วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560



ข่มทิฐิช่าง
ตอนสร้างโบสถ์ ทางวัดจ้างช่างเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีมาก ชื่อช่างถวิล กับช่างสุพจน์ มาช่วยทำงาน ตอนนั้นค่าเเรงของเขาวันละ 180 บาท ขณะที่ค่าเเรงคนงานสมัยนั้นวันละ 18 บาท ค่าเเรงของเขาสูงสิบเท่าตัวของค่าเเรงทั่วไป เเสดงว่าฝีมือเขาย่อมไม่ธรรมดา พวกเขาทำงานละเอียดมาก ให้เขามาช่วยทำเเม่เเบบ
      พอเขาขึ้นไปวางเเบบ ซึ่งเเม่เเบบเเต่ละชิ้นเป็นรูปโค้งที่ต้องมาต่อกันหลายๆเเผ่น  เเต่ละเเผ่นต้องต่อให้สนิท ต่อให้เนี๊ยบหมดทุกเเผ่นเรียกว่าเป็นงานที่ต้องใช้ฝีมืออย่างมาก เพราะความโค้งที่คานวิ่งมาชนกับฝ้า เมื่อตีฝ้าเเล้วมันต้องพอดี งานนี้เป็นงานที่ไม่ง่าย
     เขาขึ้นไปวางเเบบเคิร์ฟ(Curve) ส่วนโค้งของโบสถ์ เขาจับระดับน้ำไล่ไปไล่มาอยู่น่าน ตอนเเรกหลวงพี่ก็ปล่อยให้เขาทำไปก่อน เขาวางไม้เเบบเเล้วก็ไล่ระดับน้ำจากด้านหน้า ไปถึงด้านหลังก็ปรากฏว่าไม่เท่ากัน หายไปเเล้ว 2 เซนติเมตร พอไล่ระดับจากด้านหน้าเเละด้านหลังเข้ามา ปรากฏว่าตรงกลางหายไปอีก พอไล่จากทางซ้ายมาได้ มาเจอทางขวากลับไม่เท่ากัน พอหลวงพี่บอกวิธีของหลวงพี่ให้เขาไปว่า ช่างถวิล ช่างทำเเบบนี้นะ เขาบอกว่า หลวงพี่ผมขอเเก้ตัวใหม่ ด้วยศักดิ์ศรีเเละฝีมือของเขาจะต้องเอาให้ดีให้ได้ด้วยวิธีของเขา
    ช่างเขาวิ่งงานข้างบนซึ่งข้างบนทำงานยาก เขาใช้สายยางจับระดับน้ำ เเล้วดินสอขีด
วัดระดับต่างๆเพื่อให้เท่ากัน ซ้ายกับขวาต้องเท่ากัน บนกับล่างต้องเท่ากัน ข้างหน้า ตรงกลาง ตรงริม ตรงท้ายของโบสถ์ต้องเท่ากัน เขาวนกับงานนี้อยู่ 7 วัน ยังทำไม่เสร็จ ตอนนั้นงานเราเร่งมาก เเต่ต้องการที่จะข่มทิฐิช่าง เพราะช่างเขามีทิฐิเยอะ เราต้องเอาทิฐิช่างให้ลงเเล้วยอมเรา เพื่อที่เราจะได้คุมงานเขาได้ในเมื่อเสียเวลามาขนาดนี้เเล้วเขายังไม่ยอมเเพ้ เราจำเป็นต้องยอมเสียเวลาเพิ่ม หลวงพี่ให้เขาเเก้ตัว
     เขาหาซื้อสายยางวัดระดับน้ำมาใหม่ ดินสอที่ใช้เขาเหลาให้คมจนเรียกได้ว่าเเทบจะโกนขนได้ คมกริบเลย เเล้วเขาขึ้นไปเล็งวัดระดับใหม่ จากระดับนี้ไล่ระดับไปเรื่อยๆตรงจุดนั้น  ครั้งนี้เขามั่นใจมาก พอไล่ไปเรื่อยๆจากหัวไปท้ายก็ยังไม่เท่ากัน ผ่านไปอีกอาทิตย์หนึ่ง ผ่านไป 2 อาทิตย์ ในที่สุดเขาก็มาบอกว่า

หลวงพี่ครับผมยอม ไม่รู้มันทำไมถึงไม่เท่ากัน ผมว่าผมเล็งดีเเล้วนะครับ

    การไล่ระดับ โดยใช้สายยางจะมีเเรงตึงผิวน้ำ สายยางจะตกท้องช้งทำให้การวัดไล่ระดับคลาดเคลื่อนไปทีละนิดๆ เคลื่อนตรงนี้เเค่นิดเดียว เเต่พอไล่วัดไปเรื่อยๆกว่าจะถึงจุดโน้นก็เคลื่อนไปตั้งเท่าไรเเล้ว
ช่างเขาบอกว่าเขาลองใช้วิธีเฉลี่ยค่าออกมาเเล้วก็ยังใช้ไม่ได้ หลวงพี่ก็เลยบอกวิธีของหลวงพี่ให้เขา บอกให้เขาทำนั่งร้านสำหรับตั้งกล้อง เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ
    ให้เขาตั้งนั่งร้านจากตรงนี้ไปตรงนั้นรวม 3 นั่งร้าน หลวงพี่เอากล้องทำระดับขึ้นไปตั้ง เเล้วก็ทำตามขั้นตอน ถ้าเราตั้งกล้องได้ดี พอส่องกล้องยิ่งระดับตั้งเเต่หน้าโบสถ์ถึงท้ายโบสถ์ ทั้งซ้ายเเละขวา ทั้งหน้าทั้งหลัง ผลออกมาได้ระดับเดียวกันหมดเลย งานนี้ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงจบ ช่างเขาเลยบอก

ผมยอมหลวงพี่เเล้วครับ

    การจะเอาทิฐิช่างลงได้ ถ้าเราไม่มีฝีมือ เอาเขาไม่ลง เราต้องเป็นงานจริงๆ เราจึงจะคุมเขาอยู่ ต่อไปเราสั่งซ้ายเขาไปซ้าย สั่งขวาเขาไปขวา ไม่เช่นนั้นเขาจะเถียงเราตลอด ที่ผ่านมาหลวงพี่จะเจอช่างเเบบนี้เยอะ
     งานของเราใช้อำนาจไม่ได้ ถ้าเขาไม่ทำตาม เราไล่ออกไปไม่ได้ ถ้าเราอยากได้คนมาทำงาน อยากได้ม้าดีๆมาขี่ เราต้องเอามันให้อยู่
     ม้าเก่งๆเท่านั้นที่เราอยากขี่ ถ้าเราฝีมือไม่ดี ขี่เเล้วมันดีดเราตกหลังม้า หลังเราหักเลย จะขี่ม้าดีต้องมีฝีมือ ม้าพยศเราต้องปราบให้อยู่เเล้วถึงจะใช้งานมันได้

เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ
สโตร์หน้าวัด The Store Story หน้า 130-133
หมายเหตุ:  พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (ภูเบศ ฌานาภิญฺโญ)ท่านเป็นผู้หนึ่งในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย
ปัจจุบันท่านมีตำเเหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโส,เป็นกรรมการมูลนิธิธรรมกาย ,ประธานคณะกรรมการศูนย์กลางธรรมกายเเห่งโลก(WDC) เเละเป็นผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการของวัดพระธรรมกาย


วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560


ก่อนสร้างต้องตอบคำถามให้ได้
ก่อนก่อสร้างยุคหลังๆมานี้ เเม้เป็นเเค่เพียงเเบบสเก็ตซ์คร่าวๆนำไปให้หลวงพ่อดู  หลวงพ่อท่านจะต้องถามก่อนเป็นอันดับเเรกเลยว่า
ทำความสะอาดกันอย่างไร
การดูเเลรักษายากไหม จะเป็นภาระให้กับคนรุ่นหลังหรือเปล่า
ต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้ก่อนเเล้วค่อยทำงานต่อ ถ้ายังตอบคำถามตรงนี้ไม่ผ่านก็ยังไม่ต้องไปออกเเบบ
เเสดงว่าสอบตกตั้งเเต่ยังไม่เริ่มสร้าง
เสาโบสถ์

เสาหน้าโบสถ์ต้นใหญ่ๆที่ยอดเสาเป็นดอกบัว ความจริงเเล้วในการรับน้ำหนัก
ตัวเสาไม่ต้องใหญ่ขนาดนี้ เเต่ทำไมต้องทำให้ใหญ่ เพราะต้องการข่มทิฐิคน
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาเจอเสาโบสถ์
ไม่ว่าใหญ่มาจากไหนก็ตาม
ก็ใหญ่ไม่เท่าเสาโบสถ์
เเละเมื่อลองเทียบกันจริงๆเสาโบสถ์ข่มได้หมดเลย
ข่มทั้งรูปร่างภายนอก เเละเข้าไปข่มทิฐิที่อยู่ภายในด้วย
   เมื่อเดินผ่านเสาโบสถ์เพื่อที่จะเข้าไปกราบพระประธานที่อยู่ภายใน
อย่างน้อยก็ทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า

เราจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม ก็ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าโลง


เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ
สโตร์หน้าวัด The Store Story หน้า 130-133
หมายเหตุ:  พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (ภูเบศ ฌานาภิญฺโญ)ท่านเป็นผู้หนึ่งในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย
ปัจจุบันท่านมีตำเเหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโส,เป็นกรรมการมูลนิธิธรรมกาย ,ประธานคณะกรรมการศูนย์กลางธรรมกายเเห่งโลก(WDC) เเละเป็นผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการของวัดพระธรรมกาย


วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

มีบางคนเขาบอกว่าตั้งเเต่เจอโบสถ์มา
โบสถ์ของวัดพระธรรมกายไม่ใช่โบสถ์พุทธ
หลวงพี่ก็ถามเขากลับว่า ถ้าไม่ใช่โบสถ์พุทธเเล้วเป็นโบสถ์ของอะไร
เขาบอกว่ามันคล้ายๆโบสถ์คริสต์

เลยให้เขาไปช่วยสำรวจดูว่าทั่วโลกโบสถ์คริสต์มีหน้าตาเเบบนี้ไหม สุดท้ายเขาก็บอกว่าไม่มี เเล้ว
อย่างนี้จะมาบอกว่าเหมือนโบสถ์คริสต์ได้อย่างไร
 เเบบโบสถ์ที่เป็นอย่างนี้เพราะหลวงพ่อท่านมอบนโยบายมาให้ตอนเเรกๆที่จะเริ่มสร้างโบสถ์ หลวงพ่อท่านให้เถ้าเเก่เว้ง ซึ่งเป็นคนที่สร้างหอระฆัง สร้างกุฏิคุณยาย สร้างกุฏิพระ สร้างหอฉันอาคารยามา ต้องการให้เขาสร้างโบสถ์ เพราะว่างานเขาฝีมือประณีต เเต่เถ้าเเก่บอกว่าสร้างไม่ไหว งานใหญ่เกินไป

              เถ้าเเก่เว้งเป็นคนที่ใช้ได้ เขารู้กำลังของเขาเอง ส่วนหลวงพี่ต่างหากไม่รู้กำลังตัวเอง
เริ่มต้นสร้างโบสถ์
วันหนึ่งหลวงพ่อธัมมชโยท่านเดินมา ตอนนั้นหลวงพี่มหาชิโต หลวงพ่อทัตตชีโวก็อย่พร้อมหน้ากันหมด หลวงพ่อท่านมาบอกว่าให้สร้างโบสถ์เเบบนี้ๆๆ เเล้วท่านก็ถามว่า

"สร้างไหวไหม"
หลวงพี่มหาชิโตท่านก็มองมาทางหลวงพี่ หลวงพี่เองเป็นประเภทวัวหนุ่มไม่กลัวเสืออยู่เเล้ว ก็บอกท่านว่า

"ไหว" 

หลวงพี่มหาชิโตก็เลยตอบรับปากหลวงพ่อไปว่า


"ไหวครับ" 

หลวงพ่อก็ตกลงให้ลุยสร้างได้เลย
          ในเวลานั้นส่วนตัวของหลวงพี่เองต้องบอกว่า กระต๊อบสักหลังก็ยังไม่เคยสร้างเลย สร้างอย่างมากเเค่ถนนเท่านั้น พอจะต้องมาสร้างโบสถ์จะเป็นไปได้อย่างไร
         
เมื่อมีโจทย์ให้สร้างโบสถ์มา ก็ต้องเริ่มหาจุดเริ่มต้นในการสร้าง จุดเเรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของการสร้างโบสถ์นั้นเริ่มต้นจาก นักสร้างบารมีใจบุญที่ชื่อ สัมพันธ์ เป็นผู้มีอัธยาศัยใจคอดีมาก เป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง มีทีมงาน มีช่างอยู่จำนวนหนึ่ง เเล้วก็มีความศรัทธาในหลวงพ่อ ได้เข้ามาปวารณาบอกว่าจะเอาทีมงานของเขามาช่วยหลวงพ่อสร้างโบสถ์ ให้หลวงพี่บริหารเองหมดทุกอย่าง จากจุดนี้ต้องบอกว่าคุณสัมพันธ์นี้เป็นคนทำให้เรามีความหวังขึ้นอย่างมาก ว่าเเล้วเขาก็ส่งทีมมา พอเริ่มมีจุดเริ่มต้น เราก็เริ่มเดินหน้าต่อไป
นโยบายสร้างโบสถ์
หลวงพ่อท่านให้นโยบายมาตั้งเเต่เริ่มสร้างโบสถ์เเล้วว่าให้ใช้ได้ตลอดชีวิต ดังนั้นสิ่งก่อสร้างของเรา
   1.ต้องประหยัดที่สุด
   2.ประโยชน์ต้องสูงที่สุด
   3.ต้องมั่นคงเเข็งเเรงที่สุด ชั่วชีวิตของเราไม่ต้องกลับมาซ่อมเเซมอะไรอีก เพราะเราไม่ได้บวชมาเพื่อจะมาก่อสร้างหรือซ่อมเเซม เรามาบวชเพื่อทำพระนิพพานให้เเจ้ง  เเละอย่าให้เป็นภาระหนักของคนรุ่นหลัง ถ้าจำเป็นต้องซ่อมเเซม ก็ต้องซ่อมได้ง่ายๆ
   4.ต้องดูเเล้วเรียบง่าย เเต่สง่างาม จนเกิดคำพูดที่เป็นวลีของท่านที่ติดหู เเละนำไปใช้ได้ว่า
     "เรียบ หรู ดูดี มีสไตล์ เเล้วก็ไฮคลาส ประหยัดที่สุด ประโยชน์สูง เเละโปร่ง โล่ง สะอาด มีระเบียบ
ไม่มีเสากลางห้อง"
เพราะฉะนั้นการที่จะต้องมาเเกะสลักลวดลายตามที่หลายๆคนบอกมาว่าต้องมีช่อฟ้า ใบระกา มีหางหงส์
มีทรงกนกต่างๆ เหล่านั้นต้องงดไป เพราะส่วนใหญ่วัสดุที่ใช้คือไม้เเล้วมาเเกะสลัก
         หลวงพ่อท่านบอกว่า ในยุคของเราช่างฝีมือดีๆจากจังหวัดเพชรบุรี จากอยุธยา อ่างทอง ยังสามารถหาได้
เเต่จะเป็นภาระให้กับคนรุ่นต่อไป พวกเขาคงไม่ได้นั่งหลับตาเเน่ เพราะต้องคอยมานั่งซ่อมเเซมกันอยู่เรื่อยๆ หลวงพ่อท่านมองไปไกลมาก มองไปถึง 2-3 เจนเนอเรชั่น(Generation) ในอนาคตข้างหน้าเลย ให้สบายใจไม่ต้องเป็นภาระ เเล้วก็ให้ดูสะอาด ดูสว่าง ทำความสะอาดได้ง่าย จึงได้หันมาใช้วัสดุคอนกรีตเป็นหลัก
        ทั้งหมดนี้คือนโยบายที่หลวงพ่อให้มาครั้งเดียว เเล้วเราสามารถใช้ไปได้ตลอดชีวิต.....



เรื่องเล่าจากพระครูปลัดภูเบส ฌานาภิญฺโญ
สโตร์หน้าวัด The Store Story หน้า 130-133
หมายเหตุ:  พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (ภูเบศ ฌานาภิญฺโญ)ท่านเป็นผู้หนึ่งในยุคบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย
ปัจจุบันท่านมีตำเเหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโส,เป็นกรรมการมูลนิธิธรรมกาย ,ประธานคณะกรรมการศูนย์กลางธรรมกายเเห่งโลก(WDC) เเละเป็นผู้อำนวยการสำนักสาธารณูปการของวัดพระธรรมกาย


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

158 คดีประวัติศาสตร์  ที่โลกต้องจารึกไว้
วัดพระธรรมกายถูกดำเนินคดีแล้ว จนถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2559 มี 158 คดี แบ่งเป็นดังนี้
1. คดี ความผิดฐานบุกรุก จำนวน 10 คดี
2. ความผิดตามพระราชบัญญัติขนส่ง 20 คดี
3. ความผิดกีดขวางการจราจร จำนวน 3 คดี
4.  ทำให้เสียทรัพย์ 2 คดี
5.  หมิ่นประมาท 1 คดี
6.  ผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร การก่อสร้างอาคารและกำแพง  โดยไม่ได้รับอนุญาต 109 คดี
7.  ก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ประเภทเสาวิทยุ ทาวเวอร์ 2 คดี
8.  ผิดตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล 1 คดี
9.  บุกรุกที่สาธารณะ ด้วยการเดินสายไฟฟ้าข้ามถนนและคลอง 7 คดี
10. นำแผ่นสแลนสีเขียวแผงเหล็ก ปิดกั้นถนนสาธารณะ 2 คดี
11. และขุดทำลายถนน ทางเชื่อมเลียบคลองแอน 1 คดี



รวมทั้งหมด 158 คดี !!!!!

เรื่องและภาพ อินทรชัย พาณิชกุล
                    กว่า 2 เดือนแล้วที่ชื่อของ "วัดพระธรรมกาย" และ "พระธัมมชโย" ตกเป็นข่าวใหญ่รายวัน ท่ามกลางการจับตามองแทบไม่กะพริบของคนในสังคม
“สุรพศ ทวีศักดิ์” นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองอย่างเกาะติดชนิดไม่คลาดสายตา .... ได้ให้ความคิดเห็น การวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436236

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

"เจ้าคณะภาคตะนาวศรี"  สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ส่งจดหมายถึง ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชาประเทศไทย.......
14/12/2559
เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้พระเทพญาณมหามุนี(หลวงพ่อธัมมชโย)และหยุดใช้ความรุนแรงต่อวัด และพระในพระพุทธศาสนาหวั่นเสียภาพลักษณ์ประเทศชาวพุทธ14 ธันวาคม 2559


เรียน         ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
                                                                          กรุงเทพมหานคร
เจริญพร   นายกรัฐมนตรี ประเทศไทย และรัฐบาลไทย

              ขอให้สุขภาพแข็งแรง มีความสุข  ที่ประเทศไทย วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี ได้รับทราบว่าจะมีหมายจับหลวงพ่อธัมมชโย  อาตมารู้สึกเหนื่อยใจ เสียใจ กับการกระทำเช่นนี้ ซึ่งไม่สมควรจะทำกับหลวงพ่อท่าน เพราะท่านอายุมากแล้ว อีกทั้งร่างกายก็ไม่แข็งแรงและท่านก็เป็นลูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขออย่ามาทำเรื่องร้ายแรงเช่นนี้กับหลวงพ่อ และเป็นการเสื่อมเสียในภาพลักษณ์ ทำให้ดูไม่ดี ต่อประเทศชาติและศาสนาพุทธ








พระบันดันดะ ดันมิกะสาระ
เจ้าอาวาสวัด ดันมิกายามะตักอู่เจ่า
เจ้าคณะภาคตะนาวศรี
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559


ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องหลวงพ่อธัมมชโยเป็นเรื่องซึ่งต้องปล่อยให้ผู้เกี่ยวข้องหาทางออกภายในกรอบของกฎหมาย กลุ่มต้านธรรมกายไม่ต้องฉวยโอกาสใช้เรื่องนี้กำจัดธรรมกาย และสื่อกลุ่มกระหายเลือดก็ไม่ต้องตั้งประเด็นประเภท "ทำไมไม่บุกสักที" "ฉายหนังซ้ำซาก คนดูเบื่อแล้ว" หรือ "รัฐบาลอย่าดีแต่พูด" เพื่อยั่วให้เจ้าหน้าที่รัฐส่งกองกำลังบุกวัดและใช้ความรุนแรงด้วย....
อ่านต่อhttps://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/posts/1294404993962925
เมื่อคุณ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ออกมาเขียนเเนะนำ เตือนสติ บทบาท ของเเต่ละฝ่ายให้ดำเนินการตามบทบาท อำนาจ หน้าที่ในกรอบของตัวเอง
โดยเฉพาะสื่อมวลชน  เเละคนดู ที่ไม่มีส่วนรู้เห็น หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายโดยตรง
กลับเเสดงพลังกดดัน เพื่ออยากเห็นฉากจบไวๆ
ทั้งๆที่มองไม่เห็นว่า ไม่ว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร ย่อมไม่ถูกใจทุกฝ่ายเเน่นอน
เเต่สิ่งที่จะเห็นชัดๆคือ ภาพของพระพุทธศาสนาที่มัวหมอง
สังคมกำลัง สาดสี ตีไข่ มีทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จปะปนกัน

ทั้งๆที่ความเป็นจริง ตัววัดพระธรรมกาย เป็นเพืยงวัดๆหนึ่ง
มีการดำเนินการ เเละบริหาร โดยกลุ่มบัณฑิตของประเทศที่เรียนจบ
เเล้วมีศรัทธา ออกบวช ใช้วิธีการเผยเเผ่ผ่านสื่อทันสมัย
ซึ่งก็ไม่เเปลกอะไร ถ้าสื่อสมัยใหม่ที่มาตามยุค จะถูกดัดเเปลงเอามาใช้เพื่อ
ให้คนเข้าถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนาดั้งเดิมได้
ผิด ถูก ไม่ต้องกลัว มีทั้งพระ ฆราวาสที่ทรงภูมิธรรมคอยตรวจตรา
อย่างเข้มข้นเเละก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีเฉพาะผู้ทรงความรู้เพียงในประเทศ
เเม้ต่างประเทศก็จับตาดูกัน อย่างไม่คลาดสายตา

การดำเนินงาน จัดงาน โดยการรวม บ้าน วัด โรงเรียน ให้มาประสานงานกัน
งานพิธีกรรมพุทธ ถูกปรับให้เหมาะสม กับทุกเพศ วัย
ตั้งเเต่เด็ก ผู้ใหญ่ วัยชรา
จึงไม่เเปลกที่ปริมาณคนที่เข้าวัด จะเพิ่มขึ้นตลอด จนต้องขยายศาลาปฏิบัติธรรม
ภายในช่วงอายุคน ถึงสามครั้ง เพราะไม่เช่นนั้น วัดคงเเตก!!! เพราะคนมาเต็มวัด

ปริมาณคนที่เพิ่ม กับปริมาณเงินบริจาค ซึ่งเป็นเเหล่งรายได้เดียวของวัด
ย่อมเพิ่ม สอดคล้องตามกัน
เเต่ก็มีที่มา เเละที่ไป อย่างชัดเจน มีฝ่ายบริหารดูเเล ควบคุม
จนเป็นอาคาร สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มากมาย
เเต่ก็เป็นไปเพื่อรองรับ คนที่เดินทางมาวัด
ทั้ง อาคารหอฉันพระ ตึกทำงานคนในวัด อาคารปฏิบัติธรรม
ลานเจดีย์ประกอบพิธีกรรม หรือ ตึกที่พักพระ เจ้าหน้าที่ คนงาน

เเละเเน่นอน เมื่อความสบายใจในการมาปฏิบัติธรรมมีมาก
ความศรัทธา ก็ในการทำบุญเเต่ละคน ก็ย่อมไม่เท่ากัน
จะมาก จะน้อย เเล้วเเต่ความศรัทธา
วัดมีหน้าที่บริหาร ให้เป็นเอกสารรับบริจาคที่ชัดเจน
เเต่กลับกลาย เป็น ข้อกังขา ของคนไม่เข้าวัด
หรืออยากจะเข้าวัด เเต่เป็นเข้ามาเอาเงินวัด
รับไม่ได้????
เข้าทำนอง เดือดร้อนอะไร จะเอาเเค่สะใจเเค่นั้นหรือ

วัดพระธรรมกายพังวันนี้
ใครได้ผลประโยชน์บ้าง
เเค่คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกสั่งงาน
เเค่คนกลุ่มหนึ่งที่สะใจ
เเค่คนกลุ่มหนึ่งที่อะไรก็ได้

เเต่

คนอีกเป็นล้านทั่วโลก ที่เข้าวัด ฟังธรรม
ตลอดเนิ่นนานเกือบครึ่งชีวิตเขา
ถ้าคนกลุ่มหนึ่งตอบคำถามได้ว่า
ไม่มีวัดพระธรรมกายวันนี้ คุณหาวัดสำรองอื่นไหนให้เขาเเล้ว
คุณรับผิดชอบความศรัทธาของคนนับล้านได้หรือยัง
ยิ่งกว่าลอยเเพคนตกงานเลยน่ะ!!!

สังคมอยู่ยากขึ้นทุกวัน จริงๆ
***ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
อาจารย์พิเศษด้านทฤษฎีสังคมศาสตร์และสิทธิมนุษยชนศึกษาจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล ศิโรตม์ศึกษาด้านรัฐศาสตร์และ International Cultural Studies จากมหาวิทยาลัย
แห่งมลรัฐฮาวายอิ

เป็นบรรณาธิการหนังสือ ทฤษฎีและความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ (2544), จักรวรรดินิยมและการก่อการร้าย
(2545) ผู้เขียน แรงงานวิจารณ์เจ้า (2547), ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา (2550), ประชาธิปไตยก็เรื่อง
ของเรา (2554) ผู้แปล Global Nonkilling Political Science ของ Glain Paige (2552) และ Identity
and Violence ของ Amartya Sen (อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์)
Cr:
http://www.jimthompsonhouse.com/thai/events/Primitive-Programs.asp
       :https://i.ytimg.com/vi/Jg_LtP6m9qo/hqdefault.jpg

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Unordered List

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ภูติ ผี ปีศาจ เเตกต่างกันอย่างไร

                ภูติ ผี ปีศาจ เป็นคำที่เราเคยได้ยินได้ฟัง มาตั้งเเต่ยังเด็ก เเม้กระทั่งละคร ภาพยนต์ต่างๆก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้...

Popular Posts

Text Widget