วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559


"การต่อสู้ของศิษย์วัดพระธรรมกาย :
สะท้อนพลังศรัทธามาเป็นกำแพงแก้ว
คุ้มกันสถาบันพระพุทธศาสนา
: นี่คือสัญญาณบอก 'เราทิ้งกันไม่ได้' "




ผมไม่ได้ "อิน" กับวัดพระธรรมกายไปเสียทุกเรื่อง มีหลายเรื่องที่ผ่านมาก็เคยวิจารณ์ แต่เป็นการติเพื่อก่อเสียมากกว่า ไม่ใช่เพื่อทำลายกัน เพราะผมรู้ดีว่าพลังศรัทธาที่ก่อตัวมาถึงขนาดนี้ไม่ใช่ได้มาง่ายๆเหมือนลอยมาจากอากาศ ทว่ามาจากการเสียสละและความตั้งใจดีในการทำงานของทุกฝ่ายในวัด

     ผมกับเพื่อนร่วมงานที่จับตาดูเหตุการณ์นี้ต่างกังวลใจมาก เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะทำให้สถาบันพระพุทธศาสนาหมดความสง่างาม
และคิดอยู่เสมอว่า หากทางการใช้กำลังเข้ามา แล้วพลังศรัทธาของสาธุชนวัดพระธรรมกายจะทานกำลังนั้นได้ไหม ?

   ทำไม เราจะต้องวิตกขนาดนั่น ?
     คำตอบคือ ณ วันนี้ วัดไทยเราที่ทรงพลัง มีการจัดการที่เยี่ยมยอด มีระบบการดำเนินการที่ฉับไว และร่วมรับรู้และแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองเสมอมา จนทำให้สง่างามในสังคมโลก ไม่มีวัดไหนเกินวัดพระธรรมกาย ดังนั่น การชะงักงันหรือการล่มสลายของวัดพระธรรมกายคือการล่มสลายของสถาบันพระพุทธศาสนาไทย เพราะฝ่ายที่เหี้ยนกระหือรือที่จะปฏิรูปคงไม่ไว้หน้าวัดอื่นๆต่อไป อนึ่ง ยุคนี้ เป็นยุคที่แม้มหาเถรสมาคมเองก็อ่อนกำลังป้องกันตัวเองไม่ได้ พวกปฏิรูปคงสนุกมือละ สถาบันพระพุทธศาสนาก็คงหมดความสง่างาม ...นี่แหละคือจุดที่เราวิตก
      แต่แล้วเมื่อถึงวัน...เราก็หายวิตก
เพราะสายธารศรัทธาหลั่งมาเป็นกำแพงแก้วอันทรงพลัง..ทำให้ฝ่ายบ้านเมืองต้องคิด เหมือนอย่างบทสรุปข้างล่าง 
… เกี่ยวกับประเด็นนี้พิธีกรรายการ "Tonight Thailand" แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า

"สิ่งที่ทางศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายพูดมันไม่ใช่เรื่องน่าขัน มันคือการสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังขาดความเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐอย่างรุนแรงมากๆ และตราบใดที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐได้ รัฐบาลยากที่จะปกครองเข้าด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการใช้กำลัง ซึ่งมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ .. มาตรา 44 ก็คือการใช้กำลังในเชิงนิตินัยไม่ใช่เชิงพฤตินัยนั่นเอง"

... ขณะที่ศิษย์วัดพระธรรมกายบางท่านโพสมุมมองส่วนตัวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่คณะศิษย์สามารถเชื่อมั่นและพึ่งพาได้ ทั้งนี้ โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์และกระบวนการที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้
(1) การที่ รมว. ยุติธรรมพูดว่า จับได้ต้องสึกสถานเดียว ยังไม่ทันพิสูจน์ความจริงก็โดนจับสึกแล้ว แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(2) การที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน พูดในรายการถามตรงๆ ว่า จับได้ต้องใช้ พรบ.สงฆ์ มาตรา 30 คือจับสึกอย่างเดียว เพราะถ้าจับสึกไม่ได้ คุณไพบูลย์ก็อยู่ไม่ได้ แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(3) การที่ดีเอสไอเชิญทั้งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และนายมโน เลาหวาณิชย์ ไปเป็นที่ปรึกษาวางแผนจับสึก ซึ่งทั้งสองประกาศตนเป็นคู่ปรปักษ์กับวัดพระธรรมกายออกสื่ออย่างชัดเจน แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(4) การที่ดีเอสไอนัดเจรจากับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แต่แล้วกลับไปออกรายการทีวีว่า มติการเจรจาไม่มีผลต่อการตัดสินใจของดีเอสไอ แบบนี้จะประชุมทำไม แบบนี้หลอกใช้พระให้มาจับสึกไปติดคุกใช่หรือไม่
(5) พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครห้ามปราม แต่อีกฝ่ายหนึ่ง นอนป่วยเฉยๆ อยู่ในวัด ต้องยกกองกำลังมาจับสึกติดคุกให้ได้ ... แบบนี้มันยุติธรรมไหม ?
(6) กระบวนการยุติธรรมแบบนี้ มีแต่กับดักอันตราย ไม่ต่างอะไรจากเขียนคำสั่งพิพากษาประหารชีวิตไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีผู้ต้องหาด้วยซ้ำไป
(7) ระบบกฎหมายที่ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องตัวเองแม้กระทั่งยามเจ็บป่วยแบบนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน😊
ผมดีใจที่ บทสรุปนี้มาจากลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย
เพราะนอกจากแสดงถึงความแกร่งทางด้านศรัทธาแล้ว ยังแข็งแกร่งทางด้านสติปัญญา ...อันที่จริงเหตุการณ์นี้เริ่มมาจากอดีตลูกศิษย์เอกของวัดพระธรรมกายคือคุณหมอท่านหนึ่งที่
ปัจจุบันมีความเห็นต่างจากครูอาจารย์แต่ได้แรงหนุนดีจากฐานอำนาจ จึงสมควรแล้วที่จะต้องใช้สติปัญญาของลูกศิษย์ปัจจุบันแก้ไข
แต่ไม่ต้องห่วง พวกเราจะไม่ให้ท่านโดดเดี่ยว
...เพราะวัดพระธรรมกายคือสถาบันของพระพุทธศาสนา
และเราถือว่า พระพุทธศาสนาอยู่ได้ ทุกสถาบันรอดหมด
....เราจึงทิ้งกันไม่ได้....

ขอบคุณเเหล่งข้อมูล    ดร.บรรจบ บรรณรุจิ

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฟังสื่อมวลชนวิเคราะห์ข่าว ... ทำไมคณะศิษย์พระเทพญาณมหามุนี ขอให้รอเวลาที่บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติในระบอบประชาธิปไตย จึงจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม?
จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ที่มีตัวแทนคณะศิษย์ได้แถลงข้อความแสดงจุดยืนตอนหนึ่งว่า "คณะศิษย์เห็นพ้องต้องกันว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการมอบตัว ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ คือเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เพราะการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ย่อมทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม"

เกี่ยวกับประเด็นนี้ พิธีกรรายการ "Tonight Thailand" แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า
"สิ่งที่ทางศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายพูดมันไม่ใช่เรื่องน่าขัน มันคือการสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังขาดความเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐอย่างรุนแรงมากๆ และตราบใดที่ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐได้ รัฐบาลยากที่จะปกครองเข้าด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการใช้กำลัง ซึ่งมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ .. มาตรา 44 ก็คือการใช้กำลังในเชิงนิตินัยไม่ใช่เชิงพฤตินัยนั่นเอง"


ขณะที่ศิษย์วัดพระธรรมกายบางท่านโพสมุมมองส่วนตัวว่า เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่คณะศิษย์สามารถเชื่อมั่นและพึ่งพาได้ ทั้งนี้ โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์และกระบวนการที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้
(1) การที่ รมว. ยุติธรรมพูดว่า จับได้ต้องสึกสถานเดียว ยังไม่ทันพิสูจน์ความจริงก็โดนจับสึกแล้ว แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(2) การที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน พูดในรายการถามตรงๆ ว่า จับได้ต้องใช้ พรบ.สงฆ์ มาตรา 30 คือจับสึกอย่างเดียว เพราะถ้าจับสึกไม่ได้ คุณไพบูลย์ก็อยู่ไม่ได้ แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(3) การที่ดีเอสไอเชิญทั้งคุณไพบูลย์ นิติตะวัน และนายมโน เลาหวาณิชย์ ไปเป็นที่ปรึกษาวางแผนจับสึก ซึ่งทั้งสองประกาศตนเป็นคู่ปรปักษ์กับวัดพระธรรมกายออกสื่ออย่างชัดเจน แบบนี้ยุติธรรมไหม ?
(4) การที่ดีเอสไอนัดเจรจากับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แต่แล้วกลับไปออกรายการทีวีว่า มติการเจรจาไม่มีผลต่อการตัดสินใจของดีเอสไอ แบบนี้จะประชุมทำไม แบบนี้หลอกใช้พระให้มาจับสึกไปติดคุกใช่หรือไม่
(5) พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครห้ามปราม แต่อีกฝ่ายหนึ่ง นอนป่วยเฉยๆ อยู่ในวัด ต้องยกกองกำลังมาจับสึกติดคุกให้ได้ ... แบบนี้มันยุติธรรมไหม ?


(7) ระบบกฎหมายที่ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการปกป้องตัวเองแม้กระทั่งยามเจ็บป่วยแบบนี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน(6) กระบวนการยุติธรรมแบบนี้ มีแต่กับดักอันตราย ไม่ต่างอะไรจากเขียนคำสั่งพิพากษาประหารชีวิตไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่มีผู้ต้องหาด้วยซ้ำไป



ถึง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต
การที่ท่านจะชื่นชอบ คสช หรือ แม้แต่การเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
หรือแม้แต่การสนับสนุนการดำเนินงานของ กปปส รวมถึงกิจกรรมของฝ่ายที่ต่อต้านธรรมกายนั้น
ไม่ใช่เรื่องที่ผิดครับ แต่การครอบงำความคิด ของนักศึกษามหาวิทยาลัย
นั้นต่างหากเป็นสิ่งที่ผิด และไม่ควรกระทำ
ผมเชื่อว่าถ้าท่านมองด้วยใจ เป็นกลางท่านจะรู้ได้ด้วยตัวเอง
ว่านักศึกษาของท่านที่ทำกิจกรรมกับชมรมพุทธ นั้นเป็นคนเช่นไร
ท่านอาจจะลืมไปแล้ว แต่ผมอยากเตือนสติท่านนิดนึ
เพราะการเลือกชมรม ชุมนุม ใดๆก็เป็นไปด้วยความสมัครใจ
พอเข้าไปแล้ว ไม่ชอบ ไม่ถูกจริต ก็ไม่มีใครบังคับ 
การที่ท่านเอาวัดพระธรรมกายไปเกี่ยวข้อง กับชมรมพุทธทั่ว ประเทศ และเหมารวมนั้น
มันไม่ถูกต้องกับนักศึกษา ที่ดำเนินกิจกรรมกับชมรมนี้ มาหลายปี
หลายคนที่ผ่านชมรม และจบออกไปแล้ว มีหน้าที่การงานที่ดี เป็นคนดีของประเทศชาติ
แบบนี้ ท่านไม่ภูมิใจ หรือ
การที่ ท่านเข้าไปเลื่อมใส ศาสนาใหม่ มันทำให้อคติ ในใจท่านเพิ่มมากขึ้น 
จนถึงขั้น ออกมาต่อต้านชัดเจนขนาดนี้
ผมว่ามันทำร้ายนักศึกษาที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนานะครั
อยากให้ท่าน พึงระลึกไว้ว่า มหาวิทยาลัย ควรเป็นสถานที่ ที่เปิดกว้างทุกความเชื่อ
 ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม!!

ท่านไม่รู้เลย หรือ ว่าในตู้ ห้องชมรมหลายมหาวิทยาลัย
มีหนังสือธรรมมะ อยู่ทุกประเภท หลายวัด หลายสาย และชมรมพุทธทุกมหาลัย
ก็ไม่เลือกวัดเลือกสี เลือกข้างในการทำกิจกรรม
หากท่านลองเดินไปเยี่ยม นักศึกษาบ้าง ท่านอาจจะไม่โพส อะไรแบบนี้
และที่สำคัญ เราไม่เคยดูถูกดูหมิ่น ครูบาอาจารย์ สำนักอื่นด้วย ฝากท่านไว้ด้วยความเคารพ

สัมพเวสีพิมพ์ : รุกขเทวาโพส
ดูเพิ่มเติม
— กับ Arthit Ourairat

เจ้าของบล๊อกเอง อดีตก็เคยเป็นประธานชมรมพุทธฯสถาบันที่มีชื่อเสียงเเห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ทั้งๆที่เรียนหนัก สำหรับ นักศึกษาคนหนึ่งที่ย้ายสาขาเรียน ต้องทำเกรดให้สูงเท่านศ.สาขาเดิม เเต่ก็ยังเจียดเวลาทำกิจกรรมชมรม เป็นระดับคณะกรรมการชมรม หลายชมรม เเละสูงสุดที่ภูมิใจมาถึงทุกวันนี้ คือเป็นประธานชมรมพุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ตลอดปีการศึกษาที่นั้น เเละมีผลการเรียนในระดับดีมาตลอด การทำงานชมรมฯในระหว่างการเรียนทำให้เราได้ฝึกการเป็นนักจัดการ ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ผู้นำคน ตั้งเเต่ยังเรียนไม่จบ การเเก้ปัญหาเฉพาะหน้า เเละการฝึกความอดทน ควบคุมสติ ล้วนได้มาเเบบเป็นผลพลอยได้โดยไม่รู้ตัว มาเห็นผลเมื่อเรียนจบ เเละต้องก้าวเข้าสู่โลกการทำงานที่ต้องเเก่งเเย่งกันตั้งเเต่ยังไม่ได้รับใบปริญญา เเละจากประสบการณ์ของตัวเองในการสมัคร เเละสัมภาษณ์งาน จนได้รับตำเเหน่งงานเเรกที่เลือก ตั้งเเต่ยังเรียนไม่จบ ก็เป็นถึงระดับหัวหน้าในสายงานที่จบมา  สิ่งเหล่านี้ ได้มาจากการทำงานชมรมฯล้วนๆ เเละยิ่งก้าวหน้าในอาชีพ เมื่อเครือข่ายคนรู้จัก ล้วนเป็นเด็กที่สมัยเรียน เก่งเเละดี ยังคงมีการติดต่อ เเละช่วยเหลือในสายงานอีกด้วย เพียงประโยชน์ที่ตัวเอง ได้รับ ยังขอบคุณมหาวิทยาลัยที่เคยเรียน ที่นอกจากให้ความรู้ทางทฤษฎี ยังสอนหลักสูตรชีวิตที่มหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดสอน เป็นวิชาหลัก เเต่ให้เลือกเป็นวิชารอง ที่เเล้วเเต่ใครจะลงเรียน เเต่กลับให้ประโยชน์มหาศาลในการเบิกทาง สู่การเป็นคนคุณภาพให้สังคม ผู้เขียนจึงเขียนข้อความส่วนตัวเเทรกมาตรงนี้ เนื่องจากรู้สึกเศร้าใจในการกระทำของผู้ใหญ่บางท่าน ในสังคมที่เป็นถึงผู้บริหารการศึกษามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับมองความคิดของตัวเองด้านเดียว นึกถึงประโยชน์ฝ่ายตนด้านเดียว เเล้วจะเข้าไปพยายามชี้นำสังคม ให้มองการทำงานชมรมพุทธฯทุกสถาบันที่ผ่านมาเป็นสิ่งเลวร้าย เนื่องด้วยเชื่อในความคิดของปัญญาชนของชาติที่ร่ำเรียน ถึงระดับอุดมศึกษาในประเทศเรา ว่ายังคงมีคุณภาพ พอที่จะเเยกเเยะตัวเองได้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ นั้นถูกหรือผิด ตัวเองได้รับผลประโยชน์เเละสังคม ได้รับผลกระทบอะไรบ้าง หากท่านออกมากล่าวหาเช่นนี้ ก็เสมือนท่านดูถูกปัญญาชนของชาติทั่วประเทศเลยทีเดียว ช่างน่าเศร้าใจนัก เเละรู้สึกผิดหวังในการสร้างภาพลักษณ์ว่ามี"มีคุณภาพ" ของสถาบันใกล้กรุงเทพวันนี้จริงๆ




วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เปิดคำยืนยัน "ศุภชัย" ย้ำพระธัมมชโยไม่ทราบที่มาเงินบริจาคและไม่เกี่ยวข้องใดๆ เผยเป็นเงินยืมจากสหกรณ์และได้คืน


มีคนส่งกลอนของ คุณจักษ์ พันธ์ชูเพชร
มาให้ช่วยแก้
แสนดีก็ไม่รู้เขาเป็นใครหรอกนะครับ ไม่ได้สนใจ
รู้แค่ว่าเป็นคนที่ ขึ้นเวทีการเมืองกู้ชาติ
และได้ใบปริญญาตั้ง 5 ใบแน่ะ
...
มิน่าครับ สำนวนการเขียนกลอนเก่งสุดๆ
ขึ้นด้วยกาพย์ยานี 11
แล้วก็กลายเป็น กลอน 8 (มั้ง)
ภายในบทกลอนเดียวกันได้ด้วย
ไม่เคยเห็นใครทำได้นะครับ
เก่งสุดๆ ยกนิ้วให้เลยครับ 55555

เนื้อหาก็มั่วซั่วมากๆ อคติล้วนๆ
สัมผัสก็สุดยอดเลยครับอาจารย์
ระดับสร้างฉันทลักษณ์ขึ้นมาเองเลยทีเดียว

เสริมเรื่องพระติสสะครับ
ท่านเป็นพระที่ป่วยเป็นโรคผิวหนังพุพอง น้ำเลือดน้ำเหลืองไหลออกตลอดเวลา และเป็นเรื้อรังจนไม่มีใครดูแล
พระพุทธเจ้าท่านเลยทรงเสด็จมาโปรด และมาช่วยดูแลเช็ดตัวให้แห้ง และประทานโอวาทจนได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์


อยากทราบวิบากกรรมไหมครับ ในสมัยพระพุทธกัสสป ท่านติสสะ เป็นคนที่ฆ่าสัตว์เป็นประจำ คือยิงนกมาแล้วก็แกงขายบ้าง ขายเป็นบ้าง ขายตายบ้าง ถ้าวันไหนได้นกมามาก ขายวันนั้นไม่หมดก็หักแข้งหักขา หักกระดูกปีก เกรงว่านกจะบินหนีไป เอาไว้ขายสดๆ
ต่อมาวันหนึ่งก่อนที่ท่านจะไปหานกในตอนเช้า วันนั้นบังเอิญพระอรหันต์มาบิณฑบาตองค์เดียว ท่านเองก็ไม่รู้ว่าเป็นพระอรหันต์ ก็คิดในใจว่าในชีวิตของเราทั้งชีวิตขึ้นชื่อว่าการทำความดีที่จะทำบุญกุศลไม่เคยมีในเรา เรามีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทุกวัน วันนี้ขอทำบุญตอนเช้า เมื่อเห็นพระเดินมาก็ออกไปรับบาตร
ทำแกงนกที่มีอยู่ให้แกงอย่างดีที่สุด เมื่อแกงเสร็จก็นำมาใส่บาตรพระ
พระท่านก็ให้พรแล้วท่านก็กลับ หลังจากนั้นมาท่านก็ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดมา
ในชีวิตของท่านทำบุญครั้งเดียวในชีวิต แต่เป็นการบังเอิญทำบุญกับพระอรหันต์ซึ่งมีอานิสงส์มาก

ก่อนที่จะตายท่านก็นึกถึงการทำบุญ
ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก
และในชาติสุดท้าย ก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์
และได้มาบวชกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และต่อมาก็ป่วยเพราะวิบากกรรม

บรรดาพระทั้งหลายก็เลยถามว่
"พระติสสะ ทำบุญอะไรไว้จึงเป็นอรหันต์ง่าย"

พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า
 "ในสมัยสมเด็จพระพุทธกัสสป พระติสสะ ทำแต่บาปอย่างเดียวไม่เคยทำบุญ
หมายถึงทำบุญอย่างชาวบ้านธรรมดาๆ นี่ไม่เคยทำ มีหน้าที่ยิงนกดักนกเอามาขายแก่ชาวบ้าน ถ้าวันไหนนกเหลือมาก ตัวไหนมันใกล้จะตายก็ย่าง นกย่างขายได้ราคาถูกกว่านกเป็นๆ ถ้านกเป็นๆ มีมากเกินไปก็เกรงว่านกจะบินหนีก็หักกระดูกแข้งเสียบ้าง หักกระดูกปีกเสียบ้าง ผลอันนี้เป็นปัจจัยให้ท่านติสสะเมื่อบวชเข้ามาแล้ว จึงมีร่างกายเป็นตุ่มทั้งตัว และตุ่มนั้นค่อยๆ โตมาทีละน้อยจนกระทั่งแตกเป็นนํ้าเหลืองเยิ้ม และกระดูกร่างกายที่หักก็เพราะเคยหักกระดูกแข้ง กระดูกขา กระดูกปีกนก เพราะกฎของกรรมอย่างนี้มาสนอง แต่อาศัยที่พระติสสะได้ ทำบุญกับพระอรหันต์เพียงครั้งเดียวในชีวิต เพราะอานิสงส์นี้เองทำให้พระติสสะเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เมื่อตถาคตเทศน์จบ"
ใครทำอะไรไว้ รับรองครับ กรรมตามอยู่แล้วครับ แต่จะเมื่อไรเท่านั้นเอง
ระวังนะครับ อ.จักษ์

                                                           .....................................................


วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559


จุดเริ่มต้น...ที่ทำให้ทุกคนเข้าใจวัดผิด
จากการพาดหัวข่าวหน้าหนังสือพิมพ์
เรื่องวัดพระธรรมกายรังแกชาวนา ได้ตกเป็นข่าวเกรียวกราว
จนยอดขายหนังสือพิมพ์พุ่งพรวดหลายวันติดต่อกัน
และตามมาติดๆ ด้วยข่าววัดสะสมอาวุธสงคราม
มีสถานีวิทยุส่งคลื่นสัญญาณเพื่อก่อการร้าย!!
..และนับแต่นั้นมา ก็มีคนเข้าใจ
ภาพลักษณ์ของวัดผิดๆ แบบชนิดฝังใจมาจนกระทั่งปัจจุบัน!!

แต่ในทางกลับกัน มีคนจำนวนหลายหมื่นเข้าวัดอย่างเหนียวแน่น และต่อเนื่องมาโดยตลอด
อีกทั้งคนกลุ่มนั้นยังเป็นถึงกลุ่มปัญญาชน มีทั้งระดับดอกเตอร์ ระดับมันสมองของเมือง
กลุ่มคหบดีผู้มั่งคั่งของประเทศ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านระดับรากหญ้า ต่างก็กรูกันเข้าวัดด้วยกระแสศรัทธาอันแรงกล้าจำนวนเรือนแสน
จากประเด็นที่เป็นปมคาใจอย่างไม่จบสิ้นจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
ทางทีมงานขออนุญาตเป็นตัวแทนสื่อมวลชนทุกแขนง
ในการเจาะข้อมูลในระดับลึกแบบคำต่อคำ จากผู้เกี่ยวข้องโดยตรงในเหตุการณ์นั้น ซึ่งท่านเป็นผู้ใหญ่ระดับสูงของบ้านเมือง ที่มีฉายาทางการเมืองว่า

"คลังสมองแห่งชาติ" หรือ "ลูกหม้อ ของกระทรวงมหาดไทย" ..ท่านโกสินทร์ เกษทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งมาถึง ๒ สมัยแล้ว

จากประวัติและผลงาน อันเป็นที่ประจักษ์ โดยเริ่มต้นจากปลัดอำเภอ ทยานสู่ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ
ในปัจจุบัน ทำให้ท่านรู้เรื่องงานของทุกกรมที่เกี่ยวข้อง ในกระทรวงมหาดไทย โดยเริ่มจากการเป็นนายอำเภอมาหลายแห่ง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลายจังหวัด จังหวัดสุดท้าย
ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีคนแรก ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คือจังหวัดเชียงใหม่
ท่านมี ผลงานฝากไว้ในแผ่นดินมากมายอาทิเช่น การแก้ปัญหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุด
ในรอบ ๑๐๐ ปีของจังหวัดศรีษะเกษ
แก้ปัญหาวาตภัยโคลนถล่ม
ครั้งใหญ่ที่จังหวัดเชียงใหม่ การขุดลอกลำน้ำที่เป็นสายโลหิตใหญ่ของเมืองเหนือคือ แม่น้ำปิง และลอกคูคลองทั้งจังหวัดเชียงใหม่ บรรเทาภัยหนาว แก้ปัญหาสภาวะภัยแล้ง
ยกระดับและกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย
ทางถนนของประเทศไทย ลดอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนน
ตามจับวัยรุ่นตาม เธค ผับ ที่มั่วกันเสพยา ด้วยตัวของท่านเอง
ดำเนินงานบำบัดผู้ติดยา เสพติดหลายพันคน
จัดโครงการนำพาเด็กนักเรียนเยี่ยมคุก จัดอบรมจริยธรรมให้เยาวชน
แก้ปัญหาความยากจน ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทำโครงการคืนน้ำใส ให้ห้วยแก้ว ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่
แต่กลับเป็นน้ำตกที่แห้งขอดมานานถึง ๒๕ ปี ซึ่งนับเป็นงานที่ยากมากที่ใครจะทำได้สำเร็จ
เพราะท่านต้องแก้ไขปัญหานี้ท่ามกลางผู้เสีย ผลประโยชน์หลายฝ่าย
แต่ด้วยอัธยาศัยที่เป็น คนตรง มีความจริงใจกับทุกคน กล้าได้กล้าเสีย ยึดความถูกต้อง ทำงานแบบทุ่มชีวิตของท่านนี้ ทำให้ท่านสามารถทำงานสำเร็จลุล่วงมาได้ทุกครั้ง
ท่านมีผลงานที่นำความภูมิใจมาสู่ชีวิตเป็นจำนวนมาก
ซึ่งหนึ่งในผลงานนั้นก็คือการช่วยให้ความเป็นธรรมใน "กรณีวัดพระธรรมกาย"!!

"ผมเป็นนายอำเภอมาหลายจังหวัด จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ขอย้ายผมมาเป็นนายอำเภอคลองหลวง
โดยท่านให้ช่วยมาจัดการปัญหา ด้านการบุกรุกที่ดินสาธารณะในเขตนวนคร
และปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่งคือ ปัญหาชาวนากับ
วัดพระธรรมกายที่กำลังเป็นข่าวไม่จบไม่สิ้น
ซึ่งผมก็ได้ข่าววัดจากหน้าหนังสือพิมพ์ และคนรอบข้าง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวทาง ด้านลบทั้งสิ้น
แม้ตอนเพิ่งย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ แต่ละคนก็ด่าวัด ด่าพระให้ผมฟังทุกวัน เขาพูดแรงจนกระทั่ง ทำให้ผมมาคิดว่า ผมน่าจะเข้าไปดูหน่อย
หากวัดไม่ดีมากขนาดนี้วัดคงอยู่ไม่ได้ แต่นี่ยังอยู่ได้ แสดงว่าต้องมีอะไรดีอยู่บ้าง
ผมจึงให้คนขับรถพาผมเข้าวัด โดยที่วัดเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวอะไรทั้งสิ้น
เมื่อไปถึงผมก็สำรวจโน่น สำรวจนี่ เดินไปเดินมาจนมาเจอเด็กวัด
ที่เรียกกันว่าอุบาสก ซึ่งเรียนจบถึงปริญญาตรีจากจุฬาฯ คณะสัตวแพทย์
ปัจจุบันท่านบวชอุทิศชีวิตแล้ว ชื่อพระอาจารย์สุรัตน์ อคฺครตโน
ซึ่งตอนนั้นผมประทับใจท่านมาก ที่ได้เข้ามาทำการต้อนรับถามไถ่
พาผมไปดูสไลด์ประวัติการสร้างวัด พอดูเสร็จ
ผมก็บอกให้เขาช่วยพาไปดูใต้โบสถ์หน่อย เพราะร่ำลือกันว่าเป็นที่ซ่อนอาวุธสงคราม
เป็นสถานีวิทยุส่งสัญญาณก่อการร้าย พอเปิดเข้าไปไม่เห็นเจออย่างที่ลงข่าว เลย
เจอแต่เสื่อ และก็กระเบื้องที่เอาไว้ซ่อมโบสถ์และเครื่องอัฐบริขาร จากนั้นผมเลยถามเขาต่อว่า
พระที่นี่พักกันที่ไหน จำวัดกันอย่างไร เพราะร่ำลือ กันว่า พระที่นี่กินอยู่สบาย กินข้าวร้อน นอนตื่นสาย
ติดแอร์นอน ซึ่งพอเขาพาไปดู ก็เป็นเพียงกุฏิหลังคามุงด้วยใบจาก
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เจอกลด เอาไว้นั่งสมาธิ และเอาไว้จำวัดกันในนั้นเลย
พอเห็นประจักษ์อย่างนี้ ผมก็เลยทักขึ้นว่า
พระจำวัดกันอย่างนี้หรือ ทำไมไม่เห็นมีอะไรเลย คือไม่เห็นเหมือนกับข่าวลือที่เขาบอก
และเมื่อผมดูอะไร ทุกอย่างเสร็จ จนหายสงสัยแล้ว
ผมจึงเข้าไปพบหลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย"
จากเดิมทีเดียววัดมีเนื้อที่ ๑๙๖ ไร่ ต่อมามีคนเข้าวัดจนล้น จึงมีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่ เพราะคนมามาก
จะไปห้ามไม่ให้เขามา หรือเขามาแล้วจะไปไล่เขาไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่พระจะไปทำอย่างนั้น
ดังนั้นจึงทำการขอซื้อที่ดินกึ่งบริจาคจากเจ้าของที่ โดยสาธุชนที่มาวัดกันในสมัยนั้น ก็
เห็นพ้องต้องกัน ยินดีช่วยกันบริจาคเงินด้วยจิตศรัทธา
เชิญชวนญาติพี่น้องให้เข้ามาช่วยขยายพื้นที่จำนวน ๒,๐๐๐ ไร่
"..ซึ่งหลังจากมีการซื้อที่ดินแล้ว วัดถูกมอง ว่าเป็นวัดรวย คนรอบข้างวัด ก็คิดหาประโยชน์จากการขยายพื้นที่ทันที
โดยมีนายใหญ่สมคบกับ นายบานเย็น นักก่อม็อบ โวยวายหาว่าวัดรังแกชาวบ้าน วัดขับไล่ชาวบ้านอย่างไม่เป็นธรรม
หนำซ้ำยังเรียกหนังสือพิมพ์ไปทำข่าว ว่าจะ กระโดดตึกห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แถวปิ่นเกล้า กทม. เพราะทนวัดรังแกไม่ไหว
จนเป็นข่าวพาดหัว หนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน ตามด้วยข่าววัดสะสมอาวุธสงคราม ซึ่งตอนนั้นคนก็เชื่อกันเหลือเกิน..."
ในฐานะที่ผมเป็นนายอำเภอของที่นี่ ก็เข้ามาศึกษาข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่แรก มาอ่านคำร้องของชาวนา
มาดูในเรื่องกฎหมายการเช่าพบว่าหลังจากมีการซื้อที่ดินแล้ว
ชาวนาที่เคยเช่าที่ดินกับเจ้าของเดิมไม่ยอมออก ซึ่งคณะกรรมการ จัดซื้อที่ดินก็เห็นใจ
และได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง โดยได้ทำหนังสือแจ้งให้
ผู้เช่านารู้ล่วงหน้าก่อนถึง ๗ ปี ว่าจะเลิกสัญญาเช่า
ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็ยอมเริ่มนับหนึ่งให้พวกเขาใหม่ แต่เมื่อรอจนถึง ๗ ปี เขาก็ไม่ยอมออก
ก็ไม่ว่าอะไร จึงรอเพิ่มอีกหลายปี ซึ่งเขาก็ไม่ยอมออกอีก ทั้งๆ ที่คณะกรรมการฯ
ยอมจ่ายค่ารื้อถอนบ้านให้หลังละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท
ทำให้มีชาวบ้านหัวใสเอาลังสบู่ มาตอกเป็นบ้านผุดขึ้นในช่วงข้ามคืนอีกหลายหลัง
เพื่อนำมาเรียกร้องค่ารื้อถอนกับคณะกรรมการฯ ซึ่งผมไปดูพื้นที่เองทำให้เห็นกับตา
แต่คณะกรรมการฯ ก็ยอมจ่ายให้ไม่เอาเรื่อง เพราะพวกชาวบ้านรู้ว่า ยังไงคณะกรรมการฯ ก็ต้องยอม
เพราะคณะกรรมการฯ กลัวเสียชื่อเสียง มากไปกว่านั้น
คนกลุ่มนี้ยังวางแผนเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีสิทธิ์ที่ระบุไว้ตามกฎหมายเลย
อีกทั้งยังก่อเรื่องให้เป็นข่าวพาดหัว ให้วัดเสียชื่อเสียงไม่เว้นแต่ละวัน
แต่ผม..ในฐานะผู้รักษากฎหมาย เห็นความไม่เป็นธรรมอย่างนี้ ก็ทนไม่ได้
จึงไปกราบหลวงพ่อ ทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสว่าผมจะไปอัดมัน
ท่านก็ดีแสนดี หลวงพ่อท่านก็ห้ามว่า อย่าๆๆ อย่าไปผูกเวรกับเขา เขาจะขอหลังละเท่าไหร่ ถ้าเหมาะสม
ก็จะบอกบุญกับเจ้าภาพช่วยกัน
เมื่อผมฟังอย่างนี้ ผมจึงเสนอว่าให้เอาเงินไปไว้ที่ศาลให้ศาลเป็นผู้จ่ายให้
หลังละ ๘๐,๐๐๐ บ้าง ๑๐๐,๐๐๐ บ้าง พวกนั้นก็รีบตาลีตาเหลือกไปรับเงินมาจนครบ
ผมก็นึกว่าเรื่องจะจบ แต่ที่ไหนได้มารับเงินไปเรียบร้อยหมดแล้ว มีอยู่ประมาณ ๑๐ หลัง
ไม่ยอมย้ายออกจากทั้งหมด ๖๐ กว่าหลัง ผมจึงต้องรื้อแล้วครับ เพราะถือว่าศาลได้ตัดสินให้ออกแล้ว
เมื่อเหตุการณ์ออกมาในรูปแบบนี้
จะไปพูดว่าวัดรังแกชาวนาได้ยังไง
แต่กลายเป็นอันธพาลมารังแกวัดถึงจะถูก
เพราะผมเองเป็นผู้รู้เห็น และเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ หลายๆ เหตุการณ์
ตั้งแต่ชาวนามารื้อถอนสระบัวในวัด จับปลาปิ้งย่างกินแกล้มเหล้าในวัด
แล้วด่าพระว่า ไอ้โล้น ต่างๆ นานา พอวัดสร้างรั้วกั้นไม่ให้เข้า ก็ยกพวกกันมารื้อถอนจนรั้วล้มเป็นแถว
วิ่งเข้ามาทุบพระพุทธรูป ขโมยของวัดแม้วันงานทอดกฐินของวัดก็ยังไม่เว้น
วิ่งโร่ถือคบเพลิงเข้ามาเผากุฏิไป ๒ หลัง พระเณรหนีเกือบไม่ทันแทบจะถูกไฟคลอกตายในกุฏิหลังคาจาก
ซึ่งตอนนี้คนก่อกรรมก็ได้รับกรรมอย่างน่าสงสารให้เห็นๆ กันแล้วในชาตินี้"
มา ณ วันนี้ แม้กรณีชาวนาจะยุติไปแล้วก็จริง แต่ภาพลักษณ์ของวัดก็ยังไม่ถูกแก้เลย
เพราะข้อมูลแนวลึกแบบนี้ ยังไม่ถูกเปิดเผยใน แนวกว้าง
เพราะธรรมชาติของหนังสือพิมพ์ของ บ้านเรา อะไรที่เป็นข่าวแนวลบ โหด โฉด แรงๆ
หากนำมาพาดหัวข่าว จะทำให้หนังสือพิมพ์ขายดี
ส่วนข่าวด้านดี หรือการแก้ข่าว ก็จะนำเสนอบ้างเป็น มุมเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยเห็น ทำให้คนไม่ได้อ่านกัน"
"..นับจากนั้นเอง วัดก็ถูกจับตามองเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะทำอะไรดูเป็นผิดไปหมด

อย่างเช่น อยู่ๆ ก็มีคนถามผมว่า เดี๋ยวนี้วัดพระธรรมกายขายที่ดินบนสวรรค์หรือ..?
ผมฟังแล้วก็นึกหัวเราะ ลองนึกถึงหลักความจริงดูเถิดว่า ใครจะบ้าไปขายที่บนสวรรค์
หากขายจริง..ใครจะบ้าไปซื้อ
สรุปก็คือวัดทำอะไร ก็ถูกมองในแง่ลบตลอด เป็นข่าวลือผิดๆ ตลอดเวลา
ซึ่งคนที่พูดๆ กัน ก็ยังไม่เคยมาวัดเลย และเมื่อมาพูดถึงเรื่องการโดนโจมตี พระที่เป็น นักปฏิบัติ
เป็นพระอาจารย์สายปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็ไม่เห็นมีใครมาว่าร้ายหลวงพ่อสักรูป
ผมว่าให้ลองทำใจกลางๆ แล้วมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง มาลองนั่งสมาธิดูก่อน
อย่าไปเชื่อข่าว หรือฟังคนนั้นคนนี้พูด เพราะจะเป็นบาปกับตัวเอง
แล้วยังเป็นการตัดโอกาสในการสร้างบุญของตัวเองไปอีกด้วย
ผมยิ่งมาวัดนี้..ผมยิ่งประทับใจ อย่างเช่น งาน อปท. ที่เพิ่งผ่านไป ถามว่าหากต้องเตรียมการต้อนรับคนเกือบ ๘๐,๐๐๐ คนให้ดี ต้องทำอย่างไร ..
แค่คิดจะชงกาแฟให้ทุกคนๆ ละแก้ว ให้ ได้ดื่มพร้อมๆ กัน ก็ยากแล้ว แต่วัดพระธรรมกาย ทำได้ สามารถแจกข้าว แจกน้ำ แจกขนม ให้คน ๘๐,๐๐๐ คน พร้อมๆ กันภายในเวลาไม่ถึง ๑๕ นาทีเสร็จได้อย่างเรียบร้อย
และหากไปเจาะถึง เบื้องหลังการเตรียม การทำอาหารที่นำมาแจก ทุกมื้อ ที่มีปริมาณมากขนาดให้คนกินพอ ๘๐,๐๐๐ คน ในระยะเวลาที่มีจำกัดมากๆ ก็จะยิ่งทึ่งใหญ่
ว่าเขามีวิธีการทำอย่างไร จนทำให้ย้อนนึกไปถึง
ผู้ที่มาบริหารจัดระบบ จะต้องเป็นคนไม่ธรรมดา แน่ๆ ซึ่งก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อนั่นเอง"
ตลอดระยะเวลาที่ผมเข้าวัดนี้มายาวนาน กว่า ๒๓ ปี ทำให้ผมได้คลุกคลีกับวัดอย่างใกล้ชิดมาตลอด มาฟังธรรม มานั่งสมาธิทุกอาทิตย์ต้นเดือน
และได้ไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์หลายครั้ง จนทำให้ผมซาบซึ้งในหลักธรรม ทำให้ผมได้ซึมซับหลักการบริหารด้วยธรรมะของหลวงพ่อไปใช้ เพราะงานของผมเป็นงานใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ปัญหาอย่างปัจจุบันทันด่วนตลอดเวลา
เป็นงานที่เสี่ยง ชีวิตมากๆ ซึ่งเมื่อผมมาคิดย้อนหลังดู มีหลายครั้งที่เหมือนตัวเองเจอปาฏิหาริย์ ทำงานได้สำเร็จและรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
การทำงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านมองแบบบูรณาการก้าวโพ้นไปในอนาคตมากๆ
อะไรที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมท่านทำทันที
เช่น รายการธรรมะผ่านดาวเทียมที่เรียกว่า DMC เป็นสื่อสีขาวที่ผลิตขึ้นมาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศที่ต้นเหตุ คือเป็นการทำให้คนในชาติกลัวบาปกลัวกรรม ไม่กล้าทำชั่ว แล้วหันมาทำแต่ความดีต่อกัน
เมื่อเป็นอย่างนี้ ปัญหาของประเทศก็จะลดลงไปมาก ส่วนการแก้ปัญหาของสังคมด้านอื่นท่านก็ไม่ทิ้ง อีกทั้งยังทำอย่างต่อเนื่อง มาหลายสิบปีแล้ว
เช่น การช่วยภัยน้ำท่วม ซึ่งผมเองยังเคยต้อนรับมูลนิธิธรรมกาย ที่ได้ไปช่วยประชาชนตอนเดือดร้อน เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่ศรีษะเกษและเชียงใหม่
ในช่วงที่ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ที่นั่น และมากไปกว่านั้น วัดยังได้ช่วยเหลือคนไทย ที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ ช่วยภัยวัดภาคใต้ ๒๖๖ วัด ที่กำลังเดือดร้อน
ในขณะนี้ทุกเดือนจนถึงปัจจุบัน โดยให้ช่วยกันทำบุญวัดละ ๑ บาท คือ ใครมีเพียง ๑ บาท ก็มีสิทธิ์ได้บุญแล้ว ท่านไม่ได้บังคับใคร
แม้ใครไม่มีจริงๆ ก็มาเป็นอาสาสมัครช่วยงานวัด ท่านก็ไม่ว่า อีกทั้งท่านยังรณรงค์ให้คนเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ ด้วยโครงการเทเหล้าเผาบุหรี่ ปิดซ่อง ปิดบ่อนไก่ ซึ่งโครงการเหล่านี้ มีผู้เสียผลประโยชน์ กลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านท่านมาก แต่ท่านก็กล้าทำ
เพื่อแก้ปัญหาครอบครัว และปัญหาสังคมในระดับลึก จนกระทั่งได้รับรางวัล
World No Tobacco Day Awards 2004 จากองค์การอนามัยโลกและรางวัลมหาตมะ คานธี
เพื่อสันติภาพ ในฐานะที่เป็นผู้อุทิศตนให้กับการพัฒนาและปลูกฝังศีลธรรมแก่เยาวชนมากว่า ๔๐ ปี..
มากไปกว่านั้นท่านยังพื้นฟูพระพุทธศาสนาแบบบูรณาการโดยการนิมนต์พระจากทั่วประเทศ
ครั้งละหมื่นรูป แสนรูป มาพูดคุยกัน
เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธไม่ให้ไปถึงจุดเสื่อม และยังมีโครงการอื่นๆ อีกมากมาย
ซึ่งท่านได้ทำถึงขนาดนี้ แต่กลับมีคนโจมตีท่านตลอดเวลา
ว่าท่านชวนคนทำบุญมากเกินไป วัดนี้รวยแล้ว แต่หากมาดูกันอย่างผู้มีปัญญา
ในมุมมองของนักพัฒนาแผ่นดินแล้ว ก็พอจะคำนวณออกว่าโครงการทั้งหลาย ที่ท่านทำไป
เพื่อประโยชน์กับสังคม ประเทศชาติ และคน ทั่วโลกขนาดนี้ ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่
ซึ่ง หากได้เข้าวัดเป็นประจำจริงๆ ก็จะรู้ว่า เงินที่บริจาคมาไม่เพียงพอต่อโครงการ
ที่จะเข้ามาเยียวยาและแก้ไขปัญหาของประเทศ ในแง่ของการฟื้นฟูศีลธรรมมนุษย์เลย"

จากการได้รับอนุญาตให้เข้าพบและพูดคุยกันที่บ้านของท่านโกสินทร์ เกือบ ๔ ชั่วโมง
ในครั้งนี้ นับว่าคุ้มค่ามาก เพราะเมื่อเรียบเรียงเรื่องนี้เสร็จ
ก็มีความคิดว่าอยากจะส่งบทความนี้ให้คน ๖ พันล้านคนทั่วโลก
หรือสื่อมวลชนทุกแขนงได้รับทราบ ไม่ใช่เพื่อเป็นการแก้ข่าววัด แต่เพื่อให้คนไทยทุกๆ คน
ได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งบ้าง
และอยากจะให้มาคิดอีกมุมหนึ่งว่า หากมีวัดๆ หนึ่งที่คิดจะทำประโยชน์ให้สังคม
และชาวโลกด้วยความตั้งใจดี จะเป็นการดีกว่าไหม
ที่ควรหันมาช่วยกันปรับปรุงพัฒนา ให้บังเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นกับพระพุทธศาสนา กับแผ่นดินของเรา
ดีกว่าการคิดทำลายว่าร้ายคนไทย ด้วยกันเอง เพราะความเข้าใจผิด
หรือได้รับข้อมูลในทางที่ไม่ถูกต้อง
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยเราทุกคน ควรร่วมมือกันสมานฉันท์ เพื่อตัวเรา เพื่อแผ่นดินของเรา
เพื่อจะได้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นบนโลกของเราสักที
‪#‎ธรรมกาย‬
‪#‎เรารักพระพุทธศาสนา‬
‪#‎วัดพระธรรมกาย‬
‪#‎dhammakaya‬


วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559


ตามที่มีนักวิชาการกฎหมาย
กล่าวถึง ป. วิ อาญา มาตรา 39 (2) ที่ว่า
"ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์
ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องระงับการฟ้อง จะนำมาฟ้องหรือตั้งคดีใหม่ไม่ได้"
ชวนให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นว่า

1. ดีเอสไอมีอำนาจในการดำเนินคดี
ที่ไม่มีผู้เสียหายและถอนฟ้องไปแล้วได้จริงหรือไม่


2. การตั้งคดีเพียงเพราะมีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนเลย
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

สามารถดำเนินการสอบสวนได้จริงหรือไม่

3. ขั้นตอนการสืบสวนทั้งหมดที่ผ่านมา
ดีเอสไอทำถูกต้องตามหลักกฎหมายจริงหรือไม่


เพราะตามหลักวิชาการแล้ว
เมื่อมีผู้รู้ทางกฎหมายหลายท่าน
ทั้งที่เป็นอัยการและทนายความ
ออกมาท้วงติงถึงความไม่ถูกต้องเช่นนี้แล้ว
ดีเอสไอควรจะยับยั้งการสอบสวนทั้งหมดไว้ชั่วคราวก่อน
เพื่อกลับมาทบทวนข้อกฎหมายให้ถูกต้อง
ทบทวนขั้นตอนการสืบสวนให้ถูกต้อง
ก่อนที่การสอบสวนคดีอย่างลัดขั้นตอน
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
และก่อนที่การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยอาศัยมูลฐานแค่มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย
โดยไม่มีการแสดงหลักฐานกระทำความผิด
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
เพราะบรรทัดฐานการสอบสวนที่ดีเอสไอ
กำลังสร้างขึ้นใหม่ในขณะนี้
ได้สร้างความกระทบกระเทือนใจต่อประชาชน
และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกของสังคมอย่างรุนแรง
เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป หากมีการกุเรื่องเท็จ
กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
ประชาชนทั้งประเทศก็สามารถถูกดำเนินคดี
อย่างลัดขั้นตอนได้ทันที
โดยอ้างอิงจากการสอบสวนอย่างลัดขั้นตอนที่ดีเอสไอ
สร้างขึ้นเป็นบรรทัดฐานใหม่ในระบบกฎหมายไทย
จะเห็นได้ว่า บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ได้กลายเป็นการสร้างช่องว่างทางกฎหมาย
ให้เกิดการกลั่นแกล้งใส่ร้ายจากผู้ที่ปรปักษ์ต่อกันได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่กุเรื่องเท็จ กล่าวหาอีกฝ่ายอย่างลอยๆ
ก็สามารถยืมมือกฎหมายจับกุมอีกฝ่าย
ไปดำเนินคดีได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแสดงหลักฐาน
และสืบสวนพยานแต่อย่างใดๆ เลย
ลองคิดดูว่าสังคมจะเดือดร้อนวุ่นวาย
จากการกลั่นแกล้งใส่ร้ายมากมายเพียงใด
ยิ่งกว่านั้น บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ยังได้ก่อผลกระทบต่อความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงอีกด้วย
เพราะถ้าหากการรับบริจาคคือการฟอกเงินและรับของโจร
วัด 33,902 แห่ง พระสงฆ์ 300,000 รูป ก็จะมีโอกาส
ตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจรได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่มีผู้กุเรื่องใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐาน
เพียงแค่รับบริจาคโดยไม่ทราบที่มาของเงิน
ก็สามารถถูกจับสึกอย่างลัดขั้นตอนการไต่สวน
ถูกจับติดคุกติดตารางด้วยคำกล่าวหาลอยๆ ได้ในทันที
บรรทัดฐานที่ดีเอสไอกำลังสร้างขึ้นใหม่นี้
จึงมิใช่แค่ก่อผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ของประชาชนทั่วไปในวงกว้างเท่านั้น
แต่กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นที่ทำให้
พระพุทธศาสนาถึงกาลล่มสลายจากประเทศไทยได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ก่อนที่จะมีความผิดพลาดเสียหาย
ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนามากไปกว่านี้ ทางออกที่ดีในขณะนี้ก็คือ
1. ดีเอสไอควรยับยั้งการดำเนินคดีไว้เป็นการชั่วคราว
แล้วกลับมาทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานใหม่
เพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดบรรทัดฐานใหม่
ในการบังคับใช้กฎหมาย
ที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
และสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนา
2. นักวิชาการกฎหมาย ผู้รู้ด้านกฎหมาย
ควรเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ก่อนที่จะมีความตื่นตระหนกตกใจไปมากกว่านี้
จนถึงขั้นเกิดความวุ่นวายในประเทศไทย
โดยออกมาให้ความรู้แก่ประชาชนและพระสงฆ์
ในประเด็นที่กำลังตื่นตระหนกและวิตกกังวล
เป็นอย่างมากในเวลานี้ก็คือ

1) การรับบริจาคเข้าข่ายการฟอกเงินและรับของโจรหรือไม่
2) การตั้งข้อหาดำเนินคดี โดยอาศัยมูลฐานเพียงแค่
มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจกระทำการได้หรือไม่

3) คดีที่มีการถอนฟ้องไปแล้ว ไม่มีผู้เสียหายแล้ว
เจ้าหน้าที่รัฐยังมีอำนาจในการดำเนินคดีนั้นอยู่หรือไม่

4) การออกหมายจับ โดยไม่แสดงหลักฐานกระทำความผิด
ที่สอดคล้องกับข้อหา เจ้าหน้าที่รัฐสามารถกระทำได้หรือไม่


หากประชาชนและพระสงฆ์ทั้งประเทศได้รับความกระจ่าง
จากนักวิชาการกฎหมายในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็จะมั่นใจได้ว่า

กฎหมายยังให้การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ความตื่นตระหนกของประชาชน ของชาวพุทธ
และของพระสงฆ์ทั้งประเทศ ก็จะได้หายคลางแคลงใจ

ในการดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
ที่ปฏิบัติกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอย่างขัดแย้งกับ

ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐาน
ให้พระสงฆ์ทั้งประเทศตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจร
จากการรับบริจาคอยู่ในขณะนี้

--------------------------------------------------------------------
๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๓.๔๙ น.
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget