วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

สรุป "วิกฤตเวเนซุเอลา" เกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้  ถึงทำให้เศรษฐีน้ำมัน กลับกลายเป็นประเทศยากจน !
          เศรษฐกิจตกต่ำ เงินไร้ค่า ผู้คนอดอยาก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แตกแยกทางการเมือง ! ทั้งหมดนี้่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศเวเนซุเอลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากประเทศที่เคยร่ำรวยด้วยน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติ อะไรกันที่ทำให้เวเนซุเอลา กลับต้องมาเจอปัญหารอบด้านเช่นนี้
วิกฤตเวเนซุเอลา เริ่มมาจากไหน ?
          ย้อนไปในอดีต เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาก เพราะมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก ทำให้รายได้ของเวเนซุเอลากว่า 90% มาจากการส่งออกน้ำมันดิบ 

          จนเมื่อปี 1976 รัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์ลอส แอนเดรส เปเรซ ออกนโยบายที่เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ก็ว่าได้ ด้วยการตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" เพื่อให้รัฐบาลเข้าไปควบคุมธุรกิจพลังงานทั้งหมดในประเทศ แทนที่จะเป็นบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผลคือ ทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาตอนนั้นรวยขึ้นแบบสุด ๆ จากการขายน้ำมัน แต่กลับบริหารจัดการทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์นี้อย่างไร้ประสิทธิภาพ
          ก่อนที่ในปี 1999 "ฮูโก ชาเวซ" จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเขามีแนวคิดรัฐสวัสดิการ จึงนำเงินจำนวนมากมาใช้กับโครงการประชานิยมแบบสุดโต่ง เพื่อเอาใจประชาชนด้วยหวังจะได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน เช่น 
อุ้มราคาสินค้า
          โดยควบคุมและกำหนดราคาสินค้าให้ถูกกว่าความเป็นจริงมาก จนภาคธุรกิจขาดทุน อยู่ไม่ได้ ต้องปิดกิจการไป ไม่มีใครผลิตสินค้า สุดท้ายรัฐบาลต้องลงมาผลิตสินค้าขายเอง หรือหากสินค้าใดขาดตลาด รัฐบาลจะใช้วิธีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทดแทน
สร้างบ้านราคาถูกกว่าท้องตลาด
          ทำลายกลไกราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ ด้วยการสร้างบ้านให้ประชาชนกว่า 2 ล้านหลัง เป็นเหตุให้ภาคเอกชนไม่สามารถแข่งขันได้
อุดหนุนราคาพลังงาน
          อุ้มราคาน้ำมันและไฟฟ้าให้ถูกราวกับแจกฟรี ส่งผลให้ประชาชนในประเทศผลาญพลังงานอย่างสิ้นเปลือง 
 สนับสนุนให้คนหยุดทำการเกษตร
          โดยให้นำเข้าอาหารแทบทั้งหมดจากต่างประเทศ 
ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
          เพื่อป้องกันไม่ให้เงินไหลออกนอกประเทศ จนทำให้ตลาดค่าเงินเวเนซุเอลาพัง ขาดแคลนเงินสกุลต่างชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของเงินเฟ้อขั้นรุนแรง 
ภาพจาก CRISTIAN HERNANDEZ / AFP

          อย่างไรก็ดี ด้วยนโยบายเหล่านั้น ได้ทำให้ "ฮูโก ชาเวซ” กลายเป็นที่รักของคนยากจนในประเทศ เพราะสามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ยกคุณภาพชีวิตคนจนในเวลานั้นอย่างทั่วถึงจริง ๆ ซึ่งแม้ "ฮูโก ชาเวซ" จะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2013 และได้ "นิโกลัส มาดูโร" ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่แทน แต่รัฐบาลก็ยังไม่หยุดใช้นโยบายประชานิยมต่อไป

เจอวิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำ

          แต่แล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมันตกต่ำ ในช่วงปี 2014-2016 ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงต่ำกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากที่เคยสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แน่นอนว่าเวเนซุเอลา ซึ่งพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก รับผลกระทบไปเต็ม ๆ จนรายได้หายไปมหาศาล

          แม้จะมีสัญญาณเตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ทว่า รัฐบาลกลับไม่เลือกใช้นโยบายรัดเข็มขัด แต่ยังคงเดินหน้าอัดฉีดเงินเพื่อประชานิยมต่อไป แถมยังหมดเงินจำนวนมากไปกับการซื้อเครื่องบินรบ รถถัง เพื่อเสริมกองทัพ จนต้องกู้เงินจากจีนและรัสเซีย ที่สำคัญคือ บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ก็เจอกับภาวะขาดทุน เพราะการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพของภาครัฐ
ภาพจาก Federico PARRA / AFP

พิมพ์เงินจำนวนมาก หวังแก้ปัญหา

          สุดท้ายรัฐบาลยังตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยการพิมพ์เงินออกมาดื้อ ๆ จำนวนมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นมหาศาล เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เมื่อกลไกค่าเงินเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ค่าเงินเวเนซุเอลาอ่อนค่าลง สินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น รัฐบาลจึงยกเลิกการนำเข้าสินค้าบางอย่าง ส่งผลให้อาหารและยารักษาโรคเริ่มขาดแคลน ประชาชนเริ่มอดอยาก
 
         อย่างไรก็ตาม ยิ่งเกิดภาวะเงินเฟ้อมากขึ้นเท่าไร รัฐบาลกลับยิ่งพิมพ์เงินเพิ่มแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนค่าเงิน Bolivar (โบลิวาร์) เป็นเหมือนเศษกระดาษ ในที่สุดภาวะเงินเฟ้อก็ทะลุ 80,000% ในปี 2018 โดยราคาสินค้าในเวเนซุเอลาแพงขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นไก่สด ขายอยู่ที่ตัวละ 14.6 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 1,900 บาท, เนื้อวัว ราคากิโลกรัมละ 9.5 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 1,200 บาท, ข้าวสารบรรจุถุงกิโลกรัมละ 2.5 ล้านโบลิวาร์ หรือ 330 บาท กระดาษชำระม้วนละ 2.6 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 340 บาท เป็นต้น ซึ่งราคาสินค้าที่กล่าวมาถือว่าแพงมาก เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของชาวเวเนซุเอลาที่ได้รับประมาณเดือนละ 1.8 ล้านโบลิวาร์ หรือราว 240 บาท
ภาพจาก Federico PARRA / AFP กองธนบัตรสกุลเงินเดิม (ซ้าย) มีมูลค่าเท่ากับสกุลเงินใหม่เพียงใบเดียว (ขวา)

          ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนสกุลเงินใหม่ กลายเป็น Sovereign Bolivar ด้วยการตัดเลขศูนย์ 5 ตัว เพื่อให้เงิน 100,000 Bolivar มีค่าเท่ากับ 1 Sovereign Bolivar และยังปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 3,000% เพื่อหวังให้ประชาชนมีเงินมาใช้จ่าย เป็นเหตุให้เวเนซุเอลาต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาจนถึงทุกวันนี้ และดูเหมือนสถานการณ์จะมีแต่แย่ลงเรื่อย ๆ  
วิกฤตเศรษฐกิจ สู่ความขัดแย้งทางการเมือง
          นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ทำร้ายคนในประเทศนี้มายาวนาน ปัญหาทางการเมืองเองก็เลวร้ายไม่แพ้กัน ซึ่งมีต้นเหตุมาจากปี 2015 ที่พรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1999 แต่ศาลกลับมีมติให้ "นิโกลัส มาดูโร" เป็นผู้นำรัฐบาลต่อไป เพราะมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ จากจำนวน ส.ส. ที่เข้าร่วมประชุมไม่ครบ จนกลายเป็นเหตุความรุนแรงทางการเมือง   

          และล่าสุดในปี 2018 ได้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยมี 2 แคนดิเดต คือรัฐบาลปัจจุบันอย่าง "นิโกลัส มาดูโร"และฝ่ายค้านที่นำโดย "ฮวน กุยโด" ผลปรากฏว่า "นิโกลัส มาดูโร" เป็นผู้ชนะ แต่กลับโดนวิจารณ์อย่างหนักเรื่องความไม่โปร่งใส เพราะมีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐอเมริกา 
ภาพจาก Reynaldo Riobueno / Shutterstock.com

          "ฮวน กุยโด" จึงใช้โอกาสนี้ตั้งตัวเองเป็นประธานาธิบดี โดยมีสหรัฐฯ หนุนหลัง ขณะที่ "นิโกลัส มาดูโร" ก็ไม่ยอมเช่นกัน ยังคงนั่งในสภาต่อไป ซึ่งหนุนโดยจีนและรัสเซีย ทำให้ตอนนี้เวเนซุเอลา กลายเป็นประเทศที่มีประธานาธิบดี 2 คน โดยทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านต่างก่อเหตุปะทะกันรุนแรง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ความบาดหมางนี้ยิ่งเหมือนเป็นการซ้ำเติมปัญหาในประเทศให้เลวร้ายขึ้นไปอีก 
ความยากลำบากของชาวเวเนซุเอลาในตอนนี้ 

เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation)

          จนถึงตอนนี้ปัญหาเงินเฟ้อก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะควบคุมได้ และอาจทะลุ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ในปีนี้ เห็นได้จากที่มีคนออกมาโยนเงินทิ้งเกลื่อนถนน เพราะเหลือค่าเพียงแค่เศษกระดาษ (อ่านข่าว - เงินโบลิวาร์ไร้ค่า เวเนซุเอลาโยนเงินทิ้งเกลื่อนถนน) ขณะที่สินค้าราคาแพงมหาศาล สวนทางกับค่าแรงคนในประเทศ ซึ่งภาวะที่คนเวเนซุเอลาเจอตอนนี้ เรียกว่า เงินเฟ้อขั้นรุนแรง หรือ Hyperinflation นั่นเอง
          Hyperinflation คืออะไร ?
          ข้อมูลจาก The Guardian ให้ความหมายของ Hyperinflation ว่าเป็นภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงที่ราคาสินค้าแพงขึ้นต่อเนื่องแบบรวดเร็ว หรือมากกว่า 50% ภายใน 1 เดือน ส่งผลให้เงินด้อยค่าจนไม่มีใครอยากได้ เช่น สถานการณ์ในเวเนซุเอลาที่ต้องใช้เงินถึง 2.6 ล้านโบลิวาร์ (340 บาท) เพื่อซื้อกระดาษชำระ 1 ม้วน หรือใช้เงิน 14.6 ล้านโบลิวาร์ (1,900 บาท) ซื้อไก่ 1 ตัว
          ทั้งนี้แม้ Hyperinflation เป็นภาวะที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็มีหลายประเทศเคยมีบทเรียนเรื่องนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
          - เยอรมนี ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1920
          - ฮังการี ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยมีเงินเฟ้อทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 41,900,000,000,000,000%
          - รัสเซีย หลังเกิดเหตุการณ์ล่มสลายของสหภาพโซเวียต
          - ซิมบับเว ที่พิมพ์เงินออกมาจำนวนมากจนไร้ค่า โดยเคยออกธนบัตรมูลค่า
 100,000,000,000,000 ดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2008 ก่อนยกเลิกสกุลเงินของตัวเอง เปลี่ยนไปใช้ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2009

ขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค

ภาพจาก Luis ROBAYO / AFP
          ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากต้องอดอยาก ขาดแคลนอาหารและยารักษาโรคอย่างหนัก ถึงขนาดต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อขออาหารจากรัฐบาล และบางคนถึงกับต้องจำใจซื้อเนื้อเน่า หรือดื่มน้ำจากท่อระบายน้ำ เพื่อประทังชีวิต ขณะที่มีเด็กทารกและผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มนับหมื่นคน เนื่องจากโรงพยาบาลขาดแคลนอาหาร ยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ ไม่มีน้ำสะอาดใช้

ภาพจาก GEORGE CASTELLANOS / AFP
           ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2019 พื้นที่ส่วนใหญ่กว่า 70% ในประเทศเวเนซุเอลา เจอกับปัญหาไฟดับติดต่อกันถึง 1 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากโรงไฟฟ้าของเวเนซุเอลาไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อีกต่อไป ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดไปโดยปริยาย

          การที่ไม่มีไฟฟ้านี้ยังส่งผลให้โรงพยาบาลเดือดร้อนอย่างหนัก การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบากมาก และมีผู้ป่วยโรคไตเสียชีวิต เพราะเครื่องฟอกไตและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้งานไม่ได้  อย่างไรก็ตามนายมาดูโร ได้อ้างว่า ปัญหาไฟดับเป็นฝีมือของกลุ่มต่อต้านที่ต้องการก่อความไม่สงบในประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

           ขณะเดียวกันในหลาย ๆ เมืองยังไม่มีน้ำสะอาดใช้ จากการปิดระบบประปา โดยบางเมืองรัฐบาลจะปล่อยน้ำประปาให้ใช้เพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น และแม้ว่าล่าสุด น้ำประปาในเมืองซานติเอโกจะกลับมาไหลอีกครั้งในรอบหลายเดือน แต่ทว่ากลับเจือปนด้วยน้ำมันดิบ ไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้เลย (อ่านข่าว เวเนซุเอลา ทุกข์ซ้ำ ! น้ำประปามาพร้อมน้ำมันดิบ ดำปิ๊ดปี๋ กิน-ใช้ ไม่ได้)

สงครามกลางเมือง คนเสียชีวิตจำนวนมาก

          อย่างที่บอกคือตอนนี้การเมืองเวเนซุเอลาแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย จนเกิดเหตุปะทะกันต่อเนื่องจากฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนเข้าไปแล้ว โดยนายมาดูโร มีเสียงสนับสนุนจากประเทศจีนและรัสเซีย ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย เลือกยืนข้างนายกุยโด ขณะที่ชาติยุโรปอีกหลายประเทศ ออกมาเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่

          ขณะที่ความยากจนข้นแค้น ได้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาสร้างความรุนแรง ก่ออาชญากรรม ปล้นสะดม พยายามกักตุนทุกอย่างเอาไว้ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต

คนหนีตายออกนอกประเทศ

ภาพจาก Luis ROBAYO / AFP

          คนเวเนซุเอลาต่างสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจนถึงปัจจุบัน มีคนเวเนซุเอลามากกว่า 3 ล้านคนแล้วที่เลือกอพยพออกนอกประเทศ หวังไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยส่วนใหญ่เลือกที่จะหนีไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โคลอมเบีย บราซิล เปรู และชิลี 

          วิกฤตเวเนซุเอลา เป็นมหากาพย์ที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ผู้ซึ่งเริ่มต้นใช้นโยบายรัฐสวัสดิการ กระทั่งปัญหามาปะทุขึ้นในสมัยประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ "น้ำมัน" ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นท่อหล่อเลี้ยงชีพของชาวเวเนซุเอลา มีราคาตกลงอย่างฮวบฮาบ ปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมจึงปรากฏขึ้นดังทุกวันนี้ และยังคงไม่มีใครทราบว่าจะจบลงอย่างไร ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะหาทางออกให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลาตื่นจากฝันร้ายนี้สักที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
NBC, Worldatlas, The Guardian, Aljazeera, CGTN, BBC  

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความดีสากลกับตัวข้าพเจ้า
ความดีสากล คือ ความดีที่เป็นสากล ปฏิบัติกันได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ ทุกความเชื่อ ทุกชนชั้น​ ทั้งที่มีการศึกษาและไม่มีการศึกษา ซึ่งเมื่อทำแล้ว จะทำให้เป็นที่ยอมรับนับถือ เป็นที่เกรงใจของทุกคน ความดีสากลเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตพึงปรารถนา โดยเขาอาจจะรู้หรือไม่รู้มาก่อนก็ตาม แต่เมื่อนำไปปฏิบัติ ชีวิตประสบพบเจอแต่ความสุขและความสำเร็จ
ความดีสากล ประกอบด้วย
1.สะอาด
2.เป็นระเบียบ
3.สุภาพ
4.ตรงต่อเวลา
5.จิตใจผ่องใส

 ในที่นี้จะขอกล่าวถึง เรื่องความสะอาดและระเบียบ เป็นเรื่องหลัก

ปฐมเหตุ...
หลวงพ่อทัตตชีโว เมตตาถามข้าพเจ้าว่า พระพุทธศาสนาจะช่วยคนตะวันตก ให้มีความสุขในชีวิตเพิ่มขึั้นได้อย่างไร? คำถามฟังแล้วไม่ได้ยากอะไร แต่มันกลับยากมากที่จะตอบได้ถูกต้อง พยายามตอบอย่างยืดยาว สุดความสามารถ คิดว่าจะให้ครอบคลุมมากที่สุด 
แต่แล้วท่านตอบให้ว่า มันมีวิธีง่ายๆ คือ สอนให้เขาแยกแยะให้ออก ระหว่าง Need (ความจำเป็น) กับ Want (ความต้องการ) ทำอย่างไรให้ทดลองทำกับตัวเองก่อนเลย ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่คนขยันเท่าใดนัก แต่เป็นคนชอบทดลอง ชอบพิสูจน์อะไรที่ท้าทาย จึงไม่รีรอที่จะลงมือทำตามบทฝึกที่ท่านแนะนำมา

บทฝึกที่ 1
ท่านแนะนำให้ทำความสะอาดห้องนอน โดยทำอย่างละเอียด ตั้งแต่กวาดเพดานลงมาถึงพื้น เอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ พับเป็น 4 ส่วน เท่าฝ่ามือ ถูทุกซอกทุกมุม ใช้ผ้าทีละด้านจนครบทุกด้าน จึงค่อยซัก ท่านบอกว่าทำแล้วจะมีความรู้สึกว่าห้องนอนน่าอยู่ น่าพักผ่อน หลับได้ลึก และจะรู้สึกสบาย อยากนั่งสมาธิที่ห้องนอน ไม่น่าเชื่อ จากห้องนอนห้องเดิม ฝาห้องก็ธรรมดา แต่มันดูสดใสสวยงาม พาอารมณ์ดี น่าพักผ่อน และอยากจะนั่งสมาธิขึ้นมาทันทีจริงๆ

บทฝึกที่ 2
ให้แยกของใช้ในห้องนอนออกเป็น 2 กอง กองหนึ่งคือ Need อีกกอง คือ Want เก็บของ Need เอาไว้ในห้อง แยกเอาของWant ไปไว้อีกที่หนึ่ง ถ้าต้องการอะไรไปหยิบกลับมาใช้ได้ ผ่านไป 1 เดือน ของที่เราไม่ได้ไปเอากลับมา แสดงว่ามันเป็นส่วนเกิน ให้บริจาคให้กับผู้อื่นที่มีความต้องการมากกว่าเรา ท่านบอกว่า ระหว่างที่ทำนั้น ใจจะโล่ง โปร่ง สบายใจ แบบน้ำตาซึมเลยหล่ะ ซึ่งพอลงมือทำ ก็รู้สึกเหมือนอย่างที่ท่านบอก รู้สึกใจเบาสบาย ปิติ ดีใจมาก เหมือนเราค้นพบสิ่งประเสริฐในชีวิต

ระหว่างการคัดเลือกของแต่ละชิ้น เราจะต้องตัดสินใจ คือตัดสินและตัดใจ ของบางชิ้นตัดสินไม่ยาก แต่ตัดใจยาก อาจจะต้องคิดหากุศโลบายมาช่วย เช่น ถ้าเราจะต้องย้ายที่อยู่ในวันพรุ่งนี้ เราจะเอาติดตัวไปด้วยไหม ก็ช่วยในการตัดใจได้ง่ายขึ้น บทฝึกนี้ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ทำให้เห็นคุณค่าในตัวเอง เคารพนับถือตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง และรักตัวเอง รู้สึกมั่นใจว่าเรามีหลักยอดเยี่ยมในการตัดสินใจ​ ในทุกสิ่งที่จะเข้ามาในชีวิต
บทฝึกที่ 3
 หลวงพ่อสอนว่า ถ้าวัดใดมีของใช้มาก ก็ต้องมีห้องเก็บของมาก มีค่าใช้จ่ายมาก ศรัทธาคนจะลด และสมาชิกของวัดจะลด แต่ถ้าวัดใดมีของใช้น้อย ห้องเก็บของก็จะน้อย ค่าใช้จ่ายจะน้อย ศรัทธาคนจะมาก และสมาชิกจะเพิ่ม เมื่อของน้อยและถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ผลคือของในวัดก็จะ “หยิบก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา พาใจเข้าถึงธรรม”

ได้ชักชวนสมาชิกวัดมาทำด้วยกัน เริ่มไปในแต่ละห้อง โดยขนของออกมาทั้งหมดก่อน แล้วเช็ดถูทำความสะอาดห้องในทุกซอกทุกมุม จึงลงมือคัดแยกของ ของที่เสียหรือหมดอายุแล้วก็คัดทิ้งไป ของที่ยังดียังใช้ได้ ก็แยกและจัดหมวดหมู่ เพื่อเตรียมเก็บเข้าที่ ของบางอย่างยังดีอยู่แต่ไม่ได้ใช้แล้ว ก็แยกไว้รอบริจาคให้องค์กรการกุศลต่อไป ได้ทำบุญอีกต่อ จากนั้นก็เรียงของเก็บเข้าที่ ตามความถี่ของการใช้งาน เรียงสูงต่ำ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เมื่อทำเสร็จแล้ว หมู่คณะก็มาอนุโมทนาบุญ ถ่ายรูปร่วมกันกับภาพที่เป็นระเบียบงดงาม เราต่างรู้สึกปลื้มปีติและมีความสุขใจร่วมกัน ที่จัดวัดของเราให้สะอาดเรียบร้อย
 ท่านปรารภว่าอยากให้ทำวัด ตั้งแต่หน้าวัดถึงท้ายวัด ให้เหมือน “โชว์รูม” ที่ขายสินค้าเกรดเอ ซึ่งเขาจัดร้านได้สะอาดและเป็นระเบียบสวยงาม ท่านกล่าวว่า ถ้าในแต่ละวัดมีผู้ทำความดีสากล 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนสมาชิกขึ้นไป เดี๋ยววัดนั้นจะกระเทือน จึงชักชวนทั้งพระภิกษุ เจ้าหน้าที่ และสาธุชนฝึกความดีสากลไปด้วยกัน ทำไปที่ละจุด ทำไปทีละห้อง วัดก็สะอาด สว่าง สงบ รู้สึกวัดเราศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาก สมกับเป็นดินแดนแห่งการบรรลุธรรม ทำไปจนหมดวัดแล้ว จึงชวนกันไปขัดเสารั้วหน้าวัด ซึ่งเสานี้ตั้งอยู่นานหลายสิบปี ตากแดดตากฝนจนตะไคร่น้ำจับเป็นสีดำ ระหว่างขัดเสานั้นเพื่อนบ้านในละแวกนั้นมายืนจ้องมอง  เราก็ขัดเสาของเราไปด้วยใจเบิกบาน ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่า เพื่อนบ้านเราต่างออกมาตัดหญ้าและกวาดถนนหน้าบ้านตนเอง ไม่น่าเชื่อเลยว่า มันจะเกิดเป็นกระแสของการทำความสะอาดที่ส่งต่อออกไปได้
 การทำความดีสากล จึงเป็นวิธีการง่ายๆ ที่ทำให้เราค้นพบตัวเอง ค้นพบพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน และที่สำคัญคือเป็นการทำวัดให้ศักดิ์สิทธิ์ สะอาด สงบ เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นการหล่อหลอมรวมใจหมู่คณะให้มีความรัก ความสามัคคี พร้อมจะมุ่งหน้าฝ่าฟันไปข้างหน้า แม้จะเป็นงานใหญ่ เมื่อทุกคนมาลงแขกร่วมแรงร่วมใจ ภารกิจนั้นก็สำเร็จอย่างดีที่สุด แบบเอาอยู่ โดยที่หมู่คณะไม่เหนื่อยเกินไป หรือแม้บางครั้งจะเหนื่อย แต่ก็มีความสุข ปิติ เบิกบาน เป็นบุญบันเทิง ใจจะเป็นบุญกุศล มีความเคารพพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้น เรื่องการเกี่ยงงาน การดูถูกดูแคลน การจ้องจับผิด นินทาว่าร้ายลดลง มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในหมู่คณะ

เมื่อสมาชิกวัดมีความรู้ มีความเข้าใจ เห็นอานุภาพการทำความดีสากลร่วมกันแล้ว การทำงานภายในวัดทุกสิ่งอย่าง ก็จะเป็นไปเพื่อส่งเสริมการฝึกตัวในเรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบ หมู่คณะจะพัฒนาต่อยอดการทำงาน ทำให้การทำงานในวัดลงตัว เช่น
-พระภิกษุแบ่งกันดูแลบุญอาหารและล้างจานตอนเช้า
-เก็บเพชรพลอย (ขยะ) รอบวัดทุกเช้าวันจันทร์
-ทำความดีสากลร่วมกันทุกบ่าย 2-4 น. ของวันจันทร์และวันศุกร์ โดยจะหมุนเวียนไปทำในจุดต่างๆ
-รับบุญความดีสากลประจำโซนที่ตนได้รับมอบหมาย
-ตอนนี้กำลังจะจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ให้แก่สาธุชนคนท้องถิ่น

การทำความดีสากลเป็นมรดกธรรมล้ำค่า อันเป็นที่สุดของคำสอนของคุณยาย ที่ท่านใช้ตั้งแต่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ รวมหมู่รวมคณะสร้างบุญบารมีจนมาถึงวัดพระธรรมกายและขยายศูนย์สาขาออกไปทั่วโลก การทำความดีสากลจึงเป็นเสมือนการตอกย้ำคำสอนของท่านให้มั่นคง สืบสานให้กว้างไกล และเป็นการประกาศคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านให้ชาวโลกได้รับรู้

ถ้าจะถามว่าสิ่งใดในการทำความดีสากลยากที่สุด จากประสบการณ์แล้ว สิ่งที่ยากที่สุดคือ การเริ่มลงมือทำ เพราะฉะนั้นสูตรสำเร็จของการทำความดีสากลคือ Just Do it เพียงแค่ลงมือทำ และพร้อมใจทำด้วยกันทั้งทีม สิ่งดีๆ ก็จะบังเกิดขึ้นในวัดของเรา เราจะค้นพบพลังอันยิ่งใหญ่ของหมู่คณะ และจะสามารถเปลี่ยนวัดของเราให้สดใสไฉไล แบบพลิกผ่ามือกันเลยทีเดียว
วันนี้คุณทำความดีสากลแล้วหรือยัง?


พระครูโสตถิธรรมวิเทศ (ปรัชญา โสตถิชัญโญ)
รองเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกายเเคลิฟอร์เนีย





วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561




 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งในภูเขาโคยะ จังหวัดวากายามะ ประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่พระวัย 40 ปีรูปหนึ่งได้ทำการฟ้องร้องคณะกรรมการของทางวัดว่า มีการทำร้ายจิตใจและไม่มีการจ่ายค่าแรง พร้อมเรียกค่าชดเชยจำนวน 8 ล้าน 6 แสนเยน (2 ล้าน 5 แสนบาท)
พระรูปดังกล่าวระบุว่า ได้เริ่มทำงานที่วัดนี้ในปี 2008
โดยในแต่ละวันจะต้องตื่นก่อนตี 5 เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว และผู้แสวงบุญที่มาเข้าพักในชุคุโบะ ซึ่งเป็นที่พักสำหรับผู้แสวงบุญ แถมยังต้องทำกิจของสงฆ์ไปด้วย
งานที่หนักและสิ่งที่พระรูปนี้ต้องรับผิดชอบ ทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่ฉลองครบรอบ 1,200 ปีของวัด
พระสงฆ์รูปนี้ต้องทำงานหนักติดกันนานถึง 64 วัน ช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค. และต้องทำงาน 32 วันแบบไม่ได้หยุดเลยในช่วงเดือน ก.ย.–ต.ค. ก่อนที่จะต้องหยุดทำงานในวัดเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2016ทางด้านทนายความของฝ่ายโจทก์เผยว่า คณะกรรมการของทางวัดพยายามโน้มน้าวและบอกว่าการทำงานอย่างหนักนี้คือส่วนหนึ่งของการฝึก แต่อย่างไรก็ตามทางฝ่ายทนายก็มองว่าลูกความของเขาควรได้รับค่าตอบแทนในการทำงานหนักครั้งนี้ด้วย

ภูเขาโคยะถูกเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2004 และที่นี่มีวัดตั้งอยู่มากกว่า 117 แห่ง และนับตั้งแต่ปี 2004 สถานที่แห่งนี้มีผู้แสวงบุญมากถึง 200,000-400,000 คนต่อปี ซึ่งในช่วงปี 2015 ปีที่มีผู้แสวงบุญมากที่สุดถึง 440,000 คน
ที่มา ndtv

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561



ตัวอย่างวิบากกรรมของผู้บริภาษผู้ทรงศีล

ในครั้งพุทธกาลที่เมืองสาวัตถีมีชาวประมงได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง  มีสีเหมือนทองคำแต่ปากเหม็นมาก  จึงเอาไปถวายพระราชา พระราชารับสั่งให้นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอปลาอ้าปากเท่านั้น กลิ่นเหม็นก็คลุ้งตลบทั้งเชตวันมหาวิหาร พระราชาถามพระศาสดาว่า ทำไม่ปลามีสีเหมือนทองคำ แต่ปากเหม็น  พระศาสดาตรัสตอบว่า ปลานี้ภพในอดีตเป็นภิกษุชื่อ กปิละ มีความรู้มาก ทะนงในความรู้ของตน เที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุที่ไม่เชื่อคำของตน น้องสาวกับแม่ก็ด่าว่าพระภิกษุตามพระกปิละ  เพราะคิดว่าท่านรู้มาก พระกปิละตายแล้วจึงไปเกิดในอเวจีมหานรก  ไหม้ในมหานรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง แล้วมาเกิดเป็นปลา ด้วยเศษแห่งวิบากเนื่องจากเคยท่องบ่นคัมภีร์ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า จึงได้อัตตภาพมีสีเหมือนทองคำ แต่เพราะเป็นผู้ด่าบริภาษพระภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของเธอ

จากนั้นพระพุทธเจ้าทำให้ปลาพูดได้ด้วยพุทธนุภาพ

พระศาสดาตรัสถามปลาว่า  "เจ้าชื่อกปิละหรือ?"

ปลาตอบ   "พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ"

พระศาสดาถาม   "เจ้ามาจากไหน?"

ปลาตอบ   "เกิดในนรก พระเจ้าข้า"

พระศาสดา  "น้องสาวของเจ้า ไปไหน ?"

ปลาตอบ    " เกิดในมหานรก พระเจ้าข้า"

พระศาสดา  "บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน ?"

ปลาตอบ   "จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม  พระเจ้าข้า"

ดังนี้แล้ว คิดถึงบาปกรรมที่ตนเคยทำ  เศร้าเสียใจมากจึงเอาศรีษะฟาดเรือตายในทันทีนั่นเอง  กลับไปเกิดในนรกแล้ว มหาชนเห็นเรื่องราวทั้งหมด ได้สลดใจมีขนลุกชูชันแล้ว

การบริภาษด่าว่าพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมหนักมาก พวกเราอย่าไปทำเด็ดขาด บางคนแค่ฟังเขาว่าต่อๆกันมาก็หลงเชื่อ ผสมโรงด่าว่าท่านด้วยความคึกคะนอง กรรมนี้น่ากลัวนัก ยิ่งในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารออนไลน์ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว้างขวาง  ยิ่งต้องระมัดระวัง มีสติ ไม่ไปตามแห่ทำบาปกับใคร

การตัดต่อภาพใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุ ยิ่งผิดทั้งศีล ผิดทั้งธรรม จะหาเหตุผลมาอ้างว่าทำด้วยความความบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่าท่านไม่ดี เหตุผลนี้เมื่อตายแล้วตกนรก  จะเอาไปใช้อ้างกับยมบาลเขาก็ไม่รับฟังเลย

แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือ  เราอย่าไปบริภาษด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ เพราะเรายังรู้จักท่านไม่จริง แต่เอาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรม กับพระภิกษุรูปใดก็ได้ที่เราถูกอัธยาศัย มีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านดีกว่า ทำอย่างนี้เราจะไม่มีวิบากกรรม จะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป ทั้งภพนี้และภพหน้า

CR Chaleeya  Nuansri

การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก
 ผู้บุกเบิกให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ในช่วงแรกมักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วย เพราะขัดกับความคุ้นเคยเดิม แม้ในวงการพระ พุทธศาสนาก็เช่นกัน พระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ต่างก็ประสบกับการวิพากษ์โจมตีอย่างหนักมาแล้ว เพราะคนเรา พอไม่เข้าใจก็ไม่ชอบ จึงหาเรื่องจับผิด ด่าว่า ใส่ร้ายป้ายสี อาทิ
 พระเดชพระคุณหลวงปู่สด จนฺทสโร หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ผู้มุ่งสั่งสอนสมาธิ "วิชชาธรรมกาย" ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เคยถูกกล่าวหาว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎก อวดอุตริ และกุข่าวว่าถูกเจ้าคุณโชดกฯ สอนให้กลับตัวกลับใจ ซึ่งไม่จริงทั้งสิ้น ท่านเคยกล่าวว่า "เราจะฆ่าตัวเองด้วยความปรารถนาลามกทำไม"

พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เดินธุดงค์ตั้งใจปฏิบัติธรรม บุกเบิกสร้างพระป่าสายอีสาน ก็เคยถูกครหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนวิจารณ์ว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎก ที่บอกว่าไปสนทนาธรรมกับพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วได้
ครูบาศรีวิชัย ผู้นำศิษยานุศิษย์สร้างทางขึ้นพระธาตุ ดอยสุเทพสำเร็จในเวลาเพียง 3 เดือนและบุกเบิกเผยแผ่ธรรมะอย่างกว้างขวางในแดนล้านนา ก็เคยถูกใส่ร้ายป้ายสี จนถูกจับขังถึง 3 ครั้ง ปลดจากเจ้าอาวาส ถูกคุมตัวเข้ากรุงเทพฯ

 

สมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ผู้วางรากฐานให้ มจร. เติบใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์หลักในปัจจุบัน ส่งพระไทยไปเรียนกรรมฐานกับพระพม่า กลับมาบุกเบิกสร้างสายธรรมปฏิบัติยุบหนอพองหนอในไทย ก็เคยถูกข้อกล่าวหาจากสังฆนายกในยุคนั้นว่าปาราชิก และสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้สึก ถึงขนาดถูกจับสึกเปลื้องผ้าเหลืองออก ต้องนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่สันติบาล 4 ปี แต่สุดท้ายศาลก็พิพากษาว่าท่านไม่ผิดจึงกลับมาครองผ้าเหลืองใหม่ ก่อนมรณภาพได้เป็นถึงผู้รักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช
                                    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ผู้บุกเบิกการปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ ก็เคยถูกกล่าวหาว่าปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าไปสวรรค์ ไปนิพพานได้
หลวงพ่อพุทธทาส ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า
เพราะเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ถือใบลาน ซึ่งคนยุคนั้นไม่คุ้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระมหายาน พระนอกรีต เพราะชอบสอนเรื่องสุญญตา
อิงคำสอนของท่านนาคารชุน ชอบแนวคิดแบบเซ็น แต่ท่านก็สามารถดึงปัญญาชนจำนวนมากให้หันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา


หลวงตามหาบัว ก็เคยถูกกล่าวหาอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่พูดจาหยาบ
คาย จับเงินจับทองผิดพระวินัย ระดมผ้าป่าช่วยชาติซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์ หวังจะขึ้นเป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ทางลัด
แต่ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธได้มากมาย


 น่าคิดว่า ผู้ที่เคยบริภาษด่าว่าพระมหาเถระเหล่านี้ จะต้องแบกบาปมากเพียงใด ตอนกำลังด่าว่าท่าน ทุกกรณีจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ แต่ละคนก็คิดว่าท่านไม่ดีไม่ใช่พระแล้ว ด่าแล้วไม่บาป ได้บุญด้วย ปลุกระดมกันและกันด้วยโทสวาท (hate speech) ให้เกิดความเกลียดชังอย่างมากๆเหมือนท่านไม่ใช่คน
แต่พระมหาเถระเหล่านี้ แต่ละรูปก็ได้พิสูจน์ด้วยการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิตของท่าน สิ่งที่แต่ละรูปได้สร้างไว้นั้นต้องทำด้วยชีวิต ผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจจะทำอย่างนั้นไม่ได้
น่าคิดว่าผู้ที่ด่าว่าท่านพระอาจารย์มั่น ,ครูบาศรีวิชัย, สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ) ฯลฯ คนเหล่านี้ต้องรับกรรมหนักเพียงใด
     ส่วนพระที่มีเจตนาไม่สุจริตนั้น มักอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องออกไปเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระธรรมวินัยนี้เหมือนทะเลที่จะซัดซากศพขึ้นฝั่ง ในที่สุด ดังมีตัวอย่างให้เราเห็นอยู่มากราย โดยเราไม่ต้องไปผสมโรงด่า ให้เสี่ยงต่อบาปกรรมเลย

วิบากกรรมที่เกิดจากการกล่าวว่าร้ายพระภิกษุผู้ทรงศีล จะมีผลเป็นอย่างไร
ติดตามได้ตอนต่อไป

เเหล่งข้อมูล http://palungjit.org

วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561


ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่ใช้งานโซเชี่ยลมีเดียยักษ์ใหญ่ชื่อดังอย่าง เฟซบุ๊ก หรอก เพราะมันทำให้เรื่องยุ่งยากในชีวิตเราง่ายไปเสียหมด อยากจะติดต่อพูดคุยกับเพื่อนก็ทำได้ในทันที หรือจะติดตามความเคลื่อนไหวของคนรู้จักก็ทำได้ไม่ยาก แม้แต่ซื้อขายของก็ยังทำกันบนเฟซบุ๊กเลย
แต่ทุกสิ่งในโลกก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน มีข้อดีอยู่ในตัว ก็ต้องมีข้อเสียแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ดังที่นักวิจัยท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เฟซบุ๊กแฝงไปด้วยปัญหาด้านจิตวิทยา และปัญหาเหล่านี้ก็มองเห็นได้ยาก และปัญหาเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กมีสุขภาพย่ำแย่ลง โดยตีเป็นปัญหาได้ 7 ข้อหลักๆ ดังนี้



1. เฟซบุ๊กทำให้คุณรู้สึกว่าชีวิตคุณไม่ดีเท่าคนอื่น นักจิตวิทยาด้านสังคม Leon Festinger ได้ทำการสังเกตผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนใหญ่ และพบว่าทุกคนมักจะทำการเปรียบเทียบชีวิตเพื่อนที่เห็นในเฟซบุ๊กกับชีวิตของตนเองอยู่เสมอและมักจะรู้สึกว่าตนเองมีชีวิตไม่ดีเท่าเพื่อนคนอื่นๆ เพราะส่วนมากพวกเขาจะโพสต์ภาพที่ได้ไปกินอาหารหรูๆ ภาพได้ไปเที่ยวต่างประเทศ และภาพตอนเกิดเรื่องดีๆ กับชีวิต
2. ข้อนี้เป็นผลต่อเนื่องกันจากข้อหนึ่ง คือเฟซบุ๊กทำให้คุณรู้สึกอิจฉาเรื่องดีๆ ของเพื่อนนั่นเอง โดยนักวิจัยได้ค้นพบว่าการได้เห็นเรื่องดีๆ ของคนอื่นผ่านทางการเลื่อนดูนิวฟี๊ดทำให้คุณเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นและอาจจะทำให้คุณรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ได้



3. เฟซบุ๊กทำให้คุณเข้าใจผิดเกี่ยวกับความคิดเห็นของคนส่วนมาก นั่นเป็นเพราะเฟซบุ๊กมักจะนำเสนอเนื้อหาที่เราชอบติดตาม ซึ่งส่วนหนึ่งนับว่าเป็นความคิดเห็นและรสนิยมส่วนตัวของเราเอง และพอเราเห็นข้อมูลเหล่านี้บ่อยๆ แล้ว เราก็จะคิดว่าคนส่วนมากคิดเช่นนั้นเหมือนกัน
4. เฟซบุ๊กทำให้คุณรู้ความเป็นไปของคนที่คุณอยากลืม ซึ่งตัวอย่างที่ชัดที่สุดคงจะเป็นแฟนเก่านั่นแหละ เพราะเรามักจะเห็นภาพแฟนเก่าผ่านทางนิวฟี๊ด และแม้ว่าเราจะไม่ได้ติดตามเขาแล้วก็ตาม เราก็ยังมีโอกาสที่จะเข้าไปส่องดูเฟซบุ๊กของเขาอยู่ดีนั่นแหละ ซึ่งมันทำให้คุณตัดขาดจากเขาได้ยากยิ่งขึ้น
5. เฟซบุ๊กอาจทำให้คุณเกิดความอิจฉาแฟนก็ได้ นักวิจัยชี้ว่าหากเราดูเฟซบุ๊กของแฟนบ่อยๆละก็ เราก็จะเห็นว่ามีใครติดตามหรือกดไลค์แฟนเราอยู่บ่อยๆ ซึ่งอาจทำเราอิจฉา หรือเกิดความไม่ไว้วางใจแฟนโดยใช่เหตุ และนำมาซึ่งปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเนื่องจากความไม่ไว้ใจกัน


6. เฟซบุ๊กทำให้นายจ้างรู้ข้อมูลที่เราไม่อยากเปิดเผย นักวิจัยกล่าวไว้ว่ามีผู้ใช้โซเชี่ยลมีเดียในการหางาน 89 เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันนายจ้างก็ใช้งานโซเชี่ยลมีเดีย 37 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน
จึงไม่แปลกหากนายจ้างจะผ่านมาเห็นว่าชีวิตประจำวันที่คุณไปดื่มเหล้ากับเพื่อนแล้วเมาเละกลับบ้านไม่ไหว เห็นคุณไปเที่ยวกับสาวสักคนหนึ่ง หรือแม้แต่เรื่องที่คุณนินทานายจ้างบนเฟซบุ๊กของตัวเอง ซึ่งเรื่องพวกนี้คุณไม่อยากให้ใครรู้หรอกโดยเฉพาะนายจ้างที่จะจ้างเราทำงานน่ะ

7. เช่นเดียวกับกาแฟ บุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เฟซบุ๊กก็ทำให้คุณเกิดอาการเสพติดได้เช่นกัน เพราะว่าคุณจะอยากอัปเดตความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ และกระแสสังคมตลอดเวลา
ดังนั้นคุณก็เลยชอบเปิดเฟซบุ๊กเล่นบ่อยๆ นั่นเอง นักวิจัยได้ลองสุ่มถามผู้ใช้งานเฟซบุ๊กดู แล้วพบว่า พวกเขาอยากเล่นเฟซบุ๊กมากกว่าดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เสียอีก
      เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงเวลาหรือยังที่เราควรจะวางมือจากการเลื่อนหน้าจออยู่กับอักษร F เกือบตลอดเวลา เหมือนเช่นทุกวันนี้

ที่มา  http://www.catdumb.com

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำความรู้จัก "โรคซึมเศร้า" และวิธีการดูแล ฟื้นฟู จิตใจ
คุณมีอาการของโรคซึมเศร้าหรือไม่

รู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
รู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย
ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็นโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดได้ทั้งมีสาเหตุ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน
แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน
ปัจจัยที่กระตุ้นให้คนที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสเกิดอาการก็คือ ความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดูก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่งต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเองมองตนเองและโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น
นอกจากนี้ หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้

สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ
การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม ทางสภาพจิตใจ ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย
ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย
การรักษา
โรคซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการรักษาทางจิตใจ และการรักษาด้วยยาหลายชนิด โดยที่แต่ละคนอาจตอบสนอง ต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน การรับประทานยาจะทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้าไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร
เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น
ยารักษาโรคซึมเศร้า
ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ
กลุ่ม tricyclic   (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI  (serotonin-specific reuptake inhibitor)

ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป
ยารักษาโรคซึมเศร้าออกฤทธิ์โดยปรับระดับสารเคมีในสมองให้สมดุล เป็นการรักษาโรคโดยตรง มิใช่เป็นเพียงยาที่ทำให้ง่วงหลับ จะได้ไม่ต้องคิดมากเช่นที่คนมักเข้าใจผิดกัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักต้องการหยุดกินยาเร็วกว่าที่ควรเป็น ข้อสำคัญและพึงปฏิบัติที่สุดก็คือ การกินยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะบอกให้ท่านหยุด ถึงแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตามยาบางตัวต้องค่อยๆลดขนาดลง เพื่อให้โอกาสร่างกายปรับตัว
ไม่ต้องกังวลว่า ยารักษาโรคซึมเศร้าเป็นยาที่กินแล้วติดหยุดยาไม่ได้อย่างไรก็ตาม ก็เช่นเดียวกับการรักษาโรคอื่นๆ แพทย์อาจให้ตรวจวัดระดับยาให้ถูกต้องกับอาการเป็นระยะๆ
สิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงก็คือ การซื้อยากินเองจากร้านขายยา ยืมยาจากเพื่อน หรือกินยาจากแพทย์ท่านอื่นปนกับโรคซึมเศร้า โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน เช่นเดียวกับแพทย์คนอื่นหรือหมอฟันด้วยว่า ท่านกำลังกินยารักษา
โรคซึมเศร้าอยู่ อย่าวางใจว่า เป็นแค่ยาพื้นบ้านธรรมดา คงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอะไรร้ายแรง การดื่มแอลกอฮอล์จากเหล้า เบียร์ หรือไวน์ จะลดประสิทธิภาพของยาลง
ยานอนหลับหรือยาลดความกังวล ไม่ใช่ยาที่สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้โดยลำพัง อย่างที่กล่าวแล้ว แม้ว่าบางครั้งแพทย์จะสั่งใช้ยาชนิดนี้ควบคู่ไปกับยารักษาโรคซึมเศร้า เพื่อบรรเทาอาการกังวลในระยะต้นของการรักษา และไม่ควรใช้ยากระตุ้นประสาทหรือยาม้าเพื่อหวังผลให้หายเพลียเพียงชั่วครั้งชั่วคราว
ควรถามแพทย์ทุกครั้งที่ท่านมีปัญหาที่เกิดจากยา หรือเกิดปัญหาที่คิดว่าอาจเกิดจากยา
ผลข้างเคียง
ยารักษาโรคซึมเศร้ามีผลข้างเคียงอยู่บ้างกับผู้ใช้บางคนอันอาจก่อความรำคาญ แต่ไม่อันตราย อย่างไรก็ตามเมื่อรู้สึกว่ามีผลข้างเคียงของยาเกิดขึ้น กรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบ
ผลข้างเคียงต่อไปนี้มักเกิดจากกลุ่มยา tricyclics ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ถูกสั่งใช้บ่อยที่สุด และเราได้แนะนำวิธีบรรเทาผลข้างเคียงไว้ท้ายข้อแล้วดังนี้
1.ปากแห้งคอแห้ง - ดื่มน้ำบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
2.ท้องผูก - กินอาหารที่มีกาก หรือมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ผักผลไม้ เช่น ส้มโอ มะขาม มะละกอ
3.ปัญหาการถ่ายปัสสาวะ - อาจมีการถ่ายปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งเช่นเคย อาจใช้มือกอหน้าท้องช่วยและ  ปรึกษาแพทย์
4.ปัญหาทางเพศ - อาจมีปัญหาขณะร่วมเพศได้บ้าง ซึ่งปรึกษาแพทย์ได้
5.ตาพร่ามัว - อาการนี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องตัดแว่นใหม่
6.เวียนศีรษะ - ลุกจากเก้าอี้ หรือเตียงช้าๆ ดื่มน้ำมากขึ้น
7.ง่วงนอน - อาการอาจหายไปเอง อย่าพยายามขับรถ หรือทำงานกับเครื่องจักร หากง่วงมากในช่วงเช้าให้เลื่อนยามื้อก่อนนอนมากินหัวค่ำกว่าเดิม
สำหรับกลุ่ม SSRI อาจมีผลข้างเคียงที่ต่างออกไป ดังต่อไปนี้
1.ปวดศีรษะ - อาจมีอาการสักช่วงหนึ่ง แล้วจะหายไป
2.คลื่นไส้ - มักเป็นเพียงชั่วคราว
3.นอนไม่หลับหรือกระวนกระวาย - พบได้ในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์แรก ของการกินยา หากคงอยู่นานควรปรึกษาแพทย์

การเตรียมตัวรับมือกับโรคซึมเศร้า
โดยปกติเท่าที่มีการพบข้อมูลขณะทำการรักษา พบว่า ผู้ที่มีเกณฑ์จะเป็นโรคซึมเศร้ามักจะเริ่มเป็นตอนช่วงอายุ 25 ปี หลังจากนั้นก็จะเกิดอาการซึมเศร้าต่อเนื่องไปเป็นระยะยาว ถึงแม้ว่าจะมีการเข้ารับการรักษาแล้ว แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด การเป็นโรคซึมเศร้าก็จะมีความคล้ายคลึงการเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคความดัน ที่ถึงแม้จะไม่มีอาการให้เห็นแล้ว แต่ก็ต้องทานยาควบคุมไม่อาการกำเริบได้ แต่ข้อดีของการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ตรงที่เมื่อเข้ารับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้วิตได้เป็นปกติ บางคนมีสติปัญญาที่ดีขึ้น เป็นคนเก่ง ในบางรายสามารถเรียนได้ถึงในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก บางรายก็เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นคนที่สามารถประสบความสำเร็จในสังคมได้
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงการรักษา หากผู้ป่วยรับประทานยาจนครบแล้ว แพทย์ที่ทำการรักษาก็จะให้หยุดยา และยังต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่ามันอาจจะกลับเป็นซ้ำอีกได้ อย่าง โรคมะเร็ง ที่เมื่อได้ฆ่าเชื้อมะเร็งให้หมดไปแล้ว แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าจะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีกได้รึเปล่า โรคซึมเศร้าก็เช่นกัน การรับมือกับโรคนี้ก็ให้หมั่นสังเกตจากพฤติกรรมทั้ง 9 อย่างข้างต้น อย่าละเลยจนทำให้คนๆ หนึ่งต้องออกจากงาน เกิดการหย่าร้าง หรือทุบตีลูกโดยที่ไม่มีเหตุผล หากคนที่เป็นพ่อเป็นแม่เกิดเป็นโรคนี้ไปเลี้ยงลูกเข้า ลูกก็จะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา เมื่อเราเจอสัญญาณอันตรายก็ต้องรีบพาไปรักษาตั้งแต่เนื่อนๆ อย่ารอให้ผู้ป่วยมีความคิดที่ไม่ดีต่อตัวเอง อย่าง การฆ่าตัวตาย เราต้องพาเขาเข้าสู่กระบวนการรักษาและบำบัดให้ได้เร็วที่สุด

การรักษาทางจิตใจ
มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการ”พูดคุย”กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์ การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย
การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ
การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง
ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก
โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด
จะช่วยรักษาตนเองได้อย่างไร
การป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามักจะทำให้คุณรู้สึกเพลีย รู้สึกไร้ค่า เหมือนช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีความหวัง ความคิดในแง่ลบกับตนเองในแบบนี้ มักจะทำให้ผู้ป่วยบางคนท้อถอยและยอมแพ้ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าความคิดหรือความรู้สึก เหล่านี้เป็นเพียงแค่อาการของโรค มิได้สะท้อนเรื่องจริงในชีวิตของคุณอย่างถูกต้องแต่อย่างใด ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆหมดไปเมื่อเริ่มต้นการรักษาไปสักระยะหนึ่ง
ในระหว่างนี้คุณควรจะ
อย่านำตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
อย่าตั้งเป้าหมายที่บรรลุได้ยาก หรือเข้าไปแบกความรับผิดชอบมากๆ
พยายามย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็ก เลือกทำที่สำคัญกว่าก่อน แล้วทำให้เต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้
อย่าคาดหวังกับตนเองมากเกินไป เพราะนั่นคือ คุณกำลังสร้างความล้มเหลว
ร่วมกิจกรรมที่คุณอาจเพลินใจ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ดูกีฬา เข้ากิจกรรมทางศาสนาหรือสังคม แต่อย่าหักโหมหรือหงุดหงิด ถ้ามันไม่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างทันใจ เพราะอาจใช้เวลาบ้าง
อย่าด่วนตัดสินใจกับเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิต เช่น ลาออก เปลี่ยนงาน แต่งงาน หรือหย่า โดยไม่ปรึกษาคนอื่นที่รู้จักคุณดีและ มีมุมมองที่เป็นกลางต่อปัญหาพอ ไม่ว่าด้วยเหตุใด พยายามเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อน

เเหล่งข้อมูล Jelly Walker



จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget