แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อธัมมชโย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงพ่อธัมมชโย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

ตรงไปตรงมา ตรงประเด็น กับท่านเสรีพิศุทธ์
1. ผมเสนอให้ไปพูดคุยเจรจา ให้คำมั่นสัจจะกัน ก็แค่ให้ประกันตัวมันจะเสียหายอะไร จะจับท่านไปทำไม มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า มีธงไว้หรือเปล่า ที่มันเกิดปัญหาเพราะมันไม่แฟร์ ถ้าเป็นผม ผมก็คงไม่ไป เพราะไปก็ไม่รู้จะได้ความยุติธรรมหรือเปล่า


2.การกระทำแบบนี้มันเลือกปฏิบัติหรือเปล่า มีการเมืองอะไรอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ทำอะไรก็อยากให้แฟร์ๆกับทุกฝ่าย ประเทศชาติ ประชาชนก็จะยอมรับได้ ต่างชาติก็จะยอมรับได้


3.วันนี้เอาทหารตำรวจมาสามสี่พัน หมดเบี้ยเลี้ยงไปเท่าไหร่ เบี้ยเลี้ยงนี่มันภาษีประชาชนทั้งนั้น เอามาผลาญกันอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย


4.การที่รัฐใช้ม. 44 มาคุ้มครองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าไม่เป็นความผิด มันก็เอาเปรียบผู้ถูกกระทำมากเกินไปแล้ว คุณจะไปทำร้าย ไปทำลายเขา ทำให้บาดเจ็บล้มตาย แต่คุณกลับไม่มีความผิด บ้าหรือเปล่าที่ใช้มาตรานี้


5.ถ้าไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง นายกรัฐมนตรี คุณประยุทธ ก็คงจะไม่ใช้ ม. 44 หรอก เพราะม. 44 นี้มันต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับและปราบปรามผู้กระทำความผิด และการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ของชาติและราชบัลลังก์


6.คุณประยุทธใช้ม. 44 ฟุ่มเฟือยมากเกินไปนะครับ เพราะคุณประยุทธเกิดมาเป็นทหารไม่เคยใช้กม. ไม่รู้เรื่องกม. หรอก ทำอะไรก็ผิดๆ พลาดๆ อยู่เสมอ


7.ไม่เคยมีรัฐบาลไหนย่ำยีพระพุทธศาสนาได้มากถึงเพียงนี้ คุณเปลี่ยนยุทธวิธีซะใหม่ดีกว่านะครับในการจับกุมตัวพระรูปหนึ่ง ผมไม่เคยเห็นใครเขาทำกันขนาดนี้ เหมือนอย่างกับรบทัพจับสึกนะ


8.อะไรไม่รู้นะครับวุ่นวายไปหมด เหมือนกับประเทศชาติไม่มีงานจะทำยังไงไม่รู้ ผมสงสารชาติ ประเทศไทยมันบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือไง ทำกับพระแบบนี้


9.การที่จะเป็นความผิดได้มันจะต้องรู้นะครับ ว่าทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นได้มาจากการยักยอกกระทำความผิด มันถึงจะเรียกว่า รับของโจร แต่ถ้าคุณไม่รู้เนี่ย ยังไงมันก็ไม่ผิดอยู่แล้ว


10.คือลักษณะอย่างนี้พระเสียเปรียบตลอดเวลา เพราะพระไม่สามารถที่จะมาโวยวายได้ อย่างพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ถูกจับยังต่อสู้โวยวายได้ แต่พระ ทำไรไม่ได้นะครับ


11.ถ้าเข้าไปค้นแล้วไม่เจอตัว คราวนี้คนออกคำสั่งควรไปฆ่าตัวตายเลย ผมก็ไม่รู้ว่าท่านอยู่ไหน แต่ทำไมไม่สืบทราบให้ดี ว่าอยู่ไม่อยู่ ก่อนที่จะไปขอหมายค้น


12.ผมมองมุมท่านธัมมชโย ถ้าท่านออกมามอบตัวต่อสู้คดีแล้วคุณไม่ให้ประกันล่ะ คุณจับท่านสึกเลย หรือถูกควบคุมตัวแล้วเกิดติดเชื้อในกระแสเลือด จะทำยังไง ใครจะรับประกัน


พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

#เสรีพิศุทธ์



วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สำนักข่าวไทย 17 ก.พ.- แพทย์ ยันเครื่อง Hyperbaric Chamber  ไม่ใช่เครื่องเบบี้เฟซ หรือทำให้ผิวพรรณ ใบหน้ากระจ่างใสได้ เพียงแต่ใช้เพิ่มความดันของออกซิเจน ในการรักษาโรคน้ำหนีบ และยังสามารถใช้รักษาแผลเบาหวาน ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าสะดวกขึ้น

นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบเครื่อง  Hyperbaric Chamber ในห้องพักฟื้นของพระธัมมชโย ภายในวัดพระธรรมกาย ว่า เครื่องดังกล่าว จัดเป็นเครื่องเพิ่มความดันอากาศสูงที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณออกซิเจนเพื่อให้เนื้อเยื่อที่มีบาดแผลได้ซึมซับออกซิเจนมากขึ้น ตามปกติเครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ ใช้ในการรักษา โรคน้ำหนีบ หรือ น็อกน้ำสำหรับคนที่ดำน้ำลึก จนมีแก๊สในร่างกายสูง  และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการรักษาผลอาการข้างเคียงจากแผลของโรคเบาหวานได้ด้วย ช่วยทำให้ปัญหาเลือดเลี้ยง บาดแผลตามปลายมือปลายเท้าไม่สะดวกมีความคล่องตัวมากขึ้น เมื่อมีออกซิเจนช่วยนำไป โดยระยะเวลาการใช้เครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ ต้องอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และมีการกำจัดระยะเวลาการใช้
นพ.ฉันชาย กล่าวว่า การรักษาบาดแผลเบาหวาน ด้วยเครื่องมือแพทย์ชนิดนี้ ไม่ได้ทำให้เท้าหรือมือหายเน่า แต่ทำให้ความรุนแรงของบาดแผลทุเลาลง ด้วยออกซิเจนและการใช้ออกซิเจนจากเครื่อง Hyperbaric Chamber นี้ ไม่เคยข้อมูลทางการแพทย์ปรากฏผลข้างเคียงว่า จะช่วยให้ผิวพรรณ ทั้งใบหน้า และลำตัวกระจ่างใสขึ้น  ในทางตรงกันข้าม การรับออกซิเจนมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองและทุกครั้งของการใช้รักษาต้องอยู่ในการควบคู่ดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่สามารถใช้เครื่องมือแพทย์ได้ตามลำพัง

นพ.ฉันชาย กล่าวอีกว่าสำหรับเครื่อง Hyperbaric Chamber นั้น ปัจจุบัน มักอยู่ในสถานพยาบาลแบบเฉพาะทาง เช่น รพ.ในสังกัดกองทัพเรือ หรือ โรงพยาบาลปฐมภูมิ ที่มีความจำเพาะในการใช้เครื่องมือชนิดนี้ เท่านั้น คนทั่วไป ไม่สามารถซื้อหาเครื่องมือแพทย์เฉพาะทางมาใช้ได้ .
เเหล่งอ้างอิง  http://www.tnamcot.com/content/657859
สำนักข่าวไทย

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จดหมายจากองค์กรสงฆ์เถรวาทโลก ถึงสำนักนายกรัฐมนตรี
เรียกร้องให้ยุติการใช้กำลังและความรุนแรงต่อ
พระเทพญานมหามุนีและวัดพระธรรมกาย
จดหมายจากสมัชชาสงฆ์เถรวาทโลก ถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยุติการใช้กำลัง และความรุนแรงต่อพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และวัดพระธรรมกาย

10 ธันวาคม 2559
เรียน   ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
     ตามที่ท่านคงได้ทราบดีอยู่แล้วว่า กรณีของวัดพระธรรมกายเป็นซึ่งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทยในเวลานี้กำลังเป็นศูนย์กลางของความสนใจในหมู่ชนทั้งหลายทั่วไป โดยมีพระเทพญาณมหามุนีเจ้าอาวาสของวัดกำลังถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและกำลังตำรวจ ในคดีเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นจริงหรือไม่ อันเป็นคดีที่พวกเราทั้งหลายในองค์กรพุทธโลกมีความเชื่อว่าเป็นการกล่าวหาอย่างไม่มีมูลความจริง

กรมสอบสวนคดีพิเศษและกองกำลังตำรวจได้ทำการอันไม่ยุติธรรมต่อพระเทพญาณมหามุนีมาโดยตลอด ความอยุติธรรมนี้ได้รวมไปถึงการออกหมายค้นวัดพระธรรมกายด้วย อีกทั้งยังมีข่าวว่ามีการเตรียมกองกำลังติดอาวุธเพื่อจะเข้ายึดพื้นที่วัดพระธรรมกายในขณะที่สาธุชนนับหมื่นคนกำลังสวดมนต์ปฏิบัติธรรมและทำสมาธิกันอยู่ การใช้กำลังเกินกว่าเหตุนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่บังควร เนื่องจากวัดพระธรรมกายเป็นวัดที่มีการส่งเสริมสันติภาพมาโดยตลอด การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และการกระทำที่ไม่ยุติธรรมนี้รังแต่จะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งที่จะฝังรากลึกลงไปในสังคมไทย ทางเราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าความอยุติธรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในสังคมไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสรา การใช้กำลังเกินกว่าเหตุในวัดเช่นนี้จะทำให้องค์การพุทธและองค์กรสาธารณประโยชน์ทั้งหลายซึ่งดำรงอยู่ได้เพราะได้รับการช่วยเหลืออุดหนุนเสียขวัญกำลังใจและไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่มีอำนาจในประเทศไทย ยังได้มีคำสั่งให้สถานีโทรทัศน์ DMC หยุดการแพร่สัญญาณอีกด้วย คำสั่งนี้เป็นการอ้างถึงความผิดอย่างไม่มีความจริงว่าเนื้อหาในรายการของสถานีโทรทัศน์​ DMC นำไปสู่ความขัดแย้งภายในสังคมไทย ตลอดระยะเวลา 14 ปีของการดำเนินงานสถานีโทรทัศน์ DMC มีการนำเสนอเนื้อหาโดยปราศจากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมาโดยตลอดและได้สร้างความเข้าใจในพุทธศาสนาให้แก่ผู้ปฏิบัติศาสนานี้โดยมีการนำเสนอรายการทางพระพุทธศาสนาและรายการส่งเสริมจริยธรรมให้กับผู้คนทั่วโลกทุกเพศทุกวัย ดังนั้นการกระทำของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ DMC ในครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจน

ในนามขององค์กรพุทธเถรวาทโลก เราใคร่ขอให้ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้พิจารณาและดูแลคดีระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและวัดพระธรรมกายให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ยุติธรรมและสันติ เพื่อการดำรงรักษาชื่อเสียงที่ดีของประเทศไทยและศาสนาพุทธ เราเชื่อว่าท่านมีความเข้าใจว่าดีว่าคดีนี้หากไม่ได้รับการดูแลด้วยความโปร่งใสและยุติธรรมตรงไปตรงมาก็จะมีผลต่อการทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติสืบไป

พระมูกูนูเวล่า อนุรุทธะเถโร
ประธานสมัชชาสงฆ์เถรวาทโลก


cr: https://www.facebook.com/sidwat072/posts/1359519340754328:0

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559


เมื่อทีวีช่อง DMC จอดำ
ลูกศิษย์สามัคคีพากันระดมใจ
ไปที่วัดพระธรรมกาย เพื่อไปสวดมนต์ เพราะ
เขานึกถึงภาพการปิดประตูตีแมว

เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง  หรือไม่ก็ตาม
แต่พวกเขา  พากันคิดอย่างนั้นไปแล้ว
ปฏิบัติการพิเศษ   ที่ไม่ต้องการให้โลก
ได้รู้เห็น จะเป็นอย่างไรก็ตามที

ลูกศิษย์หลวงพ่อทุกคนจะไม่หนี
จะไม่ทิ้งวัด  โดยทิ้งหลวงพ่อผู้ให้ชีวิต
ไว้เพียงลำพัง   จะขอเป็นแมวสีขาว ที่
เปี่ยมด้วยความกตัญญูจนนาทีสุดท้าย

ยิ่งมีการประกาศอย่างชัดเจน
ถ้าจับหลวงพ่อธัมมชโยได้เมื่อไหร่  ก็
สึกสถานเดียว
แล้วจะมีลูกศิษย์ที่ไหน
เขาจะยอมให้หลวงพ่ออยู่ในสภาพนั้น

ความจริงแล้วลูกศิษย์ทุกคน
เขารู้วัตถุประสงค์นี้   ตั้งแต่ทีแรกแล้ว
ทำไมจึงไม่มาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัดทั้ง
ที่กฎหมายสามารถกระทำได้ คงมีแต่
เด็กอมมือเท่านั้น ที่อ่านเกมส์ไม่ออก

ที่ประกาศชัดเจนแบบนี้
อาจเพื่อเอาใจกองเชียร์   ที่ไม่ศรัทธา
ในพระพุทธศาสนา  ส่วนลูกศิษย์ของ
วัดพระธรรมกาย ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
อะไรเพราะรู้ๆกันอยู่แล้ว

พลังศรัทธามีอานุภาพมาก
ก็ลองคิดดูให้ดีเสียก่อน  ในเมื่อบรรดา
ลูกศิษย์จำนวนมากพากันคิดว่า

   
จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรถ้าไม่สามารถปกป้อง
ผู้มีพระคุณต่อชีวิตให้ปลอดภัยได้

แต่เราก็เชื่อมั่นอยู่ว่าเหตุการณ์
ความรุนแรง จะไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก
ตราบใดที่ลูกศิษย์  ยังไม่ทิ้งหลวงพ่อ
#สู้ศึกสู้อุปสรรคด้วยใจใสๆ
หลวงพ่อสอนไว้เราเกิดมาสร้างบารมี

Cr.เรชุงปะ ศิวโมกข์
เเละข่าวบุญใจสว่าง

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559


ข่าวว่าทางตำรวจขีดเส้นตายให้ส่งมอบตัวหลวงพ่อธัมมชโยภายในเที่ยงคืนนี้
เรามาดูอำนาจในการค้นกัน
ตามป.วิอาญา ม. ๙๖  บัญญัติไว้ว่า" การค้นในที่รโหฐานต้องทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตก มีข้อยกเว้นดังนี้ "
๑. เมื่อลงมือค้นแล้วแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้
๒. ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งหรือซึ่งมีกฏหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้
๓.การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญ จะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมตำรวจ หรือข้าหลวงประจำจังหวัดฯ


ดังนั้นหลวงพ่อไม่ใช่ผู้ดุร้าย หลวงพ่อเป็นพระชราแถมอาพาธ
และไม่ได้เป็นผู้ร้ายสำคัญอะไร ความผิดที่ถูกกล่าวหา เป็นคดีความผิดเล็กน้อย ไม่ใช่ปล้น ฆ่า ค้ายา ฯ แต่อย่างใด
หลวงพ่อนอนป่วยอยู่ในวัด จึงไม่มีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่ง เพราะหลวงพ่อไม่ใช่กำลังจะหนีออกไปต่างประเทศ   ส่วนกฏหมายอื่นให้ค้นได้ ในกรณีหลวงพ่อนี้ไม่มีกฏหมายอื่นแน่นอน
ดังนั้นจึงสรุปได้เลยว่า ตำรวจไม่สามารถใช้ ม. ๙๖ ลักไก่มาค้นวัดในเวลากลางคืนได้  นอกจากตำรวจจะกล้าบ้าบิ่น อ้างมาตรานี้มาใช้แบบน้ำขุ่นๆมั่วๆ เพราะตามหลักการใช้กำลังจำนวนมาก บุกเข้าไปในสถานที่ที่มีคนที่เห็นต่างเฝ้าวัดจำนวนมาก นั้นเท่ากับเป็นการฆาตกรรมหมู่เลยนะ
เพราะในเวลากลางคืน ต่างคนต่างกลัว เห็นเป็นยิง แทนที่จะจับหลวงพ่อ กลายเป็นจับปืนฆ่าศิษย์หลวงพ่อแทน  

ทนายจึงค้านหัวชนฝาเลยครับ  อย่าทำให้น้ำตานองแผ่นดิน เดี๋ยวชาวพุทธทั้งประเทศทนไม่ได้  อะไรอะไรก็อาจเกิดขึั้นได้
ถ้าเป็นดังเส้นตายที่ทางตำรวจขีดไว้  น่าจะมีการเข้าตรวจค้นวัดในเวลาเช้า อาจเป็นเช้าใดเช้าหนึ่งในเร็วๆวันนี้    แต่ทนายก็ยังคงสงสัยอยู่ดี ตำรวจจะทำไปทำไมกัน ทำไปมีคนตายแน่นอน
ศาสนาอื่น เราเห็นบ่อยๆ ยอมตายเพื่อศาสนา  แต่ศาสนาพุทธเรายังไม่เคยเห็นเป็นข่าว 
หรือว่าอยากจะทำให้ศาสนาพุทธของเรา ดัง
ข้ามโลก
โดยพุทธฆ่าล้างพุทธ ในวัดพุทธ โดยชาวพุทธ
คิดแล้วเศร้าครับ

ทนายนิทัศน์  ประเสริฐเนติกุล ทนายผู้พิทักษ์ศาสนา
พุธ ๓๐ พย ๕๙  ๑๘.๓๖ น.

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทำไมถึงมีคนจะจับสึกและสั่งฆ่า
หลวงพ่อธัมมชโย  และจะปิดวัดพระธรรมกาย ??

มีคนถามมาทางหลังไมค์มากมาย
ทั้งๆ ที่ได้เคยเขียนเรื่องนี้อธิบายหลายครั้งแล้ว คนจำนวนมากก็ยังไม่ได้อ่าน

จึงขอเอามาเขียนใหม่
ไม่ว่ากันนะ ถ้ารำคาญเขียนอะไรซ้ำซาก
ก็ไม่ต้องอ่านคะ หรือจะเลิกเป็นเพื่อนก็ไม่ว่ากัน

สาเหตุของเรื่องทั้งหมด เกิดจาก มันมีคนหลายกลุ่ม  ที่ต้องการสึกหลวงพ่อธัมมชโย และปิดวัดพระธรรมกาย
1) กลุ่มพวกผู้มีอำนาจหลายกลุ่ม นี่สำคัญที่สุด
ในการจะล้มวัดพระธรรมกาย สาเหตุเพราะ


1.1  มันเป็นเรื่องเริ่มต้นนานมาแล้วตั้งแต่วัดพระธรรมกาย
เริ่มดังมีคนเข้าวัดมากผู้มีอำนาจกลุ่มนี้เริ่มกลัวว่า

วัดนี้จะใหญ่โต มีคนขึ้นมาก จะมีอิทธิพล
จนไม่สามารถควบคุมได้ คนจะรักหลวงพ่อธัมมชโยมากกว่า


1.2 มาขอให้หลวงพ่อธัมมชโย เปลี่ยนจากการเป็นพระมหานิกาย
มาเป็นพระธรรมยุติ ไม่สำเร็จ ท่านไม่ยอมเปลี่ยนเด็ดขาด
1.3 มาไถเงินวัดพระธรรมกายไม่ได้ดั่งใจ
ปี2542 ที่มีเรื่องดังของวัดครั้งแรก ก็เพราะ มาไถเงิน
ครั้งแรกขอ500ล้าน ต่อไปให้ส่งให้ใช้เดือนละ100ล้าน
วัดปฎิเสธ จึงไม่พอใจมาก และมีมาขอเรื่อยๆ


1.4  ที่ดินของวัดพระธรรมกายที่พิจิตร
มีสายแร่ทองคำ ที่ต่อมาจากเมืองแร่ทองคำพิจิตร ชึ่งเป็นอุปสรรคในการขยายเหมืองแร่อย่างมาก ขอชื้อก็ขายไม่ได้ เพราะเป็นที่ของวัด เป็นธรณีสงฆ์


1.5 ต้องการจับสึกหลวงพ่อธัมมชโย
เพื่อจะเอาไปอ้างขัดขวางไม่ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

ขึ้นเป็นสังฆราช หาว่าเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อธัมมชโย รับเงินหลวงพ่อธัมมชโย ทั้งนี้เพื่อจะเอาพระของฉัน ชึ่งเป็นพระธรรมยุติ ขึ้นมาเป็นแทน พระมหานิกายและจะเอาไปล้ม
มหาเถรสมาคม โดยอ้างว่าหย่อนยาน
ไม่สึกหลวงพ่อธัมมชโยตามพระลิขิตของสังฆราช
และรับเงินหลวงพ่อธัมมชโยในการแต่งตั้งยศ

เพราะมีแผนจะเข้าควบคุมคณะสงฆ์ทั้งประเทศ
โดยจะตั้งสภาคุณธรรม ขึ้นมาปกครองแทนมหาเถรสมาคม


1.5 ต้องการสมบัติของวัดพระธรรมกาย
ตาโตอยากได้มาก โดยเฉพาะ พระทองคำองค์ละตัน 8 องค์
เงินทั้งหมดของวัด และที่ดินที่ลูกศิษย์ถวายให้หลวงพ่อธัมมชโย
ชึ่งมีมหาศาล


2)กลุ่มศาสนาอื่นๆ ชึ่งอยู่เบื้องหลังเป็นคนจ่ายเงิน
ค่าดำเนินการล้มวัดนี้ทั้งหมด
กลุ่มนี้รู้ว่า ถ้าล้มวัดพระธรรมกายได้
การจะล้มศาสนาพุทธจากประเทศไทย
นั้นง่ายเหมือนปลอกกล้วย


3)กลุ่มนักการเมืองผสมโรง
นักการเมืองพรรคหนึ่งเคยมาขอให้วัดพระธรรมกายเป็นฐานเสียงเพราะวัดนี้มีลูกศิษย์หลายล้านคนทั่วประเทศ
แต่วัดปฎิเสธ ไม่เล่นการเมืองจึงถูกอาฆาต

และพรรคนี้กลัวว่าวัดพระธรรมกายจะไปเป็นฐานเสียง
ของพรรค ตรงกันข้าม พวกเขาจึงส่งคนออกมากล่าวหาใส่ร้าย
วัดพระธรรมกายทุกๆอย่าง

พวกเขาต้องการให้ล้มวัดนี้ลงปิดวัดเสีย
จึงออกข่าวว่า วัดพระธรรมกายต้องการแยกตัวเองเป็นอิสระ

วัดนี้ซ่องสุมกำลังคนและอาวุธไว้ในวัด
พระในวัดเป็นพระปลอม เป็นพวกคนอีกฝ่ายปลอมตัวมาบวช
เพื่อรอทำการสารพัดที่จะใส่ร้ายหลวงพ่อธัมมชโยและ
วัดพระธรรมกาย

นักการเมืองบางคน ปี2542 มาไถเงินวัดนี้ ค่าจะยุติเรื่องทั้งหมดที่เล่นงานหลวงพ่อธัมมชโย ถึง 5,000 ล้านบาท แต่วัดปฎิเสธ

‍4) กลุ่มสื่อต่างๆ ที่ไม่พอใจ วัดพระธรรมกาย
เพราะมาไถเงินจากวัดไม่ได้

เมื่อปี2542 มีสื่อหลายสื่อ เดินเข้าวัดมาขอไถเงินค่าปิดปากไม่ลง
ข่าวมากมาย แต่วัดไม่ยอมจ่าย

คราวนี้วัดจึงถูกรุมใส่ร้ายป้ายสีจากเกือบทุกสื่อ
และสื่อได้แก้แค้น ขณะเดียวกันสื่อก็รับเงินจากผู้มีอำนาจ
และต่างศาสนาด้วย


5)พระด้วยกันที่อิจฉาวัดพระธรรมกายโดยเฉพาะพระที่มีตำแหน่งใหญ่โต
อิจฉาเพราะวัดพระธรรมกายใหญ่และมีคนศรัทธามากกว่าวัดตัวเอง
และบางองค์โกรธที่ตัวเองทำพระขาย ขายไม่ออกเพราะ
คนมารุมทำบุญกับวัดพระธรรมกายหมด

จึงร่วมให้ร้าย วัดพระธรรมกายมาตลอดเวลา

6)ศิษย์เนรคุณ ที่วัดส่งไปเรียนปริญญาเอกที่เมืองนอกถึงสองประเทศ ด้วยเงินของวัดและศิษย์วัดพระธรรมกาย

แต่กลับมาสนองคุณอย่างเลวทราม
เพราะโกรธที่ ขอบริหารวัดคนเดียว
ให้หลวงพ่อวางมือให้ตัวเองบริหาร

เมื่อไม่ได้จึงออกจากวัดนี้ไปเอง ไปถูกไล่ออกจากวัดอื่นๆถึง4วัด
แล้วสุดท้ายขอกลับมาอยู่วัดพระธรรมกายใหม่ ทางวัดไม่รับกลับ


7)กลุ่มคนกินผัก โกรธเพราะมาขอความร่วมมือจากวัดนี้ให้
ล้มมหาเถรสมาคม แต่วัดพระธรรมกายไม่เอาด้วย
นี่คือความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจะ
จับสึกหลวงพ่อธัมมชโย และล้มวัดพระธรรมกาย

ตามคำสั่งที่ขัดไม่ได้
ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ ฉันก็เขียนตามที่รู้มาและบางอย่างก็ร่วมอยูในเหตุการณ์ด้วย
แต่โปรดจำไว้ด้วยนะ คนที่มีศีล ไม่ว่าศีล5,8,10,227ข้อ เขาจะไม่โกหกเพราะเขารู้ว่ามันบาปขนาดไหน ผลที่จะได้รับเมื่อตายไปแล้ว
ต้องไปลงนรกขุมที่4รุนแรงกว่าไปฆ่าคนตาย

คนหัวดำ สื่อต่างๆ นักการเมือง คนต่างศาสนาและกลุ่มผู้มีอำนาจ
ไม่มีศีล ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ
รู้แต่จะเอา จะเอา ทำตามใจตนเอง
ทำได้ทุกอย่าง เลวสุดๆ
โกหกใส่ร้ายเป็นไฟ
จะเชื่อใครก็ตามใจนะ ไม่ว่ากัน

ฝูงผึ้งย่อมอยู่ในกลุ่มผึ้ง ดูดแต่น้ำหวาน
ของสะอาดหอมหวลเป็นอาหาร
ฝูงแมลงวันย่อมอยู่ในกลุ่มแมลงวัน
เฝ้าดูดดมกินแต่ของสกปรก
กินขี้เป็นอาหาร


Cr.Siriporn Suksuthipunth

ได้ยินมาอีกเเล้วว่าวัดรวย
ถามตัวเองว่า ถ้าเราจะรวยบ้าง เราจะต้องมีเงินมากเท่าไรถึงเข้าขั้นเรียกว่ารวย?
เเละใครกัน คนอื่น หรือตัวเรา ที่จะเป็นคนชี้ชัดว่า รวยหรือไม่รวย?
ถ้าคนอื่นมาบอกว่าผมรวย นั่นคงเป็นเพราะเขาเอาผม
ไปเทียบกับคนที่ด้อยกว่า จึงมองว่าผมรวย
เเละก็คงเช่นเดียวกัน ถ้าผมจะบอกว่าผมจนมาก ก็คงเป็นเพราะผมเอาตัวเอง
ไปเทียบกับเพื่อนๆที่ทำงานมีเงินเดือนสูงๆ
เเต่ถ้าหากไม่เอาผมไปเทียบกับใคร
เเต่เอามาเทียบกับความจำเป็นที่ผมต้องใช้ในชีวิต

ผมก็คงตอบได้ว่า ผมกำลังพอดีๆ ไม่ได้จน ไม่ได้รวย
ผมลองมาคิดคำนวณค่าใช้จ่ายประจำของผมว่ามีอะไรบ้าง?
ก็พบว่า ค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลักๆก็มีค่าตัดผม
ซึ่งเดือนหนึ่งอย่างต่ำตัดสองครั้ง

นอกนั้นก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมาก ส่วนที่เหลือก็เก็บทำบุญ
เเต่ถ้าเป็นเพื่อนๆซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมากมาย ทั้งเรืองครอบครัว
เรื่องลูก เรื่องค่าใช้จ่ายทางบ้านของพ่อตา เเม่ยาย
ค่าใช้จ่ายงานสังคม จ่ายลูกน้อง
เเละยังต้องจ่ายอะไร ต่ออะไรอีกเยอะเเยะ ซึ่งจำเป็นต้องมีรายรับสูงมากกว่าผมหลายสิบเท่า
เเละเมื่อหักลบ รายรับ-จ่ายเเล้ว
ผมก็ว่าคงเหลือพอๆกัน

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้

เเล้วอย่างนี้จะสรุปว่ารวยหรือจนก็คงจะไม่ได้
เหมือนอย่างจะมาบอกว่า มหาวิทยาลัยรวยกว่าโรงเรียนประถม หรือมัธยมก็คงไม่ได้เช่นกัน
ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยมีรายรับในเเต่ละปีมากกว่าโรงเรียนมากมาย
เเละทำนองเดียวกันที่มองผิวเผินเเล้ว จะสรุปว่าวัดนี้รวย วัดนี้จน ก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เเล้วที่ว่าวัดนี้รวย วัดนี้จนนั้น

เรากำลังเอาเนื้อที่ขนาดของวัดมาเทียบ หรือเอาอาคารสิ่งก่อสร้าง
เอาจำนวนคนเข้าวัด เอาปัจจัยที่สาธุชนทำบุญมาเทียบ หรือเอาวัตถุประสงค์ในการสร้างวัดมาเทียบ

เรากำลังเอาอะไรมาเทียบกัน
ถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนในชุมชน หรือในหมู่บ้านก็ต้องทำเเบบหนึ่ง
ถ้าในตำบล ในอำเภอก็อีกเเบบหนึ่งในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง 
ในจังหวัดก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

เเละถ้าจะสร้างวัดเพื่อรองรับคนทั้งประเทศ หรือเพื่อเป็นสถานที่เผยเเผ่ธรรมะ
พระพุทธศาสนาให้เเก่คนทั้งโลกก็ต้องอีกเเบบหนึ่ง

จึงไม่ใช่เรื่องที่มองเเค่บางจุดเเล้วก็บอกว่ารวยหรือจน

เหมือนโรงเรียนเหมือนมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้เหมือนกัน
เเต่ต่างก็มีบทบาทเเละหน้าที่ของตัวเอง ขึ้นอยู่ที่ว่าได้วางบทบาทหน้าที่เอาไว้อย่างไร??
เเล้วสามารถตอบสนองต่อบทบาทของตัวเองได้ไหม???


หรือว่าได้ทำหน้าที่ให้คุ้มค่ากับกำลังงบประมาณที่ใช้ไปหรือเปล่า
Cr: โค้ก อลงกรณ์ บันทึกอุปัฏฐาก


วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559


ตามที่มีนักวิชาการกฎหมาย
กล่าวถึง ป. วิ อาญา มาตรา 39 (2) ที่ว่า
"ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์
ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ต้องระงับการฟ้อง จะนำมาฟ้องหรือตั้งคดีใหม่ไม่ได้"
ชวนให้เกิดความคลางแคลงใจขึ้นว่า

1. ดีเอสไอมีอำนาจในการดำเนินคดี
ที่ไม่มีผู้เสียหายและถอนฟ้องไปแล้วได้จริงหรือไม่


2. การตั้งคดีเพียงเพราะมีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนเลย
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

สามารถดำเนินการสอบสวนได้จริงหรือไม่

3. ขั้นตอนการสืบสวนทั้งหมดที่ผ่านมา
ดีเอสไอทำถูกต้องตามหลักกฎหมายจริงหรือไม่


เพราะตามหลักวิชาการแล้ว
เมื่อมีผู้รู้ทางกฎหมายหลายท่าน
ทั้งที่เป็นอัยการและทนายความ
ออกมาท้วงติงถึงความไม่ถูกต้องเช่นนี้แล้ว
ดีเอสไอควรจะยับยั้งการสอบสวนทั้งหมดไว้ชั่วคราวก่อน
เพื่อกลับมาทบทวนข้อกฎหมายให้ถูกต้อง
ทบทวนขั้นตอนการสืบสวนให้ถูกต้อง
ก่อนที่การสอบสวนคดีอย่างลัดขั้นตอน
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
และก่อนที่การตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยอาศัยมูลฐานแค่มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย
โดยไม่มีการแสดงหลักฐานกระทำความผิด
จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบบกฎหมายไทย
เพราะบรรทัดฐานการสอบสวนที่ดีเอสไอ
กำลังสร้างขึ้นใหม่ในขณะนี้
ได้สร้างความกระทบกระเทือนใจต่อประชาชน
และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกของสังคมอย่างรุนแรง
เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป หากมีการกุเรื่องเท็จ
กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
โดยไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
ประชาชนทั้งประเทศก็สามารถถูกดำเนินคดี
อย่างลัดขั้นตอนได้ทันที
โดยอ้างอิงจากการสอบสวนอย่างลัดขั้นตอนที่ดีเอสไอ
สร้างขึ้นเป็นบรรทัดฐานใหม่ในระบบกฎหมายไทย
จะเห็นได้ว่า บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ได้กลายเป็นการสร้างช่องว่างทางกฎหมาย
ให้เกิดการกลั่นแกล้งใส่ร้ายจากผู้ที่ปรปักษ์ต่อกันได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่กุเรื่องเท็จ กล่าวหาอีกฝ่ายอย่างลอยๆ
ก็สามารถยืมมือกฎหมายจับกุมอีกฝ่าย
ไปดำเนินคดีได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแสดงหลักฐาน
และสืบสวนพยานแต่อย่างใดๆ เลย
ลองคิดดูว่าสังคมจะเดือดร้อนวุ่นวาย
จากการกลั่นแกล้งใส่ร้ายมากมายเพียงใด
ยิ่งกว่านั้น บรรทัดฐานใหม่ที่ดีเอสไอสร้างขึ้นนี้
ยังได้ก่อผลกระทบต่อความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงอีกด้วย
เพราะถ้าหากการรับบริจาคคือการฟอกเงินและรับของโจร
วัด 33,902 แห่ง พระสงฆ์ 300,000 รูป ก็จะมีโอกาส
ตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจรได้อย่างง่ายๆ
เพียงแค่มีผู้กุเรื่องใส่ร้ายโดยไม่มีหลักฐาน
เพียงแค่รับบริจาคโดยไม่ทราบที่มาของเงิน
ก็สามารถถูกจับสึกอย่างลัดขั้นตอนการไต่สวน
ถูกจับติดคุกติดตารางด้วยคำกล่าวหาลอยๆ ได้ในทันที
บรรทัดฐานที่ดีเอสไอกำลังสร้างขึ้นใหม่นี้
จึงมิใช่แค่ก่อผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ของประชาชนทั่วไปในวงกว้างเท่านั้น
แต่กำลังส่งผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นที่ทำให้
พระพุทธศาสนาถึงกาลล่มสลายจากประเทศไทยได้เลยทีเดียว
ดังนั้น ก่อนที่จะมีความผิดพลาดเสียหาย
ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและความมั่นคง
ของพระพุทธศาสนามากไปกว่านี้ ทางออกที่ดีในขณะนี้ก็คือ
1. ดีเอสไอควรยับยั้งการดำเนินคดีไว้เป็นการชั่วคราว
แล้วกลับมาทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานใหม่
เพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดบรรทัดฐานใหม่
ในการบังคับใช้กฎหมาย
ที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
และสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนา
2. นักวิชาการกฎหมาย ผู้รู้ด้านกฎหมาย
ควรเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ก่อนที่จะมีความตื่นตระหนกตกใจไปมากกว่านี้
จนถึงขั้นเกิดความวุ่นวายในประเทศไทย
โดยออกมาให้ความรู้แก่ประชาชนและพระสงฆ์
ในประเด็นที่กำลังตื่นตระหนกและวิตกกังวล
เป็นอย่างมากในเวลานี้ก็คือ

1) การรับบริจาคเข้าข่ายการฟอกเงินและรับของโจรหรือไม่
2) การตั้งข้อหาดำเนินคดี โดยอาศัยมูลฐานเพียงแค่
มีผู้กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานกระทำความผิด
เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจกระทำการได้หรือไม่

3) คดีที่มีการถอนฟ้องไปแล้ว ไม่มีผู้เสียหายแล้ว
เจ้าหน้าที่รัฐยังมีอำนาจในการดำเนินคดีนั้นอยู่หรือไม่

4) การออกหมายจับ โดยไม่แสดงหลักฐานกระทำความผิด
ที่สอดคล้องกับข้อหา เจ้าหน้าที่รัฐสามารถกระทำได้หรือไม่


หากประชาชนและพระสงฆ์ทั้งประเทศได้รับความกระจ่าง
จากนักวิชาการกฎหมายในเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็จะมั่นใจได้ว่า

กฎหมายยังให้การคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ความตื่นตระหนกของประชาชน ของชาวพุทธ
และของพระสงฆ์ทั้งประเทศ ก็จะได้หายคลางแคลงใจ

ในการดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและรับของโจร
ที่ปฏิบัติกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอย่างขัดแย้งกับ

ป.วิ อาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นบรรทัดฐาน
ให้พระสงฆ์ทั้งประเทศตกเป็นผู้ต้องหาฟอกเงินและรับของโจร
จากการรับบริจาคอยู่ในขณะนี้

--------------------------------------------------------------------
๗ มิถุนายน ๒๕๕๙
๑๓.๔๙ น.
ปล. ความคิดเห็นส่วนตัว
Cr.หลวงพี่ตรีเทพ


วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

พระธัมมชโยเจอคดีหนัก 2 ข้อหา! ฟอกเงิน-รับของโจร?


       ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีกระแสข่าวออกมาแทบทุกสำนักสื่อ เกี่ยวกับมีการกล่าวหาว่า “...หลวงพ่อธัมมชโย และพระในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ฐานรับของโจรและฟอกเงิน หลังพบรับเช็คบริจาคกว่า 2,000 ล้านบาท ทั้งการบริจาคให้วัดผ่านทางบัญชีของ พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาส จากอดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น...”
       วันนี้ขอมาตั้งข้อสังเกตและนำเสนอประเด็นดังกล่าว เผื่อที่คนเข้ามาเสพข่าวเรื่องนี้แล้ว อาจยังไม่ทราบความหมายที่ชัดเจนและครอบคลุมของคำว่า ฟอกเงิน รับของโจร นั้นเป็นอย่างไร บางท่านหรือหลายท่านอาจพลาดพลั้งปักใจเชื่อ คล้อยตามที่สื่อนำเสนอก็เป็นไปได้ วันนี้เรามาถกกันเพื่อหาความรู้ที่ถูกต้อง เถอะค่ะ ว่าเรื่องลักษณะการกระทำอย่างไร “เป็นความผิดรับของโจร” ? และลักษณะอย่างไร “เป็นความผิดฟอกเงิน” ?
      บทความนี้จริงๆ ต้องการนำเสนอแบบกระชับประหยัดเวลา แต่เพื่อความสมบูรณ์และความเข้าใจถูกชัด ชัด ในประเด็นที่ฮอต เลยยาวแต่คุ้มค่ากับการสละเวลาอ่าน เพื่อเป็นทนายแก้ต่างให้กับผู้ที่ไม่ผิดและพระพุทธศาสนาค่ะ

ความหมายของการฟอกเงิน
       การฟอกเงิน (Money Laundering) คือการนำทรัพย์ที่ได้จากอาชญากรรมไปผ่านกระบวนการ เพื่ออำพรางที่มา ที่ผิดกฎหมาย หรือหมายถึง การปรับเปลี่ยนเงินทองหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด ค้าอาวุธเถื่อน ค้าสินค้าหนี้ภาษี การพนัน การละเมิดลิขสิทธิ์ การปลอมแปลงเงินตรา ล่อลวงค้าหญิงและโสเภณีเด็ก หลอกหลวง ต้มตุ๋น ลักทรัพย์ จี้ปล้น เรียกค่าไถ่ ส่วย คอร์รัปชั่น โดยนำเอาเงินทองหรือทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย เรียกว่า "เงินสกปรก" (Dirty Money)  เข้าไปลงทุนหรือไปฟอกในธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เมื่อได้ผลตอบแทน ก็นำเงินที่ได้ไปลงทุน หรือฟอกอีกครั้งในกิจการที่น่าเชื่อถือมากขึ้น เช่น ไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจกองทุน เพื่อลวงให้สาธารณชนเชื่อว่า เงินทองทรัพย์สินที่ได้มาเป็น เงินสะอาด (Clean Money)


การกระทำอย่างไร? เป็นความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินตามกฎหมาย

          พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 ได้กำหนดลักษณะความผิดฐานฟอกเงินไว้ กล่าวคือ
          1.  การโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือ ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่า ก่อน ขณะ หรือ หลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
          2.  การกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิด หรือ อำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

 นอกจากนี้ ในมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 ยังได้กำหนดให้การกระทำดังต่อไปนี้
ผู้กระทำต้องรับโทษเช่นเดียวกับตัวการ กล่าวคือ
          1.  การสนับสนุนการกระทำความผิด หรือ ช่วยเหลือผู้กระทำผิดฐานฟอกเงิน ไม่ว่าก่อน หรือขณะกระทำความผิด
          2.  การจัดหา หรือ ให้เงิน หรือ ทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือ วัตถุใดๆ หรือ กระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินหลบหนี หรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินถูกลงโทษ หรือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
          3.  การพยายามกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
          4.  การสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน




       ส่วนวิธีการฟอกเงิน คือการนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สุจริตนั้นเข้าไปในมือบุคคลที่ 3 หรือสถาบันการเงินหรือองค์กรต่างๆ ซึ่งเรียกว่า โรงฟอกเงิน ยกตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้ สมมติว่านาย ก. ค้ายาบ้ามีรายได้เยอะ นาย ก.จึงทำทีเปิดธุรกิจร้านขนมปังบังหน้า เพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่ตนมีรายได้มากมายนั้นมาจากการเปิดร้านขนมปัง เป็นต้น

ความหมายของการรับของโจร
     
       มาตรา 357 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์  วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์  ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร  

ลักษณะการกระทำอย่างไร? เป็นความผิดฐานรับของโจร พอสรุปได้ดังนี้
       1. ความผิดฐานรับของโจร การรับทรัพย์ไว้จะต้องกระทำภายหลัง ที่ได้กระทำอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้นมาสำเร็จแล้ว มิฉะนั้นอาจเป็นการร่วมกันหรือสนับสนุนในความผิดนั้น
       2. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดนั้น ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้กระทำผิดโดยตรง โดยตัวทรัพย์นั้นยังไม่ถูกแปรสภาพ ถ้าตัวทรัพย์นั้นถูกแปรสภาพเสียแล้วหรือรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายของอันได้มาโดยการกระทำผิด ผู้ที่รับไว้ย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร แม้จะรู้ก็ตาม
       3. ทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดนั้น ต้องเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยตรง ไม่ใช่เพราะไม่ได้รับอนุญาต และเฉพาะความผิด 8 อย่างนั้นเท่านั้น
       4. ความผิดฐานรับของโจร ผู้ที่กระทำความผิดอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้นมา เช่น ผู้ทำการลักทรัพย์ แม้ภายหลังจะรับทรัพย์ที่ถูกลักมานั้นไว้อีก ก็ไม่ผิดฐานรับของโจร
       5. ความผิดรับของโจร อาจมีการส่งมอบทรัพย์นั้นต่อไปหลายๆ คนก็ได้ ถ้าผู้รับไว้รู้ว่าเป็นของที่ได้มาโดยการกระทำผิดดังกล่าวก็ผิดฐานรับของโจร
       6. ความผิดรับของโจร ผู้กระทำต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมาย ในขณะที่รับทรัพย์นั้นไว้ ถ้ารู้ภายหลังจากที่ได้รับของไว้แล้วไม่ผิด แต่ไม่จำเป็นต้องถึงกับต้องรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิดกฎหมายใด มาตราใด
       7. เจตนาเป็นเรื่องภายในของผู้กระทำ จึงต้องถือหลักกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา คือต้องดูการกระทำของผู้รับของโจรและข้อเท็จจริงอื่นประกอบ เช่น ให้การไม่อยู่กับร่องกับรอยกลับไปกลับมา ซุกซ่อนปกปิดทรัพย์ แสดงกิริยาพิรุธวิ่งหนี รับซื้อไว้ในเวลากลางคืน ซื้อโดยราคาถูกกว่าปกติมาก ซื้อจากเด็กหรือคนขอทานหรือบุคคลที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะขายของชนิดนั้นๆให้ได้ เป็นต้น ส่วนการซื้อขายโดยเปิดเผยหรือมีหนังสือสัญญาเป็นหลักฐานหรือนำออกมาใช้โดยเปิดเผย แสดงว่าผู้รับไว้ ไม่ทราบว่าทรัพย์นั้นเป็นของคนร้าย ไม่ผิดฐานรับของโจร
       8. ความผิดฐานรับของโจร ต้องนำสืบให้ได้ความว่า
- ทรัพย์นั้นได้ถูกเอาไป โดยการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดใน 8 อย่างนั้น
- ของกลางที่จับได้จากจำเลยนั้น เป็นของเจ้าของทรัพย์ที่ได้ไป ตามข้อแรก
- โดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำผิด

       สรุปให้เข้าใจง่ายๆ การรับของโจร คือการที่ผู้กระทำผิดได้ช่วยซ่อนเร้น (การทำให้ทรัพย์นั้นหายากขึ้น) จำหน่าย  พาเอาไป ซื้อไว้ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์ที่ได้มาโดยกระทำผิด แต่ถ้าสืบความแล้วพบว่า ผู้กระทำผิด ไม่ทราบว่าของเป็นของใคร หรือทรัพย์ที่ได้มาผิดกฎหมาย ก็จะไม่มีความผิด
       จบเรื่องภาษากฎหมายแล้วค่ะ ต่อมาขอนำความรู้เรื่องฟอกเงินและรับของโจร มาตั้งข้อสังเกตและพิจารณาต่อกรณีที่หลวงพ่อธัมมชโย  วัดพระธรรมกาย ที่กำลังถูกตั้งข้อกล่าวหาฟอกเงินและรับของโจร เรามาพิจารณาว่า ท่านผิดหรือไม่? ไม่ผิดเพราะอะไร ?

ขอนำเรียนเป็น 4 ประเด็นหลักๆ ค่ะ
     

       ประเด็นแรก คือเรื่องที่มาของเงิน อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ท่านชี้แจงผ่านสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ที่ผ่านมาว่าท่านนำเงินก้อนหนึ่งมาถวายหลวงพ่อธัมมชโย  เงินก้อนนี้เป็นเงินยืม ที่มีการคืนให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเงินจำนวนนี้ปรากฏอยู่ในบัญชีของสหกรณ์ มีหลักฐานอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมบัญชีสหกรณ์ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมก็ทราบเกี่ยวกับประเด็นนี้  สามารถสืบค้นได้ มีหลักฐานชัดเจน
      ประการที่สอง คือที่ไปของเงินบริจาค ก็เป็นไปเพื่อการสร้างศาสนสถาน หลวงพ่อธัมมชโยท่านได้ทุ่มเทชีวิตของท่านมาตลอดชีวิตเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก ตั้งแต่บวชวันแรกจนกระทั่งปัจจุบัน ศาสนสถานสร้างขึ้นเพื่อ สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ และสร้างคนดีที่โลกต้องการโดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินสักบาทเดียว (ถ้าเกิดว่าท่านฟอกเงิน รับของโจรจริง ท่านคงไม่เอาเงินมาสร้างศาสนสถานที่สามารถตามตรวจสอบได้ง่ายดายแบบนี้ค่ะ)

       ประการที่สาม คือขั้นตอนการรับ ขั้นตอนนี้สำคัญ การบริจาคเงินจำนวนนี้ไม่ได้ทำในที่ลับ เป็นการรับแต่ไม่ได้ทำในที่ลับ ทำผ่านสักขีพยานจำนวนมาก ท่านใดที่เคยมาวัดพระธรรมกายก็คงจะรับทราบ ท่านใดที่ไม่เคยมาก็ขอนำเรียน กิจกรรมประจำวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันบุญประจำอาทิตย์ นอกจากจะทำทาน รักษาศีล และนั่งสมาธิแล้ว  พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเมื่อนำปฏิบัติธรรมเสร็จ ท่านยังเมตตาเป็นเนื้อนาบุญเพื่อรับถวายปัจจัย เพื่อนำไปใช้ในโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสานาไปทั่วโลก ดังนั้นจะมีศรัทธาสาธุชน ผู้มีศรัทธานำปัจจัยมาร่วมบุญในโครงการต่างๆ มากมาย ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยทำมาอย่างตลอดต่อเนื่อง


       ข้อสังเกต เราจะเห็นว่าเป็นการรับถวายแบบเปิดเผยและมีสักขีพยานจำนวนมาก สื่อมวลชนหรือในโลกโซเชี่ยลบางสำนัก ชี้นำว่าเป็นการยักยอก เมื่อพิจารณาแล้วไม่ได้เป็นการยักยอกเลย ถ้ายักยอกหรือฟอกเงินก็ต้องแอบทำ แต่นี้ท่านเปิดเผยหมด รับรู้หมด ทุกคนเปล่งอนุโมทนา
       ตรงนี้ขอความเป็นธรรมให้หลวงพ่อธัมมชโย รวมถึงคณะสงฆ์และองค์กรการกุศลต่างๆ เวลาจะมีคนมาบริจาคทรัพย์หรือแม้แต่ตัวเราเอง ถ้าเราจะทำกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคม เกิดมีสปอนเซอร์จะมาให้การสนับสนุน มีงบประมาณเข้ามา ท่านจะถามเขาไหมว่าเงินมาจากไหน? หรือแม้กระทั่งกรมสรรพากรที่เก็บภาษีจากประชาชน ถามประชาชนไหมว่า โกงเขามาหรือเปล่า? นี้เราว่ากันตามความเป็นจริง
       ประการที่สี่ ในห้วงเวลาเดียวกัน อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ มีการเบิกจ่ายเงิน แล้วบริจาคให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ มากมาย นำเงินไปลงทุน หรือโอนเงินให้กับบริษัทต่างๆ มากมาย แต่ทำไม? มาเลือกปฏิบัติต่อกรณีหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกายเท่านั้น ถ้าท่านไปดูข้อมูลความเป็นจริงจำนวนเงินทั้งหมดถ้าเปรียบให้เห็นภาพที่ไปสู่องค์กรการกุศลอื่นๆ ไปสู่บริษัทอื่นๆ จำนวนมาก เปรียบเหมือนกับกองแบงก์พัน แต่มาวัดพระธรรมกาย มาบริจาคให้หลวงพ่อธัมมชโย เหมือนกองแบงก์ยี่สิบ แล้วทำไมดีเอสไอ? ถึงมาไล่บี้เอาผิดที่กองแบงก์ยี่สิบกองนี้


       มีอะไรที่แปลกๆ หรือเปล่า? วันนี้นำข้อมูลมานำเสนอทุกท่านเพื่อให้อยู่ในขั้นของกระบวนการไตร่ตรอง ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ หากไม่มีอคติกับหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว สิ่งเดียวที่ท่านทำ คือท่านเป็นเนื้อนาบุญรับเงินบริจาคจากศรัทธาสาธุชนเท่านั้น
       ขอเรียกร้องและขอความเป็นธรรมให้กับหลวงพ่อธัมมชโยด้วย ขณะเดียวกันก็ขอความเป็นธรรมให้กับคณะสงฆ์หรือผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและแผ่นดินนี้ ไม่ใช่ว่าพอรับเงินบริจาคที่เกิดจากคุณความดี ความบริสุทธิ์ของตัวท่านเอง เมื่อมีคนไม่ปรารถนาดี มุ่งร้าย ทำลายกันก็มาตั้งข้อกล่าวหา ยักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน มายัดให้ นี่หรือ คือความยุติธรรม?   ความยุติธรรมแทรกแผ่นดินไทยหนีหายไปไหน?






อ้างอิงข้อมูล:

1. การดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, http://goo.gl/JsDo37. เข้าถึงเมื่อ 12 เม.ย. 2559
2.หนังสือพิมพ์ข่าวสด, http://www.dek-d.com/board/view/930863/. เข้าถึงเมื่อ 12 เม.ย. 2559
3. การฟอกเงิน. http://goo.gl/n0kdqz. เข้าถึงเมื่อ 12 เม.ย. 2559
4. พ.ต.ท.ศักกพล สุขปาน, "ความผิดฐานรับของโจร" :http://www.lawyerthai.com/articles/law/020.php เข้าถึงเมื่อ 13 เม.ย. 2559
5. http://www.police.go.th. เข้าถึงเมื่อ 13 เม.ย. 2559
6. ข้อแท้จริงต่อกรณีหลวงพ่อธัมมชโย-สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น https://www.youtube.com/watch?v=ymk . เข้าถึงเมื่อ 13 เม.ย. 2559
7. http://hilight.kapook.com/view/116962/1?view=full

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget