แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธะอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธะอิสระ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เห็นเค้าถามกันใน Facebook  line twitter ฯลฯ เวลาวัดแถลงการณ์อะไรก็จะมีคนมาถามว่า ทำไมไม่ไปศาล ไม่ออกมาพิสูจน์ความจริง มีการตั้งคำถามมากมาย

 ถ้าถามว่า อยากให้หลวงพ่อไปพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมไหม??
 
 ตอบว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมยังไม่ยุติธรรม ใครหน้าไหนอยากไปเข้ากระบวนการ ซึ่งความจริงแล้วหลวงพ่อยินดีทำตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรมทุกประการ เพียงแต่ตอนนี้ท่านอาพาธอยู่ และป่วยจริงๆ ถ้ากระบวนการยุติธรรมของ DSI เจ้าหน้าที่สืบสวนมีหน้าที่พิสูจน์ความจริง ก็ควรมาที่วัดและพิสูจน์ว่า "เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายป่วยจริงไหม"

  แต่เหตุใด DSI มีหน้าที่โดยตรง ไม่มาพิสูจน์ทราบ ตามที่วัดได้ร้องขอไป คิดแต่จะจับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพียงอย่างเดียว เหตุใดไม่นำหมอมาตรวจว่าป่วยจริงไหม อย่างนี้เรียกว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา

ซึ่งแท้จริงเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายควรได้สิทธิ์ผู้ป่วยตามกฎหมายอาญามาตรา 7/1 แต่กระบวนการยุติธรรมของ DSI  แค่เบื้องต้นก็ไม่อำนวยเรื่องง่ายๆ แค่นี้ให้   นี่หรือจะชื่อว่ายุติธรรม??? แล้วกระบวนการอย่างนี้หรือ ที่จะมาตัดสินเรื่องรับของโจร ฟอกเงิน และจะให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปมอบตัว?? สงสัยถ้าเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไปได้ติดเชื้อในกระแสเลือดแน่

นี่แค่เรื่องง่ายๆ เบื้องต้น DSI ยังมีตุกติก มีนอกมีใน ซึ่งความจริง คดี 27/2559 DSI ทำผิดขั้นตอนตั้งแต่ต้น ไม่ควรจะมีคดีนี้เกิดขึ้นเลย แต่ DSI ไม่ยอมฟังคำสั่งอัยการ กลับวิ่งไปตั้งคดีใหม่แยกออกมา อย่างนี้ชอบธรรมหรือ ?

ข้อสังเกต กรณีหมายเรียกจากดีเอสไอ วันที่ 29 มีค. 2559
อย่าคิดว่าดีเอสไอทำอะไรลงไปแล้วคนอื่นเขาไม่รู้ ความลับไม่มีในโลก 
 

ทั้งเรื่องการส่งหมายเรียกของ DSI ที่หลุดไปถึงสื่อมวลชนก่อนหมายเรียกจะไปถึงวัด ทั้งออกสื่อประจานเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าเป็นผู้ต้องหา ทำกับพระราชาคณะ ผู้อาพาธประดุจว่ามีความผิดร้ายแรง ทั้งๆ ที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน และอัยการยังไม่สั่งฟ้องด้วยซ้ำ ทำไม DSI เร่งรัดคดีถึงเพียงนี้ ?? นี่มันยุติธรรม หรือยุติธง ?? ตามธงที่ตั้งไว้ ?





 ทำไม DSI 2 มาตรฐาน พุทธอิสระ ปิดล้อม DSI ปิดศูนย์ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ทำร้ายตำรวจทหาร รีดไถเงินเอกชน  ก่อม็อบสร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติอย่างมาก ทำไม DSI ไม่เร่งรัดดำเนินคดีนี้ ทั้งๆที่เป็นคดีที่มีโทษประหารถึง 2 คดี ??? 


นี่เหรอคือความยุติธรรมของ DSI ที่จะให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเข้ากระบวนการ ?? แล้วจะมาอ้างว่าตัวเองผู้รักษากฎหมาย ? แท้จริง DSI คือผู้ใช้กฎหมาย "รังแก" พระชราอาพาธรูปหนึ่ง

ขอให้ผู้ที่ถามว่าทำไมหลวงพ่อไม่เข้ากระบวนการ ได้ลองดูความยุติธงนี้ แล้วถามตัวเองว่าถ้าคุณจะส่งพ่อคุณไปติดเชื้อในกระแสเลือด คุณจะส่งพ่อคุณไปไหม??

ขอบคุณ OLIVIA ARMANDO

ประธาน นปช. แฉปูมหลังชีวิต "มโน" มีแต่ความขัดแย้ง เต็มไปด้วยปัญหา ไม่มีวัดให้อยู่ ต้องห่มเหลือง
อยู่อพาร์ทเม้นท์ ก่อนลาสิกขา ย้ายมาเข้าแก๊ง 3 พ. จึงเดินงานด้วยอคติ เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับ "พระธัมมชโย" สงสัยดีเอสไอทำหน้าที่อย่างไร เชื่อพวกคนอคติ ใช้ข้อมูลฝ่ายปฏิปักษ์มาจัดการ จึงแสดงถึงเจตนาไม่สุจริต เชื่อข่าว

ปล่อยเงิน 2 พันล้าน มาจากฝ่ายตรงข้ามวัดพระธรรมกาย สร้างข้อหาบีบให้คสช. ทำตามความต้องการของฝ่ายปฏิปักษ์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล เมื่อ 31 พ.ค. โดยเชื่อว่า การปล่อยข่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกรับเงิน 2,000 ล้านบาท แลกกับการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เป็นการใช้แหล่งข่าวสร้างวิชามารบีบบังคับให้จัดการกับพระธัมมชโยตามความต้องการของฝ่ายตัวเอง จึงสร้างข้อกล่าวหามาผูกมัดเอาไว้ แต่ข่าวเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับพระธัมมชโยเลย

นายจตุพร กล่าวว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ประกาศจะเล่นงานคนปล่อยข่าวทำลาย คสช. ให้ได้ แต่ รมว.ยุติธรรม คงไม่สามารถรู้ได้ว่า เป็นใคร กลุ่มไหน ดังนั้น ถ้าใช้สติอย่างมีเหตุผล จำแนกแยกแยะว่า ข่าวปล่อยเรียกรับเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ทำให้ใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์แล้ว ย่อมมองเห็นทางได้ชัดเจนว่า มาจากกลุ่มคนที่ต้องการเล่นงานพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกายนั่นเอง

"พล.อ.ไพบูลย์ หรือ ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) ถ้าลองคิดกันช้าๆ ว่า ใครได้ประโยชน์การปล่อยข่าวเช่นนี้ ถ้ามาจากศิษย์พระธรรมกายแล้ว ตนเชื่อว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากข่าวนี้เลย ยกเว้นเป็นศิษย์วัดที่ออกไปแล้วมีปัญหากับวัด การปล่อยข่าวว่า คสช. เรียกเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากปล่อยข่าวเพื่อบีบให้ คสช.จัดการกับพระธัมมชโย เพราะถ้าไม่ปฏิบัติตามตามความต้องการของคนพวกนี้ จึงต้องถูกข้อกล่าวหาค้ำคออยู่แล้วว่า เพราะเงิน 2,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ เป็นวิชามารชั้นประถม เพียงยืมมือสื่อมวลชนให้ตั้งคำถาม แล้วกลายเป็นประเด็นมัดรัฐมนตรี คสช. เอาไว้ ดังนั้น การประเมินทางการข่าวที่ออกมานั้น แค่มีสติว่า ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ใครที่พอจะเสี้ยมได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่สลับซับซ้อนเลย คนที่ต้องการเล่นงานวัดพระธรรมกายนั่นละที่ปล่อยข่าวออกมาบีบ คสช. เพื่อให้เกิดการพะวาพะวงกับการถูกข้อหาว่า ไปรับเงิน 2,000 ล้านมา พล.อ.ไพบูลย์ จึงไม่อาจไปแจ้งความใครได้ เพราะเป็นข่าวปล่อยที่ต้องการให้เกิดการดำเนินการทางเดียว"

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ (31 พ.ค.) พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัด อ้อน้อย นครปฐม จะไปวัดชนะสงคราม เพื่อยื่นหนังสือต่อเจ้าคณะภาค 1 ให้จัดการกับพระธัมมชโย
แล้วอาจไปดีเอสไอแจ้งความดำเนินคดีตนข้อหาดูหมิ่นพนักงาน แต่หลังจากแจ้งความแล้ว ตนจะพิจารณาเนื้อหาคำร้องก่อน และตั้งใจว่า จะดำเนินคดีกลับเช่นกัน พร้อมกับไปตามทวงการดำเนินคดี 9 ข้อหาในชั้นอัยการสูงสุดด้วยที่ยังไม่ส่งฟ้องไปศาลอาญา ดังนั้น พุทธะอิสระต้องเจอคนอย่างตนจึงเหมาะสมกันที่สุด
ส่วนนายมโน  เลาหวณิช ที่ไปเคลื่อนไหวร่วมกับแก๊ง 3 พ. ประกอบด้วย พุทธะอิสระ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จึงกลายเป็นขบวการที่มุ่งเล่นงานพระธัมมชโยอยู่ในขณะนี้
นายมโน  มีปูมหลังชีวิตอันน่าสงสัยอย่างยิ่ง เรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วมาบวชเป็นพระ มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยพระธัมมชโยออกทุนให้ นอกจากนี้ ยังมีการทำนายว่า คนนี้จะนำความเดือดร้อนมาสู่หมู่คณะ
ในช่วงวัดพระธรรมกายอยู่ระหว่างการสร้างวัดใหม่ๆ นายมโนได้รับการสนับสนุนให้ไปศึกษาต่างประเทศ โดยวัดได้ระดมทุนส่งให้ เพื่อหวังจะได้เผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่เมื่อไปปกป้องผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมที่สหรัฐ แล้ว จึงมีแนวทางสวนทาง และขัดแย้งกับวัดพระธรรมกาย จากนั้นจึงลาออกจากวัดปี 2537 แล้วไปอยู่วัดราชโอรสาราม วัดนางชี และวัดนากปรก ทุกวัดที่ไปอยู่ล้วนเกิดความขัดแย้ง แล้วก็เปลี่ยนวัดไปเรื่อย กระทั่งต้องไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ แล้วลาสิกขาออกมาอยู่ทางโลก

นายจตุพร กล่าวว่า นายมโน ได้ไปทำงานที่พรรคชาติไทยอยู่พักหนึ่ง แล้วไปอยู่ นสพ.ผู้จัดการ แล้วหายหน้าไปพักใหญ่ กระทั่งมาอยู่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และต่อมาได้รู้จักกับนายไพบูลย์ จนเคลื่อนไหวร่วมกับแก๊ง 3 พ. ดังนั้น ประวัติของนายมโนจึงน่าสนใจมาก เพราะไม่อาจไปอยู่วัดที่ไหนได้เลย และเขาคิดอะไร ก่อนจะลาสิกขา จึงไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ในสถานภาพของสงฆ์ ซึ่งคนเช่นนี้หรือ อ้างว่า มาปฏิรูปพุทธศาสนา ทั้งที่มีปัญหากับวัดอื่นหมด จนไม่มีวัดให้อยู่ แล้วไปอยู่อพาร์ทเม้นท์
ในสังคมไทยนั้น คนปฏิบัติดีมักจะไม่ทำอะไรใคร ส่วนใหญ่จะนั่งแผ่เมตตาให้ สำหรับพุทธะอิสระแล้ว ตั้งแต่นำผ้าอนามัย กางเกงยีสต์ เสือยึดไปถวายสังฆทานสมเด็จช่วงแล้ว ตนจึงเห็นว่า คนนี้มากไป ไม่นับถือเป็นพระ และเมื่อดีเอสไอมารับฟังอะไรจากคนพวกนี้แล้ว ย่อมดำเนินการผิดมาแต่ต้น เพราะไปหารือกับคู่ปฏิปักษ์เพื่อไปจัดการกับปฏิปักษ์ การทำเช่นนี้ไม่ใช่วิธีการของหน่วยงานรัฐเลย โดยเอาข้อมูลจากพวกที่มีความอคติและต้องการการล้มสมเด็จช่วง มาเป็นแนวทางทำงานจึงแสดงถึงการไม่ใช้หลักการทางกฎหมายตามที่ประกาศไว้
เมื่อดีเอสไอรับข้อรับเสนอให้สมเด็จช่วงนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปจับกุมพระธัมมชโยนั้น ย่อมแสดงว่า ใช้วิธีการที่ผิด โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนว่า อย่าดึงสมเด็จช่วงมาเกี่ยวข้อง เพราะการปกครองสงฆ์มีขั้นตอนอยู่แล้ว จึงต้องไปหาเจ้าคณะภาค ดังนั้น การทำงานของดีเอสไอจึงสร้างความคลางแคลงใจให้ประชาชนอย่างมาก
สิ่งน่าสนใจอยู่ที่ พุทธะอิสระถูกคำสั่งศาลให้จ่ายเงินค่าเสียหายกับดีเอสไอในข้อหาพาพวกไปปิดล้อม นอกจากนี้ยังถูกดีเอสไอสอบสวน และส่งสำนวนข้อหาให้อัยการฟ้องศาลดำเนินคดีถึง 9 ข้อหา มีโทษประหารชีวิต ตนจึงสงสัยว่า แล้วดีเอสไอไปฟังความเห็นคนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าดีเอสไอไม่โหมข่าวเตรียมกำลังพล 2,350 นาย ใช้เฮลิคอปเตอร์ เพื่อบุกวัดพระธรรมกายแล้ว ความตึงเครียดย่อมไม่เกิด เพราะการดำเนินการกับความเชื่อทางศาสนานั้นลึกล้ำกว่าความเชื่อทางการเมือง เมื่อยิ่งมีข่าวใช้กำลังพลรวบตัวแล้ว ศิษย์จึงหาทางป้องกันตามแต่ใครจะคิดได้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จึงเข้าใจได้ถูกต้องแล้วว่า ควรหลีกเลี่ยงการปะทะ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องและมีเจตนาไม่สุจริต
ถ้าดีเอสไอทำอย่างตรงไปตรงมา และไม่นำเอาพวกที่เป็นปฏิปักษ์ มีอคติไปร่วมประชุมหารือด้วยแล้ว ความรู้สึกไม่พอใจจะเกิดขึ้นน้อยกว่านี้ แต่การนำนายมโน ไปอธิบายภาพพื้นที่วัดพระธรรมกาย และพุทธะอิสระก็ต้องทำทุกวิถีทาง แต่การดำเนินการแต่ละเรื่องนั้นล้วนมีปัญหากับคณะสงฆ์ทั้งนั้น ด้วยการเสนอปฏิรูปพุทธศาสนา ด้วยการยึดทรัพย์ และยกเลิกสมณศักดิ์ ซึ่งจะทำให้พระมีความเท่ากันหมด และยังมีสมณศักดิ์เสมอกันกับพุทธะอิสระด้วย
"ดีเอสไอ ไปอยู่กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะคนพวกนี้มาเรียกร้องให้ทำเรื่องต่างๆ ขณะเดียวกันบางเรื่องยังไปเชื่ออีก ทั้งที่จริงแล้ว นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ไพบูลย์ ลองไปด้วยพิจารณาคดีอื่นด้วยว่า การแจ้งข้อกล่าวหาจำเป็นต้องมาสถานทีใดสถานที่หนึ่งหรือไม่ แต่กรณีนี้เมื่อรู้ว่า มีความละเอียด อ่อนไหว แต่กลับไปสร้างความเจ็บแค้นให้กับคน ทั้งๆที่ทางวัดพระธรรมกายยินดีให้เข้ามาแจ้งความ ให้พาแพทย์มาตรวจด้วย หากเขากีดกันไม่ให้แพทย์มาตรวจแล้ว จึงน่าเป็นที่สงสัย และไปทะเลาะกับคน 6 ล้านคน ทำไม"
นายจตุพร กล่าวว่า อัตราโทษของพระธัมมชโยเทียบไม่ได้กับพุทธะอิสระที่มีคดีและมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลย แต่ดีเอสไอกลับปล่อยวางเฉยไม่ดำเนินการ แล้วให้เคลื่อนไหวไปทั่ว ดังนั้น ดีเอสไอจึงมีเจตนาน่าสงสัย และเมื่อเตรียมการณ์ใช้กำลังพล โดรน และเฮลิคอปเตอร์ไปบุกวัดด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย และไม่จบลงอย่างง่ายเลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้ยึดกฎหมายแล้ว ดีเอสไอควรเอาตามกฎหมายเป็นที่ตั้ง อย่ากระทำการให้เกิดเจตนาคลางแคลงใจ เมื่อดีเอสไอปฏิบัติกับพุทธะอิสระอย่างไร ก็ควรปฏิบัติต่อพุทธะอิสระอย่างนั้น หากดำเนินการด้วยความแตกต่างกันแล้ว ย่อมเป็นหลักคิดที่เกิดปัญหาของดีเอสไอ แต่ควรดำเนินการด้วยใจสุจริต อย่าคิดหักหลังกัน อย่าลับล่วงพราง เรื่องจะจบลงแบบง่ายดาย ไม่มีต้องรับความเสียหายใหญ่หลวงในภายหลัง
ขอบคุณเเหล่งข่าว I see news

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

สงฆ์ 500 รูป 16 จังหวัด ทำพิธีประกาศอุกเขปนียกรรม ไม่ร่วมสังฆกรรม ‘พุทธะอิสระ’





เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ลานโพธิ์ วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ผู้สื่อขาวรายงานว่า คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ประกอบด้วย จ.นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และลพบุรี จำนวน 500 รูป

ทำพิธีอุกเขปนียกรรม พระสุวิทย์ ธีรมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม  มีความผิดตามพระวินัยข้อ 200โดยมี ก่อวิวาทะ ระราน กล่าวหา ใส่ร้าย ยกตนข่มท่านต่อพระสงฆ์ คณะสงฆ์ พระมหาเถระ พระเถระ และพระสังฆาธิการทั่วสังฆมณฑลเป็นภิกษุพาล ก้าวล่วง จ้วงจาบ ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ด้วยเหตุนี้คณะสงฆ์จึงประกาศกระทำอุกเขปนียกรรม และขอคณะสงฆ์พร้อมด้วยพุทธบริษัททั้งหลายจงอย่าได้สังเสวนา คบหาสมาคม ร่วมสังฆกรรม ให้การต้อนรับพระพุทธะอิสระ

http://www.matichon.co.th/news/114697

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

ชี้เเจงใครผิดใครถูก????"พุทธะอิสระ"ฟ้อง"พระเมธี-พวก"ประกาศอุกเขปนียกรรม หมิ่นประมาท


เครือข่ายภาคปชช.ยื่น สนช.สอบการกระทำพระสงฆ์เข้าร่วมกับพระพุทธะอิสระ ชี้ เป็นเพียงพระสงฆ์กลุ่มเดียวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อ สนช.ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบให้สำนักพระพุทธฯ และมหาเถรสมาคมพิจารณาดำเนินการ...

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา เครือข่ายภาคประชาชนรวม 10 องค์กร นำโดย น.ส.รัตนา เทพาทิพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชน 10 องค์กร เข้ายื่นหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นผู้รับหนังสือแทน เพื่อขอให้ตรวจสอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรณีละเลยให้กลุ่มพระภิกษุสงฆ์เข้าร่วมอุกเขปนียกรรม พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือ พระพุทธะอิสระ เพราะเห็นว่า การกระทำของกลุ่มพระภิกษุที่เข้าร่วมกับพระพุทธะอิสระ เป็นเพียงพระสงฆ์กลุ่มเดียวที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง และชักชวนให้พระสงฆ์อื่นเข้าใจผิดและเข้าร่วมการกระทำดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายสับสนและเสื่อมศรัทธาต่อชาวพุทธและสังคมเป็นอย่างยิ่ง การกระทำดังกล่าวถือว่า ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย แต่พบว่า ทางสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคมไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อให้ปัญหายุติลง แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเรื่องบานปลาย ดังนั้นทางเครือข่ายฯขอให้ สนช.ที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลหน่วยงานของรัฐ ตรวจสอบให้สำนักพระพุทธฯ และมหาเถรสมาคมพิจารณาดำเนินการหยุดยั้งเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ นายสุรชัย กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณา...
จากไทยรัฐออนไลน์  (http://www.thairath.co.th/content/602596)



 อุกเขปนียกรรม เป็นเรื่องของสงฆ์ เป็นวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้สงฆ์ใช้กับ “ภิกษุผู้เก้อ-ยาก ผู้ขวนขวายทำลายสงฆ์ หรือทำลายความสามัคคีของสงฆ์ คอยก่อกวน 
หามูลฟ้อง หาเรื่องให้ฝ่ายอาณาจักรเข้ามาแทรกแซงฝ่ายพุทธจักรตลอดเวลา ทำให้พระภิกษุผู้มีศีลไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างผาสุก ทั้งยังไม่เชื่อฟังคำตักเตือน คำชี้แนะของใคร” 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ “ลงโทษชั่วคราวเพื่อให้สำนึกผิด และกลับตัวเสียใหม่” เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะของฝ่ายพุทธจักร ซึ่งฝ่ายอาณาจักรไม่มีสิทธิ์แทรกแซง

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ทาง พ.ศ. และสำนักพุทธฯ ชี้แจงต่อสาธารณชนว่า 
"ไม่ห้ามพระสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม และปัพพาชนียกรรม ต่อ พุทธอิสระ เพราะเป็นเรื่องของสงฆ์"

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของสงฆ์ ไม่เกี่ยวกับฆราวาส ทางพระเมธีฯ ท่านก็ไม่ได้มาประกาศเชิญชวนให้ฆราวาสมาร่วมทำอะไรแบบที่พระพุทธอิสระกล่าวหาเลย แต่ความจริง พระพุทธอิสระเองต่างหากที่ไปขอให้ฝ่ายประชาชนมาร้องเรียนให้ฝ่ายอาณาจักรเอาผิดกับคณะสงฆ์ที่ลงอุกเขปนียกรรมตนเอง 


จากข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์จากข้างต้น  จึงอาจกล่าวได้ว่า การที่พระพุทธอิสระฟ้องร้อง กล่าวหาว่าพระเมธีฯ รวมทั้งคณะสงฆ์ทำไม่ถูกต้องในเรื่องต่างๆนั้น ดูจะเป็นการดิ้นรนของคนพาลที่จะแก้ตัวให้หลุดไปอย่างน้ำขุ่นๆ ซะมากกว่า


เรื่องที่ว่าพระสงฆ์ที่ไม่ได้อยู่ในวัดเดียวกันสามารถทำอุกเขปนียกรรมต่อพระพุทธอิสระได้หรือไม่นั้น ตอบว่า ทำได้ เพราะถือเป็นสังวาสเดียวกันคือมหานิกาย
เป็นการกระทำโดยชอบธรรม ไม่ใช่การบังคับให้จำยอมอยู่ในอำนาจโดยผิดธรรมวินัยอย่างที่พระพุทธอิสระกล่าวหาแต่อย่างใด


ความจริงในพระวินัยท่านกำหนดวิธีแก้ไขไว้ด้วยว่า ในกรณีที่สงฆ์จะลงอุกเขปนียกรรม หรือลงอุกเขปนียกรรมแล้วต่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของ พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ หรือ อันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกของภิกษุรูปนั้นจะขวนขวายช่วยเหลือ เพื่อให้สงฆ์ยกเลิกการลงอุกเขปนียกรรมนั้นเสีย โดยอาจตักเตือนให้พระภิกษุรูปนั้นกลับตัวกลับใจ แก้ไขทิฏฐิ ให้กลับเป็นผู้มีศีลเสมอกันและทิฏฐิเสมอกันต่อหมู่สงฆ์ แต่ก็น่าสังเกตว่าในกรณีของพระพุทธอิสระนี้กลับไม่มีภิกษุรูปใดแสดงตัวเป็น อุปัชฌาย์ อาจารย์ อันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริก ที่จะมาช่วยไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งนี้ต่อหมู่สงฆ์เลยแม้แต่รูปเดียว...

เรื่องนี้ น่าจะบ่งบอกให้ทราบหรือเปล่าว่า ท่านพุทธอิสระอาจเป็นผู้ที่ไม่เชื่อฟังใครหรือไม่มีใครสามารถจะแนะนำได้แล้วก็เป็นได้ จึงได้ปล่อยให้สงฆ์ลงทัณฑ์ท่านอย่างนั้นโดยไม่มีผู้ช่วยเหลือป้องกัน ???

สุดท้าย ท่านก็หันไปอาศัยฝ่ายอาณาจักร จะร้องเรียนให้มาแทรกแซงก้าวก่ายกิจการของพุทธจักรอีกครั้ง ซึ่งคงต้องรอดูต่อไปว่า ทางฝ่ายอาณาจักรจะเอาด้วยไหม ถ้ารับฟ้อง ก็แปลว่าฝ่าย

อาณาจักรทำเกินหน้าที่ เข้ามาแทรกแซงฝ่ายพุทธจักรในกิจการที่กระทำโดยชอบด้วยธรรมวินัยแล้ว...

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559


เมื่อวันที่ 1 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น ออกประกาศเรื่อง ขอให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
แก่ ภิกษุผู้ตะเกียกตะกายทำลายสงฆ์ ใจความว่า “คณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่น มีฉันทานุมัติให้พระสังฆาธิการในจังหวัดขอนแก่นทุกระดับชั้น จนถึง อำเภอ ตำบล และเจ้าอาวาส ยึดตามประกาศพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย ให้ลงอุกเขปนียกรรม แก่ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธอิสระ พระลูกวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อขับออกจากคณะสงฆ์ไทย ด้วยพระพุทธอิสระเป็นผู้ดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก ได้เข้าพวกคฤหัสถ์ อาศัยวัดเป็นแหล่งก่อความบาดหมาง สร้างความแตกแยก ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เป็นภิกษุพาล สันดานหยาบ รุกรานพระเถระ ไม่ฉลาดในธรรม มีอาบัติมาก มีมารยาทไม่สมควร มีความประพฤติเป็นที่รังเกียจต่อคณะสงฆ์ สร้างความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา จึงขอให้คณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่นร่วมกันลงอุกเขปนียกรรม แก่พระพุทธอิสระในเขตสีมาของแต่ละอำเภอ เมื่อคณะสงฆ์ในเขตอำเภอใด ได้ลงอุกเขปนียกรรมแล้ว ขอได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เพื่อรายงานต่อรัฐบาลว่า บัดนี้ พระพุทธอิสระ ได้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม และจากนี้ได้ถูกตัดสิทธิแห่งความเป็นสงฆ์ ไม่สามารถร่วมในวงหัตถบาสแห่งสังฆกรรมใดๆ ในฐานะของสงฆ์ได้อีก เพื่อรัฐบาลจะได้แจ้งให้พุทธศาสนิกชนทราบ ถึงการลงอุกเขปนียกรรมของหมู่สงฆ์ต่อไป”
http://www.matichon.co.th/news/92173

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget