ต.ภ. พิจารณาให้ผ่าน แต่ต้องเตรียมเอกสาร 
1. เลขที่และวันที่ ที่ทาง ศ.ต.ภ. ได้พิจารณาให้ผ่าน  
2. หนังสือสุทธิตัวจริง
3. ทะเบียนบ้านตัวจริง
4. ใบตราตั้งตัวจริง
ไปทำ Passport ที่สถานกงศุลอีก




เพิ่มคำอธิบายภาพ




สะเทือนใจ !...นี่วัดพระธรรมกายถูกสังคมกดดันจนมาถึงจุดที่ต้องถ่ายทอดสด
อาการป่วยของหลวงพ่อที่เป็นพระผู้เฒ่าอายุ 72 ปี
นอนอาพาธในห้องปลอดเชื้อ เพื่อให้สื่อมวลชน
และสาธารณชนพิสูจน์ความจริงว่าท่านป่วยจริง
และไม่ได้หลบหนี ด้วยสายตาตัวเองแล้วเหรอนี่
ทุกคนลืมไปหรือเปล่าว่า


ท่านยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา


ท่านยังไม่ใช่จำเลย ท่านไม่ใช่ผู้ต้องหา
และท่านไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย
อย่าใช้อำนาจรัฐ อำนาจสื่อ
ทรมานพระอาพาธที่ไร้ทางสู้
และกำลังนอนป่วยให้ทุกข์ทรมานมากไปกว่านี้เลย
ลำพังแค่การต่อสู้กับอาการเจ็บป่วย
ท่านก็ทุกข์ทรมานมากพอแล้ว
อย่ากลั่นแกล้งท่านมากไปกว่านี้เลย
คุณแข็งแรงกว่า หนุ่มกว่า ก็แค่เดินทางมาพบท่าน
มาแจ้งหมายจับกับท่านที่วัดเท่านั้นเอง

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึก่อนวันเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เสียงลมที่มาก่อนคลื่นยักษ์จะม้วนตัว
เสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2542
เกิดเหตุขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ เช้านี้ๆอยู่หลวงพ่อก็ไม่มีเสียง
ท่านพยายามพูด เเม้เสียงที่ออกมาจะเบามากเหมือนเสียงกระซิบ
ก็ถือว่ายังโชคดีที่ยังพอได้ยินบ้าง เเต่ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการเดาความหมายอย่างมาก
มื้อเช้า หลวงพ่อฉันเเค่ข้าวต้มกับไข่เค็ม
ส่วนมื้อเพล หลวงพ่อฉันข้าวต้มไป 2 ช้อน
หลังจากที่ปิดไฟในกุฏิเเล้ว กลางคืนหลวงพ่อลุกขึ้นมาเปิดไฟ เเล้วให้ติดต่อพี่หมอบุ๊งเพื่อขอยา
พี่หมอบุ๊งจัดยาให้ 2 เม็ด

เมื่อไม่มีเสียงพูดออกมา  หลวงพ่อจึงใช้การเขียนเเทน
เเล้วหลวงพ่อก็ให้โค้กช่วยประสานงานในเรื่องต่างๆตามที่หลวงพ่อเขียน

ได้รับใช้หลวงพ่อช่วงนี้รู้สึกดีใจมากเป็นพิเศษ
เลยคิดต่อไปว่า หากมีงานอะไรที่ผมพอจัดการทำได้ในเบื้องต้น
ก็อยากทำให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะไปถึงหลวงพ่อ
หรืองานอะไรของหลวงพ่อที่พอจะเเบ่งเบามาได้ อยากเเบ่งมาอีก


ยิ่งวันนี้เมื่อได้ยินหลวงพ่อพูดกับหลวงพ่อทัตตะเเล้ว
ยิ่งอยากช่วยเหลืองานหลวงพ่อ
ให้มากขึ้นกว่าเดิมไปอีก
หลวงพ่อพูดกับหลวงพ่อทัตตะว่า

ไม่อยากได้อะไร


อยากทำที่พึ่งภายใน


เเล้วหลวงพ่อก็เขียนที่หน้าซองที่ท่านทำบุญประจำวันด้วยลายมือว่า

"ถ้าหลวงพ่อตายไปตอนนี้
ก็ขอให้ทำงานเผยเเผ่วิชชาธรรมกายต่อไป
ส่วนสมบัติอันพึงมีเกิดขึ้น
ขอมอบให้เป็นกองทุนการเผยเเผ่วิชชาธรรมกาย
     พระราชภาวนาวิสุทธิ์
      2 ตุลาคม 2542"

พอได้อ่านเเล้วบอกความรู้สึกไม่ถูกเลยว่าเป็นอย่างไร รู้เเต่ว่าหลวงพ่อท่านไม่ประมาท
ผมบอกตัวเองว่านี่ท่านไม่ได้สั่งเสีย
หลวงพ่อกำลังสั่งดี เหมือนเมื่อตอนสายๆท่านเขียนสั่งดีมาหนหนึ่งเเล้วว่า

ถ้าหลวงพ่อตายไป
ก็ให้ดำเนินงานต่อไป อย่ายอมเเพ้

พระราชภาวนาวิสุทธิ์
2 ต.ค.42



จากบันทึกอุปัฏฐาก
โค้ก อลงกรณ์ สถาปิตานนท์



DSI ใช้ดุลพินิจทางฝ่ายปกครองที่ไม่เป็นธรรม
ละเมิดรัฐธรรมนูญ กรณีออกหมายเรียก พระเทพญาณมหามุนี

                      จากกรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว การออกหมายจับตามที่ DSIได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญานั้น ต้องคำนึงถึงมาตรา4 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทย มีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้  การวินิจฉัยและตัดสินใจใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการออกหมายจับ จึงอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2550

มาตรา ๒๖ ซึ่งบัญญัติว่าการใช้อํานาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๒๗ ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดย คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และ การตีความกฎหมายทั้งปวง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไว้และเท่าที่ จําเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

 


DSI ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

                ซึ่งจากกรณีการที่พระธัมมชโย ได้มีอาการอาพาธอย่างเฉียบพลันและมีอาการที่ไม่สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้อย่างปกติซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพที่จะต้องได้รับการรักษาดูแลสุขภาพและร่างกายของตัวเองตามปกติที่วิญญูชนพึงได้รับ และตามคำแนะนำของแพทย์ที่ให้การดูแลรักษา ดังนี้หากมีคำสั่งให้ออกหมายเรียก ดังกล่าวจาก dsi ซึ่งได้เห็นเป็นประจักษ์ และมีใบรับรองแพทย์ 
รับรองอาการป่วยดังกล่าวที่ไม่ได้ดีขึ้น ตามคำขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่3 ของDSI หรือการร้องขอให้ศาลออกหมายจับ ทั้งที่ผู้ถูกออกหมายจับ ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี ไม่ได้ทำให้คดียุ่งเหยิง และไม่ได้ก่อเหตุอันตรายประการอื่น อีกทั้งยังมีเหตุอันควรในการที่ไม่ไปตามหมายเรียก แต่ยังคงไม่ได้นำสาระสำคัญดังกล่าวมาพิจารณาในการออกหมายจับได้ ทั้งที่เห็นเป็นประจักษ์อยู่แล้ว ถือเป็นการกระทำต่อมนุษย์ให้เหมือนสัตว์หรือสิ่งของอันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยมิได้คำนึงถึงสิทธิในชีวิตและร่างกายซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองไว้โดยชัดแจ้งอยู่แล้ว ว่ากฎหรือคำสั่งใดจะตามที่กฎหมายบัญญัติ และตามที่รัฐธรรมนูญบัญัติไว้ จะละเมิดสาระสำคัญแห่งสิทธิไม่ได้  ตามมาตรา29 รัฐธรรมนูญ2550 ประกอบมาตรา4รั ฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 อีกทั้งเมื่อเป็นการออกคำสั่งจากหน่วยงานที่ใช้อำนาจจะต้องยึดหลักของการได้สัดส่วนในการออกกฎหรือคำสั่งด้วยดังนี้คือ

1.หลักความสัมฤทธิ์ผล ซึ่งในการออกหมายจับต้องเป็นการทำตามจุดประสงค์หรือตามเจตนารมณ์ของการออกหมายจับว่าเป็นการ ป้องกันไม่ไห้ผู้ถูกหมายจับหลบหนี หรือได้ทำให้เกิดความยุ่งเหยิงของคดี ซึ่งการออกหมายจับต้องกระทำให้สัมฤทธิ์ผลด้วยแต่การขอออกหมายจับพระธัมมชโยนั้นไม่ได้ทำให้สัมฤทธิ์ผลเพราะไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์ตามเจตนารมณ์ของการออกหมายจับ  แต่มีความมุ่งหมายที่จะใช้มาตรการการออกหมายจับนั้นเป็นเครื่องมือในการดำเนินเพื่อให้เกิดผลอย่างอื่นนอกเหนือไปจากผลที่กฎหมายให้อำนาจ แก่ศาลประสงค์จะให้เกิดขึ้นจึงเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

2.หลักความจำเป็น แม้ในการออกหมายจับดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของการออกหมายจับก็ตามแต่ยังต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นกล่าวคือ เมื่อมีมาตรการทางปกครองดังกล่าวแล้วจะต้องมีการกระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไม่มากก็น้อยดังนี้จะต้องใช้วิจารณญาณที่จะใช้มาตรการดังกล่าวที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนน้อยที่สุด เห็นได้ว่าการออกหมายจับพระธัมมชโย ซึ่งกำลังอาพาธอย่างรุนแรงซึ่งไม่ถือเป็นการใช้มาตรการที่กระทบสิทธิและเสรีภาพน้อยที่สุดเพราะ  ยังสามารถ ให้เลื่อนการออกหมายเรียก ดังกล่าวไปได้อีก หรือ ให้ทางDSI เข้าพบพระธัมมชโยที่วัดพระธรรมกายซึ่งทางพระธัมมชโย มิได้ขัดข้องแต่ประการใด แต่ทั้งนี้การเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาจำเป็นต้องคำนึงถึงสุขภาพร่างกายของพระธัมมชโยด้วยว่าพร้อมหรือไม่

3.หลักความได้สัดส่วนอย่างแคบ กล่าวคือ แม้การออกหมายจับจะสัมฤทธิ์ผลตามเจตนารมณ์ของการออกหมายจับ และ มีความจำเป็น  ก็ตาม การที่มาตรการทางฝ่ายปกครองดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยกฎหมายจะต้องผ่านหลักความได้สัดส่วนอย่างแคบด้วยคือต้องพิจารณาว่าการออกหมายจับนี้ต้องมีประโยชน์ต่อมหาชนมากกว่าความเสียหายอันเกิดขึ้นแก่เอกชน ในกรณีดังกล่าวนอกจากไม่เป็นการก่อประโยชน์ให้แก่หมาชนแล้วยังถือเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่มหาชนเพราะหากศาลออกหมายจับตามคำร้องของdsiแล้วนั้นหมายความว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานในการใช้ดุลพินิจในการออกหมายจับโดยไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่าผู้ถูกออกหมายจับจะเจ็บป่วย หรือ มีเหตุอันตามข้อเท็จจริงใดควรจะได้รับการพิจารณาประกอบการใช้ดุลพินิจ เผื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกออกหมายเรียก อีกทั้งเป็นการออกมาตรการโดยไม่คำนึงสาระสำคัญแห่งสิทธิที่รัฐธรรมนูญ ได้รับรองไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งประกอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเอกชน คือพระธัมมชโยด้วยแล้ว ทำให้มาตรการดังกล่าวไม่เข้าหลักความได้สัดส่วนอย่างแคบอันจะใช้บังคับไม่ได้ตาม มาตรา29ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี2550

 DSI กระทำการขัดหลักรัฐธรรมนูญ มาตรา 29

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการออกหมายจับโดยคำร้องของ DSI นั้นขัดกับหลักความได้สัดส่วนในการออกกฎหรือคำสั่ง ตามมาตรา 29 รธน.50 ดังนี้

1.ขัดการหลักสัมฤทธิ์ผล คือ พระธัมมชโยไม่ได้หลบหนี หรือเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดี แต่มาตามหมายเรียกไม่ได้เพราะป่วยอย่างรุนแรง ซึ่งเจตนารมณ์ของการออกหมายจับคือ ป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี หรือเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดี และไม่ได้มีพฤติการณ์ก่อเหตุร้ายประการอื่น ถือเป็นการใช้กฎหมายให้มีผลเป็นอย่างอื่นไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของการออกหมายจับ ตามมาตรา66แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

2.ขัดกับหลักความจำเป็น คือ DSIไม่จำเป็นต้องขอออกหมายจับ เพราะพระธัมมชโย ไม่ได้หนีและอาพาธอย่างรุนแรง ควรจะให้เลื่อนตามคำขอเลื่อน หรือเข้ามาพบพระธัมมชโยที่วัดพระธรรมกาย อันเป็นมาตรการที่กระทบสิทธิ และเสรีภาพในการดูแลรักษาร่างกายของพระธัมมชโย น้อยกว่าการออกหมายจับ

3.ขัดกับหลักความได้สัดส่วนอย่างแคบ คือ การขอออกหมายจับพระธัมมชโย จะต้องมีประโยชน์ต่อมหาชนมากว่าความเสียหายต่อพระธัมมชโยจะได้รับ แต่กรณีตามข้อเท็จจริง การออกหมายจับพระธัมมชโยกลับเป็นการสร้างบรรทัดฐานการใช้กฎหมายที่ละเมิด ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ อันเป็นสาระสำคัญแห่งสิทธิของรัฐธรรมนูญที่จะต้องรักษาไว้สูงสุด กล่าวคือ ประชาชนเมื่อมีข้อพิพาทกับองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐจะไม่ได้รับความคุ้มครองถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง

               


ประมวล วิ.อาญา ให้สิทธิผู้ป่วยในการรักษาตัว

นอกจากนี้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา7/1 บัญญัติว่า ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิดังต่อไปนี้ด้วย

     (๑) พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว

     (๒) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน

     (๓) ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร

     (๔) ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย

                ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหานั้นทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิตามวรรคหนึ่ง

จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในกรณีที่มีการจับกุมแล้ว ตามมาตรา7/1(4) ยังยึดหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ให้ผู้ต้องหาได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ซึ่งเทียบเคียงกับกรณีของพระธัมมชโยที่ยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี แต่ไม่มีสิทธิ์ในการดูแลรักษาตัวเอง อันเป็นการออกหมายจับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 DSI ต้องยึดหลักความเสมอภาค
ดังนั้น กรณีการออกหมายจับดังกล่าวจะต้องยึดหลักความเสมอภาค อันเป็นสาระสำคัญแห่งสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ตามมาตรา4 ของรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว)2557 กล่าวคือ รัฐต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญเหมือนกันให้เหมือนกันและจะต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่สาระสำคัญต่างกันให้แตกต่างกันออกไป ซึ่งในกรณีของพระธัมมชโย เป็นบุคคลที่กำลังอาพาธอย่างร้ายแรง ซึ่งตามปกติแล้วคนป่วยย่อมมีสิทธิที่ต้องได้รับการรักษาดูแลจนปกติก่อน ถึงจะเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมได้ ตามมาตรา7/1อนุ4แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่ในกรณีพระธัมมชโย ซึ่งมีสาระสำคัญคือการป่วยเหมือนกันกับบุคคลอื่นๆ ทั่วไป แต่กลับได้รับการปฏิบัติในการออกหมายจับต่างกัน ดังนั้น DSI ต้องยกเลิกคำสั่งออกหมายเรียกพระธัมมชโย มิฉะนั้น จะกลายเป็นว่า DSI ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดหลักรัฐธรรมนูญเสียเอง



----------------------------



ทันธรรม วงษ์ชื่น

นักวิชาการอิสระ





วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559




วันนี้วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2559
ตรงกันกับวันที่ 13 เเต่คนละเดือน เมื่อปี 2542
ผ่านมาเนิ่นนาน เหตุการณ์เเละความทรงจำของคนก็เเตกกระจาย
หรือรวบรวมเพิ่มขึ้นมาตามวันเวลา
เเต่เป็นที่น่าเเปลกใจว่าเหตุการณ์หนึ่ง
ยังเป็นเหตุการณ์เดิม สถานการณ์คุ้นๆ
เหมือนบันทึกอุปัฏฐากหลวงพ่อธัมมชโย ในวันนี้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน
คุ้นจริงๆสถานการณ์เเละคำพูดนี้

จันทร์ที่ 13  กันยายน  2542
คำในใจวันนี้มีเเต่คำว่า "เงียบ"
ดอกไม้ ใบไม้ ในอาคาร  เเละทุกสิ่งทุกอย่างต่างหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว
ลำธารก็อยู่เฉยๆ ไม่ไหลรินสดชื่น เหมือนวันก่อนๆ
อาหาร ถาดอาหาร  หลังหลวงพ่อฉันเสร็จ  ก็ดูซึมเศร้า ไม่ร่าเริง
นกน้อยยังหยุดบินไปมา  เเละไม่ส่งเสียง จิ๊บ! จิ๊บ ! ให้ฟัง
ปลากรายก็ไม่ฮุบฟองอากาศ บุ๋ง !บุ๋ง ! ให้เห็น
โลกนี้เป็นอะไรไปหมดเเล้ว

ขนาดสิ่งเเวดล้อมรอบๆตัว  ยังเป็นไปได้ขนาดนี้
เเล้วบรรยากาศของทุกคนจะเป็นอย่างไง
อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก  ไม่อยากคาดเดา
เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด  คงช่วยหล่อหลอมให้โค้กได้โตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ ได้มอง  ได้คิดอะไรอีกเยอะ
ผมมีความฝันเล็กๆว่า  พายุร้ายคงจะจบในเร็ววัน  เเละทุกอย่างจะดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ
ในเมื่อบรรยากาศภายนอกเป็นอย่างนี้  เราต้องนั่งธรรมะให้มากกว่าเดิม
เพื่อรักษาบรรยากาศภายในไว้ไม่ให้เปลี่ยนไป


เขาเอาผิดหลวงพ่อไม่ได้
เขาก็จะเอาชีวิต

มีคำเตือนมาอีกเเล้ว
ตอนนี้ต้องดูเเลหลวงพ่อให้ดีๆ


จาก บันทึกอุปัฏฐาก 2542
โค้ก  อลงกรณ์ สถาปิตานนท์
อุปัฏฐาก พระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)





     
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 นายประกิต พิลังกาสา รองประธานกรรมการดำเนินการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการดำเนินการ/ประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น จำกัด แถลงข่าวกรณีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ เป็นสมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 นายประกิต พิลังกาสา รองประธานกรรมการดำเนินการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการดำเนินการ/ประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น จำกัด แถลงข่าวกรณีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ เป็นสมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 นายประกิต พิลังกาสา รองประธานกรรมการดำเนินการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการดำเนินการ/ประธานผู้บริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด กล่าวถึงกรณีที่นายธรรมนูญ อัตโชติ สมาชิกประเภทสมทบของสหกรณ์ ได้ยื่นข้อกล่าวหาต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย ในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ต่อกรณีดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ฯ กองทุนฯ และสังคม ตลอดจนสื่อมวลชนต่างๆ ได้ทราบข้อเท็จจริงว่ามีความเกี่ยวข้องผูกพันกับสหกรณ์ฯ อย่างไรหรือไม่นั้น สหกรณ์ฯ ขอเรียนชี้แจงให้ทราบดังนี้

1) การดำเนินการของนายธรรมนูญและพวกตามที่ปรากฏในสื่อสังคมนั้นเป็นเรื่องเฉพาะปัจเจกบุคคลหรือคณะที่ดำเนินการตามความคิดเห็น ความเชื่อส่วนตัว และเป็นอิสระ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือกระทำในนามของสหกรณ์ฯ และสมาชิกคนอื่นแต่ประการใด จึงไม่มีผลผูกพันต่อสหกรณ์ฯ ทั้งนี้ คณะกรรมการของสหกรณ์ฯ ผู้เป็นตัวแทนสหกรณ์ฯ ตามนิตินัยไม่มีความเห็นและมติที่จะดำเนินการดังกล่าวด้วย

2) การกระทำดังกล่าวของนายธรรมนูญและพวก อาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงต่อผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยทั่วไปว่า สหกรณ์ฯ รู้เห็นในการฟ้องร้องดังกล่าวด้วย ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อสหกรณ์ฯ และสมาชิกของสหกรณ์ฯ​ โดยรวม
คณะกรรมการของสหกรณ์ฯ มีจุดยืนและนโยบายที่ชัดเจนในการฟ้องร้องติดตามให้ตัวการผู้กระทำผิดคือนายศุภชัยและพวกคืนเงินให้กับสหกรณ์ฯ โดยวิธีการทางแพ่ง ส่วนการดำเนินการเอาผิดทางอาญาแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินหรือรับของโจรนั้นจำเป็นต้องมีหลักฐานพยานที่ชัดเจนและซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของสหกรณ์ฯ จะดำเนินการได้เอง และเล็งเห็นว่าดีเอสไอซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวนได้ดำเนินการอยู่แล้วตามกระบวนการยุติธรรมและจะเป็นการเหมาะสมกว่า

3) ในส่วนความเสียหายที่เกิดแก่พระเทพญาณมหามุนีจากการถูกกล่าวหาโดยนายธรรมนูญนั้น สหกรณ์ฯ ตระหนักดีถึงความสะเทือนใจ เสียใจ ของผู้ถูกกล่าวหาและคณะศิษย์ พร้อมเห็นว่าผู้เสียหายย่อมเรียกร้องความเป็นธรรมและชดใช้ความเสียหายได้ทั้งในทางแพ่งและอาญา
สหกรณ์ฯ สามารถให้ความกระจ่างในสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ และสมาชิกของสหกรณ์ฯ เพื่อความเข้าใจอันดีและถูกต้อง รวมทั้งประโยชน์ที่ทางกองทุนฯ พระเทพญาณมหามุนีได้มอบให้แก่สมาชิกสหกรณ์ฯ ซึ่งสะท้อนถึงเจตนาและภาพลักษณ์ที่ดีให้สังคมได้รับทราบ

4) สหกรณ์ฯ ขอเรียนให้สมาชิกสหกรณ์ฯ ทุกท่านและสังคมทุกภาคส่วนทราบถึงสถานภาพความจำเป็นขณะนี้ว่า การฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ฯ ให้ดำรงอยู่ได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในเรื่องการระดมเงินจำนวนมากมาพยุงฐานะการเงินและการทำธุรกิจหารายได้มาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เช่น เงินที่ภาครัฐจะพิจารณาหาแหล่งเงินทุนให้ หรือเงินจากการติดตามสินทรัพย์ในคดีต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกระบวนการขั้นตอนดำเนินการอีกระยะหนึ่ง
ขณะที่สหกรณ์ฯ คลองจั่นมีภาระที่จะต้องชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ในกลางปีและสิ้นปีนี้ให้ได้ตามที่แผนฟื้นฟูกำหนดไว้ โดยเงินจำนวนดังกล่าวมาจากการได้รับเยียวยาจากกองทุนเงินเฉพาะกิจลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นส่วนใหญ่ สหกรณ์ฯ จึงขอขอบคุณในความเมตตาที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ให้การสนับสนุนบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์ฯ ไว้ในโอกาสนี้

“อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆ ก็ตาม จะเป็นไปเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการติดตามเงินที่สหกรณ์ฯ​ สูญเสียไปกลับคืนมาให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ในการฟื้นฟูกิจการเป็นสำคัญ มิได้เอนเอียงไปเพื่อผลประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง การติดตามเงินเป็นเป้าหมายเดียวของคณะกรรมการฟื้นฟูฯ ส่วนเรื่องคดีความต่างๆ ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่” นายประกิตกล่าว

คืบหน้าแผนฟื้นฟูฯ พร้อมจ่าย 3 งวด

นายประกิต พิลังกาสา
นายประกิต พิลังกาสา
สำหรับความคืบหน้าของแผนฟื้นฟูฯ ตามแผนจะต้องจ่ายเงินคืนสมาชิกในปี 2559 จำนวน 2 งวดในเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคม งวดละ 3.5% ของมูลหนี้ทั้งหมด 18,000 ล้านบาท หรืองวดละ 600 ล้านบาท โดยงวดแรกจะชำระคืนสมาชิกที่มีเงินฝากต่ำกว่า 10,000 บาททั้งหมดก่อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 13,000 ราย วงเงินประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เหลือสมาชิกที่ต้องรับการชำระหนี้อีกประมาณ 5,000 ราย ขณะที่สมาชิกที่มีเงินฝากมากกว่า 10,000 บาท สหกรณ์ฯ จะจ่ายในงวดแรกและงวดที่ 2 ตามสัดส่วนของเงินฝากที่มีคือ 3.5% ของเงินฝาก ตามหลักการ Fair Treatment
ทั้งนี้ สถานะการเงินเบื้องต้นสหกรณ์ฯ มีเงินสดพร้อมจ่ายได้ทันที 3 งวด โดยเงินส่วนใหญ่ได้มาจากกองทุนลูกศิษย์วัดธรรมกาย แบ่งเป็นเงินก้อนแรกจำนวน 684 ล้านบาท ตามหลักฐานที่ได้รับจากดีเอสไอและได้รับชำระเงินครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปลายปี 2558 และส่วนที่สองจำนวน 370 ล้านบาท ตามหลักฐานที่ดีเอสไอตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โดยจะทยอยจ่ายต่อไปเป็นเช็ค 20 ฉบับ
นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังมีเงินรายได้ที่คาดว่าจะมาจากการดำเนินงานของสหกรณ์ฯ เช่น การติดตามชำระหนี้ของลูกหนี้ต่างๆ ประมาณปีละ 100 ล้านบาทต่อปี
“บางคนถามว่าทำไมได้เงินมาตั้งแต่ปี 2558 แล้วยังไม่จ่าย ต้องเรียนว่าขณะนั้นติดข้อกฎหมายล้มละลาย แต่หลังจากสหกรณ์ฯ ได้ยื่นศาลขอฟื้นฟูกิจการ สหกรณ์ฯ ก็เข้าสู่สถานะที่ไม่สามารถจ่ายเงินใดๆ ได้ แต่ยังรับรู้รายรับได้ ต่อมาศาลเห็นชอบให้ฟื้นฟู ตามแผนเราจะเริ่มจ่ายในเดือนมิถุนายนนี้เป็นงวดแรก ไม่ได้มีความผิดปกติอะไร ส่วนเรื่องเงินกู้ 6% ที่มีข่าวต้องเรียนว่าเป็นเงินช่วยเหลือแก่สมาชิกที่จำเป็นเท่านั้น รายละ 50,000 บาท คิดยอดรวมตกประมาณ 10 ล้านบาทเท่านั้น และเป็นเงินที่ได้จากการดำเนินการติดตามทวงหนี้ของสหกรณ์ฯ เอง ไม่เกี่ยวกับเงินที่กองทุนของวัดธรรมกายจ่ายมา” นายประกิตกล่าว

ลุ้นภาครัฐช่วยต่อลมหายใจ

ขณะที่ในอนาคต สหกรณ์ฯ คาดว่าจะมีเงินรายได้ช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งกำลังเจรจาข้อตกลงอยู่เป็น 4 แนวทาง คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนสิงหาคม 2559 ส่วนเงินจากคดีความต่างๆ ยังไม่สามารถจ่ายเข้ามาได้ เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการสืบสวนของดีเอสไอ
1) กองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นกู้ยืมเพื่อนำไปให้สหกรณ์ต่างๆ กู้ยืมโดยมีอัตราดอกเบี้ย 4.5% ที่จะเกิดรายได้กลับสู่สหกรณ์แต่จะต้องมีผู้ค้ำประกันเงินกู้และเป็นภาระที่รัฐต้องตั้งงบประมาณเข้ากองทุนเพิ่มเติม
2) จัดตั้งกองทุนรวมของสหกรณ์ ให้สหกรณ์ต่างๆ นำเงินมาลงทุนในกองทุนโดยมีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะมีเงินในกองทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ได้ผลตอบแทนประมาณ 8% ส่งกลับเข้ากองทุนพัฒนาสหกรณ์ และให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์จ่ายให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นเป็นรายปี ประมาณปีละ 450 ล้านบาท แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สหกรณ์ต่างๆ มาลงทุนและรัฐต้องค้ำประกันหรือซื้อคืนหากการบริหารกองทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงต้องแก้ไขระเบียบของกองทุนพัฒนาสหกรณ์และแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์ฯ คลองจั่นด้วย
3) ให้ธนาคารของรัฐปล่อยกู้ให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นโดยคิดอัตราดอกเบี้ยต้นทุนและให้รัฐชดเชยดอกเบี้ยแก่ธนาคารแทนสหกรณ์ฯ คลองจั่น และรัฐต้องชดเชยเงินกู้หากสหกรณ์ฯ คลองจั่นไม่สามารถชำระได้ เพื่อป้องกันประเด็นความอ่อนไหวและความเชื่อมั่นของลูกค้าธนาคาร
4) รัฐตั้งงบประมาณไปที่กองทุนพัฒนาสหกรณ์แล้วจัดตั้งกองทุนบุคคลโดยให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นกู้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ไปลงทุนในกองทุนนี้โดยใช้หน่วยลงทุนมาค้ำประกันกับกองทุนพัฒนาสหกรณ์

“ตรงนี้เราก็คาดหวังให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือ เพราะเงินรายได้จากธุรกิจก็มีเพียง 100 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น มันไม่เพียงพอ เงินจากคดีความของดีเอสไอก็ยังอยู่ในกระบวนการ เรายังไม่ได้รับตรงนั้นเลย ดังนั้น ตรงนี้ก็หวังว่าภาครัฐจะช่วยเหลือ ส่วนถามว่าแนวทางไหนดี เราคาดว่าแนวทางที่ 2 น่าจะเป็นแนวทางที่ดี เพื่อให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขสหกรณ์ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่คลองจั่นที่เดียว แต่ในใจคิดว่ารัฐน่าจะช่วยลงเงินสนับสนุนสักก้อน เท่าไหร่ก็ได้ เพื่อให้สหกรณ์ต่างๆ เชื่อมั่นและตั้งเป็นกองทุนของสหกรณ์โดยเฉพาะ ตรงนี้ได้เสนอท่านอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปแล้ว” นายประกิตกล่าว


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget